“มาร์ค”ยันกู้เงินนอก6-7หมื่นล้าน”กรณ์”ยันเงินคงคลังลด

February 3, 2009

ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมตอบข้อซักถามในงานสัมมนา “เจาะลึก 8 คำถามอุตสาหกรรมเด่นกับนายกรัฐมนตรี” โดยมีนักธุรกิจชั้นนำร่วมรับฟังกว่า 400 คน ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มาตรการต่างๆ ที่ออกมา เป็นเพียงแผนรักษากำลังซื้อ หลังเกิดผลกระทบด้านเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนหลังของปี 2551 คาดว่าจะประคองสถานการณ์ได้ถึงสิ้นไตรมาส 3 เท่านั้น

“เราจำเป็นต้องกู้เงินจากต่างประเทศ แต่ผมยืนยันว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องเงินทุนสำรอง หรือวิกฤตเงินตราต่างประเทศ ถ้าจะมีการกู้เงินก็เพื่อช่วยเรื่องโครงการพัฒนา สร้างแรงงาน จะเป็นการสร้างรายได้ให้ประชาชน นี่คือแผนสำรอง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ใช้ เก็บเอาไว้ในกระเป๋า แต่ถ้าจำเป็นก็เอาออกมาใช้ ไม่ใช่นั่งรอจนถึงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนแล้วค่อยมานั่งคิด ซึ่งจะไม่ทัน ดังนั้นสิ่งที่ให้กระทรวงการคลังทำคือไปลองทาบทามดู”นายกรัฐมนตรีกล่าว

คลังชงครม.ขอหลักการกู้นอก

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงแนวทางการกู้เงินต่างประเทศ ว่า ในการประชุม ครม. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ กระทรวงการคลังจะขออนุมัติหลักการเพื่อไปทาบทาม ต้องทำไว้เพื่อให้มีความพร้อม แต่ยังไม่มีการพูดถึงรายละเอียด ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้สูงว่ารัฐบาลต้องกู้เงินจากต่างประเทศใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่ตนเป็นคนไม่ประมาท ในภาวะที่เศรษฐกิจผันผวนและมีความจำเป็น หากจะไปคิดและตัดสินใจตอนนั้นมันไม่ทัน สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือการมีอะไรบางอย่างไว้ในกระเป๋า ส่วนจะใช้หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ

ส่วนกระแสข่าวเงินคงคลังร่อยหรอ นายกฯกล่าวว่า เงินคงคลังที่พูดถึงหมายถึงการถือดุลเงินสดไว้สำหรับบริหารจัดการ หลักคือต้องถือไว้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างน้อยต้องเพียงพอสำหรับรายจ่ายประจำ เงินเดือน แต่ในภาวะเช่นนี้ไม่ควรถือไว้มากเกิน ขอยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร เราสามารถบริหารจัดการได้ ขอให้มั่นใจว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับฐานะของประเทศ หรือฐานะของรัฐบาล ยังมีเงินพอจ่ายเงินเดือนข้าราชการ

เล็งกู้6-7หมื่นล.ทำเมกะโปรเจ็คต์

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในส่วนของเงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสังคม ที่จะขอกู้จากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) และธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท เพื่อนำมาสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในโครงการที่เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม เช่น โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็คต์) ซึ่งสามารถทำได้ตามกรอบการกู้ยืมเงินที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยในการกู้เงินจากธนาคารโลกครั้งนี้จะใกล้เคียงกับที่รัฐบาลกู้ ยืมตราสารหนี้

นายกรณ์กล่าวถึงงบประมาณกลางปี 1.167 แสนล้านบาท ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการงบประมาณ คาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ในสัปดาห์หน้า เนื่องจากต้องเร่งใส่เงินเข้าไปในระบบ จากนั้นจะประเมินผลการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเดือนเมษายนว่าได้ผลอย่างไรและ จะต้องใช้งบฯอื่นๆ มากระตุ้นอีกหรือไม่

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่เตรียมเสนอที่ประชุม ครม.ให้พิจารณาเม็ดเงิน short term facility จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือกรณีที่รัฐวิสาหกิจต้องการเงินกู้เพิ่มเติม ว่า หากรัฐวิสาหกิจมีการขอใช้วงเงินกู้เต็มจำนวน 2 แสนล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเปิดวงเงินเอาไว้ให้ จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีก 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่เชื่อว่ารัฐวิสาหกิจคงไม่ขอกู้จนเต็มวงเงิน

ที่มา – มติชน

ความเห็น SIU:
การกู้เงินเพราะเป็นการทำงบประมาณขาดดุลไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กู้เงินต่างประเทศและกู้ก่อนกำหนด (งบประมาณจัดทำตั้งแต่ 2551 หมายความว่าเงินไม่พอใช้?) ยิ่งอธิบายว่านำมาแก้ปัญหาเรื่องการขาดสภาพคล่องของเงินคงคลัง และการบริหารเงินกู้ไม่ให้เสียดอกเบี้ย เป็นคำอธิบายที่สร้างความน่าสงสัย มากกว่าจะอธิบายอะไรได้

เข้าใจอยู่ว่าต้องการสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง แต่คำอธิบายแบบนี้ยิ่งสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา

Comments

Got something to say?