Google+ (อ่านว่า “กูเกิลพลัส”) โซเชียลเน็ตเวิร์คจากกูเกิลที่กำลัง “ทดสอบระบบภาคสนาม” (field trial) กำลังจะมีอายุครบ 1 เดือน ท่ามกลางการจับตาจากคนทั่วโลกว่ากูเกิลจะมีดีแค่ไหนหลังจากล้มเหลวในเรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์คมาหลายครั้ง
ผลปรากฏว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา Google+ มีทั้งแง่มุมที่ประสบความสำเร็จและสร้างปัญหา แต่ในภาพรวมถือว่าทำได้ดีไม่น้อย อย่างไรก็ตามเส้นทางของ Google+ ยังอีกยาวไกล และยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมาก

รู้จักกับ Google+
Google+ คืออะไร? มันคือบริการโซเชียลเน็ตเวิร์คแบบเดียวกับ Twitter และ Facebook เข้าใช้งานได้จากหน้าเว็บ plus.google.com และทางมือถือ-แท็บเล็ต
รูปแบบการใช้งานคือสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนๆ อัพเดตข้อความสถานะ โพสต์รูป แท็กเพื่อน แบบเดียวกับ Facebook แต่ก็มีแนวคิดหลายอย่างที่ต่างกันออกไปมาก ซึ่งก็เป็นจุดเด่นของ Google+ นั่นเอง
ปัจจุบัน Google+ ยังไม่เปิดบริการอย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นการทดสอบระบบในวงกว้าง แต่การหา invite หรือบัตรเชิญก็ทำได้ไม่ยาก รายละเอียดดูได้ที่ plus.google.com
ผู้ใช้ Google+ จะเห็นชื่อของตัวเองอยู่บน “แถบสีดำ” ที่แสดงอยู่ในหน้าเว็บทุกอย่างของกูเกิล และสามารถกดเข้าไปดูข้อความอัพเดตได้ตลอดเวลา (ด้านขวามือจะแสดงตัวเลขอัพเดตสีแดง แบบเดียวกับ Notification ของ Facebook)
การจัดเพื่อนเข้า “แวดวง” หรือ Circles
แนวคิดที่สำคัญที่ทำให้ Google+ ต่างออกไปจาก Facebook หรือ Twitter ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับเพื่อนๆ
ความสัมพันธ์ในโลกของ Facebook นั้นเป็นแบบ 1:1 คือ ผู้ใช้แต่ละคนเป็น “เพื่อน” (Friends) ของกันและกัน มีให้เลือกแค่ว่า “รับเป็นเพื่อน” หรือ “ไม่รับเป็นเพื่อน” เท่านั้น ทุกคนที่เป็นเพื่อนของเราจะเห็นข้อมูลของเราทั้งหมด ไม่ว่าเพื่อนคนนั้นจะเป็นเจ้านาย ครอบครัว เพื่อนสมัยเด็ก หรือคนที่รู้จักกันในเน็ต
ส่วนโลกของ Twitter เป็นแบบอสมมาตร คือ เราสามารถ “ติดตาม” (follow) ใครบางคนได้ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องติดตามกลับ จึงมีความสัมพันธ์ 2 ชนิดคือ following (คนที่เราติดตาม) และ follower (คนที่ติดตามเรา) สองกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด

การจัดเพื่อนเข้าแวดวงหรือ Circle
ส่วน Google+ เป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง Facebook/Twitter โดยมีแนวคิด follow แบบเดียวกับ Twitter (ในภาษาของ Google+ จะเรียกว่า Add to Circle หรือเพิ่มเข้าในแวดวง) แต่เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว เราจะสามารถ “จัดกลุ่ม” หรือ circle ของเพื่อนๆ ตามความสัมพันธ์ในโลกจริงได้ เช่น กลุ่มเพื่อนสมัยเรียน กลุ่มเพื่อนที่ทำงาน
จุดขายหลักของ Circles คือการเลือกแชร์ข้อมูลบางชนิดให้กลุ่มเพื่อนบางกลุ่ม เช่น ภาพถ่ายที่ไปกินเหล้าเที่ยวผับเมื่อคืนกับเพื่อนสมัยเรียน ก็สามารถจำกัดให้แสดงเฉพาะกลุ่มเพื่อนสมัยเรียน ครอบครัวหรือเจ้านายจึงไม่มีโอกาสเห็นภาพ “ไม่เหมาะสม” เหล่านี้ ช่วยให้หลายคนสะดวกใจมากขึ้นกับการแชร์ภาพถ่ายหรือข้อมูลส่วนตัวให้คนที่ไว้ใจเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
แนวทาง Circles ออกแบบมาช่วยแก้ปัญหาของ Facebook ที่ไม่มีการแบ่งระดับของเพื่อนๆ และสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้ จนหลายคนเลิกใช้ไปเลย (จริงๆ Facebook สามารถจัดกลุ่มได้เช่นกัน แต่ไม่ง่ายและสะดวกเหมือน Google+ ที่ออกแบบมาแต่แรก)
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่อง Circles ก็มีข้อเสียว่าใช้งานยุ่งยากกว่าการแชร์แบบไม่ต้องคิดอะไรมากบน Facebook/Twitter อยู่บ้าง ผู้ใช้ Google+ อาจจะต้องใช้เวลาสักพักเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้
วิดีโอแนะนำ Google+
ตั้งวงคุยผ่านวิดีโอด้วย Hangouts
แก่นหลักของ Google+ อยู่ที่การแชร์ข้อมูลตามแวดวงที่ต้องการ ดังที่กล่าวไปแล้ว แต่กูเกิลก็ยังเพิ่มลูกเล่นอีกหลายอย่างเข้ามาเป็นสิ่งดึงดูดให้คนมาใช้ Google+
ฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ Hangouts หรือการสนทนาแบบกลุ่มด้วยวิดีโอ (ซึ่งคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันก็มีกล้องฝังมาเกือบหมดแล้ว)

การประชุมแบบกลุ่มด้วยวิดีโอไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเราเห็นซอฟต์แวร์อย่าง Skype หรือ Cisco WebEx ทำได้มานาน เพียงแต่ของ Google+ ไม่ใช่การประชุมอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องนัดเวลาประชุมและล็อกอินเข้าระบบ video conference พร้อมๆ กัน แต่เป็นการคุยเล่นแบบไม่เป็นทางการมากกว่า
แนวคิดของ Hangouts จะคล้ายๆ กับห้องแชท IRC ในอดีต นั่นคือเราประกาศว่า “ว่างและอยากจะเล่น hangouts” จากนั้นกลุ่มเพื่อนๆ ของเราที่ว่างเหมือนกันและเห็นข้อความของเราใน Google+ ก็สามารถกดเข้ามาร่วมพูดคุยกันได้ (เราสามารถกำหนดกลุ่มเพื่อนที่จะเข้ามาพูดคุยสนทนากันได้)
ผู้ที่ใช้ Facebook น่าจะเคยเห็นเพื่อนๆ แสดงสถานะเป็น “ออนไลน์” อยู่ ซึ่งก็แปลว่าพวกเขาเหล่านั้น “ว่างและไม่มีอะไรทำ” เช่นเดียวกับเรา ดังนั้นฟีเจอร์ Hangouts ออกมาเพื่ออุดช่องว่างตรงนี้ ให้คนที่ “ว่างและไม่มีอะไรทำ” ได้มานั่งคุยกันสนุกๆ นั่นเอง
ผ่านมาหนึ่งเดือน ฟีเจอร์ Hangouts กลายเป็นจุดขายของ Google+ มีคนทดลองนำมาประยุกต์ใช้งานในรูปแบบแปลกใหม่มากมาย ที่สำคัญคือการประชุมพร้อมกันใน Hangouts (สูงสุดได้ครั้งละ 10 คน) นั้นฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ต่างจากระบบการประชุมของ Skype ที่ต้องเสียเงินถ้าหากจะประชุมพร้อมกัน 3 คนขึ้นไป
ในช่วงที่กูเกิลทดสอบระบบภายใน มีรายงานว่าผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Larry Page เปิด Hangouts ทิ้งไว้เพื่อให้พนักงานของกูเกิลที่สนใจเข้ามาพูดคุยกับเขาได้ ส่วนหลังเปิดตัวแล้ว ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Dell คือ Micheal Dell ก็บอกว่าเขาอยากนำระบบอย่างนี้มาให้พนักงานของ Dell ใช้ตอบคำถามของลูกค้า
วิดีโอแนะนำ Hangouts
Google+ บนมือถือ
กูเกิลไม่พลาดที่จะออกแอพ Google+ บนมือถือ (ตอนนี้มีบน Android และ iPhone) ให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารได้จากนอกสถานที่ เช่นเดียวกับที่ Twitter/Facebook บนมือถือได้รับความนิยมสูง
แอพ Google+ มาพร้อมกับความสามารถพื้นฐานในการแชร์ข้อความและภาพถ่ายกับเพื่อนๆ เหมือนกับเวอร์ชันเว็บทุกประการ แต่ก็เพิ่มความสามารถขึ้นมาจากเวอร์ชันเว็บอีก 2 อย่าง ได้แก่
Instant Upload หรือทุกครั้งที่เราถ่ายภาพหรือวิดีโอจากกล้องมือถือ เราสามารถตั้งค่าให้มือถืออัพโหลดภาพหรือวิดีโอขึ้นไปรอบน Google+ ได้อัตโนมัติ แล้วเราค่อยไปสั่ง “แชร์” อีกครั้งเมื่อต้องการ ซึ่งแบบนี้ทำให้ผู้ใช้ “ไม่ต้องรอ” การโหลดภาพขึ้นอินเทอร์เน็ตเมื่อต้องการแชร์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่น่าเบื่อในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค (ผู้ใช้สามารถตั้งค่าเองได้ว่าจะอัพภาพขึ้นเมื่อใด เมื่อต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi หรือ 3G)
Huddle เป็นบริการส่งข้อความกลุ่มแบบเดียวกับ BlackBerry เพียงแต่อันนี้ส่งให้เพื่อนๆ ใน Google+ แทนเท่านั้น ตอนนี้ยังมีความสามารถไม่มาก ส่งได้เฉพาะข้อความ ไม่มีภาพ และยังไม่เห็นในหน้าเว็บ Google+ ต้องรออีกสักพักให้กูเกิลพัฒนามากกว่านี้
วิดีโอแนะนำ Instant Upload
วิดีโอแนะนำ Huddle
ความสำเร็จของ Google+
ประมาณสองสัปดาห์หลัง Google+ เปิดตัว ตัวเลขอย่างเป็นทางการของกูเกิลระบุว่ามีผู้ใช้แล้ว 10 ล้านคน เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนตัวเลขที่มีคนภายนอกประเมิน ล่าสุดทะลุหลัก 20 ล้านคนไปแล้ว
ยอดประเมินจากบริษัท comScore คาดว่ากูเกิลมีผู้ใช้ในสหรัฐประมาณ 5.3 ล้านคน และตามมาด้วยอินเดีย 2.8 ล้านคน
แน่นอนว่าตัวเลขนี้ยังห่างไกลกับยอดสมาชิก 750 ล้านคนของ Facebook หรือ 200 ล้านคนของ Twitter แต่อัตราการเติบโตที่ร้อนแรงขนาดนี้ย่อมส่งผลสะเทือนต่อคู่แข่งแน่
เสียงตอบรับของผู้ใช้ต่อ Google+ ออกมาเป็นบวกมาก จนเกินที่พนักงานของกูเกิลเองจะคาดฝันไว้ ยอดผู้ใช้ที่ลงทะเบียนในช่วงแรก (ต้องได้รับคำเชิญจากคนที่ใช้อยู่แล้ว) ถล่มทลายจนเซิร์ฟเวอร์รับไม่ไหว กูเกิลขยายเซิร์ฟเวอร์ไม่ทันจนต้องปิดรับสมาชิกใหม่เป็นระยะ สร้างความไม่พอใจแก่ผู้ใช้ในช่วงแรกๆ
กูเกิลเคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้งกับโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค บริการอย่าง Orkut ประสบความสำเร็จแค่ในบราซิล, ความพยายามจะรวมโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ เพื่อรบกับ Facebook ด้วยโครงการ OpenSocial ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง, Google Wave วิธีการสนทนาแบบกลุ่มแนวใหม่จุดไม่ติดและโดนยุบโครงการทิ้ง, Google Buzz ที่แทรกเข้ามาใน Gmail โดนวิจารณ์เละและมีปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้
ความพยายามสร้าง Google+ ครั้งนี้กูเกิลทุ่มพลังมาสุดตัว เป็นโครงการใหญ่ที่สุดโครงการหนึ่งของประวัติศาสตร์กูเกิล และปรับสายการบังคับบัญชาให้ Vic Gundotra ผู้บริหารใหญ่ของกูเกิลมาคุมบังเหียนเอง (ตำแหน่งของ Vic ถือว่าเป็นรองๆ เฉพาะสองผู้ก่อตั้งและ Eric Schmidt เท่านั้น) Larry Page เองถึงกับประกาศว่า “โบนัส” ของกูเกิลในปีนี้ ขึ้นกับความสำเร็จของโซเชียลเน็ตเวิร์คเลยทีเดียว
ช่วงแรกเริ่มมีคนดังๆ เข้ามาใช้งาน Google+ กันบ้างแล้ว โดยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มวิศวกร ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที บล็อกเกอร์ และที่สำคัญคือ Mark Zuckerberg พร้อมผู้บริหาร Facebook จำนวนหนึ่งก็มาทดลองใช้ Google+ เช่นกัน จนเป็นประเด็นข่าวไปหลายวัน และตัว Zuckerberg เองก็กลายเป็นผู้ที่มีคนติดตามบน Google+ มากที่สุดในช่วงแรกๆ อีกด้วย (อย่างไรก็ตาม Zuckerberg ไม่ได้โพสต์ข้อความอะไรต่อสาธารณะ)

หน้าของ Mark Zuckerberg บน Google+
ปัญหาของ Google+
ถึงแม้ Google+ จะได้รับเสียงตอบรับดีกว่าที่คาด แต่มันก็ยังมีปัญหาอีกหลายอย่าง
แอพและเกม
ตอนนี้ Google+ เพิ่งมีอายุได้ 1 เดือน แต่ระบบภายในยังไม่นิ่ง และกูเกิลยังไม่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาภายนอกสร้าง “แอพ” บน Google+ ในแบบเดียวกับของ Facebook (ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Facebook ประสบความสำเร็จเหนือคู่แข่งอื่นๆ ในช่วงนั้น)
ตอนนี้มีข่าวว่ากูเกิลกำลังจับมือกับนักพัฒนาเกมบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง Zynga เจ้าของเกม Farmville ทำระบบเกมบน Google+ อยู่ ต้องคอยจับตาดูว่าจะออกมาเหนือกว่าเกมบน Facebook แค่ไหน เพราะถ้าทำออกมาได้เท่ากันก็ไม่มีคนย้ายมาเล่นบน Google+ แน่ๆ
Google+ สำหรับธุรกิจ
กระแสความแรงของ Google+ ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มกระโจนเข้าหา โดยหวังจะนำมาใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ แบบเดียวกับที่เคยทำใน Facebook Pages
แต่ระบบของกูเกิลยังไม่พร้อมสำหรับธุรกิจ องค์กร และแบรนด์ ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องสร้างบัญชีเป็นผู้ใช้งานแบบบุคคลปกติ ซึ่งเงื่อนไขของกูเกิลไม่อนุญาตให้ทำแบบนี้ และส่งผลให้กูเกิลไล่แบนบัญชีที่ไม่ใช่บุคคลจริง และตั้งชื่อผิดกฎ จนสร้างกระแสความไม่พอใจให้กับผู้ใช้อย่างมาก
กูเกิลสัญญาว่าจะรีบทำระบบสำหรับผู้ใช้ภาคธุรกิจ (Business Profile Page) และขอให้ทุกคนอดทนรอ อย่าเพิ่งไปสร้างบัญชีแบบบุคคลเสียก่อน
![]()
การขาดแคลนคนดัง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “คนดัง” ไม่ว่าจะเป็นดารา นักการเมือง นักร้อง นักกีฬา ไฮโซ เซเล็บ ฯลฯ เป็นสิ่งดึงดูดให้คนแห่เข้ามาใช้บริการ เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับคนดังเหล่านี้
ในอดีต Myspace โด่งดังขึ้นมาได้เพราะศิลปินนักร้องหันมาใช้เป็นช่องทางเผยแพร่เพลงและมิวสิควิดีโอ กรณีของ Twitter ยิ่งเด่นชัดเพราะดารา นักการเมือง นักกีฬา ต่างใช้มันเป็นช่องทางสื่อสารกับแฟนๆ แบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
ส่วน Facebook ตอนนี้ก็ติดลมบนไปแล้ว คนดังแทบทุกคนต้องมี page เอาไว้สร้างตัวตนบนโลก Facebook และสื่อสารกับแฟนๆ
บริการเกิดใหม่อย่าง Google+ ยังไม่มีดาราคนดังเข้ามาใช้มากนัก และด้วยจำนวนผู้ใช้ที่ยังน้อย ก็ยังขาดแรงจูงใจที่จะชวยคนดังเหล่านี้มาเล่น Google+ ด้วย
กูเกิลพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้โดยการ “ล็อบบี้” มีข่าวว่ากูเกิลกำลังจ้างที่ปรึกษาคนดังในฮอลลีวู้ด ให้ช่วยดึงดาราดังๆ มาเล่น Google+ มากขึ้น แต่การทำแบบนี้อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะกูเกิลเองต้องพยายามสร้างฐานผู้ใช้และ “กระแส” ความนิยมของ Google+ ให้แพร่หลายมากกว่านี้ด้วย
ความสามารถหลายๆ อย่างที่ยังขาด
นอกจากประเด็นใหญ่ๆ ข้างต้น Google+ ยังขาดความสามารถเล็กๆ น้อยๆ อีกมาก ซึ่งผู้ใช้ก็เรียกร้องให้ Google+ เพิ่มเข้ามาในเร็ววัน เช่น
- การย้ายเพื่อนจาก Facebook เข้ามาใน Google+ (ต้องให้ฝั่ง Facebook อนุญาตด้วย)
- การเชื่อม Twitter เข้ากับ Google+
- ระบบการค้นหาที่ดีกว่าเดิม
- การสนทนาผ่าน Hangouts บนมือถือ
- แอพ Google+ บนมือถือระบบอื่นๆ อย่าง BlackBerry, Windows Phone, Symbian
- การเชื่อมระบบของ Huddle เข้ากับเว็บ (กูเกิลเพิ่งซื้อบริษัทอีกรายเพื่อมาทำ Huddle โดยเฉพาะ)
- เชื่อมเข้ากับบริการอื่นๆ ของกูเกิลให้มากกว่านี้ เช่น Gmail, YouTube, Google Maps ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ต้องรอทางทีมงานของกูเกิลพัฒนาเพิ่มเข้ามา ซึ่งฝ่ายกูเกิลเองก็ต้องเร็ว เพื่อดึงดูดผู้ใช้ให้อยู่กับระบบต่อไป
![]()
อนาคตของ Google+
ตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะพยากรณ์ความสำเร็จและความล้มเหลวของ Google+
ในหนึ่งเดือนแรกถือว่ากูเกิลทำงานได้ดี และสามารถเรียกผู้ใช้กลุ่ม early adopter เข้ามาใช้งาน Google+ ได้มากกว่าที่หลายๆ บริการเคยทำได้
ขั้นต่อไปของกูเกิลคือพัฒนาระบบให้นิ่ง และเริ่มเพิ่มฟีเจอร์ที่ดึงดูดผู้ใช้กลุ่ม mass ให้เข้ามาใช้งานมากขึ้น อย่างที่ Myspace เคยโด่งดังเพราะดนตรี และ Facebook โด่งดังจากเกมนั่นเอง
สิ่งที่ Google+ จะเจอแน่ๆ คือการปรับตัวสู้ของ Facebook เพราะหลังจากกูเกิลเปิดตัว Google+ ไม่นาน Facebook ก็ออกมาประกาศความร่วมมือกับ Skype ในการสนทนาผ่านวิดีโอบ้าง (เป็นการสนทนาแบบ 1:1 ยังไม่สามารถทำแบบ Hangouts ได้)
อีกไม่ช้าเราน่าจะเห็น Facebook เพิ่มฟีเจอร์คล้ายๆ กับ Circles ซึ่งปัจจุบันมีแล้วแต่ทำได้ยากกว่ามาก
ฝั่ง Twitter เองที่ช่วงหลังนิ่งเงียบไปนาน ก็น่าจะปรับตัวสู้กับ Google+ เช่นกัน เพราะรูปแบบการใช้งานของ Google+ คล้ายคลึงกับ Twitter มากกว่า Facebook และ Google+ ก็มีความเป็นมัลติมีเดีย (ภาพและวิดีโอ) มากกว่า Twitter มาก
เราน่าจะเห็น Twitter จับมือกับบริการต่างๆ เพื่อ “พรีวิว” เนื้อหาบนหน้าเว็บของ Twitter ได้มากขึ้น เช่น ต่อไปถ้าแปะลิงก์บน Twitter ก็อาจจะเห็นภาพตัวอย่างของเว็บเช่นเดียวกับ Facebook/Google+ ในปัจจุบัน
ในระยะกลาง เราน่าจะเห็น Google+ แทรกตัวขึ้นมาระหว่าง Twitter กับ Facebook เป็นสามโซเชียลเน็ตเวิร์คใหญ่ แต่ลำพังเพียง G00gle+ ยังไม่น่าจะโค่น Facebook/Twitter ลงไปได้ ในแบบเดียวกับที่ Facebook เคยโค่น Myspace มาแล้ว
เสียงวิพากษ์จากผู้สร้าง Myspace
Tom Anderson ผู้สร้าง Myspace และปัจจุบันเป็นผู้ใช้ Google+ คนสำคัญ เขียนแสดงความเห็นของเขาเอาไว้ว่า กูเกิลนั้นเป็นบริษัทที่อิงกับ “สูตรคำนวณ” (หรืออัลกอริทึม) เป็นหลัก เพราะรากเหง้าของบริษัทมาจากการสร้างสูตรคำนวณเพื่อจัดลำดับการค้นหาข้อมูล ทำให้วัฒนธรรมองค์กรของกูเกิลอิงอยู่กับการคำนวณจนขาดความเป็นมนุษย์ไป
ในขณะที่ Facebook มีรากเหง้ามาจากความเป็น “โซเชียล” หรือการสร้างสังคม ทำให้เรื่องนี้ฝังอยู่ใน DNA ของ Facebook มาโดยตลอด
แต่วิธีการจัดกลุ่มเพื่อนของ Google+ กับ Facebook นั้นกลับกัน
การแสดงข้อความของเพื่อนๆ ใน News Feed ของ Facebook นั้นไม่เป็นไปตามธรรมชาติ (ส่วนของ Top News) เพราะ Facebook จะพยายาม “คัดกรอง” ข้อความของเพื่อนที่น่าจะตรงกับใจเรามาให้มากที่สุด เช่น ข้อความของเพื่อนคนที่มีเพื่อนๆ กด Like เยอะที่สุดหรือคอมเมนต์เยอะที่สุด จะถูกแสดงขึ้นมาบ่อย ในขณะข้อความของเพื่อนที่เราไม่เคยสนใจเลย จะถูกแสดงน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป
กระบวนการคัดกรองนี้คือ “อัลกอริทึม” ของ Facebook ซึ่งปิดลับและไม่เคยบอกใคร เฉกเช่นเดียวกับอัลกอริทึมในการจัดอันดับผลการค้นหาของกูเกิล และข้อมูลที่เคยมีคนวงในบอกก็คือ Mark Zuckerberg เป็นคนดูแลอัลกอริทึมอันนี้ (ซึ่งเป็นความลับทางการค้าที่สำคัญมากของบริษัท) ด้วยตัวเอง
แต่ Google+ กลับเปิดโอกาสให้ “มนุษย์” เป็นคนควบคุมและคัดกรองสายสัมพันธ์ด้วยตัวเอง (ผ่านการจัดกลุ่ม Circle) ซึ่งในระยะยาวแล้ว จะเป็นการพิสูจน์ว่าแนวคิดของ Facebook ที่ใช้คอมพิวเตอร์คัดสรร กับ Google+ ที่ให้ผู้ใช้เลือกเอง แบบไหนจะถูกต้องมากกว่ากัน
เปรียบเทียบ Google+ ปะทะ Facebook
ภาพจากเว็บไซต์ Single Grain


