บริษัทกูเกิลได้เปิดเผยข้อมูลลงในบล็อกของบริษัทว่า ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม บริษัทถูกโจมตีทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหลายครั้ง และการโจมตีนั้นมุ่งหวังชิงข้อมูลในอีเมลของ NGO ด้านสิทธิ์มนุษยชนในจีนซึ่งใช้บริการ Gmail ของกูเกิลอยู่
กูเกิลรายงานว่านอกจากกูเกิลแล้ว ยังมีบริษัทอเมริกันอีกราว 20 แห่งที่โดนโจมตีในเวลาเดียวกัน ส่วน Wall Street Journal รายงานว่ามี 34 บริษัท โดยตอนนี้มีบริษัทซอฟต์แวร์กราฟิก Adobe ออกมาเผยตัวแล้วว่าเป็นหนึ่งในนั้น และจะร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ ที่โดนโจมตีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันต่อไป
Adobe บอกว่าข้อมูลของบริษัทไม่หลุดออกไป ส่วนกูเกิลบอกว่ามีข้อมูลในอีเมลหลุดไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
กูเกิล vs รัฐบาลจีน
แม้กูเกิลจะไม่เอ่ยถึงรายละเอียดของการโจมตีว่ามาจากที่ไหน แต่ในบล็อกของบริษัทกลับบอกว่า กูเกิลจะเลิกความร่วมมือกับรัฐบาลจีน ในการเซ็นเซอร์ข้อมูลใน google.cn ไม่ให้ประชาชนจีนเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นการบอกแบบอ้อมๆ ของกูเกิลว่า รัฐบาลจีนอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ โดยต้องการข้อมูลของนักสิทธิมนุษยชนที่เก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิล
กูเกิลยังขู่ว่าถ้าเจรจากับรัฐบาลจีนไม่สำเร็จ กูเกิลอาจปิดสำนักงานในจีน และเลิกประกอบกิจการในประเทศจีนไปเลย เว็บไซต์ paidContent รายงานข้อมูลจาก David Drummond หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกูเกิล ซึ่งบอกว่ากูเกิลมีรายได้จากจีน “เพียงเล็กน้อย” เท่านั้น การปิดสำนักงานในจีนไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
บริษัทการเงิน JPMorgan เคยรายงานว่ากูเกิลคาดหวังรายได้ในจีน 600 ล้านเหรียญต่อปี (GigaOm) ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่มากเกินไป เพราะบริษัท Baidu ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตในจีน ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่ากูเกิลถึงสองเท่า ยังมีรายได้แค่ 900 ล้านดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถ้ากูเกิลสามารถทำรายได้ในจีนได้ 600 ล้านเหรียญต่อปีจริง ก็คิดเป็นสัดส่วนแค่ 2% ของรายได้ทั้งหมด 26 พันล้านเหรียญต่อปีของกูเกิลเท่านั้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ากูเกิลเริ่มทำธุรกิจด้านอื่นๆ ในจีนนอกเหนือจากเว็บค้นหาด้วย ตัวอย่างได้แก่ โทรศัพท์มือถือ Android เป็นต้น
นักสิทธิมนุษยชนชื่นชมกูเกิล
Electronics Frontier Foundation องค์กรอิสระที่สนับสนุนแนวคิดด้านเสรีนิยม และต่อต้านการเซ็นเซอร์ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ได้ออกมาแสดงความชื่นชมต่อกูเกิลที่จะเลิกเซ็นเซอร์ข้อมูลตามคำขอของรัฐบาลจีน (ซึ่งเป็นประเด็นที่ EFF โจมตีกูเกิลมานาน) โดยบอกว่าแนวทางของกูเกิลจะเป็นต้นแบบให้บริษัทตะวันตกอื่นๆ ปฏิบัติตาม
เช่นเดียวกับกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ที่ออกมาชื่นชมกูเกิลเช่นกัน โดยบอกว่าเป็นการสนับสนุนเสรีภาพทางความคิดเห็น และการรักษาความเป็นส่วนตัว
ความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ?
หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่า การที่บริษัทอเมริกันถูกโจมตีในครั้งนี้ ทำให้หน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐ เช่น National Security Agency เข้ามาสอบสวนแล้ว
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ฮิลลารี คลินตัน ให้สัมภาษณ์ว่ารับทราบเรื่องนี้แล้ว และกำลังรอคำอธิบายอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจีนอยู่ เธอทิ้งท้ายว่าการทำธุรกิจออนไลน์นั้นต้องการหลักประกันที่มั่นคง ว่าจะไม่ถูกก้าวก่ายจากภาครัฐ
ถ้ากูเกิลถอนตัวออกจากจีนจริง นี่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ โดยอาจเป็นผลให้ธุรกิจจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะธุรกิจไฮเทค เริ่มไม่มั่นใจในนโยบายของรัฐบาลจีน และส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศได้ ก่อนหน้านี้บริษัทอเมริกันอย่าง eBay และยาฮูได้ระงับแผนการขยายตลาดในประเทศจีนอย่างไม่มีกำหนดแล้ว
การขาดดุลทางการค้าของสหรัฐต่อจีน และความขัดแย้งทางนโยบายการเงินของทั้งสองประเทศ เริ่มส่งผลให้เกิดการปะทะกันขนาดย่อมในภาคเอกชนบ้างแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การออกมาโจมตีนโยบายทางการเงินของประเทศจีนโดยพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวสหรัฐ (อ่าน บทความ “พอล ครุกแมน” : “ปีใหม่จีน” อันตรายจากพาณิชยนิยมของจีน) และกรณีของกูเกิลดังที่ปรากฎในบทความนี้ ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นหนึ่งในแผนปิดล้อมจีนของสหรัฐ
การแย่งชิงความเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองโลกของจีนและสหรัฐจะร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ SIU คาดว่าเราจะได้เห็นเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกเป็นระยะ รวมไปถึงการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารของจีนด้วยเช่นกัน (รับฟังบทวิเคราะห์ถึงความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจจีน และความขัดแย้งกับสหรัฐได้ใน Practical Radio ตอนที่ 8 มังกรจีนทะยานฟ้า)
