วิกฤตการเมืองในปี 2553 ที่ทำให้คนไทยรู้สึกสิ้นหวังและหวั่นใจว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงนองเลือดนั้น ย่อมเนื่องจากการวิเคราะห์โดยใช้กรอบคิดแบบการเมืองเป็นตัวตั้ง ทุกอย่างจึงดูตีบตันและไร้ทางออก แต่หากมองให้กว้างไกลออกไปจาก “วิธีคิด” ที่ใครบางคนตีกรอบให้เชื่อกัน ก็อาจสามารถแลเห็นแสงสว่างที่ปลายขอบฟ้าได้
ย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน เมืองไทยก็กำลังสิ้นหวังเช่นเดียวกับวันนี้ โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับสงครามคอมมิวนิสต์ที่ขยายตัวลุกลามไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สาเหตุก็เนื่องมาจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลไทยในปี 2519 ที่มองปัญหาการชุมนุมเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาอย่างคับแคบและเลือกวิธีแก้ไขด้วยการปราบปรามอย่างไม่จำแนกแยกแยะ จึงทำให้คนกลุ่มนี้สิ้นไร้หนทางและต้องเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัว โดยไม่มีทางเลือกที่ 3 ให้ต้องลังเลใจฉุกคิด
ในความสิ้นหวังของสงครามประชาชนที่ยืดเยื้อยาวนานมาถึง 4 ปี ในที่สุดรัฐบาลไทยได้คิดค้นยุทธศาสตร์สำคัญขึ้นมา นั่นคือ นโยบาย 66/2523 ที่เป็นการใช้นโยบายการเมืองนำหน้าการทหาร โดยพลิกมุมวิเคราะห์จากการต่อสู้ล้อมปราบและผลักไสประชาชนให้เข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ มาเป็นการแก้ปัญหาที่รากฐาน นั่นคือ การขาดแคลนสิทธิในการแสดงออกและมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในที่สุด รัฐบาลก็สามารถโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อใจและละทิ้งพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อกลับมาร่วมกันพัฒนาประเทศไทยตามวิถีทางประชาธิปไตย
เคล็ดลับสำคัญของนโยบาย 66/2523 คือ การไม่ติดในกรอบวิเคราะห์แบบทหารที่มาถึงทางตัน และกล้าที่จะพุ่งตรงไปยังปัญหาที่แท้จริง นั่นคือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
วิกฤตการเมืองในปี 2553 ก็เช่นเดียวกัน หากเรายังติดในกรอบของวิถีคิดแบบ “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง” ก็ย่อมไม่มีทางออก เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเมืองเหมือนในอดีตอีกต่อไป หากทว่าปัญหาที่แท้จริงคือ ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจของคนในเมืองและชนบท
เหตุใดคนเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่มีพื้นเพเป็นคนในชนบท จึงเทอกเทใจให้อดีตนายกอย่างล้นเหลือ ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะโจมตีเรื่องประเด็นคอร์รัปชั่นหรือข้อหาเลวร้ายต่างๆนานา แต่คนเสื้อแดงก็ยังคงรักและเทิดทูนมิเสื่อมคลาย ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ได้เข้าไปอยู่ในหัวใจคนชนบทที่ถูกทอดทิ้งมาอย่างยาวนาน
ปัญหาของเมืองไทยในวันนี้ก็คือ การนำเข้าระบบทุนนิยมมาจากตะวันตก โดยไม่สามารถปรับใช้ให้สอดคล้องกับความเป็นไทย โดยเฉพาะกับพี่น้องประชาชนในเขตชนบทที่ขาดเงินทุนและโอกาสในการประยุกต์ใช้ทุนนิยมอย่างถูกวิธี เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีได้ทัดเทียมกับคนในเมืองกรุง
แน่นอนว่า นโยบายประชานิยมของอดีตนายกก็ยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมของคนในชนบทอย่างแท้จริง หากเป็นเพียงการตอบสนองความขาดแคลนเงินทุนและการตลาดของพี่น้องในชนบทได้อย่างถูกจังหวะเวลาเป็นอย่างยิ่ง และโชคดีที่มีเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 ขึ้นมาเสียก่อน จึงทำให้นโยบายเหล่านี้ไม่ได้รับการสานต่ออย่างเต็มที่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นพี่น้องในชนบทก็จะเห็นถึงจุดอ่อนของนโยบายเหล่านี้ว่าเป็นเพียงการกระตุ้นความคึกคักในระยะสั้นเท่านั้น
ในที่สุดเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาสานต่อนโยบายประชานิยมอย่างอิหลักอิเหลื่อ ก็ได้ถึงเวลาพอดีที่นโยบายนี้จะพิสูจน์ตนเองว่าใช้ไม่ได้ผล จึงยิ่งทำให้คนในชนบทเกิดความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่า “อดีตนายกเท่านั้นที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาเศรษฐกิจและปลดปล่อยพวกเขาออกจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม”
ดังนั้น การแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในครั้งนี้ ก็ต้องอยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลนี้ก็สามารถเป็น “ผู้นำ” ในการพัฒนาเศรษฐกิจและปลดปล่อยพี่น้องชาวชนบทให้หลุดพ้นจากความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมได้เช่นเดียวกัน แต่ที่โชคร้ายก็คือ นโยบายเศรษฐกิจที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้นี้จะต้องสิ่งที่เหนือล้ำและลึกซึ้งกว่านโยบายประชานิยม จึงสามารถทำให้เกิดผลที่ยั่งยืนและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาที่รัฐบาล
การสร้างนโยบาย “ทุนนิยมรากหญ้า” เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของพี่น้องในชนบทให้กลับมาที่รัฐบาลนั้น จำเป็นต้องเข้าใจปัญหาของการพัฒนาประเทศตามแนวทางทุนนิยมในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เมืองกรุงเป็นแหล่งศูนย์รวมแห่งความเจริญ ในขณะที่ชนบทไทยต้องติดหล่มในวงจรแห่งความยากไร้ที่ยาวนาน
ในช่วงเริ่มต้นแห่งสมัยการพัฒนาระหว่างปี 2504-2529 ได้มีการประยุกต์ใช้กลไกการพัฒนาตามระบบทุนนิยมตามแนวทางตะวันตกอย่างเต็มที่ โดยละลืมที่จะปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะและเอกลักษณ์ของสังคมไทย ผลที่ตามมาก็คือ ในกรุงเทพที่เปิดรับต่อวิถีชีวิตแบบตะวันตกมากกว่าคนในชนบทก็ย่อมสามารถปรับใช้ระบบทุนนิยมได้อย่างเหมาะสมจนช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่อย่างรุดหน้าไปไกล ในขณะที่ชาวชนบทกลับตกเป็นเหยื่อของการพัฒนาทั้งหนี้สินและความยากจนอย่างไร้ทางออก
ที่น่าเศร้าก็คือ หลังจากล้มเหลวกับการพัฒนาตามระบบทุนนิยม พี่น้องในชนบทบางส่วนก็กลับมาใช้วิถีแบบไทยในการพัฒนาโดยปฏิเสธแนวทางตะวันตกโดยสิ้นเชิง แต่ผลที่ได้ก็คือ ความยากไร้เช่นเดิม เพราะในที่สุดโลกก็ได้วิวัฒน์ไปไกลเกินกว่าการปิดตัวเองไว้ในอดีตโดยไม่ยอมเปิดหูเปิดตาต่อวิถีแห่งอนาคต โดยเฉพาะเมื่อคนในชนบทได้มีโอกาสเปรียบเทียบตนเองกับความเจริญหรูหราของคนกรุงเทพผ่านทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ก็ย่อมเป็นที่มาของความอึดอัดคับข้องใจที่พร้อมจะปะทุออกมาเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
“ทุนนิยมรากหญ้า” คือ ยุทธศาสตร์ที่จะช่วยคลี่คลายความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนเมืองและคนชนบท โดยการนำประสิทธิภาพในระบบทุนนิยมมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นไทยที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น โดยไปพ้นแนวคิดการพัฒนาที่ผิดพลาดทั้ง 2 แนวทาง นั่นคือ การนำทุนนิยมตะวันตกมาเป็นตัวตั้งและบังคับให้คนชนบทต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับตนเอง หรือในทางตรงกันข้ามคือ การภูมิใจในความเป็นไทยอย่างไร้ขอบเขตและปฏิเสธคุณค่าเชิงประสิทธิภาพของระบบทุนนิยมอย่างไร้เหตุผลเพียงเพราะว่าเป็นแนวคิดของตะวันตก
“ทุนนิยมรากหญ้า” จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมคนในเมืองและคนชนบทเข้าด้วยกัน โดยวิชาการและนักพัฒนาจากในเมืองที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาระบบทุนนิยมในชนบทจะต้องเป็นผู้ที่ “เปิดกว้าง” ทางความคิดและพร้อมจะเรียนรู้วิถีชีวิตที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละท้องถิ่น เพื่อที่จะสามารถสร้างธุรกิจที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของผู้คนอย่างแท้จริง (Comparative Advantage)
ในทำนองเดียวกัน เมื่อคนในกรุงยินยอมเปิดใจเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่หลากหลายรุ่มรวยของท้องถิ่น ก็ย่อมเป็นมิตรภาพที่ดีในการโน้มน้าวคนในชนบทให้เปิดใจเรียนรู้ระบบทุนนิยมได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อระบบทุนนิยมที่นำเข้ามาในท้องถิ่นครั้งนี้ มีลักษณะที่เปิดกว้างยืดหยุ่นและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของพวกเขา
“โครงการ 1 อำเภอ 1 ผลิตภัณฑ์” ก็เป็นการริเริ่มที่ดีของทุนนิยมรากหญ้า แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ การสร้างสรรค์จากเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น โดยจะเห็นได้ว่าสินค้าที่ผลิตออกมาจากโครงการนี้มักจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน จึงทำให้ยากที่จะพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการขาดแคลน “ความคิดสร้างสรรค์ร่วม” ระหว่างคนในเมืองที่มีความเข้าใจในทฤษฏีบริหารจัดการของตะวันตกกับคนในชนบทที่มีเอกลักษณ์และศักยภาพแต่ยังไม่สามารถปลดปล่อยออกมาเป็นสินค้าและบริการตามมาตรฐานของระบบทุนนิยม
“ความคิดสร้างสรรค์ร่วม(Creative Emergence)” จึงเป็นเคล็ดลับสำคัญของยุทธศาสตร์ทุนนิยมรากหญ้า ที่จะช่วยให้คนในชนบทสามารถพัฒนาตัวเองให้หลุดพ้นจากกับดักของความไม่เท่าเทียมกันได้ แต่การสังเคราะห์ความคิดสร้างสรรค์ร่วมย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนเมืองที่เข้าไปช่วยสังเคราะห์ความคิดสร้างสรรค์ให้คนชนบทเข้าใจและยอมรับนั้น จะต้องมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายสาขาตั้งแต่นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ ไปจนกระทั่งนักมานุษยวิทยา เพื่อที่จะร่วมกันเชื่อมร้อยแนวคิดที่แตกต่างและกระจัดกระจายของคนในชนบท ให้กลายเป็นศักยภาพยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีเอกลักษณ์ (Original Invention) จากพื้นฐานที่รุ่มรวยของชนบทไทย
ทุกโครงการธุรกิจย่อมเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่กระนั้น พลังสร้างสรรค์ร่วมที่เกิดจากการเปิดใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างคนในเมืองและชนบท ย่อมมีโอกาสในการผลิตสินค้าที่มีเอกลักษณ์และความแตกต่างได้มากกว่าต่างคนต่างทำเหมือนที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อระบบทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 กำลังเรียกร้องโหยหาสินค้าที่สดใหม่และสร้างสรรค์ ก็ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองวัฒนธรรมที่แตกต่างสุดขั้ว จะร่วมกันจุดระเบิดประกายสร้างสรรค์ให้โลกทั้งใบได้รับรู้ชื่นชม
ในแต่ละอำเภอย่อมมีโครงการที่ล้มเหลวบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญ สิ่งที่จะได้จากยุทธศาสตร์ทุนนิยมรากหญ้าก็คือ ความเข้าอกเข้าใจระหว่างคนเมืองและคนชนบท ที่ต่างได้เรียนรู้และหยิบยืมวัฒนธรรมของกันและกัน โดยมิตรภาพลึกซึ้งที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมนำไปสู่ความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ อย่างที่ทุกคนต่างก็ภาวนาให้ปาฏิหาริย์เช่นนี้บังเกิดขึ้น
หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันที่ 7 พฤษภาคม 2553

