GT200 กับแท่งดาวซิ่ง

January 26, 2010

โดย Tinuviel

คนในรุ่น generation X คงไม่มีใครไม่รู้จักแท่งดาวซิ่ง (dowsing rod) ที่โนบิตะและไจแอนท์นำมาใช้ค้นหาของมีค่าที่ซุกซ่อนอยู่ในสนามหญ้าในการ์ตูนชื่อดัง “โดราเอมอน” แท่งดาวซิ่งนี้สืบต้นกำเนิดย้อนไปได้ถึงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 ในประเทศเยอรมัน มีคนที่อ้างตัวเป็นผู้วิเศษ ผู้พยากรณ์ หรือเรียกตามศัพท์เฉพาะของเขาว่า “ดาวเซอร์” (dowser) คนเหล่านี้อ้างว่ามีความสามารถในการค้นหาแหล่งน้ำใต้ดิน หรือทรัพย์สมบัติมีค่าที่ฝังอยู่ใต้ดิน รวมถึงสายแร่ต่างๆ โดยอาศัยพลังพิเศษของตนทำงานร่วมกับแท่งดาวซิ่ง สมัยก่อนแท่งดาวซิ่งจะเป็นกิ่งไม้ที่แตกแขนงเป็นรูปร่างเหมือนตัว Y ผู้พยากรณ์ถือกิ่งไม้นี้ในแนวราบเดินไปสำรวจดินแดน หากพบของมีค่าใต้ดินตามที่ค้นหา กิ่งไม้จะเคลื่อนขึ้นสูงเป็นสัญญาณ

ต่อมาแท่งดาวซิ่งมีวิวัฒนาการมาเป็นแท่งเหล็กรูปตัว L จำนวน 2 ก้าน ถือด้วยมือซ้ายและขวา ก็คือแบบเดียวกับที่เราเห็นในการ์ตูนโดราเอมอนนั่นเอง เทคนิคของผู้พยากรณ์ก็มีมากขึ้น มีการอธิบายถึงการเคลื่อนที่ของแท่งดาวซิ่งทั้ง 2 ก้านนี้ว่า หากหันออกจากกัน หรือหันเข้าหากัน จะตีความหมายอย่างไร การอธิบายความหมายการเคลื่อนที่ของแท่งดาวซิ่งนี้ถือเป็นความสามารถพิเศษ ประมาณว่าผู้พยากรณ์เป็นผู้มีพลังจิตอันสูงส่ง หรือมิฉะนั้นก็สามารถเชื่อมต่อกับวิญญาณธรรมชาติได้ คนใช้งานแท่งดาวซิ่งได้จึงไม่ใช่คนทั่วไป ต้องเป็นคนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้น และคนเหล่านี้ก็ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากผู้ที่มีความศรัทธาเชื่อถือ

นักวิทยาศาสตร์เคยพยายามค้นหาเหตุผลมาอธิบายหลักการทำงานของดาวซิ่งว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถหาได้ และเมื่อนำมาทำการทดสอบวัดผลอย่างจริงจัง เก็บค่าสถิติการทำงานตามหลักเกณฑ์วิชาการแล้ว ก็พบว่าการทำนายของแท่งดาวซิ่งได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากการเดาสุ่ม บางคนเข้าใจว่าได้ผลลัพธ์เท่ากับการโยนหัวก้อย ขอบอกว่า “ไม่ใช่” เพราะการโยนหัวก้อยยังได้ผลประมาณ 50-50 แต่การเดาสุ่มได้ผลลัพธ์ที่ต่ำกว่านั้น หากต้องการอ้างอิงขอให้ดูผลการทดสอบของ Sandia National Lab ที่ได้ผลการทำงานของอุปกรณ์ลักษณะคล้ายดาวซิ่งใช้ชื่อทางการค้าว่า “MOLE” ได้ผลลัพธ์ถูกต้องประมาณ 33% ซึ่งทางห้องทดลองสรุปผลว่า “ไม่ได้ดีไปกว่าการเดาสุ่มเลย”

ว่าไปแล้วมันก็เหมือนกับการเล่นผีถ้วยแก้ว หรือการทำนายทางโหราศาสตร์ ดาวซิ่งถูกจัดประเภทว่าเป็น “เรื่องเหนือธรรมชาติ” ซึ่งวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับดาวซิ่งจึงเป็นด้วยความเชื่อ ความศรัทธาเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง ความเชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดาวซิ่งยุคใหม่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเสียยิ่งกว่าที่ดาวเซอร์คนไหนๆ เคยทำมา เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการด้านตำรวจ ทหาร และความมั่นคงของชาติ คราวนี้แทนที่จะตรวจหาแหล่งน้ำ สายแร่ หลุมฝังศพ ดาวซิ่งยุคใหม่สามารถค้นหาวัตถุระเบิด สารเสพติด หรือศพ ทว่าหลักการค้นหายังคงเหมือนเดิมคือ ใช้แท่งดาวซิ่งที่เป็นก้านยาวๆ มีการเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ทำงานร่วมกับพลังความสามารถหรือพลังจิตของผู้พยากรณ์ ที่แปรสภาพมาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนหลักสูตรขั้นสูง

ดาวซิ่งยุคใหม่มีชื่อทางการค้ามากมาย สร้างขึ้นโดยบริษัทต่างๆ กัน เช่น MOLE และ GT200 ของ Global Technical, ADE หลากหลายหมายเลขของ ATSC, PSD22 ของ ISCC, Alpha 6 ของ Comstrac และอื่นๆ อีกมากมายเช่น Quodro Tracker, SNIFFEX, H3Tec, HEDD1 แม้จะมีชื่อที่แตกต่างกัน แต่หลักการทำงานจะคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น

หน่วยงานของรัฐบาลประเทศโลกตะวันตกเอง (เช่นสหรัฐอเมริกา) ยังเคยหลงเชื่อและซื้อเอาดาวซิ่งแปลงโฉมเหล่านี้ไปใช้งาน แต่ต่อมาก็มีการตั้งข้อสงสัยและตรวจสอบประสิทธิภาพอย่างจริงจัง ดังตัวอย่างหนึ่งที่ยกไปข้างต้นแล้วคือการทดสอบของ Sandia Lab จนกระทั่ง FBI ต้องออกประกาศเตือนหน่วยงานต่างๆ อย่าได้หลงเชื่อและจัดซื้ออุปกรณ์ตรวจจับระเบิดเทียมเหล่านี้ ประกาศครั้งแรกในปี ค.ศ. 1995 และประกาศซ้ำปี ค.ศ. 1999 มีการระบุถึงลักษณะของอุปกรณ์หลอกลวงเหล่านี้ในภาพรวม ดังนี้

“… เป็น “เทคโนโลยีใหม่” ที่คล้ายดาวซิ่ง แต่จะอ้างถึงการแยกแยะความถี่โมเลกุลหรือการเหนี่ยวนำสนามพลังงาน มักอ้างว่าสามารถตรวจจับวัตถุขนาดเล็กๆ ได้ในระยะทางไกลมากๆ และส่วนมากไม่มีแหล่งพลังงาน ให้สงสัยไว้ก่อนหากพบเครื่องมือที่ใช้แท่งเหล็กเคลื่อนที่อิสระที่ถือในแนวระนาบ สามารถระบุตำแหน่งของที่ค้นหาด้วยการชี้ ให้ระวังเครื่องมือลักษณะคล้ายลูกตุ้มที่แกว่งไปมาเพื่อแสดงการตอบสนองต่อสิ่งที่ค้นหา ให้ระวังการโฆษณาที่มักกล่าวอ้างถึงพยานบุคคลผู้เคยใช้งานแล้วและ “พึงพอใจ” แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ให้ระวังอุปกรณ์ที่ต้องถือโดยคนและมีรูปร่างเหมือนแท่งดาวซิ่ง ให้ระวังอุปกรณ์ที่บอกว่าต้องมีการฝึกอบรมพิเศษ ใช้งานยาก ไม่ใช่ทุกคนจะใช้ได้ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้ผู้ผลิตกล่าวโทษทางผู้ใช้งานเองในกรณีที่ใช้งานไม่ได้จริง…”

มันฟังคุ้นๆ ไหมคะ … มันคล้ายอะไรบางอย่างที่หน่วยงานรัฐบาลของไทยเอามาใช้กันอยู่หรือเปล่า

เป็นเวลานับสิบปีมาแล้วที่ประเทศโลกตะวันตกรู้เท่าทันดาวซิ่งยุคใหม่ ทำให้ดาวเซอร์ยุคใหม่ต้องหันไปหาลูกค้าในกลุ่มประเทศที่ยังไม่รู้เท่าทัน ที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่ไม่นานนี้ก็ประเทศอิรักนั่นเอง หลังจากซื้อ ADE651 ของ ATSC ไปใช้จำนวนมาก แต่ผลการใช้งานไม่ประสบความสำเร็จ กรุงแบกแดดยังโดนกระหน่ำระเบิดอย่างป้องกันอะไรไม่ได้ ทำให้ทหารและพลเรือนเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงทหารอังกฤษที่ส่งเข้าไปช่วยเหลือ เป็นเหตุให้ทางการอังกฤษเข้าตรวจสอบและสั่งห้าม ATSC ส่งออกอุปกรณ์เหล่านี้อีก ไม่นานต่อมาก็มีการจับกุมนายจิม แมคคอร์มิค กรรมการบริษัท ATSC ในข้อหาหลอกลวงและฉ้อโกง

สำหรับประเทศไทยมีความพยายามเล็กๆ เกิดขึ้นในวงวิชาการ เริ่มต้นจากชุมชนวิทยาศาสตร์หว้ากอ พันทิปดอตคอม เพื่อกระตุ้นเตือนผู้เกี่ยวข้องให้ออกมาระงับการใช้งานเครื่องมือหลอกลวงเหล่านี้ เพราะเป็นการเอาชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่ไปแขวนเอาไว้กับอุปกรณ์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ “ไม่ต่างอะไรจากการเดาสุ่ม”

ทว่าน่าสะท้อนใจยิ่งนักกับการตอบสนองจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่พากันออกมารับรองอย่างแข็งแรงถึงประสิทธิภาพการทำงานของดาวซิ่งยุคใหม่เหล่านี้ว่าสามารถใช้งานได้จริง ที่อังกฤษจับไปน่ะมันเป็นคนละรุ่นกัน (แม้มันจะหน้าตาเหมือนกันและมีหลักการทำงานเหมือนกันก็เถอะ!) เท่าที่อ่านพบและขอบันทึกไว้ที่นี้ ได้แก่ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 แต่ที่สะเทือนใจผู้เขียนมากที่สุดคือคำตอบจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ให้คำตอบในทำนองว่า “เครื่องมือใช้งานได้ แม้จะมีความผิดพลาดบ้างเนื่องจากใช้ไฟฟ้าสถิตย์จากตัวคน รุ่นต่อไปจะจัดซื้อมาแบบที่มีแบตเตอรี่”

นี่เป็นสิ่งสะท้อนถึงระดับการศึกษาของไทยอย่างแท้จริง ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องราวหลายเรื่องที่แสดงความวิตกกังวลกับโครงสร้างการศึกษาของประเทศไทย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่จะหดหู่และสะเทือนใจเท่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ดิฉันไม่แปลกใจอีกต่อไปแล้วว่าทำไมระบบการศึกษาของไทยถึงได้แย่ลงทุกวัน ทำไมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อถึงได้ช่างคิดค้นวิธีการแปลกๆ เพื่อกีดกันคนเก่งคณิตศาสตร์ไม่ให้มีโอกาสเรียนต่อวิศวะ ทำไมถึงแก้ปัญหาการเรียนแบบนกแก้วนกขุนทองไม่ได้ ทำไมขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเท่าไรๆ ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับความสามารถในการเรียนรู้และพึ่งพาตนเองของประเทศได้เลย

หลักการพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เราร่ำเรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ (เด็กๆ! ไม่ใช่ระดับมหาวิทยาลัย) คือการสงสัยใคร่รู้ และการสร้างการทดลองเพื่อหาข้อสรุปในสิ่งที่เราสงสัยนั้น เรากำหนดหัวข้อการทดลอง ขอบเขตการทดลอง สมมุติฐาน วิธีการทดลอง วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วทำการสรุปผล วิทยาศาสตร์สอนให้เรารู้จักการลำดับเหตุและผล รู้จักการใช้ตรรกะ รู้จักการพิสูจน์ นี่ไม่ต่างอะไรกับหลักกาลามสูตรในพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่เคยสอนเรื่องการเชื่องมงายในสิ่งที่อธิบายไม่ได้

ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากสิ่งอื่น เช่นการไม่ต้องการเสียหน้า การต้องการปิดข่าว หรือแม้แต่การบิดเบือนเนื่องจากต้องการปิดบังการคอรัปชั่น ดิฉันยังจะดีใจเสียกว่าที่จะคิดว่าบุคลากรผู้มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศมีความเชื่อในสิ่งที่ตนพูดออกมาจริงๆ

แม้แต่หน่วยงานระดับแนวหน้าของโลกอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้งหนึ่งยังเคยหลงเชื่อคารมของบริษัทต้มตุ๋นหลอกลวงเหล่านี้ นับประสาอะไรกองทัพไทยจะโดนหลอกบ้างไม่ได้ สิ่งที่สำคัญในเวลานี้คือการยอมรับความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และหาทางแก้ไขเสีย คนเราเกิดมาโง่ก่อนฉลาดทั้งนั้น แต่โง่แล้วอย่าโง่อีก อย่าโง่ซ้ำซาก และอย่าแกล้งโง่

ค่าโง่คราวนี้ไม่แน่ว่าจะจบลงเหมือนค่าโง่คราวอื่นๆ หลังจากโง่เรื่องหนึ่งจบแล้วก็เปลี่ยนไปโง่เรื่องอื่น อย่างไรก็ดี ดิฉันหวังว่าสังคมไทยคงจะฉลาดขึ้นบ้าง

เอกสารอ้างอิง

  1. ประวัติของดาวซิ่ง http://en.wikipedia.org/wiki/Dowsing
  2. ผลการทดสอบของ Sandia National Lab http://www.justnet.org/Lists/JUSTNET%20Resources/Attachments/440/moleeval_apr02.pdf
  3. ประกาศเตือนของ FBI http://www.justnet.org/Lists/JUSTNET%20Resources/Attachments/440/moleeval_apr02.pdf
  4. รัฐบาลอังกฤษห้ามส่งออก ADE-651 ไปอิรักและอัฟกานิสถาน http://news.bbc.co.uk/2/hi/programmes/newsnight/8471187.stm
  5. จิม แมคคอร์มิค ถูกจับ http://www.timesonline.co.uk/tol/news/uk/article6997859.ece
  6. คำรับรองของ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4907&Itemid=86
  7. คำรับรองของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=428605
  8. คำรับรองของ รมต.กลาโหม http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000011298
  9. คำรับรองของแม่ทัพภาคที่ 4 http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&view=article&id=147:q-4qq200q–2-&catid=1:2009-11-14-06-19-24&Itemid=7
  10. “คุยกับนายกรัฐมนตรี” ตอบคำถามเกี่ยวกับ GT200 ประมาณนาทีที่ 2 http://www.pm.go.th/media/weekly/8871

Comments

20 Responses to “GT200 กับแท่งดาวซิ่ง”

  1. 1. pompoko on January 27th, 2010 0:23

    ขออนุญาตินำไปเผยแพร่ต่อนะครับ

  2. 2. dowsingnotwork on January 27th, 2010 15:19

    ขอบคุณข้อมูลฮะ

  3. 3. biblio on January 27th, 2010 20:46

    ตามมาเชียร์ พส ครับ

    เห็น พส เขียนอย่างนี้ผมก็เริ่มคันไม้คันมือเหมือนกันนะเนี่ย

  4. 4. Okp on January 29th, 2010 1:15

    พส สู้ๆ

  5. 5. ipattt on January 29th, 2010 2:20

    อ่านแล้ว ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีนะครับ :D

    คือถ้าแท่งนี้ทำในไทย อย่างน้อยเงินก็ยังหมุนเวียนในประเทศบ้าง…

  6. 6. Anonymous on January 29th, 2010 7:52

    พส ..อยากดัง

  7. 7. netty on January 29th, 2010 10:50

    เก่งเลขเกี่ยวกับสอบวิศวะไม่ได้ยังไงครับ ใช้วิธียังไง

  8. 8. เป้ on January 29th, 2010 15:25

    ชอบการ์ตูนโดเรมอนในภาพประกอบจังครับ

    ถ้าคนจัดซื้อได้อ่านคงจะสะกิดใจว่าทำไมไจแอนฉลาดจัง?

    และยังจะจัดซื้อรุ่นมีแบตเตอรี่มาอีก

  9. 9. นคร on January 29th, 2010 20:04

    ยังงงงงว่า

    ทำไมเก่งเลขแล้วโดนกีดกันเข้าวิศวะ?
    แล้วกีดกันยังไง?

    แล้วที่สำคัญทำไมเก่งเลขแล้วต้องเข้าวิศวะครับ?
    แถมในสังคมไทยมีคนเข้าวิศวะซักกี่%ที่เข้าเพราะอยากทำงานเป็นวิศวะที่ดีจริงๆ ไม่ไช่ตามกระแสนิยม หรือเพื่อใช้เป็นฐานเรซูเม่ไปเรียนคณะอื่นต่อ?

  10. 10. S on January 30th, 2010 4:05

    ขอแสดงความเห็นต่อคำถามข้างบนของคุณนครนะคะ ในฐานะคนเคยเรียนวิศวฯมาก่อนน่ะค่ะ ว่า เป็นความจริงอยู่ที่ว่า คนเก่งเลขไม่จำเป็นต้องเรียนวิศวฯเสมอไป และก็ไม่มีข้อจำกัดว่าคนเรียนวิศวฯแล้วเก่งภาษา เก่งศิลปะ การแสดง เช่นกัน

    แต่คนที่อยากเรียนวิศวฯ แบบมีความสุขและประสบความสำเร็จ ควรจะมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่ดีในระดับหนึ่ง เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ใช้คณิตศาสตร์ประยุกตร์ค่อนข้างมาก นอกจากจะเก่งเลขแล้วยังต้องมีจิตนาการทางเชิงมิติที่ค่อนข้างดีด้วยจะช่วยทำให้เห็นภาพนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและนำไปสร้างสรรค์ต่อได้ดียิ่งขึ้น

    ดิฉันมีความเห็นว่านักศึกษาวิศวฯในระดับปริญญาตรีส่วนใหญ่ ต้องการจบไปเพื่อเป็นวิศวกรกันทั้งนั้นล่ะค่ะ ไม่งั้นไม่เลือกมาเรียนกันหรอก การเรียนรู้ใดๆก็ตามต้องอาศัยแรงบันดาลใจเป็นสำคัญ ซึ่งต้นแบบวิศวกรในใจของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป คงมีนักศึกษาวิศวฯไม่มากหรอกค่ะ ที่ตั้งใจมาเรียนวิศวกรแล้วไม่อยากเป็นวิศวกร

    ตัวดิฉันเองเลือกเรียนวิศวฯเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากความประทับใจที่เห็นภาพวิศวกรหญิงที่กำลังคุมงานบนตึกสูงแห่งหนึ่ง ตอนนั้นจึงใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งในอนาคตจะต้องเป็นวิศวกรหญิงสุดเท่ห์แบบนั้นให้ได้ ทั้งที่ตอนนั้นแทบไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเนื้อหาจริงๆของวิศวกรคืออะไร พอเข้าไปเรียนยิ่งรักและภาคภูมิใจในความเป็นเด็กวิศวะ เพราะได้รับอิทธิพลจากจิตวิทยาหมู่ของรุ่นพี่ในคณะอีก สิ่งเหล่านั้นเปรียบเสมือนเป็นแรงผลักดันให้เรียนจบ แต่จบมาแล้ว อะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนไป โลกแห่งความจริงนั้นกว้างใหญ่ และ แตกต่างไปจากห้องเรียนในมหาวิทยาลัยที่เคยคิดว่ากว้างใหญ่ไพศาลเป็นอย่างมาก

    โลกหมุนไปเรือยๆ อะไรหลายๆอย่างก็เปลี่ยนไป ไม่มีอะไรที่ไม่เปลี่ยน รวมถึงความคิดของคนเรา

    จำได้ว่าสมัยที่เรียนมีศาสตราจารย์ท่านหนึ่งซึ่งมีกรอบความคิดที่ว่าวิศวกรต้องเป็นวิศวกรเท่านั้น ท่านขู่เสมอว่าหากพบศิษย์คนใดประกอบอาชีพอื่นนอกจากวิศวกรแล้ว ท่านจะตามไปด่าถึงที่ โชคดีที่หลายปีผ่านไปดิฉันเห็นท่านทำหน้าที่วิทยากรเดินสายอบรมผู้บริหารของบริษัทหลากหลาย โดยใช้หลักความรู้แบบบูรณาการ แสดงให้เห็นถึงความคิดที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาซึ่งเป็นไปในทางที่ดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงบริบทของวิศวกรที่เปลี่ยนไป มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น มากกว่าคนที่ทำหน้าที่กับเครื่องมือเครื่องจักรที่ไร้ชีวิตชีวาแบบที่ใครๆเคยเข้าใจกันในอดีต

    จากประสบการณ์การทำงานในฐานะวิศวกร(โดยปริญญาบัตร)อย่างดิฉัน ที่ไม่ได้เป็นวิศวกร แต่เป็นเคยเป็นวิศวกร..พบว่าวิศวกรมีบทบาทที่หลากหลายแม้จะทำในงานองค์กรเดียวกัน เช่นหลายคนทำ R&D หลายคนทำอยู่หน้างานกับเครื่องจักรเครื่องกล หลายคนทำหน้าที่วิศวกรการตลาด วิศวกรที่รับผิดชอบการเงิน หรือ วิศวกรหลายคนทำหน้าที่ดูและบุคคลากรของบริษัทก็มีเยอะแยะ วิศวกรหลายคนในที่สุดก็ต้องทำหน้าที่ในฝ่ายบริหารโดยไม่จำเป็นต้องตั้งใจมาตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนว่าจะเรียนวิศวฯเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับ CV ของตัวเอง

    สรุปแล้วคือไอ้ที่เรียนๆ มาสี่ปีน่ะ ท้ายที่สุดเอาไปใช้ไม่ถึง 10% ด้วยล่ะมั๊ง ไอ้ที่คำนวนกันเป็นบ้าเป็นหลัง ในชีวิตจริง ก็มีเทคโนโลยีที่ช่วยคำนวนหาคำตอบไว้ให้เป็นส่วนใหญ่แล้ว จบมาหลายปีให้ไปคำนวนแข่งกับน้องที่กำลังเรียนอยู่ก็คงสู้ไม่ได้ ที่จะเอาวิชาการไปใช้ได้มากที่สุดก็พวกวิศวกรที่จบไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเท่านั้นล่ะมั๊งเพราะเป็นอาชีพของเค้า

    ประสบการณ์ทำงานหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ดิฉันพบว่าประโยชน์จากการเรียนวิศวกรรมศาสตร์ นั้นคือ ฝึกความเป็นเหตุเป็นผลให้กับคนเรียนแบบซึมเข้าไปในจิตวิญญาณ สิ่งสำคัญของการเรียนไม่ได้ต้องการให้เราจำทุกอย่างให้ได้ แต่เป็นการสอนให้เรารู้ว่าเมื่อเกิดปัญหาใดๆ เราจะจัดการหาวิธีการปัญหานั้นอย่างไร ได้จากที่ไหน จะพลิกแพลงกลยุทธ์ใดในการแก้ปัญหาต่างๆนั้นได้อย่างแยบยล วิเคราะห์และเข้าใจปัญหาแบบองค์รวม เพื่อประกอบการตัดสินใจที่ถูกต้องและเหมาะสม เหล่านี้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญในชิวตการทำงาน ที่จริงทุกอาชีพต้องการพื้นฐานนี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นหมอ วิศวกร นักบัญชี นักข่าว นักการเมือง หรือ นักการธนาคาร ฯลฯ

    สรุปก็คือ อยากเรียนอะไรก็เรียนไป แต่ขอให้เรียนอย่างมีความสุข การเรียนในมหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงส่วนเล็กๆของชิวิต ที่สอนให้เรารู้จักกระบวนการเรียนรู้ เป็นเหมือนสนามจำลองชีวิตสนามหนึ่ง การสอบก็เป็นห้วงเวลาหนึ่งที่จะวัดศักยภาพทางกาย ศักยภาพทางสมอง ทบทวนสิ่งที่เรียนมาทั้งเทอม รูปแบบการสอบการสอนของครูบาอาจารย์ที่แตกต่างกันไปก็เหมือนในชีวิตจริงที่ต้องไปเจอเจ้านาย เจอลูกค้าที่แตกต่างไป ทำให้เราเรียนรู้ว่าจะรับมือกับคนในรูปแบบที่แตกต่างกันไปได้อย่างไร ในห้องเรียนครูบาอาจารย์เป็นคนกำหนดกฏเกณฑ์ ในชีวิตการทำงานเจ้านายและลูกค้าเป็นคนกำหนดกฏ เราก็ต้องเรียนรู้ว่าเราจะบริหารอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายได้ดีที่สุด

    การเลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นกำหนดว่าตลอดทั้งชีวิตจะต้องเป็นไปอย่างนั้นเสมอไป ชีวิตอันยาวไกล การเรียนรู้ไม่เคยสิ้นสุด ตราบจนสิ้นลมหายใจไปจากโลกนี้…

  11. 11. Mr.lawyer on January 30th, 2010 5:52

    สิ่งซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนมีเหตุผล สนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ มักจะเอาไปใช้ในประเทศที่ด้อยพัฒนา ที่มีผู้นำที่ไม่สุจริต มีรัฐบาลที่มองเห็นแต่ประโยชน์ของพวกพ้องตนที่สนับสนุนบัลลังก์อำนาจที่ครองอยู่ นักการเมืองเลว และข้าราชการขี้ฉ้อ ที่มีอำนาจจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทุจริต คอรัปชั่น เงินภาษีของประชาชน เข้ากระเป๋าของพวกมัน เคยสนใจประชาชนบ้างไหมที่จะยกระดับความรู้ความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น และบรรดาผู้มีอำนาจที่อ้างว่าตนเองรักชาติ ห้ามผู้ใดมารักชาติมากกว่าตัวเอง ทำอะไรอยู่ใช้อำนาจที่ตนเองมีอยู่ออกมากดดัน หาวิธีการเอาตัวผู้กระทำผิด ผู้สนับสนุนผู้กระทำผิดมาลงโทษสิคร้าบ หากไม่ทำอะไรเลยก็อย่ามาเสนอหน้าออกมาโพนทนาว่ารักชาติอีก จะอ้วกครับอยากลาออกจากการเป็นประชากรไทยที่มีพวกเปรตนี้ครองเมืองอยู่ พวกมันดูถูกประชาชนที่อยู่ในประเทศว่าโง่ทำอะไรพวกมันไม่ได้ เชิดคอชูหน้า อยู่ในสังคมอย่างไม่อาย พูดอยู่อย่างเดียวว่ากรูรักชาติ จะปราบทุจริตคอรัปชั่น ใช้เหตุผลนี้ในการปฏิวัติทำรัฐประหาร แล้วสุดท้ายก็อีหรอบเดียวกัน ดาหน้าออกมาปกป้องพวกพ้อง ลูกน้องให้พ้นผิด เอาตำแหน่งหน้าทีกดดันผู้ที่จะตั้งเรื่องเอาผิดกับผู้กระทำความผิด ห่วย….เบื่อสุดๆๆๆ ทำไงดีกับเปรตพวกนี้จะไม่ให้มาครองเมือง ซึ่งพระองค์เคยตรัสว่า ให้หาเอาคนดีมาปกครองบ้านเมืองเพื่อมากำราบคนไม่ดี…….พวกเราคนไทยร่วมมือกันหน่อยออกมากดดันแสดงความเห็นให้มากๆครับ ประเทศเราแย่แส้ว

  12. 12. เด็กยะลา ขาเทอร์โม on January 31st, 2010 17:17

    เครื่องนี้มันก็ใช้การ dowsing ธรรมดาๆ นี่แหละ
    ซึ่งเป็นแค่วิธีการสมัยโบราณ สี่ร้อยกว่าปีก่อน ไม่เคยถูกยอมรับให้เป็นหลักวิทยาศาสตร์เลยไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้
    ลองอ่านในลิงก์ดู http://en.wikipedia.org/wiki/Dowsing
    จะมีตอนนึงที่กองทัพสหรัฐระบุว่าอุปกรณ์พวกนี้เป็น bogus equipment ที่ไม่แนะนำให้จัดซื้อ
    มีแต่ตำรวจอิรัก กับกองทัพไทยที่ยังใช้กันอยู่ ชัดเจนว่ามีแต่ประเทศโลกที่ 3
    ที่พวกนายพลโลภโมโทสันจ้องจะจัดซื้อของแพงเกินกว่าเหตุ เอา%เข้ากระเป๋า

    น่าสงสารผู้น้อยที่ทำงานในพื้นที่จริงๆครับ ที่ต้องมารับเคราะห์เสี่ยงชีพเพราะความโลภของพลาธิการ
    แทนที่จะได้ใช้ของดีๆที่ลดความเสี่ยงภัยให้ตัวเองและประชาชนได้

    ืแถมนิด หมั่นไส้คุณหญิงหมอนะครับ ที่ไม่ยอมรับความจริง
    ของมันใช้ไม่ได้ ก็คือใช้ไม่ได้ รับผิดซักเรื่องไม่ตายหรอกเจ๊
    ไม่ต้องท้าให้ใครเข้าไปลองลงพื้นที่เองหรอก ใช้แล้วมีผลกับขวัญกำลังใจ แต่เสี่ยงตายเท่าเดิม เพื่อ?
    ที่เค้าท้วงกัน เพราะมันแพงและไม่ได้ผลจริง ไม่ได้หาว่าคนที่ใช้น่ะโง่ เค้าด่าคนซื้อ ไม่ได้ด่าคนใช้คร้าบ
    แต่ถ้าคนใช้ รู้แล้วว่าไม่เวิร์ค แต่ยังยืนยันจะใช้ เพราะอีโก้ หรืออีเก้ง ก็เชิญตามสบายครับ

    เหมือนครีมทาหน้าบางตัว ใช้แล้วสวยขึ้นหรือเปล่าไม่รู้
    รู้แต่คนใช้รู้สึกดีขึ้น มั่นใจ ก็พอใจจะจ่ายอย่างงั้นเหรอครับ

    ของบ้าอะไร ขับเคลื่อนโดยพลังไฟฟ้าสถิตย์ โดยไม่ต้องเติมพลังงานอื่นใด ก็ทำงานได้ตลอด
    เป็น perpetual motion หรือไง Hoax เต็มๆครับ

    First law of thermo. : Energy can neither be created nor destroyed. It can only change forms.
    เห็นแล้วนึกถึงที่เสียบกับตัวจุดบุหรี่ในรถที่อ้างว่าช่วยประหยัดน้ำมัน
    แหม่ อันละสามพัน แกะออกมาเจอไฟ led อยู่ดวงเิดียว

    ถุย! นี่หรือเมืองพุทธ…

  13. 13. คนดีผีคุ้ม on February 1st, 2010 16:59

    ยังเลวกว่านี้ได้อีกมั้ย ขอเสนอ เกย์200 เอาไว้ตรวจจับเกย์ เสาชี้ไปทางไหน คนนั้นเป็นเกย์

  14. 14. ipats on February 6th, 2010 2:37

    คาใจที่ประโยคนี้ครับ พอมีคำอธิบายเพิ่มเติม หรือลิงค์ไปให้อ่านไหมครับ

    “ทำไมการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อถึงได้ช่างคิดค้นวิธีการแปลกๆ เพื่อกีดกันคนเก่งคณิตศาสตร์ไม่ให้มีโอกาสเรียนต่อวิศวะ”

  15. 15. ABZee on February 6th, 2010 3:01

    ทำไมบทความนี้ถึงได้มั่นใจขนาดนั้นว่าเป้นเรื่องคอร์รับชั่น ไม่ใช่เรื่องอื่นล่ะครับ เช่นถูกหลอกจริง หรือจงใจเอาไว้เป็นเครื่องค้นหาแพะ มันขาดหลายๆมิติทำให้ไม่เป็นข่าวหรือบทความสารคดีเสียทีเดียว มันมีความเห้นส่วนตัวมากจนมันก็ไม่ใช่บทความทางวิทยาศาสตร์

    บทความนี้มันจะดีกว่านี้ได้ถ้ากรองความเห็นส่วนตัวหลายๆอย่างออกไปนะครับ โดยเฉพาะเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไม่เกี่ยวกันเลย

    ด้วยความนับถือ

  16. 16. Tinuviel on February 6th, 2010 11:49

    ตอบรวมๆ นะคะ

    ใช่แล้วค่ะ บทความนี้มีความเห็นส่วนตัวอยู่มากเพราะที่จริงดิฉันเขียนบนบล็อกของตัวเอง และทาง siu ขอนำมาลงที่นี่ค่ะ ดิฉันจะไม่แก้ไขบทความ เพราะดิฉันไม่ใช่คอลัมนิสต์หรือนักเขียนข่าว ดิฉันเพียงต้องการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวออกมาเท่านั้น

    ปัญหาเรื่องการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ดิฉันเห็นว่ามันมั่วซั่วมาหลายปีแล้วนับแต่ยกเลิกระบบเอ็นทรานซ์ เดี๋ยวนี้ถ้าจะสอบเข้าวิศวะต้องทำภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ ให้ได้คะแนนมากๆ ข้อสอบความถนัดฯ ก็ไม่มีแล้ว ผลสืบเนื่องจากการคัดเลือกบุคคลด้วยวิธีนี้ ดิฉันฟังมาเต็มสองหูจากเพื่อนอาจารย์ ที่เด็กทำข้อสอบว่า dsin(t)/ dt ได้ sin (เพราะเอา dt ตัดกัน) ฟอร์เวิร์ดเมล์ที่ส่งต่อๆ กันเรื่องขำขันการทำข้อสอบคณิตศาสตร์นั่นมันไม่ขำค่ะ มันเป็นเรื่องจริง

    ประเด็นที่ดิฉันติดใจอย่างมากในเรื่องนี้คือวิจารณญาณและตรรกะความคิดของบรรดาผู้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ที่เห็นได้ชัดว่า “ไม่มีเลย” แล้วบุคคลสำคัญๆ เหล่านี้มิใช่หรือที่เป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายอะไรต่างๆ อ่านดีๆ นะคะดิฉันไม่ได้บอกว่ามีการคอรัปชั่น ดิฉันเห็นว่าเป็นการ “โง่อย่างสุจริต” ตั้งแต่ต้น ซึ่งเกิดจากการไม่มีวิจารณญาณและตรรกะความคิดที่ดีนั่นเอง

    ส่วนแง่มุมอื่นๆ เช่นประเด็นสิทธิมนุษยชน ความชอบธรรมในการเข้าตรวจค้น หรือแง่มุมการเมือง-การทหาร ดิฉันไม่ได้พูดถึง เพราะตั้งใจจะพูดถึงแง่มุมด้านพื้นฐานการศึกษาเท่านั้น แต่ท่านผู้อ่านสามารถวิพากษ์วิจารณ์ในแง่อื่นได้ตามสะดวกค่ะ

  17. 17. นคร on February 6th, 2010 16:24

    เอ๋ เป็นไปได้ไหมครับ ถ้าจะสมมุติว่่า ผู้ใหญ่เขาไม่อยากให้วิศวะมีแต่คนที่เก่งเลขเหมือนที่ผ่านมา เลยเปลี่ยนวิธีอยากได้คนที่ฉลาดและสนใจรอบด้าน เลยเพิ่มเรื่องภาษา กับ สังคม เข้ามาด้วยเพื่อยกระดับวิชาชีพ

    แต่ผลเลยออกมาเป็นว่า ได้คนที่ห่วยรอบด้านเข้าไปแทน

    เขาอาจจะไม่ได้อยากกีดกันคนเก่งก็ได้ครับ แต่ประเทศเรามันไม่มีคนเก่งครบเครื่องจริงมากพอเท่านั้นเอง (หรืออาจจะมี แต่ไม่ได้เลือกวิศวะ)

    ที่ผมเขียนนี่คือการพยายามจะใช้ตรรกะบนความไม่มีตรรกะของผู้บริหารประเทศเราน่ะครับ อย่าคิดมาก

  18. 18. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on February 6th, 2010 17:53

    “ที่ผมเขียนนี่คือการพยายามจะใช้ตรรกะบนความไม่มีตรรกะของผู้บริหารประเทศเราน่ะครับ อย่าคิดมาก”

    ผมว่าที่เขียนมาก็เป็น “ตรรกะ” ที่น่าสนใจทีเดียวครับ

    ขอบคุณพี่ Tinuviel ที่ช่วยกระตุ้นไฟในการพัฒนาประเทศนี้ ที่กำลังจมปักในซากปรักหักพังของวันวน และไม่คิดที่จะปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้นไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเลย

  19. 19. #GT200 ลองใช้ดูซิ | พัชร on February 19th, 2010 10:26

    [...] GT200 เคยอยู่ในการ์ตูนโดเรม่อนด้วยยยย [...]

  20. 20. kajarp on February 19th, 2010 13:26

    สรุปได้ดีครับ

    ว่าแต่ว่า รายชื่อบุคคลของไทย ที่ถูกนำมาอ้างถึง ล้วนมีชื่อเสียง มีต้นทุน มีกลุ่มบุคคลที่ศรัทธาเยอะแยะมากมาย
    ซึ่งก็ต้องมีคน ไว้วางใจ ตามนั้นเยอะ

    แล้วกลุ่มคนที่เป็นนักวิทย์ นักคณิต นักทดลอง จริงๆ ล่ะ? ที่มีต้นทุน มีชื่อเสียง มีความน่าเชื่อถือ หายไปไหนอะครับ

    ผู้ที่รู้ ควรจะช่วยจุดประกาย ช่วยกันนำพา

    จุดหมายปลายทาง เพื่อให้หลุดพ้น
    โดยเฉพาะจากการหลอกลวง(บนความตาย) ของผู้ขาย
    การคอรัปชั่น
    การเสียเงินอย่างมหาศาล

Got something to say?