เว็บไซต์มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2553 นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้รับทราบการรายงานผลการประชุมหารือการดำเนินการกับวารสารฟ้าเดียวกัน เนื่องจากแม้วารสารฉบับดังกล่าวจะวางจำหน่ายมาได้หลายปีแล้ว แต่ยังไม่ยอมยื่นจดแจ้งการพิมพ์ ซึ่งถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งขณะนี้นางวิลาวัณย์ ทรัพย์พันแสน ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ ในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้แจ้งความกับกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (ฝ่ายสิ่งพิมพ์) ให้ดำเนินการกับวารสารดังกล่าว เนื่องจากตรวจสอบพบว่ายังไม่มีการจดแจ้งการพิมพ์ตามกฎหมาย รวมทั้งให้ตรวจสอบเนื้อหาในวารสารดังกล่าวที่อาจจะเข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง ด้วย อย่างไรก็ตามตนได้รายงานกรณีดังกล่าวนี้ทางวาจาไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียบร้อยแล้ว

“นอกจากนี้ได้สั่งการให้ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักศิลปากร 15 แห่งทั่วประเทศในฐานะเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ ไปตรวจสอบสิ่งพิมพ์ทุกชนิดในทุกจังหวัด ที่ยังไม่ได้ยื่นจดทะเบียนตามกฎหมายให้ไปดำเนินการให้เรียบร้อย แต่หากจดแจ้งการพิมพ์แล้วก็จะต้องตรวจสอบเนื้อหาและภาพในสิ่งพิมพ์ต่างๆ ด้วย โดยต้องไม่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูงหรือจาบจ้วงสถาบัน และหากพบจะถือเป็นความผิดอาญาให้ดำเนินการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ทั้งนี้ในเบื้องต้นผมได้รับรายงานว่ามีสื่อสิ่งพิมพ์จำนวนมากที่ยังดำเนิน การไม่ถูกต้อง ซึ่งภายหลังจากมีการตรวจสอบทั้งหมดแล้ว ทางสำนักหอสมุดแห่งชาติจะได้รายงานจำนวนที่แน่นอนมาให้ผมรับทราบต่อไป” นายนิพิฏฐ์ กล่าว
บก.ฟ้าเดียวกัน บอก “ขอบคุณที่ช่วยโฆษณา”
ด้าน สำนักข่าวประชาไท รายงานว่า ได้โทรศัพท์สอบถาม นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณานิตยสารฟ้าเดียวกัน ซึ่งนายธนาพลได้ให้สัมภาษณ์โดยไม่แสดงความวิตกกังวลนัก โดยกล่าวว่า “ขอขอบคุณที่ช่วยโฆษณาให้เรา” พร้อมระบุว่าการแจ้งความดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการขายและการผลิตวารสารฟ้าเดียวกันแต่อย่างใด
“ที่ผ่านมา ร้านหนังสือใหญ่ๆ คือ นายอินทร์ ศูนย์หนังสือจุฬา B2S และ ซีเอ็ด เขาก็ไม่ขายหนังสือเราอยู่แล้ว ก็ไม่มีผลอะไร พื้นฐานเลยคือเรื่องของเสรีภาพในการพิมพ์ ไม่ได้อยู่ที่กฎระเบียบ และคนอ่านก็อ่านเนื้อหาไม่ได้อ่านว่าเราจดทะเบียนหรือไม่”
ส่วนกรณีที่วารสารดังกล่าวไม่จดทะเบียนการพิมพ์ ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 นั้น นายธนาพลอธิบายว่า เป็นความจงใจของเขาเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการมีพระราชบัญญัติดังกล่าว
“เราจงใจไม่จด เพราะเราคิดว่าเป็นสิทธิเสรีภาพในการโฆษณา เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองอยู่แล้ว และพระราชบัญญัติที่ออกมานั้นงี่เง่า” นายธนาพลกล่าวว่า เขาเชื่อว่าคดีดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องการเมือง เนื่องจากยังมีวารสารและสิ่งพิมพ์จำนวนมากที่ไม่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์แต่ไม่ถูกดำเนินการใดๆ โดยเขายืนยันว่าเขาจะยังดำเนินการผลิตวารสารดังกล่าวต่อไป พร้อมชี้แจงถึงกรณีวารสาร “ฟ้าเดียวกัน” ออกวางจำหน่ายล่าช้าไปถึง 2 ไตรมาสว่าเป็นปัญหาในกระบวนการผลิต ไม่ใช่ปัญหาการเมืองแต่อย่างใด
“สำหรับเล่มถัดไปก็จะออกตรงตามเวลา คิดว่าฉบับหน้าจะออกมาวางจำหน่ายภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้อย่างแน่นอน” นายธนาพลกล่าวพร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
พรบ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550 ออกสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ สนช. โหวตเอกฉันท์ 80-0
กฎหมายฉบับนี้มีการผ่านร่างในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2553 โดยมี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธาน และมีมติเอกฉันท์ด้วยคะแนน 80 ต่อ 0 เห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวของคณะกรรมาธิการฯ โดยไม่มีการอภิปราย เนื้อหากฎหมายดังกล่าวในมาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484, 2485, 2488 คำสั่งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2519 คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 36 ลงวันที่ 21 ต.ค.2519
และกฎหมายฉบับนี้ ครอบคลุมถึงสิ่งพิมพ์ที่บันทึกด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขายหรือให้เปล่าด้วย
สำหรับส่วนบทกำหนดโทษตามกฎหมายฉบับนี้มีดังต่อไปนี้
ส่วนที่ 1 โทษทางปกครองซึ่งผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1-3 หมื่นบาท และถ้าการกระทำผิดซึ่งมีโทษปรับทางปกครองเป็นความผิดต่อเนื่องและพนักงาน เจ้าหน้าที่สั่งลงโทษปรับ รายวันอีกวันละไม่เกิน 1-3 พันบาท
ส่วนที่ 2 โทษอาญา มีความผิดตั้งแต่จำคุกขั้นต่ำคือไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนโทษสูงสุดกำหนดให้จำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับตั้งแต่ 5 แสนถึง 5 ล้านบาท และให้ศาลสั่งให้เลิกการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน หรือสั่งให้เลิกการร่วมประกอบธุรกิจ หรือสั่งให้เลิกการถือหุ้นหรือการเป็นหุ้นส่วนแล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต้องระวางโทษปรับวันละ 5 หมื่นบาท ถึง 2.5 แสนบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
