Practical Report กรีนไอทีกับโลกร้อน

โดย กานต์ ยืนยง : Siam Intelligence Unit

ในปัจจุบันกระแสสังคมและกระแสโลกกำลังให้ความสนใจกับเรื่องปัญหาโลกร้อนมาก ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงและผันแปรของดินฟ้าอากาศ ที่ดูเหมือนไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ในอีกทางหนึ่งก็คงเป็นเพราะการรณรงค์ระดับโลก ที่นำโดยนาย อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะมีเสียงค่อนขอดว่าเขาใช้เรื่องนี้มาสร้างความนิยมส่วนตัวของเขา และมันเป็นการโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าจะเป็นการถกเถียงด้านวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องให้เครดิตกับนายอัล กอร์ ที่เป็นหัวหอกหลักในการออกมารณรงค์เรื่องนี้ โดยเฉพาะการทำสื่อประสมหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ภาพยนตร์สารคดี หรือแม้แต่การเป็นองค์ปาฐกของในโอกาสต่างๆ ในหัวข้อเรื่อง “An Inconvenient Truth” [1] ของเขา เพราะปัญหาเรื่องโลกร้อนกำลังสร้างปัญหากับชั้นบรรยากาศของโลกในปัจจุบันจริงๆ และหากมนุษยชาติยังไม่เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาตั้งแต่บัดนี้ เราอาจจะไม่มีเวลาเหลือสำหรับลูกหลานของเราในอนาคตอีกต่อไป

ภาวะโลกร้อนคืออะไร

ภาวะโลกร้อนเกิดจากการที่มีก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเกิดจากการใช้งานเชื้อเพลิงแบบฟอสซิลของ เช่น น้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ในกิจกรรมด้านต่างๆ ของมนุษย์เช่นการขนส่ง การผลิต การการประกอบธุรกิจ ซึ่งก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ไม่ได้หนีหายไปไหน แต่กลับหลุดลอยไปครอบคลุมชั้นบรรยากาศของโลก จนทำให้สามารถกักความร้อนที่พื้นผิวของโลกระบายกลับขึ้นไปบนบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆ ความร้อนเหล่านี้จะไปเร่งการละลายของน้ำแข็งทั่วโลก ธารน้ำแข็ง และเกาะน้ำแข็งในแถบขั้วโลก เหตุการณ์เหล่านี้จะส่งให้เกิดหายนะภัยต่างๆขึ้น เช่นระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทั่งกลืนกินพื้นที่บริเวณชายฝั่งบางจุดไป ปัจจุบันระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 3 มิลลิเมตร อีก 100 ปีข้างหน้าระดับน้ำจะสูงขึ้นตั้งแต่แต่ 9 – 88 เซนติเมตร[2] นอกจากนี้ยังมีการที่มีอุทกภัย หรือความแห้งแล้ง ตลอดจนพายุขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นผิดปกติ

พิธีสารเกียวโต (The Kyoto Protocol)

ด้วยผลจากการรณรงค์สร้างความรับรู้ในเรื่องปัญหาของโลกร้อนอย่างกว้างขวางและจริงจัง ส่งผลให้ในปัจจุบันได้มีประเทศที่พัฒนาแล้ว 36 ประเทศ ยกเว้นสหรัฐอเมริกาทำการลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่าพิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) เพื่อตั้งเป้าหมายให้มีการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5.2 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการปล่อยเมื่อปี 2533 โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2551 – 2555

ประเทศสหรัฐอเมริกามีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากที่สุด โดยในช่วงปี 1990 ปลดปล่อยออกมา 6,033 ล้านตัน และในปี 2000 ที่ 6,928 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 15%) ในขณะที่จีนมาเป็นอันดับสอง เมื่อปี 1990 ปลดปล่อยออกมา 3,750 ล้านตัน ในปี 2000 ที่ 4,938 ล้านตัน (หรือเพิ่มขึ้น 32%) คาดว่าในอนาคตจีนจะมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการขยายตัวทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วของจีนเอง ในอีก 12 ปีข้างหน้า (2020) จีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับหนึ่ง (คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 114%) และสำหรับประเทศไทยมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนเป็นอันดับที่ 25 ของโลก (เป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศอาเซียน) โดยในปี ค.ศ. 1990 มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตรา 176 ล้านตันต่อปี และเพิ่มเป็น 265 ล้านตันในปี 2000 ซึ่งประเทศไทยก็มีอัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นอีก 62% ในอีก 18 ปีข้างหน้า

พิธีสารเกียวโตยังเปิดช่องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วที่ยังไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนด ไปหาซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อนำมาชดเชยในส่วนที่ตนยังลดก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ กระบวนการนี้เรียกว่า CDM (Clean Development Mechanism) ซึ่งเป็นการสร้างกระบวนการให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกแบบอาสา โดยผ่านกลไกการตลาดในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตดังกล่าว

ในประเทศไทยเองได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2550 (อบก. หรือ TGO)[3] ภายใต้กระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเข้ามารองรับการบริหารจัดการปัญหาก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยอบก. จะเป็นหน่วยงานกลางในการจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่ได้รับคำรับรอง และการขายปริมาณคาร์บอนเครดิต ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการที่ได้รับคำรับรองจำนวน 30 โครงการและมีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ 2.13 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังถือว่าเป็นปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับโครงการทั่วโลก (0.54% ของปริมาณโครงการที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งโลก) และโดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเชื้อเพลิงจากการผลิตไฟฟ้าและพลังงานชีวภาพ แต่ในความเป็นจริงยังมีความเป็นไปได้สูงในการสร้างโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมไอที โดยเฉพาะการลดปริมาณความร้อนที่เกิดจากคอมพิวเตอร์ในศูนย์ข้อมูล (Data Center)

ไอทีช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไร

ในปัจจุบันสำนักวิจัยส่วนใหญ่ดังเช่น IDC รวมถึงผู้ค้าอย่างเช่น Dell, Citrix และอื่นๆ เริ่มให้คำแนะนำในการใช้เทคโนโลยี virtualization ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้ศูนย์ข้อมูลสามารถบริหารจัดการทรัพยากรคอมพิวเตอร์ในศูนย์ข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถใช้คอมพิวเตอร์ปริมาณที่ลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้เกิดการประหยัดการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลลงได้มาก และในที่สุดก็จะนำไปสู่การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้าและพลังงาน อันจะทำให้ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั่นเอง

ศูนย์ข้อมูลที่ขาดเงินทุนในการปรับปรุงเทคโนโลยี virtualization น่าจะใช้ประโยชน์จากเรื่องการค้าคาร์บอนเครดิต เพื่อรวมโครงการในศูนย์ข้อมูลต่างๆ เพื่อรวบรวมให้เป็นโครงการเดียวกัน (Bundle approach) แล้วขอคำรับรองจากบริษัทหรือผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรื่องโลกร้อนที่ได้รับการรับรอง[4] และอาศัยเงินชดเชยที่ได้จากการค้าคาร์บอนเครดิตนี้มาพัฒนาประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูลต่อไป ซึ่งถือเป็นการได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งในแง่การประหยัดงบประมาณจากการลงทุนในการเพิ่มประสิทธิภาพของศูนย์ข้อมูล และเป็นการช่วยส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกไปในตัวด้วย แต่อย่างไรก็ตามจะต้องมีการพิจารณาความคุ้มค่าในการลงทุนโครงการนี้อย่างรอบคอบ เนื่องจากเพียงเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ CDM ก็มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นรวมประมาณ 6-10 ล้านบาทต่อโครงการแล้ว

สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปที่ต้องการช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การเปลี่ยนจอภาพคอมพิวเตอร์จากจอภาพแบบ CRT เป็นแบบ LCD เนื่องจากสามารถลดอุณหภูมิห้องได้ 5 องศาเซลเซียส (60% ของการใช้พลังงานไฟฟ้ามาจากจอภาพคอมพิวเตอร์) การปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งเมื่อไม่มีการใช้งานนานเกินชั่วโมง หรือเวลาพักเที่ยง โดยตั้งโหมด standby หรือ sleep mode ก็ช่วยได้ อย่าเปลี่ยนคอมพิวเตอร์บ่อยๆ และซื้อสเปคเครื่องให้เหมาะกับการใช้งาน พยายามขายต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าให้กับผู้รับซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า เผื่อจะได้นำไปรีไซเคิล หรือนำกลับไปใช้ใหม่สำหรับผู้ด้อยโอกาสกว่า

จะเห็นว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แม้จะดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าทุกๆคนช่วยกันทำ เช่นการลดการเปิดคอมพิวเตอร์ลงไป 10 เครื่องมีผลเทียบเท่ากับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถยนต์ 1 คัน ก็จะเห็นว่าเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนได้มากอย่างไม่น่าเชื่อแล้ว.

เชิงอรรถ

  1. ดูเพิ่มเติม http://www.climatecrisis.net
  2. ดูเพิ่มเติม http://www.pol.ac.uk/psmsl/author_archive/church_white/GRL_Church_White_2006_024826.pdf(เอกสาร PDF)
  3. ดูข้อมูลของ อบก. ได้ที่เว็บไซต์ http://www.tgo.or.th , ดูรายละเอียดพระราชกฤษฎีกาฯ ได้ที่ http://opdc.go.th/english/opdc_th1/pdf/TGO.pdf(เอกสาร PDF)
  4. ดูรายละเอียดและข้อมูลของบริษัทที่ให้คำปรึกษาได้ที่ http://www.tgo.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=53&Itemid=29