Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง

July 16, 2008

Practical Utopia ตอนที่ 10 วิเคราะห์กลฮันต๋งอ๋องของเล่าปี่ เทียบการประกาศตนเหนือกว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ สร้างแนวโน้มใหญ่พิชิตวุ่ย ทั้งที่กำลังเล็กกว่า เป็นต้นแบบของ virtual power (กำลังภาพลวง) สมัยโบราณ หรือกลยืมซากคืนชีพในตำรับพิชัยสงคราม, นอกจากนี้ยังถกเถียงถึงตำรับอี้จิงคำภีร์แห่งการปรับเปลี่ยนไหลรื่นตามสภาพธรรมชาติ อัตราดอกเบี้ยและบทบาทของแบงค์ชาติในเรื่องนโยบายการเงินกับวิกฤตเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังแนะนำหนังสือ The world is round หรือล่องคลื่นโลกาภิวัฒน์เล่ม 1 เขียนโดย คุณสฤณี อาชวนานันทกุล

ภาพประกอบ แผนที่แผ่นดินจีนสมัยสามก๊ก (click เพื่อดูภาพใหญ่) เครดิตภาพจากเว็บไซต์ สามก๊กไทย

Comments

104 Responses to “Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง”

  1. 1. เหลียง on July 16th, 2008 17:07

    เล่าปังเปิดเผยยิ่งใหญ่ เล่าปี่สวมหน้ากากวิญญูชน แต่สิ่งที่ทั้งสองเหมือนกันคือ “ความหน้าด้าน” เล่าปังพบกับชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์จีนตั้งราชวงศ์ยืนยาวกว่า 400 ปี เล่าปีกลับพ่ายแพ้อย่างน่าอดสูครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายได้ครองเพียงดินแดนเล็กๆที่โกงมาจากเล่าเจี้ยง …

  2. 2. Ink on July 18th, 2008 9:57

    วันนี้เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้จัดรายการทั้งสี่เปลี่ยนที่นั่งกันนะครับ :D

    โดยส่วนตัวแล้วผมชอบตอนนี้มากเลยครับ ช่วยอธิบายสามก๊กหลายจุดที่ผมยังไม่เข้าใจ โดยเฉพาะซี่โครงไก่ ผมเห็นด้วยกับคุณกานต์ในประเด็นที่ว่าขงเบ้งนั้นวางแผนสร้างเล่าปี่

    ไม่ทราบว่าใครเคยอ่านสามก๊กฉบับของท่านคีกฤทธิ์บ้างครับ เป็นอีกมุมมองที่ดีนะครับ ท่านมองว่าโจโฉ เป็นคนดี เป็นนายกคอยปกป้องบ้านเมือง จากพวกกบฏแบ่งแยกดินแดน คือเล่าปี่ กับซุนกวน ขงเบ้งนี่เจ้าเล่ห์สุด เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง นี่เป็นเหตุผลที่เค้าไม่สร้างคน เพราะกลัวคนมาแย่งความเด่น ไม่ชอบใครเก่งกว่า ใช้แม่ทัพเป็นแค่เบี้ยเท่านั้น นอกจากคนที่นบนอบอย่างเกียงอุย ขณะที่โจโฉยังเปิดโอกาสให้แม่ทัพใช้กลยุทธได้ เป็นผู้นำที่ดีกว่า สังเกตว่าตอนที่ขงเบ้งใช้คน ต้องให้ทำทัณบนไว้ ถ้าพลาดจะต้องถูกประหาร ขนาดตอนม้าเจ็กนั้น จริงๆ แล้วน่าจะเป็นความผิดของขงเบ้งมากกว่าที่ใช้คนผิด ทั้งๆ ที่เล่าปี่ก็เตือนแล้ว ในทางตรงกันข้ามโจโฉมักไม่ค่อยประหารแม่ทัพที่รบแพ้ บอกว่าการรบมีแพ้มีชนะ นอกจากนั้นขงเบ้งและเล่าปี่ก็ต่างหลอกใช้กันและกัน ขอแนะนำให้อ่านดูครับ ท่านให้เหตุผลสนับสนุนได้น่าสนใจมากๆ ครับ

    ผมว่าสามก๊กนี่มันแล้วแต่คนจะตีความหนะครับ เพราะว่าเรื่องก็เกิดมาเป็นพันปีแล้ว ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็แล้วแต่จะตีความกันไป ขนาดการเมืองยุคปัจจุบันเรายังไม่รู้อย่างทะลุปุโปร่งเลยครับ

    ส่วนฮั่นโกโจกับณ้อปาอ๋องเป็นช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์จีนที่ผมชอบที่สุดเลยครับ คนที่สั่งให้เผาสะพานคือจางเหลียงครับ จางเหลียงจะเป็นกุนซือที่วางกลยุทธ จริงๆ ข้อเสียของณ้อปาอ๋องก็คล้ายกับขงเบ้งหนะครับ คิดว่าตัวเองเก่งคนเดียว แต่ณ้อปาอ๋องจะแย่หน่อยตรงที่ว่า ไม่ตบรางวัลให้ลูกน้องให้ถึงขนาด แต่เก็บไว้คนเดียว แถมยังเป็นคนโหดร้าย หลังจากที่เอาชนะสามฉินได้แล้ว เค้าไม่ไว้วางใจทหารฉิน กลัวว่าจะก่อกบฏ จึงสั่งประหารทหารฉินที่ยอมจำนนแล้วสองแสนคน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผลทำให้ ผู้คนหวาดกลัว และเอาใจเข้าข้างเล่าปังครับ

    มีคำพูดคำหนึ่งครับ ที่ผมจำได้ตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยลืมก็คือ คำพูด ที่ว่า “ไม่จำเป็นต้องเก่ง แค่สั่งคนได้ ใช้คนเป็นก็เป็นฮ่องเต้ได้” เค้าหมายถึงฮั่นโกโจหนะครับ จริงๆ แล้ว ฮั่นโกโจนั้นแพ้เซี่ยงหยี่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่แพ้ จะเข้มแข็งขึ้น เนื่องจากมีพันธมิตรครับ ในทางตรงกันข้ามเซี่ยงหยี่มีแต่คนตีจาก ลูกน้องเก่งๆ อย่างหานซิ่นก็ไปเข้ากับเล่าปังแทน การเป็นผู้นำที่ดีนั้นไม่ใช่ว่าต้องเก่งไปทุกหมดครับ แค่หาคนเก่งๆ มาทำงานให้เรา และสร้างสภาพแวดล้อมให้เค้าทำงานได้ก็พอ และวิธีการทำให้เค้าทำงานให้ก็คือ การเปิดโอกาสให้เค้าได้แสดงความสามารถครับ

    ถ้าสนใจประวัติศาสตร์ช่วงนี้ผมขอแนะนำภาพยนตร์จีนชุด จอมทัพสะท้านปฐพี เจ้งเส้าชิงแสดงเป็นเล่าปัง เค้าสร้างได้ดี เก็บรายละเอียดได้หมดเลยครับ

    และถ้าสนใจอ่านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่น โดยเฉพาะฮั่นหวู่ตี้นี่ มีหนังสือเล่าหนึ่งหนะครับ ผมจำชื่อไม่ได้แน่ๆ ชื่อ ฮั่นอะไรซักอย่างนี่แหละครับ ผมเก็บไว้ที่เมืองไทย เดี๋ยวกลับไปบ้านตอนปลายปีจะพยายามไปหามาโพสนะครับ เข้าเขียนเกี่ยวกับยุคฮั่นตะวันตกได้ดีเชียวครับ

  3. 3. Huang on July 18th, 2008 15:33

    คุณ Ink ชอบเหมือนกับผมเลย เรื่องไซฮั่นเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนที่ผมชอบมากที่สุด อันที่จริง เล่าปังนั้นมีนิสัยละม้ายคล้ายโจโฉมากกว่าจะเหมือนเล่าปี่ (ผู้พยายามจะเคลมตัวเป็นทายาทเล่าปัง) เสียอีก

    หนึ่งในแม่ทัพที่ผมชื่นชอบที่สุดในประวัติศาสตร์จีนก็คือหานซิ่น หานซิ่นเป็นแม่ทัพที่ฉลาดหาตัวจับยาก เท่าที่ทราบ หานซิ่นรบไม่เคยแพ้เลยซักครั้ง จุดเปลี่ยนที่สำคัญของหานซิ่นคือตอนที่รบชนะ เว่ย จ้าว และ ฉี ติดต่อกัน ครอบครองพื้นที่และกำลังพลมากกว่าทั้งเล่าปังและฉู่ป้าหวางเสียอีก ลูกน้องหานซิ่นยุให้หานซิ่นตั้งตัวเป็นเอกเทศ สร้างกลยุทธ์ 3 ก๊กก่อนขงเบ้งจะเกิดหลายร้อยปี

    หานซิ่นพลาดไม่กล้าทำตาม คนที่ฉลาดมาชั่วชีวิตเลยต้องมาพบกับจุดจบอย่างน่าอนาถ

  4. 4. Huang on July 18th, 2008 15:45

    กลับเข้ามาสู่เรื่องสามก๊ก ศึกสามก๊ก ตอนที่ผมเห็นว่าคลาสสิคสุดๆมีอยู่สองตอน คือตอนโจโฉพิชิตอ้วนเสี้ยว อีกตอนคือตอนที่ขงเบ้งรบกับสุมาอี้ (ส่วนตอนศึกผาแดงที่เป็นหนังอยู่ นักประวัติศาสตร์หลายๆท่านคิดว่าไม่มีจริงในประวัติศาสตร์*)

    ตอนโจโฉพิชิตอ้วนเสี้ยว ถึงแม้เกียรติภูมิทางสงครามจะสูงส่งกว่า ที่โจโฉใช้ทหารเพียงแค่ 1 ใน 10 ยกไปถล่มอ้วนเสี้ยวถึงประตูบ้าน (เทียบเท่ากับซุนวูพาทัพอู๋พิชิตรัฐฉู่ ตั้งตนเป็นผู้นำนครรัฐทั้งหมดในช่วงกลางระหว่างชุนชิวและจั้นกว๋อ) แต่เสียดายที่ศึกนี้สั้นไปเสียหน่อยเลยไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไรให้วิเคราะห์มากนัก

    ตอนขงเบ้งรบสุมาอี้ นี่จึงเป็นที่พูดถึงในบรรดานักวิเคราะห์มากกว่า เพราะเป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ขงเบ้งอาศัยรุกแทนการตั้งรับ สามารถครองพื้นที่เป็นเอกเทศได้หลายสิบปี มีกลยุทธ์ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากมาย

    (*ศึกเซ็กเพ็กนั้น ผู้สันทัดหลายๆท่านได้วิเคราะห์ไว้ว่าไม่น่าเกิดขึ้นจริงด้วยเหตุหลายประการ อาทิ ทั้งซากศพและซากเรือจำนวนมหาศาลหายไปไหน ฯลฯ ผู้สันทัดได้วิเคราะห์ไว้ว่าฉากตอนนี้เป็นตอนที่ หลอกวนจง นำเรื่องของ จูหยวนจาง รบทัพเรือกับ เฉินโหย่วเลี่ยง มาใส่ไว้ สถานการณ์ตอนนั้นมี 3 ก๊กใหญ่ จูหยวนจางก๊กเล็กกว่าแต่นำทัพเรือสู้กับเฉินโหย่วเลี่ยง ที่ประมาทเอาโซ่ล่ามเรือใหญ่ติดกัน เลยโดนจูหยวนจางใช้กลยุทธ์ไฟเข้าพิชิต)

  5. 5. เจริญชัย on July 18th, 2008 17:26

    ดีครับ นานๆจะเจอคนรู้ลึกรู้จริงเรื่องจีน อย่างคุณ Huang ขอคารวะ 1 จอก

    คุณ Huang มีส่วนวิเคราะห์คล้ายคุณก่อศักดิ์ คือ จ๊กก๊ก รุกแทนการรับ

    แต่ที่ผมเห็นแย้งกับคุณก่อศักดิ์ คือ คุณก่อศักดิ์ประเมิน ขงเบ้ง สูงเกินไป (อาจเป็นปฏิกิริยาต่อคนจำนวนหนึ่งที่ดูถูกขงเบ้ง)

    คุณก่อฯ มองว่า ยังไงจ๊กก็ต้องแพ้ เพราะทรัพยากรน้อยกว่า โดยเฉพาะเรื่องคนเก่ง ขงเบ้งคิดเช่นนั้น จึงต้องทำการรุกเพื่อไม่ให้ตกเป็นฝ่ายรับ

    แต่ถามจริงๆ ถ้าทรัพยากรน้อยกว่า ทำไมขงเบ้งจึงบุกได้ตั้ง 6-7 ครั้ง เกียงอุยอีก 9 ครั้ง

    ส่วนเรื่องคนเก่งนั้น แม้ว่าจะขาดแคลน แต่ทำไมไม่ไปหาจากเมืองอื่นละครับ ผมคิดว่า ไม่มียุคใดขาดแคลนปราชญ์ ขอเพียงแต่เราแสวงหา

    ผมคิดว่า ในก๊กวุย และง่อ มีคนเก่งดีๆซ่อนอยู่มากมาย และแน่นอนก็อาจถูกละเลยจากเจ้าก๊ก ดังนั้น ถ้าหยิบยื่นผลประโยชน์ให้มากพอ มีหรือใครจะไม่มา

    แม้จะมีคำสั่งห้ามจากก๊กนั้น แต่ผมคิดว่า ความกลัวตายไม่อาจหยุดยั้งความทะยานอยากของคนมากกว่า

    ผมว่า นี่คือ จุดอ่อนในการบริหารคนของขงเบ้ง
    โดยอาจมีสาเหตุหลายประการ เช่น อาจกลัวคนอื่นมาแย่งความสำคัญ อาจเพราะอนุรักษนิยม ต้องตรวจสอบความประพฤติด้วย ฯลฯ

    ไม่รู้ทุกท่านจะเห็นเหมือนหรือต่างอย่างไร

  6. 6. ประชาชนคนธรรมดา on July 18th, 2008 20:36

    ขอแสดงความเห็นประเด็นที่คุณเจริญชัยยกขึ้นมานะครับ

    เรื่องทำไมคนเก่งถูกละเลยนั้น ผมว่าส่วนหนึ่งน่าจะมาจากระบบ ขงเบ้ง บิต๊ก บิฮุย เจียวอ้วน คนเหล่านี้ถึงแม้จะภักดียังไงก็ตาม แต่ก็เป็นแค่พนักงาน ไม่ได้เป็น Shareholder ของจ๊กก๊ก พูดง่ายๆก็คือ ถ้าไปดึงคนเก่งมาช่วยมากๆ สุดท้ายก็จะถูกลดความสำคัญภายในองค์กร ตรงข้ามกับโจโฉหรือสุมาอี้ คนเหล่านี้มองการณ์ไกล เห็นอนาคตตนเองว่ามีโอกาสเป็น Shareholder ในวันข้างหน้า จึงไม่นำพาที่จะชักชวนคนเก่งๆมารวมกันมากๆ ยิ่งเยอะยิ่งดี

    พูดเรื่องนี้แล้วสะท้อนถึงการเมืองไทย เด็กชาวบ้านเรียนเก่งแทบตาย ทั้งสอบเอนทรานซ์ ทั้งได้เหรียญโอลิมปิค สุดท้ายแล้วต้องไปเป็นลูกจ้างพวกลูกหลาย Elite พูดอีกอย่างก็คือ คนที่มี connection เยี่ยมๆ มีชาติตระกูลสูง พ่อแม่สามารถดันเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังๆของโลกได้ กลับมาแล้วก็ชูคอว่าข้าจบ Wharton บ้าง จบ Harvard บ้าง แต่ทำวิกฤติให้เศรษฐกิจไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง คนกลุ่มนี้นี่แหละคือ Shareholder ตัวจริงของประเทศไทย และคนกลุ่มนี้ก็ไม่คิดจะเอาเด็กเรียนเก่งแต่นามสกุลบ้านๆ อย่างสืบวงศ์ลี ปัทมะ หรือเพ็ญแข มาเป็นรัฐมนตรีหรอก

  7. 7. Ink on July 19th, 2008 14:22

    คุณ Huang ชอบเหมือนผมเลยครับ ผมก็ชอบหานซิ่น เรียกว่าเป็นนายพลที่ผมชอบที่สุดในประวัติศาสตร์จีนแล้วหละครับ ชอบยิ่งกว่างักฮุยเสียอีก กลยุทธเพลงฉู่รอบทิศนี่ตีทัพเป็นแสนของเซี่ยงหยี่แตกโดยที่ไม่ต้องรบเลย แต่เสียอย่างเดียวที่ทรนงไปหน่อย ตอนเล่าปังถามว่าท่านบัญชาการทหารได้กี่คน ดันไปตอบว่าได้มากกว่าเล่าปัง ทำให้ฮองเฮาหลี่เฮาตาเขียวปึ๊ดเลย และถึงหานซิ่นไปม่ได้ตั้งเป็นสามก๊ก แต่ก็บีบให้เล่าปังตั้งตัวเองเป็นฉีอ๋องนะครับ ไม่งั้นไม่ยอมช่วยรบเซี่ยงหยี่กว่าจะมาช่วยก็ปล่อยให้รบกันซะน่วมแล้ว สุดท้ายเลยโดนเจี๋ยนซะ

    เคยอ่านเจอมาครับ แต่จำไม่ได้แล้วว่าจากที่ไหน สามก๊กนี่จริงๆ แล้วแต่งขึ้นตามประวัติศาสตร์ของราชวงศ์หมิง สมัยจูหยวนจางนี่ฆ่าคนง่ายๆ เลยไม่มีใครกล้าวิจารณ์ ล่อกวนจงเลยแต่งสามก๊กขึ้นมาประชด ล่อกวนจงเป็นลูกน้องของฝ่ายตรงข้ามจูหยวนจาง ผมจำไม่ได้ว่าเฉินโหย่วเลี่ยง หรือจางซื่อเฉินครับ จูหยวนจางเป็นโจโฉ และจูหยวนจางมีกุนซือคนหนึ่งที่เ่ก่งเหมือนขงเบ้งครับ ในสมัยจูหยวนจางก็มียุทธนาวีที่คล้ายๆ กับศึกเซ็กเพ็กด้วยครับ

    ท่านคึกฤทธิ์วิเคราะห์ศึกเซ็กเพ็กว่าจริงๆ แล้วโจโฉไม่ได้แพ้แล้วแตกทัพเรือครับ แต่ตั้งใจถอยทัพเอง เพราะว่าทหารตนมาจากทางเหนือ ไม่ชำนาญการรบทางน้ำ และป่วยเยอะ มีโรคระบาด แถมมีคนจะมาตีเมืองของตนด้วย เลยยกกลับดีกว่า แล้วมีประเด็นที่น่าสนใจคือจิวยี่อยู่ที่กังตั๋งมานานกว่าขงเบ้ง มีเหรอจะไม่รู้ว่าวันไหนหมอกจะลง ลมจะเปลี่ยนทิศ

    ผมคิดว่าที่ขงเบ้งไม่หาคนเก่งมาเพราะว่า เค้าอีโก้แรงคิดว่าตัวเองเก่ง ต้องทำเองทุกอย่าง ศิลปการใช้คนก็เก่งสู้โจโฉไม่ได้คับ คนเก่งๆ เลยไม่อยากมาทำงานให้ และที่ขงเบ้งกับเกียงอุยยกพลบุกขนาดนั้นนี่มันมีผลเสียกับจ๊กก๊กมากนะครับ ก่อนที่เล่าปี่จะเข้าเสฉวนจนถึงจ๊กก๊กตกเป็นของวุยก๊กนี่ประชากรหายไปเกือบครึ่งนะครับ ลองคิดดูว่าหายไปไหน

    อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ สาเหตุที่บรรดาผู้จบยูดังๆ ทั้งหลาย พอมาบริหารประเทศแล้วล่มจม ก็เพราะความเป็นผู้รู้นี่แหละครับ แต่รู้ตามตำราเท่านั้นนะครับ พวกนักเรียนทุนทั้งหลายต้องกลับเมืองไทยทันทีที่เรียนจบ ไม่มีโอกาสไปหางานทำในวาินิจทนกิจระดับโลก (ขอโทษนะครับถ้าพิมพ์ผิด ศัพท์ยากๆ อย่างนี้ผมไม่เคยใ้ช้หรอกครับ ไม่ได้พิมพ์ภาษาไทยจริงๆ จังๆมาหลายปีแล้วครับ) ผมคิดว่าตรงนี้เป็นการเสียโอกาสในการเปิดวิศัยทัศน์ และพัฒนาความสามารถไปอีกระดับหนึ่ง (ผมคิดว่าก.พ.ใจแคบครับ) แล้วลองคิดดูสิครับ แบงค์ชาิตินั้นต้องจัดการกับสถานการณ์ที่มันส่งผลโยงใยกันทั้งโลก ถ้าคนของแบงค์ชาติไม่มีวิศัยทัศน์ที่กว้าง ลึก แล้วมันจะเป็นยังไงครับ ยังไงเราก็แพ้ฝรั่งอยู่วันยังค่ำ

    นอกจากนั้น คนเราพอจบ Ph.D แล้วอีโกมันก็สูงตามหนะครับ คิดว่าเก่งไปหมด รู้ไปหมด ถ้าใครรู้มากกว่าตัวเองจะเสียหน้า แต่จริงๆ แล้วเรื่องเรียนกับชีวิตจริงมันต่างกันครับ สิ่งที่เรียนรู้จากนอกห้องเรียนนั่นแหละสำคัญกว่าอีก สำหรับผมแล้วคนเ่ก่งจริงๆ คือคนที่สามารถหาคนเก่งมาทำงานให้ตัวเองได้ครับ คนแบบนี้แหละที่จะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องจบสูงๆ พูดภาษาอังกฤษคร่องด้วยซ้ำครับ :)

  8. 8. กานต์ on July 20th, 2008 12:31

    ผมเห็นด้วยว่า ศึกที่เซ็งเพ้งอาจไม่เกิดขึ้นตามนิยายของล่อกวนจง ตำราประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งว่ากองทัพโจโฉเกิดโรคระบาดก็ต้องถอนตัวออกไปก่อน สงครามใหญ่อาจจะไม่เกิด แต่สงครามย่อยๆ อาจเกิดขึ้นหลายครั้งก่อนที่วุ่ยจะถอนกำลังกลับ

    แต่ส่วนตัวผมคิดว่าเหตุการณ์ ณ เวลานี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดพัฒนาการกลายเป็นสามก๊กขึ้น และทำให้โจโฉไม่อาจครอบครองแผ่นดินจีนได้

    ส่วนกรณีที่วุ่ยตกเป็นฝ่ายรับตลอด ผมก็คิดว่าส่วนหนึ่งหลังจากยุคโจโฉไป (หรือนับตั้งแต่โจโฉชราภาพลง) ก็คงเป็นเพราะสภาพความเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองในวุ่ย ก็คงทำให้ไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างที่ควรเป็น ยิ่งหลังจากยุคโจโฉ มีการช่วงชิงอำนาจและเล่นการเมืองจนสับสนวุ่นวาย (ตระกูลสุมา และตระกูลโจ) จนภายหลัง สุมาอี้ สุมาสู และ สุมาเจียว สามารถยึดอำนาจทางการเมืองในวุ่ยได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตอนนั้นจึงเริ่มแผนกลืนจ๊กและง่อ จนรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งได้

    ส่วนประวัติศาสตร์จีนช่วงเวลาอื่นก็มีความน่าสนใจและน่าศึกษาไม่แพ้กันครับ แต่ผมคงไม่ถนัดเท่าช่วงสามก๊ก เพราะรู้อยางงูๆปลาๆ เท่านั้น

    อ้อ อีกช่วงหนึ่งที่ผมสนใจคือช่วงหลังจากแผ่นดินชิง และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือช่วงของประธานเหมา นั่นก็น่าสนุก และมีอะไรให้ศึกษาเยอะเช่นกันครับ

  9. 9. zneb on July 21st, 2008 13:35

    จริงๆผมว่ากุนซือคนหนึ่งที่น่าจะได้รับการกล่าวขานว่าเก่งที่สุดในสามก๊ก และประวัติศสาสตร์จีนด้วยน่าจะมี กุยแกด้วยนะ เท่าที่อ่านดูเป็นคนที่สุดยอดมาก คนๆนี้เคยอยู่กับอ้วนเสี้ยวมาก่อน แต่เขาเป็นคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์และอ่านเกมทะลุมากๆ ผลงานที่มีชื่อเสื่องมากก็คือ วิเคราะห์ลางพ่าย 10 ประการของอ้วนเสี้ยว และเหตุแห่งชัยชนะ 10 ประการของโจโฉ ในยุทธการกัวต๋อ นอกจากนี้ยังคาดคะเนการตายของซุนเซ็กอย่างแม่นยำ คนๆนี้ผมว่าเขาควรได้รับสมญา “ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร” เฉกเช่นขงเบ้ง แถมคนๆนี้ยังช่วยโจโฉวางแผนสยบภาคเหนือได้อย่างราบคาบด้วย ผมว่าหากเขาไม่ด่วนจากไปเสียก่อน สติปัญญาระดับนี้ต่อให้มีร้อยขงเบ้ง โจโฉคงรวมแผ่นดินสำเร็จเป็นแน่แท้ 555
    นอกจากนี้ในประวัติศาสตร์จีน คนที่ผมมองว่าสมควรยกให้เป็นสุดยอดของสุดยอดนักปราชญ์แล้วนอกจาก ซุนวู ซุนปิน เตียวเหลียง ขงเบ้ง และกุยแกแล้ว ก็น่าจะยกให้หลี่ปู้เหว่ย และเว่ยเหลียวซึ่งเป็นกุนซือคนสำคัญของจิ๋นซีฮ่องเต้ด้วย คนนี้เป็นศิษย์สำนักนิติธรรมของซางยาง มีงานประพันธ์ซึ่งอ่านเจอในวิกิพีเดียด้วยว่าเป็น 1ใน7 สุดยอดพิชัยสงคราม คือ พิชัยสงครามเว่ยเหลียวจื่อ

  10. 10. Huang on July 21st, 2008 14:30

    กุยแกเป็นกุนซือที่ได้รับความชื่นชอบจากโจโฉมากที่สุด เสียดายว่าตายเร็วจึงไม่ได้รับการพิสูจน์ฝีมือเท่าไหร่

    อย่างไรก็ตาม ผมมองว่ากุยแกนี้ค่อนข้างจะถูก overrated หรือยกยอเกินจริงโดยโจโฉ (ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม) อย่างเรื่อง 10 ลางแพ้ชนะ จริงๆแล้วกุยแกออกจะมั่นใจเกินเหตุ เพราะเมื่อรบกันจริงๆปรากฎว่าโจโฉก็เกือบจะแพ้ไปเหมือนกัน การที่เขาฮิวแปรพักตร์ถือเป็นตัวแปลสำคัญที่ทำให้ชนะ (ถ้าเขาฮิวเจอจับได้ตอนหนีออกมา โจโฉก็คงสิ้นท่า) กุนซือที่ดูจะเหนือกว่ากุยแกซักครึ่งขั้นคือซุนฮก ซึ่งบอกแค่ว่าที่กุยแกว่ามาก็มีส่วนถูก แต่ก็ไม่ได้ฟันธง แล้วก็แนะนำกลยุทธ์ที่มีผลต่อการแพ้ชนะหลายครั้ง เช่นหลอกให้อ้วนเสี้ยวแบ่งแยกกองทัพ แต่ซุนฮกกลับไม่เป็นที่ชื่นชอบของโจโฉเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากที่ซุนฮกไม่ค่อยสนับสนุนให้โจโฉเลื่อนยศตัวเอง

    อย่างตอนโจโฉโดนเผาเรือ กุนซือเทียหยกก็เตือนไว้เช่นกัน ซึ่งถ้ากุยแกมาก็คงเป็นประการเดียวกันไม่น่าจะเปลี่ยนผลแพ้ชนะได้ เพราะเรื่องที่ว่ารู้ลมผิดฤดูก็คงจะมีขงเบ้งแต่เพียงผู้เดียว (มีแต่ในนิยาย)

    ส่วนกุนซือสำคัญที่สุดของฉินซี เข้าใจว่าคงหมายถึงหลี่ซือมากกว่ากระมัง?

  11. 11. เจริญชัย on July 21st, 2008 14:53

    ขอบคุณทุกท่านที่มาอุดหนุนเรา
    ตั้งแต่ ผมงดจัดรายการ ประจวบกับเวปเปลี่ยนโฉมใหม่ ทุกอย่างก็ดูเลวร้ายลง
    อาจเป็นเพราะพวกเราขาดความเจนจัด จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงสร้างปัญหาที่คาดคิดไม่ถึง
    อย่างไรก็ตาม
    อาจเนื่องจากผลบุญที่พวกเราทำไว้ ด้วยการสร้างของดี
    จึงมีคนตามมาอุดหนุนหลากหลายคน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ขอบคุณทุกท่านอย่างสุดซึ้ง

    ปล. ผมขอสัญญาว่า จะสร้างสรรค์ “หนังสือเล่มใหม่” ที่เกี่ยวกับความเป็นจีน ให้ดีที่สุด เพราะดูเหมือนว่า แฟนๆของเราจะชื่นชอบประวัติศาสตร์จีนกันอย่างหลงใหล 555

  12. 12. Huang on July 21st, 2008 14:54

    พูดถึงหลี่ซือก็นึกถึงสำนักกฎหมายสามคน ซางยาง หานเฟย แล้วก็หลี่ซือ ยอดคนสามท่านนี้ เสียดายจุดจบไม่ดีเลยซักท่าน …

  13. 13. เจริญชัย on July 21st, 2008 15:10

    ยังมี ไป่ฉี๋ อีกคนนึง
    คนนี้รบเก่งมาก ไม่เคยแพ้
    แต่ถ้าจำไม่ผิด ก็ยังโดน 5 ม้าแยกร่าง
    (ไม่รู้อ่านเจอจากหนังสือเล่มไหน เซ็งตัวเองจริงๆ)

    แต่อย่างที่บอก แม้ว่า รัฐฉิน จะโหดร้ายกับคนนอกผู้ทำคุณอย่างไร
    ก็ยังมีคนพร้อมเข้ามาทำงานเสมอ(คงคิดว่าตนเองไม่โดน หรือหนีได้)

    ดังนั้น คงไม่ยากที่จ๊กก๊ก จะไปดึงตัวคนเก่งๆจากรัฐอื่นมา
    และแน่นอน ระบบควบคุมตามชายแดนของแต่ละรัฐคงไม่เข้มงวดได้ทุกตารางนิ้ว
    เพราะยังไงประเทศจีนก็ใหญ่มาก หุบเขาลำเนาไพรก็มากมาย

    ตอนนี้ กำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับจีน
    กำลังเอ่ยถึง พิชัยสงคราม 7 คัมภีร์
    เล่มของ “ซื่อหม่าฝา” รวบรวมโดยบรรพบุรุษตระกูลเถียน
    แต่ไม่รู้ผมตาเซ่อหรือยังไง ดันไปเห็นว่า “เถียนตาน” เป็นคนแก้ปรับปรุงในตอนท้าย
    แต่พอกลับไปอ่านอีกรอบกลับไม่ใช่

    แต่ดันเชื่อมโยงไปแล้วว่า เถียนตานคือ คนที่วางแผนกู้รัฐฉีมาจาก “เล่ออี้” ขุนพลรัฐเอี้ยน ผู้ทำให้รัฐฉีอ่อนแอ จนไม่มีพลังพอที่จะรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น

    พยายามค้นหาอยู่ ถ้าไม่งั้นคงต้องลบวรรคนี้ออก

    กำลังเชื่อมโยงสนุกสนานพอดี
    เพราะ “ขวันต๋ง(ก่วนจง) งักเย(เลออี้)” ที่ขงเบ้งอ้างถึงนั้น กลับมีการเชื่อมโยงอย่างประหลาด คือ ก่วนจงเป็นคนทำให้รัฐฉีเข้มแข็ง แต่เล่ออี้ กลับเป็นคนทำให้รัฐฉีเสื่อมทราม

    แต่ทั้งสองท่านก็ถือเป็นมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน

  14. 14. Huang on July 21st, 2008 15:20

    ก่วนจ้งนี่พอคุ้นๆ แต่เลออี้นี่ใครหว่า นึกไม่ออก …

  15. 15. เจริญชัย on July 21st, 2008 16:10

    เล่ออี้ แม่ทัพรัฐเอี้ยน ซึ่งสามารถโจมตียึดรัฐฉี ซึ่งเป็นมหาอำนาจได้เกือบ 70 เมือง นั่นไง
    แต่ในที่สุด อ๋องหูเบาก็เชื่อคำยุยง ปลดเล่ออี้ออกจากตำแหน่ง ตามแผนกลของเถียนตาน แม่ทัพรัฐฉี ที่เกือบจะสิ้นชาติ แต่สามารถพลิกสถานการณ์กอบกูประเทศได้สำเร็จ

    น่าเสียดาย ความฝันของ ขงเบ้งเป็นจริงแค่ ก่วนจง คือ ปรับปรุงประเทศ แต่ยังไม่สามารถยึดวุยก๊กได้สำเร็จ ซึ่งก็คงคล้าย เล่ออี้ ที่มีฮ่องเต้หน้าโง่อย่าง “เล่าเสี้ยน”

  16. 16. zneb on July 21st, 2008 16:24

    ทั้งหลี่ซือและเว่ยเหลียวต่างก็เป็นเสมือนแขนซ้ายแขนขวาของจิ๋นซี หลี่ซือเป็นคนมีปฏิภาณไหวพริบดี มีวาทศิลป์ แต่มีความทะเยอสูง คนๆนี้จิตใจคับแคบไปหน่อย เห็นหานเฟยจื่อมีความสามารถมากกว่าตนจิ๋นซีโปรดปรานมาก แม้ว่าเขาจะเป็นคนพูดติดอ่าง เลยถูกใส่ความจากหลี่ซือ ว่าเป็นกบฏแอบคบคิดแค้วนหานล้มจิ๋นซี เลยโดนประหาร สวนเว่ยเหลียวนั้นช่วยจิ๋นซีวางแผนพิชิตแคว้นต่างๆหลายครั้ง ดูท่าทางจะลึกซึ้งเรื่องพิชัยสงครามมากกว่าหลี่ซือ แต่เขาเหมือนกับขงเบ้งตรงที่เป็นคนสมถะ นอบน้อมถ่อมตน(แถมถือพัดขนนกเหมือนขงเบ้งด้วย 555) เคยคิดหนีตีจากจิ๋นซีมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ทำไม่สำเร็จ ถูกจิ๋นซีตามตัวกลับมาได้ แสดงให้เห็นว่าคนๆนี้มีความสามารถมาก จิ๋นซีจึงให้ความสำคัญกับเขามาก แต่เนื่องจากเว่ยเหลียวดูออกว่าจิ๋นซีนั้นแท้ที่จริงอุปนิสัยนั้น มีความเป็นคนอำมหิต อารมณ์ดุร้าย การอยู่กับเขานานๆไม่ต่างจากการขี่หลังเสือ สุดท้ายแล้วเมื่อเขาช่วยจิ๋นซีบรรลุภารกิจได้จึงหนีหายวับไปเลยในที่สุด ปล่อยให้หลี่ซือจอมสอพลอนั่นตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีไปในที่สุดจนถึงรุ่นฉินที่ 2

  17. 17. zneb on July 21st, 2008 16:45

    ความสุดยอดของเถียนตานอยู่ที่ กลวัวไฟถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นรัฐฉีถือได้ว่าแทบสิ้นชาติ 100% แล้วถูกไล่ตี 70 หัวเมือง เหลือแค่ 2 หัวเมือง สุดท้ายก็กู้แคว้นมาได้ ต้องถือว่ากรณีเช่นนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ยอดคนจริงๆ แต่นั่นก็ทำให้แคว้นฉีซึ่งถือเป็นแคว้นมหาอำนาจอ่อนแอไปมากด้วยเช่นกัน จนกระทั่งอ๋องขี้ขลาดของแคว้นฉียอมออกไปเปิดประตูเมืองให้ทหารแคว้นฉินเดินเข้ามาสบายๆ (ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกกรณีของเล่าเสี้ยนจะทุเรศกว่าเยอะเพราะถึงขนาดมัดตัวเองออกมายอมจำนน)
    จริงๆเป็นที่น่าสังเกตว่าหลายๆกรณีตอนช่วงที่จิ๋นซีค่อยๆกลืนทีละแคว้นนั้น มีปัจจัยร่วมสำคัญตัวหนึ่งที่ช่วยให้จิ๋นซีประสบความสำเร็จได้นั่นคือ กลยุทธ์บทสุดท้ายของซุนวู และกรณีที่เด่นชัดที่สุดก็คือ ความล่มสลายของคแว้นใหญ่ 2 แคว้นคือ จ้าวและฉี โดยแคว้นฉินใช้นโยบายติดสินบนขุนนางผู้ใหญ่ให้เป็นไส้ศึกแก่ฝ่ายตน โดยคนที่ติดสินบนนั้นคือระดับ อัครมหาเสนาบดี นโยบายไส้ศึกนี้น่าจะดำเนินมาตั้งแต่สมัยหลี่ปู้เหล่ยแล้ว เนื่องจากเขาเป็นพ่อค้ามาก่อน และรู้วิใช้เงินติดสินบนจนตนเองเป็นใหญ่ และยุคที่หลี่ปู้เหว่ยครองอำนาจก็ส่งเสริมการค้าของพ่อค้า และตัวเองด้วย ดังนั้นแคว้นฉินจึงน่าจะมีเงินในท้องพระคลังมากทีเดียว การใช้กลยุทธ์นี้ย่อมมีความเหมาะสมต่อสภาพการณ์โดยรวม ต่อมาเว่ยเหลียวก็ดำเนินนโยบายติดสินบนขุนนางฝ่ายศัตรูเช่นเดียวกับหลี่ปู้เหว่ย
    กรณีแคว้นจ้าวนับว่าน่าเสียดายที่สุด ตอนนั้นแคว้นจ้าวมียอดแม่ทัพที่รักษาชายแดนอยู่นาม “หลี่มู่” (ถ้าผิดก็ขออภัยด้วย) คนๆนี้มีความสามารถมากๆ ทหารฉินหลายแสนล้อมเมืองหานตานเอาไว้ 1 ปียังตีไม่แตก สุดท้ายแพ้เพราะมีขุนนางไส้ศึกคอยเป่าหูจ้าวอ๋องจนมีคำสั่งย้ายหลี่มู่ออกจากการรบ

  18. 18. Huang on July 21st, 2008 16:47

    โห ชักสนุกครับ เซียนเรื่องจีนๆเยอะเหลือเกิน อยากทราบ profie แต่ละท่าน ไม่ทราบว่าจะละลาบละล้วงไปหรือเปล่าเนี่ย :)

  19. 19. zneb on July 21st, 2008 17:09

    ภูมิปัญญาตะวันออกแสนลำลึก
    พระพุทธเจ้าค้นพบสัมพัทธภาพก่อนไอสไตน์ เห็นสังคมอารยะก่อนมาร์กซ
    แม้แต่อเล็กซานเดอร์ยังนับถือพระพุทธศาสนา (แต่เรื่องนี้กลับไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปในตะวันตกนัก)
    ซุนวูเขียนพิชัยสงคราม 1 เล่มกลายเป็นตำราสงครามของทุกชาติ มีการพลิกแพลงเป็นทั้งตำราการจัดการ กลยุทธ์ธุรกิจ
    ซุนวูเพียงเล่มเดียวสร้างยอดนักการทหารและเหล่าปราชญ์ลือลั่นสะท้านแผ่นดินจีน หลี่ปู้เหว่ย เว่ยเหลียว หานเฟยจื่อ เตียวเหลียง ขงเบ้ง โจโฉ เหมาเจ๋อตุง ฯลฯ ล้วนเป็นผลผลิตจากพิชัยสงครามซุนวูทั้งสิ้น
    การที่ตำราซุนวูกลายเป็นหนังสือที่ชนชั้นผู้มีอำนาจของโลกในแต่ละยุคสมัยอ่านกัน มันย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีส่วนขับเคลื่อนประวัติศาสตร์โลกจนถึงทุกวันนี้
    แผนที่เรือของต้าหมิงช่วยโคลัมบัส และกองเรือของมหาอำนาจยุโรปค้นพบโลกใหม่
    หากหนังสือที่การ์วิน เมนซี่อีกเล่มที่เขียนไว้เป็นจริง จะเท่ากับว่าเป็นการพลิกประวัติศาสตร์โลกเลยทีเดียว
    (ผมหมายถึง 1434 The Year Chinese ignited renaissance: 1434 ปีที่จีนจุดประกายยุคเรเนซองส์ เห็นหน้าปกแล้วอึ้งเลย ถ้าเรื่องในหนังสือนี้จริงอย่างที่เขาเขียนก็เท่ากับว่าชาติจีนคือผู้รังสรรค์ความเจริญให้โลกจวบจนทุกวันนี้)
    เรามีของดีกับตัวก็ควรศึกษาเอาไว้
    นี่แหละความลึกซึ้งของภูมิปัญญาตะวันออก

  20. 20. Huang on July 21st, 2008 17:29

    แฮ่ๆ อันนี้ต้องขอแย้งนิดนึงนะครับ ที่ว่าพระพุทธเจ้าค้นพบสัมพัทธภาพก่อนไอน์สไตน์ อันนี้เป็นเพียง “ความเชื่อ” นะครับ ที่พระพุทธเจ้าค้นพบคือทางสายกลายและอริยสัจสี่ ส่วนเรื่องอื่นๆเป็นแค่จินตนาการของคนรุ่นหลังเท่านั้นเอง นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ด้วยความเป็นคนดัง ไอน์สไตน์ยังโดนโยงไปเข้ากับความเชื่อของอีกหลายๆศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เต๋า ซึ่งหลายๆคนอ้างว่า เต๋า เข้าถึงสัมพัทธภาพก่อนไอน์สไตน์ซะอีก

    อันที่จริง แนวคิดเชิงปรัชญาแนว “สัมพัทธภาพ” นั้นเกิดมานานนมกาเล มีอยู่ในตำนานของชนชาติและศาสนาต่างๆมากมาย แต่ที่ทำให้ไอน์สไตน์โด่งดังนั้นคือการพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวด้วยสมการอันลึกล้ำ ซึ่งตรงนี้ถือได้ว่าไอน์สไตน์เป็นมนุษย์คนแรกที่ทำได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการหลู่เกียรตินักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ ผมก็ยังจะขอยืนยันว่าไอน์สไตน์เป็นคนแรกที่ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ ครับ

  21. 21. กานต์ on July 21st, 2008 18:26

    ท่านที่สนใจประวัติศาสตร์จีน เข้าไปดูที่หน้า ธารประวัติศาสตร์ มุมจีน ได้ครับ http://www.manager.co.th/China/ViewBrowse.aspx?BrowseNewsID=6522

  22. 22. Ink on July 22nd, 2008 10:56

    รู้สึกดีครับที่มีผู้รู้หลายคนมาแลกเปลี่ยนกัน ผมอยากจะเพิ่มกุนซือที่เก่งอีกคนหนึ่งครับ คนนั้นคือฟ้านหลี่ กุนซือของโกวเจี้ยนอ๋อง ผู้เสนอให้ใช้แผนสาวงาม คือนางไซซี หนึ่งในหญิงงามแห่งแผ่นดินจีน ทำให้อู๋อ๋องฟูชา หลงไหล ประหารแม่ทัพใหญ่อู๋จื่อซี แล้วในท้ายที่สุดโก้วเจี้ยนอ๋อง แห่งแคว้นเย่ห์ก็สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาจากแคว้นที่สิ้นชาติ ตีจนแคว้นอู๋สิ้นชาติแทน ทั้งๆ ที่รุ่นพ่อนั้นแคว้นอู๋แผ่แสนยานุภาพทางการทหารออกไปไกลมาก ด้วยความช่วยเหลือของซุนวู หลังจากภารกิจสำเร็จแกก็เผ่นเหมือนกับเว่ยเหลียว และกุนซือของจูหยวนจางครับ เหมือนกับแกรู้ว่า หลังจากสร้างวัด เสร็จแล้วเค้าคงไม่เก็บนั่งร้านเอาไว้หนะครับ

    คนหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นผู้สร้างความเข้มแข็งที่แท้จริงให้กับแคว้นฉิน จนท้ายที่สุดแล้วก็สามารถผนวกอีกหกแคว้นได้คือ ซางยางครับ ซางยางเห็นว่าข้อบกพร่องสำคัญที่ทำให้แคว้นต่างๆ ไม่เจริญคือการสืบศักดินา การเข้ารับราชการนั้นจะดูจากศักดินาเป็นหลัก ไม่ดูความสามารถ ดังนั้นตำแหน่งขุนนางจึงตกอยู่กับตระกูลขุนนางไม่กี่ตระกูล นอกจากนี้ตระกูลเหล่านี้ยังขัดแย้งกันเองอีกด้วย จึงยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเข้าไปใหญ่ ด้วยความสนับสนุนของฉินอ๋อง ซางยางยกเลิกระบบนี้ได้สำเร็จ ทำให้มีคนเกลียด พอสิ้นฉินอ๋อง แล้วจึงถูกฉินอ๋ององค์ใหม่ประหาร (ซางยางเคยมีเรื่องบาดหมางมาก่อน เพราะสั่งโบยอาจารย์) แต่ถึงกระนั้นระบบใช้คนตามความสามารถก็ได้ฝังรากลงไปในแคว้นฉินแล้ว คนอย่างหลี่ซือ ถึงมาเป็นเสนบดีแคว้นฉินได้ไงครับ ในคณะที่แคว้นอื่นๆ ยังยึดติดกับระบบศักดินาเดิมอยู่ จึงหยุดการพัฒนา นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนมีความสามารถเดินทางมาแคว้นฉินไงครับ นอกจากนี้ซางยางยังสนับสนุนการเกษตร ตั้งกลุ่มหมู่บ้าน ที่สมาชิกต้องเฝ้าสอดส่องกันและกัน ไม่งั้นจะต้องรับโทษร่วมกัน ทุกอย่างนี้ทำให้แคว้นฉินเจริญอย่างก้าวกระโดด จากที่เป็นแคว้นบ้านนอกสมัยชุนชิว มาเป็นมหาอำนาจในปลายยุคจันกว๋อครับ

    ส่วนไป๋ฉี่ตายเพราะเอามีดเชือดคอนะครับ ไม่ใช่เพราะโดนห้าม้าแยกร่าง เหตุผลก็คือการเมืองภายในครับ แม่ทัพเก่งยังไงก็ไม่เก่งกว่ากังฉินครับ แม่ทัพคนนี้แกเหี้ยมไปนิด แกฝังทหารแคว้นเจ้า 450, 000 คน ที่ยอมแพ้แล้วในศึกที่ฉางผิง

  23. 23. เจริญชัย on July 22nd, 2008 11:07

    ขอปรบมือให้ รู้เยอะจริงๆ

    ฟ่านหลี่ ผมก็ชอบ แม้ว่าตอนแรกจะเฉยๆ แต่พอมาอ่านประวัติลึกๆอีกทีก็เก่งดี
    ที่สำคัญ ไม่ใช่เก่งแต่การศึก แต่การทำมาหากินก็ยอดเยี่ยม(อันนี้อาจเป็นตำนาน)
    ลือกันว่าเป็นพ่อค้าใหญ่ชื่อ เถาจูกง
    กิมย้งชื่นชอบตาคนนี้เป็นพิเศษ ไม่รู้ทำไม

    ซางยางไม่ต้องพูดถึงช่วยสร้างรากฐานให้แคว้นฉิน แต่ฟังคุณ ink วิเคราะห์อีกทีก็ลุ่มลึกดีครับ

    ขอบคุณที่ให้ความรู้เพิ่มเติมเรื่อง ไป๋ฉี่ ชอบที่คุณวิเคราะห์ว่า แม่ทัพเก่งอย่างไรก็ไม่อาจสู้กังฉิน 555 ผมพึ่งอ่านหนังสือของคุณสุขสันต์ก็วิเคราะห์ไว้คล้ายๆกัน

    เล่ออี้ ที่ไม่อาจยึดรัฐฉีได้ ก็เพราะกังฉินนี่แหละ

    ว่าแต่คุณ ink ทำไมรู้ประวัติศาสตร์จีนเยอะกัน วันหลังว่างๆต้องนัดคุยเสียหน่อย

    “จิบชา สนทนาเรื่องราวแต่หนหลัง(ประวัติศาสตร์)”

  24. 24. JJKung on July 22nd, 2008 11:55

    ชอบๆๆ

    ฟ่านหลี่ผมก็ชอบ อย่างกลยุทธ์ยืมข้าวเปลือกคืนข้าวสุก เจ้าเล่ห์จริงๆ อิอิ

    ซางยางผมก็ชอบ จะตายแล้วยังมีวิธีแก้เผ็ด เอาพวกที่ตามฆ่าลงนรกไปด้วย ตายแล้วยังมีฤทธิ์ของจริง

    ไป่ฉีผมก็ชอบ แต่ที่ชอบมากกว่าคือ หวังเจี่ยน เหตุผลคือชื่อเพราะดี (ไร้สาระมาก) แล้วก็ตอนขอทหาร 6 แสนถล่มฉู่ .. ยังไงก็ยังเก๋ากว่า

    “ซางยางเห็นว่าข้อบกพร่องสำคัญที่ทำให้แคว้นต่างๆ ไม่เจริญคือการสืบศักดินา” <— ไม่รู้คล้ายๆการเมืองไทยตอนนี้รึป่าว 55

  25. 25. zneb on July 22nd, 2008 15:24

    น่าสรรเสริญ แต่ละคนล้วนมีความรอบรู้ที่ลึกซึ้งดีจริง ขอคารวะ
    จริงๆแล้วมันน่าสนใจที่ว่า เมื่อเราต้องการคนมีความสามารถมาช่วยเราทำภารกิจบางอย่างที่ยิ่งใหญ่นั้น จะทราบได้อย่างไรว่า บุคคลผู้นั้นเป็นที่มีความสามารถอย่างแท้จริง
    ข้อคิดจากสามก๊กตอนหนึ่งถือว่าน่าสนใจมาก
    โจโฉอุ่นสุราถกเรื่องวีรบุรุษกับเล่าปี่ได้ให้ข้อคิดที่สำคัญเอาไว้สั้นๆแต่ได้ใจความว่า
    วีรบุรุษนั้นเป็นคนมีปณิธานกว้างไกล มีเป้าหมายชัดเจน ทำการได้พลิกแพลงประดุจดั่งมังกรที่ใหญ่ได้เล็กได้
    ดังนั้นบุคลากรจึงถือเป็นปัจจัยชี้ขาดข้อหนึ่งในการศึก
    ต้องมีทั้งยอดวีรบุรุษ และมีบุคลากรชั้นเลิศมาห้อมล้อมประดุจดาวล้อมเดือน
    อ๋องฉินสายตาเฉียบคมจึงใช้ซางยาง ฉินเริ่มผงาด
    ทั้งฉินและโจโฉมีปราชญ์มาเข้าด้วยมากจึงยิ่งใหญ่
    เล่าปี่เปลี่ยนฐานะเมื่อได้ขงเบ้ง

    แม้ปัจจุบันข้อนี้ก็เป็นจริง
    สหรัฐฯและสิงคโปร์มีคนหลากหลายสัญชาติมาทำงานให้มีทั้งมืออาชีพ ผู้ประกอบการ นักวิชาการ อีกทั้งระบบการศึกษาที่ดีก็สร้างบุคคลากรภายในชาติมาเสริมอีกแรงหนึ่งด้วย
    2 ชาตินี้จึงไม่ต่างจากโจโฉที่มากไปด้วยกองทัพของสุดยอดบุคลากร
    ขณะที่จีนมีมหาบุรุษ “เติ้งเสี่ยวผิง” คนๆนี้เป็นวีรบุรุษตามที่โจโฉกล่าวไว้ทุกประการ
    วางแผนพัฒนาจีนเป็นขั้นๆ แถมก่อนตายยังวางตัวผู้นำเสร็จสรรพ เข้าล็อกตามขั้นพัฒนาของชาติพอดี
    ความสามารถผู้นำในแต่ละยุคเข้ากับสภาพเศรษฐกิจสังคมของจีนในตอนนั้นๆ
    นี่คือ อัจฉริยภาพของเติ้งที่หาผู้เลียนแบบได้ยาก
    ยกเว้น ลีกวนยู ที่เลียนแบบเติ้งได้

  26. 26. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 22nd, 2008 16:34

    ผมเห็นด้วยกับคุณ Huang ที่วิจารณ์ คุณ zneb ในเรื่องพระพุทธเจ้าค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพก่อนไอน์สไตน์ครับ เพราะผมคิดว่านี่เป็นความเชื่อที่อยู่บนรากฐานที่แสดงความเหนือกว่าของ “ปัญญาตะวันออก” โดยที่ไม่มีข้อเท็จจริงมารองรับ

    เมื่อไม่นานมานี้ ผมอ่านคำโปรยของปกหนังสืออี้จิงไทยเล่มหนึ่งที่โปรยทำนองว่า ถ้าคนอย่าง Leibniz ไม่ได้อ่านเล่มนี้ก็คงคิดค้นคณิตศาสตร์ชั้นสูงไม่ได้และอ้างบุคคลสำคัญตะวันตกอีกมามายที่ประสบความสำเร็จเพราะอ่านและศึกษาอี้จิง

    ผมเห็นแล้ว อดนึกถึงความเชื่อของชาวจีนจำนวนมากที่เชื่อว่า สิ่งก่อสร้างบนโลกมนุษย์ที่เห็นด้วยตาเปล่าบนดวงจันทร์คือ “กำแพงเมืองจีน”

    นอกจากนี้ ผมยังนึกถึงจดหมายของพระครูวิจิตรธรรมโชติ ซึ่งท่านบอกชัดเจนเลยว่าผู้ที่คัดลอกจดหมายของท่านแล้วส่งต่อไปยังคนอื่นๆอีก 100 คน ประสบความสำเร็จอย่างไรบ้าง อาทิ บารัก โอบามา ได้รับE- Mail จากพระครูวิจิตรธรรมโชติแล้ว ปฏิบัติตาม ผลคือสามารถเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตไปชิงตำแน่งประธานาธิบดี ในขณะที่ นางฮิลลารี คลินตันไม่ทำตาม ผลคือ เธอไม่สามารถเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ นอกจากนี้ นายซัดดัม ฮุสเซนได้รับจดหมายพระครูวิจิตรแล้วไม่ทำตาม ผลคือถูกแขวนคอ

    ทั้งหมดนี้ ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่ครับ

  27. 27. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 22nd, 2008 16:44

    พอดีเคยอ่านบทความนี้ของ ศ.ดร. สุทัศน์ ยกส้าน เรื่อง “สาเหตุการสูญเสียความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของจีน ” เลยขอส่ง Link ของบทความนี้ให้ทุกท่านลองอ่านดูครับ

    http://www.ipst.ac.th/ThaiVersion/publications/in_sci/tcnochina.pdf

  28. 28. zneb on July 22nd, 2008 17:18

    good link. many thanks

  29. 29. กานต์ on July 22nd, 2008 19:26

    เห็นด้วยกับบทความที่ ดร. สุทัศน์ยกขึ้นมาอ้าง (East Asian Cultural and Historical Perspectives) ในส่วนที่เป็นคีย์เวิร์ดหลัก คือ “การแข่งขัน” และ “ความหลากหลาย”

    สมมติเรามองว่าสองปัจจัยหลักนี้เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้จีนอ่อนแอ ดังเช่นส่วนสรุปที่ยกคำของหลางขึ้นมาว่า “โดยสรุป Lang คิดว่าสภาพทางภูมิศาสตร์คือสาเหตุที่ทำ ให้จีนด้อยในความเป็นอารยะทางเทคโนโลยีครับ”

    คำถามต่อเนื่องของผมคือ ทำไมสหรัฐอเมริกา ที่สามารถรวมประเทศจากมลรัฐต่างๆ ได้ จึงไม่เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับข้อสรุปของ Lang ที่ว่า “จีนจึงสามารถรวมประเทศได้ง่าย” และเอาเข้าจริงแล้ว “จีนรวมประเทศได้ง่าย” จริงๆ หรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์ ห้าราชวงศ์สิบแคว้น (ค.ศ. 907 – 960), ราชวงศ์เหนือใต้ (คริสตศักราช 420 – 589), ยุค 16 แคว้นห้าชนเผ่า (คริสตศักราช 304-439), สามก๊ก (คริสตศักราช 220 – 280), สมัยชุนชิว-จั้นกว๋อ (770 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) คืออะไร?

    แล้วการที่ คนจีนโพ้นทะเล อพยพจากแผ่นดินแม่ออกไปสู่ประเทศต่างๆ แล้วกลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งใหม่ นี่คือการอพยพโยกย้าย แบบในยุโรปหรือไม่?

    แล้วถ้า ยุโรป สามารถรวมตัวกันภายใต้ EU (สหภาพยุโรปได้) ยุโรปจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหรือไม่?

    ซึ่งสุดท้ายนำไปสู่ คำวิพากษ์ของข้อสรุปของ Lang ว่า สภาพทางภูมิศาสตร์คือสาเหตุที่ทำ ให้จีนด้อยในความเป็นอารยะทางเทคโนโลยี จริงหรือไม่?

  30. 30. เจริญชัย on July 22nd, 2008 20:10

    คำถามคุณกานต์น่าสนใจมาก
    จริงๆ ผมนำไปจัดรายการวิทยุได้ 2 ตอนเลยนะ แค่วิเคราะห์เรื่องพวกนี้
    มันอยู่ในใจผมมานานแล้ว

    จีน รวมชาติเดียวได้ แต่มาจากข้างบน
    อเมริกา รวมชาติเดียวได้ แต่มาจากข้างล่าง
    ยุโรป รวมชาติเดียวไม่ได้ แต่ก็มีการเชื่อมโยงบางอย่าง จนสุดท้ายนำไปสู่การรวม EU เมื่อเทคโนโลยี และระบบดีเพียงพอแล้ว

    แตกยอดได้หลายมุม รวมถึงเมื่อนำเรื่องภูมิศาสตร์มาเกี่ยวด้วย

    โดยเฉพาะการวิเคราะห์ที่นำไปสู่การพัฒนาทุนนิยม

    จริงๆน้อยไป จัดรายการได้ 3 ตอนเลย 555

  31. 31. Ink on July 23rd, 2008 10:48

    เป็นเรื่องน่ายินดีมากที่ได้มาเป็นสมาชิกเว็บนี้ได้ ความรู้เพิ่มเติมเยอะมากครับ ที่สำคัญ การวิเคราะห์ของแต่ละท่านทำให้ผมเข้าใจประเด็นที่ ผมไม่เข้าใจมาก่อนเพิ่มขึ้นมาก

    ผมคิดว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่ชาวจีนไม่พัฒนามากเท่าที่ควรก็เพราะลัทธิขงจื้อด้วยหนะครับ ขงจื้อจะยึดติดกับแบบแผน ประเพณีเดิมๆ เยอะมาก ไม่ยืดหยุ่น เรื่องบางเรื่องถ้าผิดประเพณีก็ถือว่าเป็นสิ่งผิด แต่ในระบบความคิดแบบตะวันตกจะไม่ยึดติดขนาดนั้น เลยทำให้ง่ายกว่าที่คนๆ หนึ่งจะพัฒนา และยอมรับในความคิดใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่นความคิดที่ว่าผู้หญิงเป็นผู้ปกครองไม่ได้เนี่ย ทำให้มีคนต่อต้านพระนางบูเซ็กเทียนจำนวนมาก โดยไม่สนใจสิ่งที่พระนางทำนะครับ ทั้งๆ ที่สมัยพระนางนี่บ้านเมืองก็เจริญมากนะครับ เรียกว่าเจริญกว่าสมัยของฮ่องเต้หลายๆ พระองค์ในราชวงศ์ถังที่เอาแต่เสพสุขจนบ้านเมืองแทบล่มจม ขณะที่จักรพรรดินีหญิงนี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในยุโรป หลายๆ พระองค์เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ด้วยซ้ำ เช่น Elizabeth I, Catherine the Great ทั้งๆ ที่พระนางเป็นชาวเยอรมันด้วยซ้ำไป ไม่ใช่รัสเซีย

    หวางเจี๋ยนนี่ผมว่าแกมาสุดยอดตอนแก่นี่แหละครับ มีคำกล่าวที่ว่าผู้นำที่ดีต้องรู้จักวิธีใช้คนให้เป็น แต่หวางเจี๋ยนกลับบอกว่าลูกน้องที่ดีก็ต้องรู้จักใช้เจ้านายให้เป็นเหมือนกัน เขารู้ว่าฉินอ๋องขี้ระแวง แล้วนี่ให้ทหารหกแสนคน ซึ่งเกือบเป็นทหารแคว้นฉินทั้งหมดแก่เค้า พระองค์อาจจะระแวงเค้าได้ เลยแกล้งขอรางวัลโน่นรางวัลนี่ เพื่อให้ฉินอ๋องไว้ใจว่าเค้าไม่มีความทะเยอทะยาน ผมว่าในสังคมปัจจุบัน เราก็ต้องมีตรงนี้เหมือนกันนะครับ ต้องอ่านเจ้านายให้ออก ถ้าเลือกเจ้านายถูก หน้าที่การงานเราก็จะไปได้ดี แต่ถ้าได้เจ้านายไม่เอาไหน แบบเล่าเสี้ยน ต่อให้เก่งเป็นขงเบ้งมาเกิดก็คงชำ้ใจตายครับ

    ถ้าจะนับจำนวนขุนศึกเก่งๆ ที่ตาย หรือล้มเหลวในประวัติศาสตร์จีนเพราะกังฉินนี่คงนับกันไม่ถ้วนหนะครับ ไป๋ฉี่ หลี่มู่ เล่ออี้ (ไปจ่ออยู่หน้าเมืองหลวงแคว้นฉีแล้วด้วย) ฮู๋จื่อซี (สมัยอยู่แคว้นฉู่) งักฮุย หลี่ซือ ซางยาง

    เรียนคุณเจริญชัยครับ เป็นเรื่องดีมากเลยครับ ถ้าจะได้มีโอกาสคุย แลกเปลี่ยนกัน ผมติดตามผลของของคุณเจริญชัย กับคุณสุศักดิ์มาตั้งแต่รายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสด โหลดเก็บไว้ทุกตอนครับ ฟังประมาณสองรอบ พร้อม short note ไปด้วย ถ้ามีการจัด meeting แฟนรายการช่วงปลายเดือนธันวา – ต้นมกร ผมอาจจะไปร่วมได้นะครับ จริงๆ ในผู้ดำเนินรายการทั้งสี่ท่านนี่ผมรู้จักคุณกานต์มาก่อนนะครับ สมัยที่คุณกานต์ยังทำไกรวันลินุกต์อยู่ แต่คุณกานต์คงไม่รู้จักผม ผมเป็นนักเรียนปริญญาโทของ อ.ภุชงค์ อุทโยภาศ ซึ่งท่านก็เป็นผู้ที่มีส่วนขับดันให้ประเทศไทยรู้จัก และหันมาใช้ระบบลินุกต์กันมากขึ้นครับ เคยเห็นคุณกานต์ที่แลบที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครั้งหนึ่งครับ รู้สึกว่าโลกมันกลมที่ได้มาเห็นคุณกานต์ที่รายการ Practical Utopia อีกครับ

    จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้รู้มากหรอกนะครับ ผมคิดว่าผมกับคุณเจริญชัย และคุณสุรศักดิ์คงคล้ายๆ กันหนะครับ คือมีนิสัยรักการอ่าน ตอนเด็กๆ ผมไม่มีงานอดิเรกอื่นทำ นอกจากการอ่านหนะครับ เรื่องที่ผมอ่านก็จะเน้นไปทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะของจีน ตอนนี้เลยมีหนังสือเต็มบ้านไปหมด บางทีผมก็รู้สึกผิดนะครับที่ซื้อมามากกว่าที่จะมีเวลาอ่าน ผมคิดว่าแนวทางที่ผู้ดำเนินรายการทั้งสี่ทำนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากครับ คือการจับกลุ่มกันอ่าน และมาแลกเปลี่ยนกัน

  32. 32. เจริญชัย on July 23rd, 2008 11:57

    นำประวัติ ซุนวู ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้กัน มาฝาก

    http://www.elearneasy.com/shows_news.php?news_id=3439

    พิชัยสงคราม 7 คัมภีร์
    http://taewangsashingi.blogspot.com/2008/05/blog-post_29.html

    บทประยุกต์กับสถานการณ์ภาคใต้
    http://www.siamrath.co.th/UIFont/Articledetail.aspx?nid=563&acid=563

    (อันหลังนี่ ฝากคุณกานต์โดยเฉพาะ ว่าจะสู้ Fourth Generation Warfare ได้หรือไม่)

  33. 33. Huang on July 23rd, 2008 11:59

    มีผู้รู้ทักว่าผมจำเรื่องซางยางผิดหรือเปล่าเลยกลับไปเช็คดู ปรากฎว่าผิดจริงๆ 555 เกร็ดตอนซางยางตายนี้ ironic ทีเดียว กล่าวคือ เจ้าของโรงเตี๊ยมไม่ยอมให้เข้าพัก เพราะตามกฎหมายฉิน (ที่ซางยางเขียน) มีบทลงโทษสำหรับเจ้าของโรงเตี๊ยมที่ให้ซี้ซั๊วให้ที่พักกับแขกที่ไม่รู้จัก (unidentified) ส่วนที่กอดศพอ๋องพาคนอื่นตายไปด้วยนี่ .. ใครหว่า ขอผู้รู้มาเล่าเพิ่มเติมหน่อยสิครับ

    ความเห็นคุณสุรศักดิ์น่าสนใจมาก เมื่อเร็วๆนี้ผมได้ไปเดินร้านหนังสือ (หลังจากไม่ได้ไปร้านหนังสือมานานหลายปี) แล้วไปสะดุดตาหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ก็ต้องถอนหายไปว่าเอาไอสไตน์มาหากินแบบนี้อีกแล้วหรอเนี่ย ถึงว่าพักนี้ได้ยินคนพูดบ่อยจังว่าแม้แต่ไอน์สไตน์ก็นับถือศาสนาพุทธ ทั้งๆที่ไอน์สไตน์นั้นเป็นยิวและเกือบจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของยิวด้วยซ้ำ ไอน์สไตน์แค่หลุดมาประโยคเดียวว่าศาสนาพุทธดูจะมีเหตุมีผลที่สุดในบรรดาศาสนาต่างๆ เพราะพุทธไม่มีพระเจ้า มีแต่ปรัชญาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และนี่ก็ไม่ได้แปลว่าไอน์สไตน์เชื่อเช่นนั้น สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว การไม่มีพระเจ้าอาจจะเป็นแค่เพียง the next worst thing ก็ได้

  34. 34. เจริญชัย on July 23rd, 2008 12:07

    ลองอ่านเล่นดูครับ น่าสนใจ

    http://www.thaipoem.com/forever/ipage/story7923.html

    แต่ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า

    ทำไมตำราพิชัยสงครามของขงเบ้ง (ที่คนว่าเก่งนักเก่งหนา) จึงไม่ติด 1 ใน 7 ยอดคัมภีร์พิชัยสงครามจีน

  35. 35. เจริญชัย on July 23rd, 2008 12:22

    ค้นไปค้นมา ดันมาเจอ กระทู้ของคุณ “ลูกชาวนาไทย” ขวัญใจคุณกานต์

    http://www.thaifreenews.com/?name=politics&file=readpolitics&id=184

    “ผมว่าเป็นเรื่องปกติที่คนทำงานมาก ปฏิรูปแก้ไขพัฒนาเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆจะโดนต่อต้าน

    ในอดีต ซางยาง ก็เปลี่ยนแปลงรัฐฉิน พัฒนาจนรัฐมั่งคั่ง เข้มแข็ง จนแข็งแกร่งสุดในจีน และที่สุดก็เป็นรัฐฉินที่รวมแผ่นดิน ยุติการฆ่าฟันที่ต่อเนื่องยาวนานได้

    แต่ตัวซางยางเอง ก็โดนต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า เหมือนที่ทักษิณโดนเนี่ยแหละครับ

    ผมอยากบอกให้ว่า ที่ อดีตนายกฯคนก่อนๆ ไม่ได้มีคนรักหรือเกลียดมาก เพราะไม่ค่อยได้ทำอะไรไงครับ แค่รักษารัฐบาลให้อยู่ครบ อยู่นานที่สุด เป้าหมายมีแค่นั้น”

    ผมสงสัยว่า คนเขียนความเห็นนี่
    555
    ให้เครดิตทักษิณขนาดนั้นเลยเหรอ

    แต่ว่า ในสงครามนั้น ก็คงต้องทำแบบนี้ม้าง
    ทำให้ดีเกินจริง เลวเกินจริง

  36. 36. Huang on July 23rd, 2008 12:27

    บทความที่คุณสุรศักดิ์แนะนำ เหมือนกับเปิดโลกทรรศน์ใหม่ในอีกมิติให้ผมเลยทีเดียว มีผู้รู้หลายๆท่านวิเคราะห์ว่าจีนนั้นด้อยพัฒนาเพราะการไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ (ซึ่งผมเห็นด้วย) คนจีนมีนิสัยชอบยึดติดกับของเก่าๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนออกมาผ่านด้านต่างๆ ที่ผมสังเกตเห็นก็ได้แก่ด้านวรรณกรรม

    พระเอกในวรรณกรรมของจีน มักจะได้ตำราเก่าๆมาจากไหนไม่รู้ เอี้ยก้วยก็ได้ตำราเก่าๆจากเมียเฮ้งเต่งเอี๊ยง (จำชื่อไม่ได้ อิอิ) เตียบ่อกี้ก็เก่งกาจเพราะตำราเก่าๆที่เจอบนผนัง วางแผนรบชนะมองโกลก็เพราะคำภีร์งักฮุยเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ในดาบ พระเอกหลายๆคนตกเหวแล้วก็ได้ตำราโบราณเลยเก่ง ของยิ่งโบราณเก่าแก่จะยิ่งล้ำค่า

    ในทางตรงกันข้าม ฮีโร่ของฝรั่งกลับเป็นพวกค้นพบสิ่งใหม่ๆ นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งแย่งกันเคลมว่าใครค้นพบอะไรใหม่เป็นคนแรก นิยายฝรั่งจำนวนมากเป็นจินตนาการใหม่ๆหลุดโลกที่ยังมาไม่ถึง ทั้งตระกูลนิยายของจูลส์ เวิร์น จนถึง ไอแซค อาซิมอฟ พระเอกในนิยายจำนวนก็ชนะผู้ร้ายเพราะคิดอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้

    ในที่สุด ถึงแม้ว่าคนจีนจะเก่งกาจจดจำความรู้ของฝรั่งได้หมด สอบวิชาอะไรก็ได้คะแนนเต็มชนะฝรั่งหมด แต่ฝรั่งก็ยังจะเป็นฝ่ายที่คิดริเริ่มนำเทคโนโลยีใหม่มาเสนอต่อชาวโลกเดินตาม ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ผมจึงยังคิดว่ายังไงในเวลาอันใกล้ ตะวันตกก็ยังจะนำจีนอยู่ครึ่งก้าว เพราะวัฒนธรรมสองพันปีเช่นนี้ไม่น่าจะเปลี่ยนได้ในแค่ชั่วอายุคน ฝรั่งก็ยังคงจะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีผลิตอะไรใหม่ๆ ในขณะที่จีนจะก้าวมาติดๆเพราะเอาขนาดอันใหญ่โตเข้าสู้

  37. 37. Ink on July 23rd, 2008 12:47

    ผมว่าเหตุผลหนึ่งที่ประเทศจีนไม่พัฒนาเท่ากับประเทศในยุโรป ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากลัทธิความเชื่อด้วยนะครับ ชาวจีนผูกพันธ์กับลัทธิขงจื้อมาก ซึ่งลัทธิขงจื้อนั้นยึดติดกับประเพณีมาก สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ดำเนินลอยตามประเพณีโบราณมักจะถูกต่อต้าน

    ตัวอย่างของการต่อต้านสิ่งใหม่ๆ เพียงเพราะว่ามันไม่เป็นไปตามประเพณีเดิมก็คือการที่ผู้หญิงปกครองประเทศ ตอนบูเช็กเทียนปกครองประเทศนั้นคนต่อต้านกันมาก เพียงเพราะพระนางเป็นหญิง โดยไม่ได้ดูเลยว่าบ้านเมืองสมัยพระนางนั้นเจริญกว่าสมัยฮ่องเต้ไม่เอาไหลส่วนใหญ่ในราชวงศ์ถึงด้วยซ้ำไป พระนางเปิดให้มีการสอบรับคนมีความสามารถเข้าทำงาน ทำให้คนเก่งๆ มีสิทธิได้ตำแหน่งสูงๆ ในขณะที่ทวีปยุโรปนั้น มีผู้หญิงเป็นจักรพรรดินีที่ยิ่งใหญ่หลายองค์เช่น Queen Elizabeth I, Queen Victory, Catherine the Great, Maria Teresa

    ถ้าจะนับจำนวนแม่ทัพที่เก่ง แล้วตายด้วยมือกังฉินนี่คงนับกันไม่ไหวนะครับ ไม่ว่าจะเป็น หลี่มู่, เล่ออี้, ไป๋ฉี่, งักฮุย, อู๋จื่อซี (สมัยอยู่แคว้นฉู่), ฝงเหมี่ยว

    เรียนคุณเจริญชัยครับ ผมรู้สึกยินดีมากครับ ถ้าจะได้พบปะ และขอคำแนะนำเพิ่มเติม ผมเป็นแฟนรายการมาตั้งแต่รายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดเลยครับ โหลดมาเก็บไว้ทุกตอน ฟังตอนละสองครับ แถม short note ถ้ามีการจัด fan meeting ช่วงปลายเดือน ธค – ต้นมค ผมอาจจะไปร่วมด้วยได้นะครับ จริงๆ แล้วผมเคยพบคุณกานต์มาก่อน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัยที่คุณกานต์เริ่มทำไกรวัลลินุกต์ แต่คุณกานต์คงจำผมไม่ได้ ผมเป็นลูกศิษย์ของอ.ภุชงค์ อุทโยภาศ ตอนนั้นคุณกานต์เป็นแขกของอ.ภุชงค์ครับ

  38. 38. Huang on July 23rd, 2008 12:56

    แต่ทักษิณดูจะรวยกว่าซางยางนะ อิอิ

    พูดถึงขงเบ้ง ผมคิดว่าความเจ๋งของขงเบ้งอยู่ที่ความเป็นพหูสูตรมากกว่ามั๊งครับ ด้านกลยุทธ์การศึกแกอาจจะเปรียบกับซุนหวู่หรือเยว่เฟยไม่ได้ แต่เรื่องความเป็นอัจฉริยะแบบ ดา วินซี นับว่าเป็นหนึ่งในแผ่นดินเลยคนนึง ถ้าเป็นรัฐมนตรีนี่นับว่าเป็นได้แทบทุกกระทรวงเลย ทั้ง

    กลาโหม (เป็นแม่ทัพเอง)
    มหาดไทย (จัดการปกครองเอง วางผังเมืองเอง)
    คลัง (วางแผนการเงินเอง)
    เกษตร (ชลประทานวางแผนปลูกข้าวเอง)
    ต่างประเทศ (วางแผนการทูตเอง)
    วิทยาศาสตร์ (ประดิษฐ์ยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ)
    คมนาคม (ศึกษาเส้นทางแผนที่ สร้างถนน)
    พาณิชย์ (กระตุ้นการค้าขายภายในประเทศ)
    ยุติธรรม (เขียนกฎหมายเอง)

    ยังไม่นับเรื่องโคลงฉันท์กาพย์กลอน ดนตรี ฯลฯ ในประวัติศาสตร์จีน มีกี่คนที่ทำได้เช่นนี้? (แต่ก็ไม่รู้นิยายเว่อร์รึป่าว 55)

  39. 39. Ink on July 23rd, 2008 13:18

    เรื่องจีนไม่พัฒนานี่ ผมว่าระบบก็มีส่วนมากนะครับ คือจีนนั้น เป็นระบบใหญ่รวมศูนย์ การพัฒนาต้องมาจากส่วนกลางหมด ถ้าได้ฮ่องเต้ดีก็ดีไป แต่ฮ่องเต้ส่วนใหญ่จะไม่เอาไหน ระบบถึงไม่เดิน ข้าราชการก็ฉ้อราชบังหลวง แต่ของยุโรปนั้น จะกระจายกันมากกว่า

    นอกจากนี้ฮ่องเต้มีสิทธขาด จะตัดสินใจทำอะไรก็ได้ ขุนนางได้แต่ฟัง ดังมีคำกล่าวที่ว่าฮ้องเต้ให้ตาย ก็ต้องตาย แต่ของยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษ จะมีกฏหมายคือ Macna Carta มาคานอำนาจ ไม่ให้ทำอะไรได้ตามใจนัก

    ส่วนเรื่องคุณทักษิณ ผมเสียดายคุณทักษิณครับ คุณทักษิณมีโอกาสที่นายกไทยคนไหนไม่เคยมี สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้แบบก้าวกระโดด แต่ดันใช้อำนาจนั้นไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าเค้ามาเสียคนเพราะได้อำนาจ หรือว่าตั้งใจจะเสียคนอยู่แล้วนะครับ ถ้าเป็นผมๆ ทำงานเพื่อบ้านเมืองที่กว่า เงินที่มีอยู่ก็ใช้ได้ 73000 ล้านปีแล้วครับ ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

  40. 40. JJKung on July 23rd, 2008 14:41

    เรื่องทักษิณนี่ผมมองต่างมุมนะครับ ผมว่าทักษิณใช้อำนาจในทางนั้นตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีใครขุดขึ้นมาด่าเท่านั้นแหละ อันที่จริงสมัยชวนหรือบรรหารนี่ฟอนเฟะกว่านี้มากกว่ามาก ข้าราชการคอรัปชั่นกันทุกระดับเป็นกันทั้งระบบ แต่เมื่อไม่มีใครเป็นหัวหอกปลุกปั่นเรื่องพวกนี้ขึ้นมาด่าก็ไม่มีใครสนใจ

    ผมมองว่าความเลวของทักษิณ เกิดจากความเก่ง (ในการปลุกระดม) ของสนธิ มากกว่าเกิดจากการคอรัปชั่นของทักษิณเองเสียอีก อย่างกรณี 73000 ล้านบาทเนี่ย ผมเคยถามเพื่อนๆที่ด่าทักษิณหนักๆว่าตกลงทักษิณผิดตรงไหน เพราะขายหุ้นเลี่ยงภาษีเนี่ยมันเรื่องจิ๊บจ๊อยมากๆเลยนะ (เศรษฐีปกติที่ไม่ได้เป็นนักการเมืองทุกคนก็ทำกัน) ทีนี้อ้างว่าขายหุ้นให้ต่างชาติ ผมก็สงสัยว่าในเมื่อเป็นของของเขา เขาจะขายให้ฝรั่งหรือแขกก็เรื่องของเขานี่หว่า (ชาวนาก็ขายข้าวให้ต่างชาติ ไม่ยักกะมีคนด่า)

    ก็ยังดูงงๆกันอยู่เลย รู้แต่สนธิพูดว่า “เจ็ดหมื่นสามพันล้านบาทครับ พ่อแม่พี่น้อง” เงินมันดูเยอะดีเลยดูว่าเลว ล่ะมั๊ง?

  41. 41. เจริญชัย on July 23rd, 2008 15:27

    แต่ถ้าเทียบกับซางยาง มันคนละเรื่องนะ
    ซางยางปฏิรูปประเทศไปเยอะมาก

    แต่ทักษิณทำแบบผิวๆ
    แน่นอน ดีต่อประเทศ มากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

    แต่คุณูปการคงเทียบกับซางยางมิได้ครับ

    เล่าปี่ คล้ายเล่าปังทุกอย่าง
    เสียอย่างเดียว ไม่มีหานซิ่น 555
    ขงเบ้งเป็นทั้งเซียวเหอ ทั้งจางเหลียง
    อย่างไรก็ตาม
    ก๊กวุยก็น่าจะเหนียวกว่าเซี่ยงอวี่
    แต่ก็พอมีลุ้น อิอิ

    คุณ ink นี่ความรู้ดีนะครับ
    โดยเฉพาะที่ถูกใจผมคือ มุมมองเรื่องบูเชกเทียน
    ผมมองแบบเข้าข้างเธอว่า
    ที่ต้องโหดและฆ่าคนเยอะ ก็เพราะศัตรูเต็มท้องพระโรง
    คนจีนเป็นโรคฝังหัวว่า ผู้หญิงปกครองไม่ได้
    แต่ก็แปลกที่ผู้หญิงกลับขึ้นมาก้าวก่ายเสมอๆ
    ไม่รู้ทำไม

  42. 42. เจริญชัย on July 23rd, 2008 16:48

    กานต์ on July 22nd, 2008 7:26 pm

    ตอนแรกผมอ่านความเห็นนี้แล้ว นึกว่าในบทความมีพูดถึงประเด็นเหล่านี้
    ผมเลยอยากเข้าไปอ่านว่าเขาตอบอย่างไร

    โธ่ ที่แท้เป็นคำถามของคุณกานต์
    เป็นคำถามที่ดีมาก
    เป็นคำถามที่ผมสงสัยมานานแล้ว

    พอจะมีคำตอบส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ไม่แน่ใจ

    ผมถึงว่า Lang อธิบายแบบหยาบๆเกินไป เรื่องพวกนี้มีคนพูดถึงมานานแล้ว

  43. 43. Ming on July 23rd, 2008 18:46

    คุณ JJKung เข้าข้างทักษิณไปบ้างรึป่าวครับ Shinsat เป็นกิจการที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ การเอาไปขายให้ต่างชาติถือว่าเป็นภัยมหันต์นะครับ

  44. 44. Lert_commander on July 23rd, 2008 22:44

    … ผมก็ไม่เคยวิเคราะจริงจังหรอกนะครับ จึงขอถ่อมตัวไว้ก่อน …

    ผมว่าเนื่องจากระบบที่ถูกเซ็ทขึ้นภายหลังการเข้ายึดครองเสฉวนโดยสมบูรณ์ ของขงเบ้งนั้น ทำให้คนเก่งที่ยังไม่ดังไม่มีโอกาสดัง (หรือแม้กระทั่งเล่าเจี้ยง ที่น่าจะดัง มันก็ไม่ดัง … ตาพ่อเลี้ยงมัวแต่ไปทำสงคราม) …. ขุนพลส่วนใหญ่ของ จ๊ก นั้นดังมาตั้งแต่สมัยเซ็กเพ็กทั้งนั้น … (ไม่ก็ได้มาสมทบช่วงยึดเสฉวน) … การเสียเกงจิ๋วก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าจ๊กนั้นขาดขุนพล … ไม่สามารถหาทับหนุนกวนอูซึ่งอ่อนแรงได้(โดยส่วนตัว กลยุทธ์หอคอยนั้นเป็นกลยุทธ์ของผู้อ่อนแรงโดยแท้)
    กลับมาที่ระบบ ระบบที่ว่าเนี่ย ถูกวางให้ทุกอย่างขึ้นตรงกับขงเบ้งแต่เพียงผู้เดียว แม้แต่ในที่ว่าราชการ ยังมีแต่ความเห็นของขงเบ้งเท่านั้นที่เป็นใหญ่ (ไม่สิ ก็มันไม่มีความเห็นคนอื่นนี่นา ถ้าจะมีก็เสือกเป็นของคนที่ขงเบ้งไม่ไว้ใจอย่าง อุยเอี๋ยน) …. ซึ่งนั่นน่าจะทำให้ไม่มีใครโตขึ้นมาได้ (ไม่ว่าจะมาจากก๊กอื่นหรือเป็นชาวจ๊กเองก็เหอะ)…. จะมีก็แต่พวกเล่นเส้น (เช่นเกียวอุย อันนี้สายตรง … รวมทั้งผมคิดเอาว่า กวนหิน เตียวเปา ก็เป็นพวกเล่นเส้น อาศัยชื่อพ่อมาโต ประมาณไอ้ปื๊ด) …. ถ้าให้เทียบกันจริงๆ แล้ว ผมว่ายังไง ขงเบ้งก็จัดการกับที่ปรึกษา รวมทั้งระบบราชการสู้โจโฉไม่ได้แม้แต่น้อย (ที่วุ้ยอยู่ได้นานกว่าจ๊กก็คงเพราะเหตุนี้ … ฐานแน่นว่างั้น) เผลอๆ อาจสู้เล่าปี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ (เค้าเป็นคอมโบที่คู่กันถึงจะเข้มแข็งหนะนะ)

    สุดท้าย … ผมว่าขงเบ้งหนะ เป็นนักกลยุทธ์ ไม่ใช่นักบริหารอะ …

  45. 45. Ink on July 23rd, 2008 22:58

    ผมเห็นด้วยกับคุณ JJKung ในแง่ที่ว่าคุณสนธิมีส่วนขุดคุ้ยคุณทักษิณนะครับ ถ้าไม่มีคุณสนธิเรื่องก็คงไม่ใหญ่ขนาดนี้ และเห็นด้วยกับคุณ Ming ครับ แต่คุณ JJkung น่าจะมองในประเด็นที่ว่าคุณทักษิณทำผิดจริง ด้วยหรือเปล่านะครับ ถ้าทำผิดไม่จริง แล้วไปให้สินบนสองล้านทำไมครับ

    คราวนี้มามองกันว่าประเทศไทยเป็นบริษัทอย่างที่คุณทักษิณอยากให้มอง ปกติถ้าผู้บริหารที่มีคุณธรรมทำผิดพลาด หรือขาดทุน ก็ต้องลาออกใช่ไหมครับ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แล้วดูไฟใต้สิครับ มันจะเกิดจากอะไรไม่รู้แหละ แต่ที่แน่มันเกิดสมัยคุณทักษิณ แล้วคุณทักษิณคุมไม่อยู่ มันก็เป็นความรับผิดชอบของคุณนะ ผมในฐานะ shareholder ของต้องโหวตคุณทักษิณออก เพื่อกำจัดจุดอ่อนครับ :D

    เอาง่ายๆ คุณทักษิณ (shareholder/owner) สั่งปลด Ericsson (coach) เนี่ยเพราะบอกว่ารับไม่ได้ แพ้ 8-1 เค้าเสียหน้า มันก็เหมือนกันนะครับ เกิดกรณีไฟไต้เนี่ย พี่น้องชาวใต้ (shareholder/owner) รับได้เหรอครับ ;)

    ถ้าผู้ใหญ่คนไทย หรือนักการเมือง ทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ ปัดสวะให้พ้นตัว ทำตัวเป็นศรีธนชัย เด็กรุ่นใหม่ก็เอาตาม ชาติก็คงไม่มีวินัย ไม่พัฒนาแหละครับ ชาติที่พัฒนาแล้วเค้าไม่มีอย่างนี้ครับ ถึงหน้าด้าน ประชาชนเค้าก็ไม่ยอม

  46. 46. nutjubjub on July 24th, 2008 0:20

    แหม สนุกจัง ขอแจมด้วยคน
    ขอแสดงทัศนะ เรื่อง ความหลากหลายและการแข่งขัน
    ผมชอบแข่งขันเสรีนะครับ มันสนุกดี
    แต่พอใหญ่กันมากๆ
    แข่งขันเสรี ดันทำให้คนใหญ่ได้เปรียบคนเล็กมากๆ
    พอมีกฎหมายป้องกัน ผูกขาด
    ผมไม่รู้ว่านี่เป็นการ ก้าวก่าย การค้าเสรีไหม
    แต่ใจผมคิดว่าไม่นะครับ เสรีแต่ต้องไม่ผูกขาด
    แต่ระยะยาวก็อาจจะไม่ดี เพราะมีการแทรกแซงแล้วก็จะทำให้คำว่าเสรี ไม่ใช่เสรี
    เหมือนมีคนมาแทรกแซงกลไกหรือเปล่าอันนี้ผมก็งงๆ เพราะไม่เคยเรียนมาทางนี้

    แต่ความหลากหลาย ผมเชื่อว่าทำให้พัฒนา
    อันนี้ผมว่าใครๆก็ชอบหลากหลาย (แต่เกลียดคนไม่เห็นด้วย)
    และความหลากหลายกับคำว่าเสรี อาจจะไม่ไปด้วยกันเปล่า
    เหตุเพราะข้างบน คือเสรีทำให้มีคนใหญ่
    และคนใหญ่จะพยายามทำให้ความหลากหลายหมดลง
    และการมีการแทรกแซง เช่นป้องกันการผูกขาด ก็ทำให้ระบบค่อยๆเสื่อมหรือเปล่า
    ดังนั้นจะทำไงให้เกิดความหลากหลายจริงๆล่ะครับ

    เรื่องการเมือง ผมก็ว่าคล้ายๆกัน
    ควรให้มีความหลากหลายในความคิด อย่าพยายามทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน
    และเสรีประชาธิปไตย อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด
    เพราะอาจจะทำให้ขาดความหลากหลายหรือเปล่า ดังข้างต้น

    แต่ความหลากหลายทางการเมืองกลับมีคนบอกว่าไม่ดี เพราะทำให้เกิดการพัฒนาที่ช้าเพราะขาดเสถียรภาพ
    งงชมัด

    หากมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดทางการเมือง ก็เวรี่ฮา
    แต่อย่างกฎหมายห้ามเป็นนายกเกิน2สมัย อาจจะเรียกว่าป้องกันผูกขาดได้เปล่า
    แต่มันผูกขาดได้จริงเหรอ ดูรัสเซียและเฮียหมักสิ ณอมิณี ก็ทำได้

    สุดท้ายผมเกลียดการต้องยอมรับของที่ยังไม่ชอบแต่ต้องเลือกสักอย่าง
    ถ้าผมเป็น ญ อายุ30 ต่อให้ผมยังไม่เจอนายในฝัน ผมก็ต้องเลือกเพราะเกินจากนั้นผมจะขายไม่ออก
    ซึ่งแม้คนส่วนใหญ่เชื่อแบบนั้น แต่ผมคงยอมขึ้นคานดีกว่า
    ผมงงที่มักมีคนบอก ถ้าไม่เอาเฮีย ก้เจอป๋า
    เลือกเฮียละกัน หนุ่มกว่า หัวไวแม้จะชอบมั่วๆหน่อยก็ตาม เพราะป๋าไม่มั่วแต่ช้า และโง่

    มีแต่คนบอก เฮียดีที่สุดแหละ
    แต่ผมยอมขึ้นคานครับ
    ใครจะบอกเฮียดี แต่ เฮียก็ไม่ได้สนับสนุนความหลากหลาย เฮียชอบผูกขาด
    มีแต่คนบอกกบเลือกนายสุดท้าย เจอนกกะยางสอยหมดอยู่ดี
    ผมว่าตายเพราะนกกะยาง ก็ดีกว่าตายเพราะกบอ่ะ
    แต่ในระยะยาว เฮียอาจจะดีที่สุดแล้วก็ได้ แต่ผมจะตายก่อนเหรอเปล่าครับ ถึงจะได้รับรู้

  47. 47. chana on July 24th, 2008 9:52

    ไม่ได้เข้ามานาน สบายดีกันรึป่าวค้าบบ แต่ได้ฟัง Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง แล้ว รู้สึกจะเฮฮาปาร์ตี้กันดีนะครับ

  48. 48. เจริญชัย on July 24th, 2008 10:24

    โอ้ เริ่มเข้ามาคึกคักจริงๆ
    อย่างนี้ต้องทำเวปบอร์ดแล้วมั้ง 555
    (ขอปรึกษาทีมงานอีกที แต่คุณกานต์แพลมๆกับผมว่า
    ถ้าคนเข้ามาเยอะเพียงพอ แกจะเปิด ผมก็แอบลุ้นในใจ
    เพราะมีแฟนหลายคนถามเข้ามา ผมก็พวกบ้าเอาใจคน)

    ผมพึ่งมาเข้าใจเรื่องการตลาดอย่างลึกซึ้งก็ช่วงนี้
    สังเกตว่า
    บทความของผม ที่มีคนอ่าน
    มักจะเป็นบทความที่ผ่านการจัดรายการวิทยุมาแล้ว

    พูดง่ายๆ คือ บทความเป็นสินค้าที่กลืนยากกว่าวิทยุ โทรทัศน์
    ดังนั้น จึงต้องมีการตลาดแนะนำ
    การที่ได้ฟังวิทยุ หรือโทรทัศน์มารอบหนึ่งแล้ว
    จะทำให้คนนั้นสนใจอ่านบทความมากกว่าไม่เคย

    ผมกลับคุณสุรศักดิ์รู้สึกเหงามาก และความคิดเริ่มตัน
    ตอนแรกเราก็หงุดหงิด ไม่รู้ว่าทำไม
    พึ่งมาเข้าใจว่า เพราะไม่ได้จัดรายการนั่นเอง
    ผมมีความคิดดีๆจะเล่ามากมาย
    ครั้นจะเขียนก็กลัวคนไม่อ่าน
    (อีกอย่าง พูดง่ายและมันส์กว่า ยิ่งมีคุณสุรศักดิ์ประสานเสริม
    เนื้อหาจะตกผลึกมากขึ้น)

    เพื่อตอบสนองแฟนรายการ ผมและคุณสุรศักดิ์ กำลังหาทางเข้าไปจัดรายการตามคลื่นวิทยุต่างๆ
    ถ้าแฟนรายการ รู้จักหรือติดตามคลื่นไหนอยู่ ก็แนะนำได้นะครับ
    ผมจะได้ลองติดต่อเข้าไปดู

    หวังว่าสักวันจะได้กลับมาโชว์เส้นเสียงให้กับทุกคนอีกครั้ง

  49. 49. เจริญชัย on July 24th, 2008 10:34

    ที่น้องเลิศมองมา ก็มีมุมมองน่าสนใจมาก
    ผมรู้สึกว่า ระบบบริหารคนของขงเบ้งก็ห่วย
    แต่แกอาจจะเก่งเรื่องระบบบริหารทรัพยากรมั้ง
    คิดค้นประดิษฐ์สิ่งต่างๆ
    ขณะเดียวกัน การวางแผนยุทธศาสตร์ก็ยอด
    แต่ในเชิงยุทธวิธีและเล่ห์เหลี่ยมสงครามแกยังไม่คมพอ

    พูดง่ายๆ คือ จ๊ก
    มีทั้งเซียวเหอ (บริหารทรัพยากร)
    และจางเหลียง(นักยุทธศาสตร์)
    แต่ดันไม่เก่งสุดยอดสักทาง
    ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะคนเราต้องมุ่งเฉพาะทาง
    แต่เนื่องจากขาดแคลนคนมาช่วย
    ขงเบ้งเก่งได้หลายด้าน (แม้จะไม่สุด)
    ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง
    (คล้ายดาวินซี ที่ทำงานไม่เสร็จสักอัน แต่การสงครามต่างกัน
    ในเชิงศิลปะ งานไม่เสร็จ นับว่ายอดมีถมไป
    แต่การชิงแผ่นดิน ไม่มีนับคะแนน มีแต่แพ้กับชนะ)

    หานซิ่นน่าจะเป็นนักยุทธวิธี (และยังไม่เชี่ยวชาญการเมือง ไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องการเมือง)
    โดยภาพใหญ่ อาจต้องให้จางเหลียงวางแผน
    หลิวปังจัดการซื้อใจคน รวมคนเก่ง
    (เล่าปี่ก็คล้ายๆกัน แต่ดันโง่กว่า ที่ไม่เห็นค่าบังทอง และพึ่งพาแต่ขงเบ้งมากไป ขณะที่หลิวปังสามารถใช้คนได้ทุกประเภท ทั้งดี ไม่ดี เก่ง ไม่เก่ง)

    สรุปแล้ว คิดการใหญ่ แทบไม่มีฟลุ๊ค คุณต้องเก่งจริงๆ
    มีทีมงานพร้อมพรัก และต้องเป็นเลิศในแต่ละด้าน
    ที่สำคัญต้องทำงานประสานกันได้ยอดเยี่ยม

    นี่คือ สิ่งที่หลิวปังซึ่งได้ครองแผ่นดิน มีมากกว่าหลิวเป้ย
    อย่างไรก็ตาม เรายังต้องวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก เช่น วุยและง่อ รวมถึง ฉู่ ด้วย
    แม้กระนั้น ปัจจัยภายในที่แม้จะคล้ายกันระหว่างคนทั้งสอง หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งก็ต่างกัน
    ในระดับยอดคนนั้น ต่างกันเพียงเล็กน้อยก็ตัดสินแพ้ชนะได้แล้ว

  50. 50. เจริญชัย on July 24th, 2008 10:44

    จริงๆเรื่องผูกขาดหรือเสรีนั้น
    เป็นเรื่องที่พูดยากมาก
    บางทีเสรีมากไปก็ไม่ดีเหมือนกัน
    ละเอียดอ่อนมาก
    นี่ยังไม่นับส่วนที่เป็น Niche
    การผูกขาดโดยคุณภาพสินค้าที่เหนือกว่า
    ผูกขาดโดย Brand

    จริงๆ ผมเคยวิเคราะห์ให้ฟังไปแล้วในเรื่อง กฏเลข 3
    รวมถึงเรื่อง Non linear
    เช่น การผูกขาดของ The Beatles ซึ่งเป็น The Best 1 อัน
    ดีกว่าได้ The good นับร้อยอัน
    อย่างไรก็ตาม คนก็อาจจะเบื่อได้ การมี The Better สัก 10 อัน อยู่รอดก็อาจจะช่วยเพิ่ม Welfare

    ในทางการเมืองก็เช่นกัน
    พรรคการเมืองน้อยก็ไม่ดี พรรคการเมืองมากก็วุ่นวาย
    แต่ผมก็มองไกลกว่านั้นคือ “ประชาสังคม”

    สรุปแล้ว เรื่องเหล่านี้ละเอียดอ่อนมาก
    แต่คนส่วนใหญ่ในสังคม ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง
    ล้วนแต่มีมุมมองที่คับแคบ และง่ายเกินไป

    อย่างไรก็ตาม ผมเห็นพัฒนาการของคนเหล่านี้ในบางระดับ
    ซึ่งยกระดับกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนมากมาย

    ยังไงก็ขอบคุณ nut ที่ช่วยเข้ามาสร้างความคึกคัก
    และจุดประเด็นเรื่องนี้ ซึ่งก็ทำได้ลุ่มลึกระดับหนึ่ง
    แถมมีสีสันเรื่องป๋าเฮีย อีกต่างหาก
    สนุกมากครับ

  51. 51. เจริญชัย on July 24th, 2008 10:53

    เรายังสบายดีครับ คุณ chana
    กำลังคุยกันเพลินๆเลย
    มีเพื่อนใหม่ๆหลายคนมาช่วยแจม

    คุยถึงบุคคลในประวัติศาสตร์หลายท่าน
    โดยเฉพาะ “ซางยาง”
    ผมชอบชื่อนี้ มันตลกดี
    ก่อนหน้านี้เฉยๆ เพราะปกติผมจะจำได้ในชื่อ
    “ซางหยาง” ซึ่งดูเท่ห์กว่า แต่ก็มีชื่อเท่ห์ๆตั้งเยอะ
    ชื่อตลกจึงดูเด่นกว่า 555

    ทำให้ผมคิดถึงเพื่อนคนหนึ่ง
    ที่เคยแนะนำให้ผมศึกษา “เลียดก๊ก”
    แต่ตอนนั้นผมรู้จักแค่สามก๊ก
    และยังหมกมุ่นอยู่กับการศึกษา
    “ความงามลุ่มลึกของอารยธรรมตะวันตก”

    แต่ในภายหลัง ผมเริ่มสนใจเรื่องกลยุทธ์
    จึงค่อยๆเอนเอียงมาทางจีนเพิ่มขึ้น

    ปัจจุบันกำลังสร้างสมดุลของทั้งสองทาง

  52. 52. AI on July 24th, 2008 11:10

    เสรีภาพในการบริหารงาน ต้อง ถ่วงดุลด้วยเสรีภาพในการตรวจสอบนี่ครับ แต่ให้ดี ควรตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ และ เปิดเผยการบริหาร และ อื่น ๆ เรียก ระบบบริหารที่โปรงใสครับ ส่วนเรื่องการผูกขาด ผมว่ามีมานานแล้วครับ ไม่แปลก เช่นการจดลิขสิทธิ์ก็เป็นการผูกขาดเหมือนกัน ขอบเขตที่ผมมองว่ารับได้อยู่ที่ความถูกต้องตามกฎหมาย ศีลธรรม ประเพณีด้วยก็ดี ส่วนเรื่องการเมือง รํฐบาลไทย หนะ ถ้าเป็นนายกตั้งสองสมัย นานนะครับ แค่สมัยเดียวก็แทบแย่แล้ว อีกอย่างถ้าเป็นนาน ๆ เหนือยมาก ๆ แก่ลงเยอะ หรือไม่ก็เบื่อ บ้างสิครับ

  53. 53. AI on July 24th, 2008 11:28

    เห็นด้วยกับคุณ Lert_commander ครับ สุดท้าย … ผมว่าขงเบ้งหนะ เป็นนักกลยุทธ์ ไม่ใช่นักบริหารอะ คนที่เป็นนักบริหาร คือ บังทองครับ ไม่เห็นมีคนกล่าวถึง อาจเป็นเพราะมีบทบาทน้อย แต่เผาทับโจโฉ อุบายผูกเรือเป็นแพก็ของบังทองไปทำงานนี้หรือเปล่าไม่แน่ใจครับ แต่บังทองก็เป็นนักบริหารไม่ไช่นักกลยุทธ์ ไม่ถนัดด้านทำศึกสงคราม อีกทั้งความมั่นใจในตัวเอง ทำให้ผิดพลาดเพียงครังเดียว ถึงชีวิต ทำให้ขงเบ้งต้องทำงานเพียงลำพังคนเดียว (หรือต้องการทำงานเพียงคนเดียวไม่แน่ใจ) ใครรู้โปรดชีแจงแถลงไขด้วยครับ

  54. 54. เจริญชัย on July 24th, 2008 12:32

    ความน่าเบื่อของ “สามก๊ก” คือ มันมีเรื่องไม่จริงเสียมาก
    เลยทำให้การวิเคราะห์สับสนปนเปไปหมด
    ถ้าจำไม่ผิด กลห่วงโซ่นั้นไม่มี โจโฉ เป็นคนผูกเรือเอง (แต่ผมก็ไม่แม่นสามก๊กเสียด้วย เพราะมัวไปศึกษายุคอื่น)
    บังทองก็เป็นคนเก่งคนหนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่า ควรจัดอยู่ในหมวดใด

    สงสัยต้องให้นาย Huang Zneb Ink มาตอบ

    การตรวจสอบเป็นเรื่องยาก
    ถ้าเป็นระบบทำมาหากินที่อิงกับลูกค้า
    เช่น บริษัท
    เราต้องการคนตรวจสอบเพื่อปรับปรุงจุดบกพร่อง
    จะทำให้คนซื้อสินค้ามากขึ้น
    กำไรมากขึ้น

    แต่ถ้าเป็นระบบที่ทำมาหากินอิงกับงบประมาณ
    เราไม่ต้องการตรวจสอบ
    เพราะจะทำให้กำไรลดลง

    นี่คือสาเหตุที่ทำให้ผมไม่อยากทำงานการเมือง
    แต่อยากทำธุรกิจ

    และนี่เป็นสาเหตุที่ผมไม่ค่อยว่านักการเมืองที่โกง แต่ทำงาน
    เพราะการโกงถือเป็นค่าเหนื่อยในการทำงาน

    ส่วนนักอุดมคติทั้งหลายจะเน้นให้ทั้งทำงาน ทั้งไม่โกง
    ซึ่งคนแบบนี้มีในโลก แต่หายาก
    ขืนรอให้แต่คนเหล่านี้เข้ามาทำงาน
    บ้านเมืองก็ไม่ต้องบริหารกันพอดี
    Cost จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนการให้คนที่ดีบ้างชั่วบ้างบริหาร
    คุ้มค่ากว่า

    ผมวัด Cost Benefit เปรียบเทียบตลอดเวลา
    ผมจึงเชียร์ทักษิณในช่วง 2 ปีแรก เฉยๆในช่วง 2 ปีหลัง
    และต่อต้านเล็กน้อย(เพราะยังหาคนดีกว่ามาแทนไม่ได้) ในช่วงสมัยสอง

    แต่ก็มีคนวิจารณ์ว่า ผมรับฟังข้อมูลสนธิมากเกินไป
    ผมคิดว่าก็เป็นไปได้

    สรุปแล้ว แม้แต่จะรู้ว่าใครบริหารดีไม่ดีก็มี Cost คือ ต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างหนักหน่วง
    โดยเฉพาะ สื่อมวลชนก็ทั้งเชื่อได้และไม่ได้

    คนที่ทั้งดี ทั้งไม่โกง แบบหวางหมั่ง
    สุดท้ายก็ปรากฏว่า เป็นคนเลวระยำ
    ทำตัวเป็นคนดีมา 20 ปี เพื่อจะทำให้คนตายใจและเลือกเข้ามา

    และยังมีตัวอย่างคนแบบนี้อีกมาก

    สุดท้าย พวกนักวิชาการที่ต้องการทั้งคนดี ไม่โกง จึงต้องระวังไว้
    ธาตุแท้คนยากหยั่งถึง

    อยู่ในโลกความจริง นำคนที่ดีบ้างชั่วบ้าง แต่ให้ประโยชน์กับประเทศสูงสุดเข้ามาดีกว่า
    หรือบางทีอาจมีคนดีกว่า แต่เขาไม่มีพลังการเมืองเพียงพอจะเข้ามา
    เราก็ต้องเลือกเท่าที่มี

    แต่ถ้ามันแย่เกินไป คือ ไม่มีใครดี
    ก็ยังมีการสร้างประชาสังคม มีกลุ่มการเมืองย่อยๆมากมาย
    เราก็เข้าร่วมได้

    นี่คือ โลกความจริงที่กำลังเข้าสู่ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง

    แต่ในความหลากหลายนั้น กฏ 80/20 ก็ยังใช้ได้ ของดีจริง มีไม่มาก
    จงฝึกฝนความฉลาด เพื่อที่จะค้นพบ

  55. 55. Ink on July 24th, 2008 13:52

    เอมีใครเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการขึ้นมาสู่อำนาจของฮิตเล่อร์อย่างละเอียดไหมครับ ถ้าสังเกตดูให้ดีนะครับ รูปแบบการได้มาซึ่งอำนาจของคุณทักษิณจะเหมือนกับแบบแกะขาวกับแกะดำเลยครับ :D คือรูปแบบจะเหมือนกันหมด แต่ว่าจะหลวม และ scale อาจจะเล็กกว่าในบางด้าน
    - ทั่งคู่เป็นทางออก ทางเลือกใหม่ สำหรับสภาพเศรษฐกิจที่สิ้นหวัง คนจึงเทคะแนนเสียงให้ถ้วมท้น
    - เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่ได้มา บวกกับอารมณ์ของคนในสังคม ทำให้คนส่วนใหญ่พร้อมที่จะละเลยกฏหมาย หรือระบบตรวจสอบที่มีอยู่ในสังสม โดยเชื่อว่ารบ.จะทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่สงสัย
    - ทั้งคู่ใช้ propaganda อย่างมีประสิทธิภาพ คือปลุกใจคนเก่ง
    - มีการจัดตั้งหน่วยสนับสนุนส่วนตัว เช่นกลุ่มเยาวชนที่สนับสนุนฮิตเลอร์ (ผมจำชื่อไม่ได้ครับ) กับสมาชิกพรรคไทยรักไทย
    - ผมไม่อยากนับรวม การฆ่าชาวยิว กับการปราบยาเสพติดที่หาหลักกฏหมายอะไรมาลองรับไม่ได้เลยครับ มีแต่อารมณ์ และมิจฉาทิฐิ

    ประเด็นคือ ผมอยากสนับสนุนความคิดเห็นของคุณเจริญชัย และหลายๆ ท่านที่ว่าต้องมีการตรวจสอบครับ เป็นการอันตรายมากๆ ที่จะไว้ใจคนๆ หนึ่งมากเกินไป เรามีตัวอย่างคือฮิตเล่อร์ กับคุณทักษิณมาให้เห็นแล้ว จะสนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่ต้องคงซึ่งระบบตรวจสอบ และคานอำนาจเอาไว้

    ส่วนคุณขงเบ้งนี่ สมมติว่าผมมองต่างมุมนะครับ คือมองแกไม่ดีมากๆ ฟังไปฟังมา นี่แกมีคุณสมบัติ เป็นทรราชได้เลยนะครับ ผูกขาดไปทุกด้าน แถมมีอำนาจเหนือฮ่องเต้ :D ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าจ๊กก๊กของเล่าปี่ กับขงเบ้งเป็นคนดี ผมก็เคยคิดอย่างนั้นนะครับ จนผมมาอ่านหนังสือเรื่องโจโฉ นายกรัฐมนตรีตลอดกาลของท่านคึกฤทธิ์แล้วผมเปลี่ยนความคิดเลยครับ ผมมองว่า “ประวัติศาสตร์ขึ้นอยู่กับผู้เขียน และคนตีความ” เป็นหนังสือที่ดีมากๆ อยากแนะนำครับ

    สำหรับผมแล้ว สามก๊กมันยาวมาก ตัวละครเยอะ จนผมท้อหนะครับ :)

  56. 56. Ink on July 24th, 2008 13:55

    มีใครเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการขึ้นมาสู่อำนาจของฮิตเล่อร์อย่างละเอียดไหมครับ ถ้าสังเกตดูให้ดีนะครับ รูปแบบการได้มาซึ่งอำนาจของคุณทักษิณจะเหมือนกับแบบแกะขาวกับแกะดำเลยครับ :D คือรูปแบบจะเหมือนกันหมด แต่ว่าจะหลวม และ scale อาจจะเล็กกว่าในบางด้าน
    - ทั่งคู่เป็นทางออก ทางเลือกใหม่ สำหรับสภาพเศรษฐกิจที่สิ้นหวัง คนจึงเทคะแนนเสียงให้ถ้วมท้น
    - เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่ได้มา บวกกับอารมณ์ของคนในสังคม ทำให้คนส่วนใหญ่พร้อมที่จะละเลยกฏหมาย หรือระบบตรวจสอบที่มีอยู่ในสังสม โดยเชื่อว่ารบ.จะทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่สงสัย
    - ทั้งคู่ใช้ propaganda อย่างมีประสิทธิภาพ คือปลุกใจคนเก่ง
    - มีการจัดตั้งหน่วยสนับสนุนส่วนตัว เช่นกลุ่มเยาวชนที่สนับสนุนฮิตเลอร์ (ผมจำชื่อไม่ได้ครับ) กับสมาชิกพรรคไทยรักไทย
    - ผมไม่อยากนับรวม การฆ่าชาวยิว กับการปราบยาเสพติดที่หาหลักกฏหมายอะไรมาลองรับไม่ได้เลยครับ มีแต่อารมณ์ และมิจฉาทิฐิ

    ประเด็นคือ ผมอยากสนับสนุนความคิดเห็นของคุณเจริญชัย และหลายๆ ท่านที่ว่าต้องมีการตรวจสอบครับ เป็นการอันตรายมากๆ ที่จะไว้ใจคนๆ หนึ่งมากเกินไป เรามีตัวอย่างคือฮิตเล่อร์ กับคุณทักษิณมาให้เห็นแล้ว จะสนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่ต้องคงซึ่งระบบตรวจสอบ และคานอำนาจเอาไว้

    ส่วนคุณขงเบ้งนี่ สมมติว่าผมมองต่างมุมนะครับ คือมองแกไม่ดีมากๆ ฟังไปฟังมา นี่แกมีคุณสมบัติ เป็นทรราชได้เลยนะครับ ผูกขาดไปทุกด้าน แถมมีอำนาจเหนือฮ่องเต้ :D ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าจ๊กก๊กของเล่าปี่ กับขงเบ้งเป็นคนดี ผมก็เคยคิดอย่างนั้นนะครับ จนผมมาอ่านหนังสือเรื่องโจโฉ นายกรัฐมนตรีตลอดกาลของท่านคึกฤทธิ์แล้วผมเปลี่ยนความคิดเลยครับ ผมมองว่า “ประวัติศาสตร์ขึ้นอยู่กับผู้เขียน และคนตีความ” เป็นหนังสือที่ดีมากๆ อยากแนะนำครับ

    สำหรับผมแล้ว สามก๊กมันยาวมาก ตัวละครเยอะ จนผมท้อหนะครับ :)

  57. 57. Huang on July 24th, 2008 15:57

    บางคนก็ว่าทักษิณเหมือนซางยาง บ้างก็ว่าเหมือนฮิตเลอร์ แต่ผมมองว่าแกเหมือนเอาสองคนมาปนๆแล้วลบอุดมการณ์ออก น่ะครับ :P คุณจกภ. พูดได้ดีมากเลยตอนที่บอกว่าทักษิณเหมือนเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้ (ซึ่งผมเห็นด้วย) ผมคิดว่าคนแนวๆคุณจกภ. คงมองคุณทักษิณเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้คนอุดมการณ์ ส่วนคุณทักษิณก็คงมองว่าคนอุดมการณ์เป็นแบคให้แกได้

  58. 58. Lert_commander on July 24th, 2008 16:27

    พี่บิ๊ก … ผมว่าถึงสามก๊กจะมีเรื่องไม่จริงเสียมาก แต่ไอ้เรื่องไม่จริงนั่นแหละที่ทำให้เราเห็นธาตุแท้ว่าจริงๆ มันเป็นอย่างไรไม่ใช่เหรอ ?? ….. อย่างเช่นเมื่อเรารู้ว่าคนเขียนเรื่องโปรจ๊ก … เราก็จะเข้าใจด้วยว่า ขงเบ้งไม่ได้เก่ง ชาวบ้านไม่ได้กลัวขนาดในงิ้ว …. เมื่อวิเคราะห์รวมกันแล้วจึงรู้ว่าแท้ที่จริงเป็นอย่างไร … อาจจะเข้าใจง่ายกว่าหลายๆ ยุคที่มีเป็นประวัติศาสตร์ชัดเจน แต่กลับไม่มีความเห็นประกอบจากผู้คนในยุคนั้น (ผมมองว่าบทงิ้ว เนี่ยเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง … จากยุคสมัยที่มุมมองหลายๆ อย่างใกล้เคียงกัน …และใกล้กว่าเรามาก) …………………. นี่อาจจะเป็นข้อเด่นที่ทำให้หลายๆ อย่างแจ่มชัดกว่ายุคอื่นๆ ก็ได้นะครับ

    ส่วนความคิดเห็นที่เหลืออื่นๆ (ของทุกท่าน) เดี๋ยวขอมีเวลามาอ่านให้ชัดแจ้งก่อนแล้วกันนะครับ ผมแค่แว๊บเห็นที่พี่บิ๊กเขียนหน่อยนึงเอง

    ปล. ผมรู้แต่เรื่องนี้เลยอะ … ไม่เคยได้ใส่ใจหาความรู้ในช่วงเวลาอื่นเท่าไหร่ … รู้ส่วนใหญ่ก็งูๆ ปลาๆ …. ดังนั้นก็อย่าเชื่อผมมากนักละกัน

  59. 59. เจริญชัย on July 24th, 2008 17:59

    ตอบไม่ไหวเหมือนกัน 555
    ใครรู้เรื่องอะไรก็ช่วยๆกันตอบที่นะครับ (ทีมงานอย่ากินแรงผมมาก 555)

    ดีใจที่เลิศ เข้ามาช่วยตอบ ไม่เจอซะนาน ไม่ทราบยังหล่อเหลาเหมือนเดิมหรือไม่ 555

    มุมมองของแต่ละคนถือว่า ไม่ธรรมดาเลยนะ
    นี่คือ กำลังใจที่ทำให้พวกเรายืนหยัดทำงานเช่นนี้อยู่

  60. 60. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 24th, 2008 18:46

    ผมชอบความเห็นของคุณ Huang และคุณ Ink ในด้านบนที่เกี่ยวกับทำไม จีนถึงล้าหลังในการพัฒนาอารยธรรมเมื่อเทียบกับตะวันตก

    โดยเฉพาะการวิจารณ์ความคิดแบบขงจื๊อ และระบบของจีน

    อารยธรรมจีน เป็นอารยธรรมที่ลุ่มหลงกับความเชื่อว่าสิ่งโบราณ ความคิดโบราณ คนโบราณและคนอายุมาก เป็นสิ่งสมบูรณ์แบบ เมื่อเป็นสิ่งสมบูรณ์แบบ จึงไม่ต้องพัฒนา ในขณะที่ความบกพร่องของการนำภูมิปัญญาโบราณไปใช้จึงขึ้นอยู่กับการตีความของคนใช้ แน่ละ ภูมิปัญญาโบราณ เขียนคลุมเครือ เปรียบเทียบ ฟ้า สวรรค์ โลก ธาตุทั้ง 5 ซึ่งธรรมเนียมการเขียนแบบคลุมเครือนี้ในยุโรปได้ปลาศนาการในยุครู้แจ้งเป็นต้นไป

    ถึงปัจจุบัน เอเชีย ยังไม่เคยผ่านยุครู้แจ้งเลย เพราะเอเชียไม่มีความคิดเชิงวิพากษ์ ต่างจากตะวันตกในยุคมืดที่ปัญญาชนและคน กล้ากำแหงต่อศาสนจักรซึ่งอาศัยนามของพระเจ้า

    โศกนาฏกรรมของนักคิดอย่างกาลิเลโอ หรือจะรวมกรณีคล้ายๆกันอย่าง ดาวิน คือรากฐานความเข้มแข็งของปํญญาตะวันตก

    ถ้าแลกกันได้ ผมอยากได้คนอย่างกาลิเลโอมากกว่าคนอย่าง ขงเบ้ง เซียวเหอ ซางยาง

    น่าเสียดาย อารยธรรมเอเชีย ที่หลายคนภูมิใจหนักหนา กลับไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอย่าง “กาลิเลโอ” ที่คล้ายๆกันคือพระพุทธเจ้าที่สอนคนให้ปฏิเสธความคิดเทวนิยม สุดท้าย พระพุทธเจ้าเป็นเทวนิยม

  61. 61. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 24th, 2008 18:52

    คุณเจริญชัย

    เรื่องจีน ผมความรู้น้อยครับ เลยไม่ขอตอบ ตั้งแต่ผมมีความคิดเชิงวิพากษ์ ผมลืมเรื่องรายละเอียดเรื่อง อารยธรรมจีนและประวัติศาสตร์จีนไปหมดแล้วครับ แต่ไปสนใจในภาพรวมใหญ่ๆแทนในลักษณะการเชื่อมโยงทางอารยธรรมและการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมของจีนที่ส่งผลต่อโลกอย่างไรมากกว่า

    ดังหนังสือที่คุณ zneb ยกมาคือ 1434 The Year Chinese ignited renaissance ตลอดจนเล่มก่อนหน้าของผู้เขียนคนเดียวกัน

    ส่วนเรื่องใครจะชิงชับกับใคร กุนซือคนไหนเก่งสุด ผมลืมเลือนหมดสิ้นเลย ทั้งๆที่เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็ก ผมซื้อหนังสือเรื่องประวัติศาสตร์จีนและเกร็ดประวัติศาสตร์จีน เป็นสิบเล่มเลย

    แต่ปัจจุบัน ผมลืมเลือนหมดสิ้น

  62. 62. Huang on July 24th, 2008 21:12

    เจอ quote อันนึงเจ๋งดีครับ

    History is a set of lies agreed upon – Napoleon Bonaparte

    :)

  63. 63. เจริญชัย on July 25th, 2008 15:51

    มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าว่า
    นโปเลียนไม่ได้วางแผนที่จะบุกลึกเข้าไปถึงกรุงมอสโคว์
    ทรงเป็นกังวลเรื่องเสบียงอาหารและการควบคุมกำลังพล
    ตั้งแต่แรก

    แต่ไม่รู้ทำไม สุดท้ายจึงยังคงบุกเข้ารัสเซีย
    และต้องพ่ายแพ้ในกาลต่อมา

    Alexander ไม่เคยพ่ายแพ้
    แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอิดโรยและอุดมการณ์ที่แตกต่างของเหล่าทหารหาญ
    และไปสวรรคตในกรุงบาบิโลน
    ซึ่งยังเป็นปริศนาว่า เกิดจาการฆาตกรรมหรือความป่วยไข้

    ผู้นำยิ่งใหญ่เพราะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลไร้ขีดจำกัด
    แต่ต้องรุ้ว่าควรจะหยุด ณ จุดใด

    Augusus Caesar รู้สึกแปลกใจที่ Alexander มุ่งแต่ขยายอาณาจักร
    แต่ไม่ยอมเน้นที่การบริหารปกครองภายในให้เยี่ยมยอด

    พวกเราทุกคนควรจะมีความฝันยิ่งใหญ่ มุ่งมั่นทำให้เป็นจริง
    และต้องรู้ว่าจังหวะในควรรับ(บริหาร) จังหวะไหนควรรุก(ขยายกิจการ Growth)

  64. 64. Huang on July 25th, 2008 17:49

    “มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าว่า นโปเลียนไม่ได้วางแผนที่จะบุกลึกเข้าไปถึงกรุงมอสโคว์ตั้งแต่แรก” ง่า คุณเจริญชัยเกริ่นขึ้นมาแล้วไม่กะเฉลยหน่อยหรอครับ

  65. 65. เจริญชัย on July 25th, 2008 19:10

    ก็บอกหมดแล้วไง คือ นโปเลียน ไม่ได้กะบุกเข้าไปในรัสเซีย เพราะกังวลในหลายเรื่อง และก็คิดว่านี่เป็นแผนของรัสเซียที่จะใช้ภูมประเทศให้เป็นประโยชน์

    แต่ที่น่าฉงนคือ สุดท้ายทำไมจึงบุกเข้าไป
    และหนังสือเล่มที่ผมไปอ่าน มันก็ดันไม่ยอมบอกว่า ทำไมจึงบุก

    ผมเดาเอาเองว่า คงจะมั่นใจในตัวเองมากเกินไป ซึ่งเป็นธรรมดาของคนที่ประสบความสำเร็จมาก แรกๆ ก็ยังหวาดกลัวเพราะเป็นคนเก่งฉลาด คิดลึก แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่ออารมณ์ความมั่นใจ

    นี่คือสิ่งที่ผู้สำเร็จต้องยิ่งระวัง

  66. 66. AI on July 26th, 2008 11:32

    ช่วยขยายความเรื่องยืมซากคืนชีพหน่อยได้ไหมครับ เรื่องราวเป็นอย่างไร เป็นกลระดับไหน (ยุทธวิธี กลยุทธ หรือ อุบาย) รุกหรือรับ เกิดจากความจำเป็นวิกฤตหรือเปล่า เช่น ต้องเดินหมากสลายซ่อนคน ยามเดินหมากย้อน ต้องซ่อนค่าย อะไรประมาณนี้ หรือเกิดความต้องการขยายอำอาจ หรือเหตุผลอื่นใด อธิบายหน่อยได้ไหมครับ

  67. 67. Ink on July 27th, 2008 0:58

    เหตุผลที่นโปเลียนไม่ได้คิดว่าจะบุกเข้าไปจนถึงมอสโคว์ เพราะคิดว่าจะชนะได้เร็วหนะครับ ส่วนฝ่ายรัสเซียก็ต้องใจล่อนโปเลียนให้ตามลึกเข้าไปอยู่แล้ว เลยใช้แผนหนีไม่รบด้วย

    จริงๆ แล้วเดิมทีนโปเลียนต้องการยุติสงครามในภาคพื้นทวีปยุโรป เพราะจะได้ทุ่มกำลังไปรบกับอังกฤษได้อย่างเต็มที เลยหาพันธมิตร ตอนแรกก็พยายามจะเป็นพันธมิตรกับซาร์ Alexander แห่งรัสเซีย แต่ว่าการเมืองในประเทศกดดันซาร์ไม่ให้เป็นพันธมิตรกับนโปเลียน นโปเรียนเลยหันไปเป็นพันธมิตรกับศัตรูเก่าคือออสเตรียแทน โดยแต่งงานกับเ้จ้าหญิงมาเรีย หลุย ต่อมาการเมืองภายในรัสเีซียก็ปีบังคับซาร์ให้ยืดโปแลนด์มาจากรัสเซีย นโปเลียนต้องการให้โปแลนด์เป็นรัฐกันชน (Buffer State) และก่อนหน้านี้ได้สัญญารับรองสถานะของโปแลนด์ไว้แล้ว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำสงครามกับรัสเซีย

    สงครามสมัยนั้น ไม่เหมือนสงครามสมัยจีนโบราณนะครับ ที่สามารถตั้งรับ ยืดเยื้อได้เป็นเดือน หรือปี สงครามสมัยนโปเลียนนี่เค้าตั้งแนวทหารเป็นหน้ากระดาน เดินเข้าหากัน มีปืนใหญ่สนับสนุน ทหารม้าเป็นปีก รบกันรู้ผลภายในวันเดียว หรือมากกว่านั้นไม่มาก เพราะไอ้การที่ประจันหน้ากันอย่างนี้คนตายเยอะครับ นโปเรียนจริงๆ แล้วก็ไม่อยากทำสงครามกับรัสเซีย เพราะไม่อยากทำศึกสองด้าน แต่ถ้าต้องทำก็ขอชนะเร็วๆ ดีกว่า ก็เลยยกทัพกว่า ห้าแสนคนไปรัสเซียครับ เค้าว่าเป็นทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ Xerxes ในหนังเรื่อง 300 เลยหละครับ

    นโปเลียนไม่ได้คิดเรื่องบุกมอสโคว์แน่ๆ คับ เพราะไปถึงชายแดนรัสเซียเดือนสิงหา ฤดูหนาวเริ่มจริงๆ เดือนตุลา ถ้านโปเลียนชนะศึกรวดเร็ว รัสเซียยอมแพ้ ก็กลับบ้านเร็ว ไม่ต้องห่วงเรื่องฤดูหนาว แต่ว่ารัสเซียก็ฉลาดครับ เค้าใช้แผนล่อนโปเลียนให้ติดตามครับ คือไม่ยอมรบด้วย ตั้งทัพรอไว้ พอนโปเลียนจะมาถึงก็ถอนทัพหนี แล้วเผาทุกอย่างไม่ให้นโปเลียนเอาไปใช้ไ้ด้ นโปเลียนยกทัพใหญ่มาไกลมาก ถ้าต้องกลับไปโดยไม่ได้รบ ไม่ได้ชัยชนะ ก็จะเสียหายมากครับ ก็เลยต้องตามตีลึกเข้าไปในรัสเซีย จนถึงมอสโคว์ไงครับ พอถึงมอสโคว์ก็เจอเรื่องเดิมๆ อีก รัสเซียหนีไม่รบด้วย แต่ขณะนั้นฤดูหนาวของรัสเซียมาถึงแล้ว ฝ่ายฝรั่งเศสไม่ไ่ด้คิดว่าจะรบยืดเยื้อขนาดนี้ จึงไม่มีเครื่องกันหนาวมาด้วย จึงต้องถอนทัพครับ ระหว่างถอนทัพนี่แหละครับ ที่ตายกันเยอะ เพราะความหิว ความหนาว และกองทหารคอสแซ็ค

  68. 68. เจริญชัย on July 28th, 2008 10:32

    ขอบคุณ Ink มากๆที่ช่วยเหลือเรา ยอดเยี่ยมจริงๆ
    แต่ผมเสนอเพิ่มเติมนิดนึง
    ทำไมนโปเลียน จึงต้องรีบร้อนทำศึกกับอังกฤษ
    เพราะตอนนั้น ตนเองก็ยึดได้ทั้งยุโรปแล้ว
    แสนยานุภาพเกรียงไกร
    เชื่อแน่ว่า รัสเซียย่อมไม่กล้าบุกเข้ามาทางยุโรปแน่ หรือบุกได้ก็ไม่ไกล
    น่าจะใช้ยุทธศาสตร์ตั้งรับ ล่อให้รัสเซียเข้ามาจะดีกว่า
    ส่วนอังกฤษก็ไม่ต้องรีบร้อนเข้าตี ปล่อยให้บุกเข้ามาดีกว่า
    เพราะทหารอังกฤษน่าจะรบทางบกไม่สะดวก หรืออย่างน้อยก็สูสีกัน

    ตอนนั้นนโปเลียนเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่ชัดๆ ไม่น่าบุกอังกฤษซึ่งต้องรบทางเรือเสียเปรียบ
    บุกรัสเซียเพราะเสียเปรียบภูมิประเทศ

    ใช้เรื่องเงื่อนเวลาค่อยๆกดดันทั้งสองประเทศ
    ส่วนฝรั่งเศสนั้นก็เริ่มหันมาสร้างระบบปกครองกฏหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ดินแดนที่ยึดมาได้ จะได้หลอมรวมเป็นของฝรั่งเศสอย่างแท้จริง

    นี่เป็นการวิเคราะห์ภายหลังสงครามนะครับ อาจจะไม่ค่อยฉลาดนัก
    แต่ก็เป็นการพยายามใช้กลยุทธ์ของจีนมาปรับใช้
    ไม่ต้องรีบร้อน ปรับปรุงรากฐาน สร้างความมั่นคง
    ล่อให้ศัตรูเข้ามาติดกับเพราะเงื่อนไขทื่เสียเปรียบ(ยิ่งนาน ฝรั่งเศสยิ่งปกครองดินแดนได้มั่นคง แสนยานุภาพยิ่งเกรียงไกร จะส่งผลคุกคามอังกฤษและรัสเซีย)

    สำหรับ “ยืมซากคืนชีพ” นั้นคือ กลยุทธ์ที่ 14 ในคัมภีร์ 36 กลยุทธ์ หนังสือเล่มหนึ่งสรุปไว้ว่า
    “ใช้สิ่งที่ใช้ไม่ได้แล้วในทางเป็นจริง หรือฉวยโอกาสทุกอย่างเท่าที่จะสามารถจักหยิบฉวยได้ ให้เป็นประโยชน์ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายบางประการของตน ให้รอดพ้นจากความหายนะ เพื่อที่จะได้ยืนผงาดขึ้นมาใหม่ในวันหน้า หรือไม่วันใดก็วันหนึ่ง”

  69. 69. Huang on July 28th, 2008 11:27

    อาจจะเพราะนโปเลียนหลงสาวรัสเซียก็ได้นะครับ 55 วันก่อนไปดูสามก๊กมา โจโฉเปิดฉากมาเจ๋งมาก บุคลิกก็ให้ ทุกอย่างเยี่ยมหมด แต่ทำไปทำมา ทำโจโฉกลายเป็นพวกโรคจิตเลย เกณฑ์คนบุกใต้เพราะแค่อยากได้สองเกี้ยว เฮ้ออ

  70. 70. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 28th, 2008 13:55

    แหม คุณ Huang ผมกลับคิดตรงข้ามนะ หลังจากเห็นนางสองเกี้ยวในเรื่อง ผมกลับคิดว่า โจโฉบุกช้าไป 555

  71. 71. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 28th, 2008 14:06

    เรื่องนโบเลียน จริงๆก็คล้ายประสบการณืของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เปิดฉากรบทั้งโซเวียด (รัสเซีย) และอังกฤษ ถ้าคุณเจริญชัยใช้การมองจากวันนี้ คุณเจริญชัยอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไม เยอรมันจึงไม่กระทำตามกลยุทธที่คุณเจริญชัยเขียนไว้ ดังที่ยกมาข้างล่าง

    “ไม่ต้องรีบร้อน ปรับปรุงรากฐาน สร้างความมั่นคง
    ล่อให้ศัตรูเข้ามาติดกับเพราะเงื่อนไขทื่เสียเปรียบ(ยิ่งนาน ฝรั่งเศสยิ่งปกครองดินแดนได้มั่นคง แสนยานุภาพยิ่งเกรียงไกร จะส่งผลคุกคามอังกฤษและรัสเซีย)”

    แต่จริงๆแล้ว ทั้งนโบเลียนและฮิตเลอร์ เผชิญข้อจำกัดเรื่องทรัพยากรครับ ดังที่คุณ Ink ยกมาครับ สงครามไม่ว่ายุคไหนต้องชนะให้เร็วที่สุด พิชัยซุนวูก็ว่าไว้เช่นนั้น ยิ่งรบยืดเยื้อยิ่งสูญเสียมาก ยิ่งเยอรมันถ้าไปเน้นตั้งรับแบบคุณเจริญชัยบอกไว้ ผมว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 จบไวกว่าที่คิด ชนิดไม่ต้องสหรัฐอเมริกามาช่วยเลยครับ เพราะถ้าเยอรมันหลังยึดฝรั่งเศสแล้วมาเน้นยุทธศาสตร์ตั้งรับและบริหารจัดการแบบที่คุณเจริฐชัยบอก รับรองพวกชาติต้างในยุโรปฟื้นตัวได้ไวและมาถล่มเยอรมันแน่นอน

    การวิเคราะห์สงครามต้องวิเคราะห์จากบริบทหรือสภาพแวดล้อมในการทำศึกครับแล้วมากำหนดกลยุทธ ไม่ใช่นำกลยุทธมากำหนดยุทธศาสตร์หรือแผนการรบ

    ดังนั้นจุดชี้ขาดในการทำสงครามจึงอยู่ที่การเข้าใจสภาพแวดล้อม ข้อจำกัดของตนเองและข้าศึกและมากำหนดยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีในการทำสงคราม

    ถ้าใช้กรอบแนวคิดนี้ ผมไม่แปลกใจที่นโบเลียนทำไมบุกรัสเซีย เหตุผล เช่นเดียวกับฮิตเลอร์นั่นเอง

    การเป็นเจ้ายุโรปต้องกำหราบให้เด็ดขาด ดังจักวรรดิโรมันทำเป็นตัวอย่าง

  72. 72. Ink on July 28th, 2008 14:11

    ผมเห็นด้วยกับคุณสุรศักดิ์ครับ น่าจะบุกเป็นก๊กแรกเลยครับ 555

  73. 73. Ink on July 28th, 2008 14:52

    ผมเห็นด้วยกับคุณสุรศักดิ์เรื่องนโปเลียนนะครับ จริงๆ แล้วก่อนหน้านโปเรียนขึ้นมาครองอำนาจ อังกฤษกับฝรั่งเศษก็รบกันมาตลอดครับ พอนโปเลียนขึ้นครองอำนาจเป้าหมายหลักๆ เลยก็คืออังกฤษครับ ถ้าอังกฤษยังอยู่ ก็จะยังคงเป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อประเทศฝรั่งเศสที่พึ่งจะพื้นฟู

    นโปเรียนเริ่มต้นด้วยการเดินทัพไปยึดอิยิปต์ (ขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของ Mohammed Ali แม่ทัพแห่งอาณาจักร Ottoman) เพื่อตัดเส้นทางการค้าของอังกฤษ การเดินทัพครั้งนี้เรียกว่าย่อยยัพครับ กองทัพเรือถูกนายพลเนลสันโจมตียับเยินที่อ่าวอะบูเคอคีย์ นอกชายฝั่งเมืองอเล็กซานเดีย จึงไม่สามารถลำเลียงกองทัพขนาดใหญ่กลับบ้านทางเรือได้อีก ส่วนกองทัพบกเสียหายอย่างหนัก ทั้งในสงคราม และโรคระบาด แล้วก็ไม่มีผลประโยชน์ที่เป็นชิ้นเป็นอันจากสงครามครั้งนี้ นโปเรียนแก้ปัญหาด้วยการทิ้งกองทัพไว้ แล้วหนีกลับบ้าน พร้อมสร้างภาพหลอกชาวฝรั่งเศสว่าได้รับความสำเร็จ และก็เร่งสร้างกองทัพเรือผสมระหว่างฝรั่งเศส-สเปนเพื่อยกพลขึ้นปกไปบุกอังกฤษ ถ้ายึดอังกฤษได้ก็จะทำให้อาณาจักรของนโปเลียนมั่นคงอย่างแน่นอน แต่การเดินทัพไปอิยิปต์ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในทางโบราณคดีนะครับ เพราะทำให้ชาวโลกสามารถตีความอักษรกรีกได้เป็นครั้งแรก จากการค้นพบ Rosetta Stone สำหรับคนที่เคยไปฝรั่งเศสจะรู้ว่าการค้นคว้าด้านอิยิปต์วิทยาในฝรั่งเศสนี่มีเยอะมากๆ นะครับ เป็นผลพลอยได้ยากยุคนี้เลยหละ (รวมทั้งทรัพย์สินที่ขโมยมาด้วย)

    ฝันของนโปเรียนเกือบจะเป็นจริงๆ นะครับ ถ้าไม่มีนายพล Horatio Nelson แม่ทัพเรือที่เ่ก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ Nelson ใช้ยุทธวิธีที่สุดยอดถล่มกองทัพเรือของนโปเลียนที่มีจำนวนมากกว่ามาก พ่ายแพ้ย่อยยับที่นอกอ่าว Trafalgar แต่นายพลเนลสันก็ถูกรอบยิงเสียชีวิตในการศึกครั้งนี้ (ในกรุงลอนดอนมีอนุสาวรีย์ของลอร์ดเนลสัน ที่ Trafalgar Square ครับ) ฝันเรื่องการบุกยึดอังกฤษของนโปเรียนเลยเป็นหมันไปตลอดกาลครับ อังกฤษเลยเป็นเจ้าแห่งทะเลหลังจากนั้นมา จริงๆ แล้วนโปเรียนก็เคยพยายามจะขอสงบศึกกับอังกฤษหลังจากนั้นนะครับ แต่อังกฤษไม่ยอม ดังนั้นเพื่อสร้างอาณาจักรของตัวเองให้แข็งแรงมั่นคง นโปเรียนเลยต้องหันมาบุกภาคพื้นยุโรปแทนไงครับ

    จริงๆ แล้วนโปเรียนก็พยายามจะทำอย่างคุณเจริญชัยว่านะครับ คือรู้ว่าไม่สามารถสงบศึกกับอังกฤษได้ ก็หันมาสร้างความยิ่งใหญ่บนภาคพื้นยุโรป บนภาคพื้นยุโรปนโปเรียนมีศัตรูสำคัญคือ Austria กับ Prussia ที่รบกันตลอด นโปเรียนเลย
    พยายามสร้างสัมพันธไมตรีกับซาร์ Alexander แห่งรัสเซีย ทั้งพยายามขอแต่งงานกับน้องสาวซาร์ เพื่อว่าหากมีสงคราม จะได้่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ แต่ว่าทางรัสเซียไม่เล่นด้วยครับ นโปเรียนก็เลยฉุนมาก ก็เลยหันไปแต่งงานกับ Maria Louis ลูกสาวของ King Francis II ของ Austria แทนครับ เรียกว่าเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร แล้วก็อยากมีทายาทสืบบัลลังค์ด้วย

    จริงๆ แล้วนโปเรียนไม่มีเจตนาจะบุกรัสเซียก่อนนะครับ แต่รัสเซียเป็นฝ่ายเริ่มครับ คือว่ารัสเซียจะยึดโปแลนด์ ซึ่งนโปเรียนได้เป็นผู้ให้การรับรอง นโปเรียนก็เลยต้องยกทัพไปรบหนะครับ

    ส่วนเหตุผลที่ฮิตเล่อร์บุกรัสเซียนั่นเพราะบ้า และโง่อย่างเดียวครับ พอบุกอังกฤษไม่ได้ เพราะว่าแพ้ใน The Battle of Britain ก็เลยหันมาบุกรัสเซีย จริงๆ แล้วไม่มีเหตุผลที่ต้องทำสงครามกับรัสเซียเลย เพราะว่าเป็นพันธมิตรกันอยู่ มีสนธิสัญญาสงบศึกกันอยู่ สตาลินก็ไม่คิดจะยุ่งกับเยอรมันอยู่แล้วด้วย ตอนนั้นเยอรมันก็ยึดยุโรปได้หมดแล้วด้วย น่าจะทุ่มทำสงครามกับอังกฤษมากกว่า และนายพลของฮิตเล่อร์ก็ไม่ได้เห็นด้วยเลย

  74. 74. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 28th, 2008 16:17

    เสริม คุณ Ink

    จริงๆ อุดมการณ์ ฟาสซิสต์ของฮิตเลอร์กับคอมมิวนิสต์ของสตาลิน มันไปด้วยกันไม่ได้ยิ่งกว่าระบอบทุนนิยมและสังคมนิยมอีกนะครับ

    การตีโซเวียดของฮิตเลอร์ มีแรงจูงใจทางศัตรูทางอุดมการณ์อยู่ด้วย

  75. 75. Huang on July 28th, 2008 17:05

    :P สงสัยถือคติว่าของดีเก็บไว้ทีหลังมั๊งฮะ อิอิ ว่าแต่ว่าโจโฉนี่ก็ขึ้นชื่อเรื่องนี้ทีเดียว ไปตีเตียวสิ้วก็ซัดเอาน้าสะใภ้เค้า ไปตีอ้วนเสียวก็หวังนางเอียนซี แต่ดันโดนลูกไม้หล่นซะบนต้นเลยอย่างโจผีคาบไปกินซะก่อน 555

  76. 76. เจริญชัย on July 28th, 2008 18:12

    ผมเห็นต่างนะครับ
    สำหรับ ฮิตเลอร์นั้น บริบทแตกต่างลิบลับกับยุคนโปเลียน ไม่ใช่แค่เรื่องสภาพสังคม กลุ่มประเทศที่กระจายมากกว่า สมรภูมิมีหลายทางมากกว่า ยังรวมถึงเรื่องอุดมการณ์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คุณสุรศักดิ์คิดว่าเหมือนกัน เลยนำมาเทียบเคียงกัน จึงได้ขอสรุปเดียวกัน
    และสำหรับแรงจูงใจที่ฮิตเลอร์บุกรัสเซียนั้น วิเคราะห์ได้หลายทางเลยนะครับ อาจเป็นเรื่องงี่เง่าเสียด้วย

    แต่ผมขี้เกียจวิเคราะห์แล้ว เอาเป็นว่าไปหาอ่านกันเอาเองครับ

    แต่ขอเสริมเพื่อกันเข้าใจผิด ผมไม่ได้บอกว่า ให้ทำสงครามยืดเยื้อ อันนี้คุณสุรศักดิ์เข้าใจผิด แสดงว่าคุณสุรศักดิ์ยังอ่านพิชัยสงครามไม่มากพอ จึงเข้าใจเช่นนี้ (พิชัยสงครามมีอะไรมากกว่าเรื่องสู้รบ มีการสร้างรากฐาน จัดระบบระเบียบบริหาร รอเวลาเหมาะสมให้ฝ่ายตรงข้ามแตกแยก ฯลฯ อ่านซุนวูอย่างเดียวไม่พอครับ ได้แต่หลักการ แต่ยังไม่ได้รายละเอียดครบถ้วน ต้องอ่านเล่มอื่นๆประกอบ ยกเว้นว่ามีอัจฉริยะทางการทหาร ก็ใช้แค่หลักการและประยุกต์เลย แต่ถ้าคิดว่าไม่มีประโยชน์ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านครับ เพราะมีเรื่องน่าสนใจอีกมากมาย)

    ผมแค่บอกว่า ให้สร้างรากฐานก่อน และรอให้ฝ่ายตรงข้ามบุกเข้ามา
    หรือถ้าฝ่ายตรงข้ามไม่บุกมา เราพร้อมแล้ว สร้างรากฐานจนไพร่พลต่างชาติหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับไพร่พลของเรา จัดระเบียบในประเทศให้เรียบร้อย เพื่อกันเหตุผิดพลาดจากภายใน
    หลังจากนั้นจะบุกก็บุกเลย ตอนนี้มั่นใจกว่าเดิม พร้อมกว่าเดิม
    บุกได้รวดเร็วกว่าเดิมด้วย ไม่ต้องกังวลหน้าหลังหรือกบฏจากภายใน เพราะเราเคลียร์เรียบร้อย

    ซุนวูบอกให้ชนะเร็ว ถูกต้องที่สุด แต่ซุนวูก็บอกเหมือนกันว่า ยังไม่พร้อมไม่ต้องรีบร้อนบุก จะบุกต้องมั่นใจว่าชนะ ถ้าไม่ชนะก็รอไปก่อนก็ได้

    แต่ถ้าจะบุกต้องทำรวดเร็วแบบที่คุณสุรศักดิ์บอกนั่นเอง แต่เพราะข้อจำกัดของทรัพยากรในตอนนั้นนั่นเองที่ไม่ควรรีบร้อนบุก แต่ให้สร้างรากฐานระบบ เก็บทรัพยากรไปเรื่อยๆจนพร้อมแล้วค่อยบุก

    ส่วนเรื่องโปแลนด์ช่างมัน ยึดก็ให้มันยึดไปก่อน แล้วอาจล่อให้มันถลำลึกเข้ามา เสริมความแกร่งให้เมืองที่ยึดได้ก่อน แล้วพอรัสเซียล้วงลึกเข้ามาค่อยอัดกันอีกที
    อย่างน้อยแสนยานุภาพถ้าสู้ตรงๆในยุโรปที่ไม่มีความได้เปรียบเสียเปรียบของชัยภูมิรัสเซียเสร็จแน่นอน
    หรือถ้าเราแกร่งกว่าเดิมก็ยึดโปแลนด์กลับคืนก็ไม่ใช่เรื่องยาก
    หรือถ้ารัสเซียอยากได้ก็ให้ไป ถือเป็นของขวัญ อาจได้พันธมิตรด้วย
    แต่หากรัสเซียเหิมเกริม ก็ล่อให้มารบกัน ซึ่งรัสเซียด้อยกว่าน่าจะแพ้

    สรุปสุดท้าย จริงๆ แม้แต่บุกรัสเซียเลยก็ยังไม่ถือว่าผิดทั้งหมด แม้จะเสี่ยงกว่าก็ตาม เพราะนโปเลียนคำนวณความเสี่ยงนี้แล้ว จึงกะว่าบุกแค่ถึงเมือง(อะไรสักเมือง) แล้วหยุดตรงนั้น ให้ซาร์มาเซ็นสัญญาสงบศึก

    แต่ซาร์ดันไม่มา
    ซึ่งตอนนั้น ถ้านโปเลียนตัดสินใจยกทัพกลับ ก็ยังไม่สาย การตามตีของรัสเซียก็ทำได้ยาก เพราะยังไม่ล่วงลึก และนายพลอย่างนโปเลียนคงระวังหลังเป็นอย่างดี ตอนนั้นเสบียงก็ยังมากมาย นายทหารก็ยังไม่อิดโรย

    ตรงจุดนี้นั่นเอง ที่ไม่เข้าใจว่านโปเลียนทำไมต้องบุกต่อ ไปเล่นตามเกมรัสเซีย อาจมองว่า บุกไปถึงมอสโคว์แล้วพอก็ได้
    แต่นโปเลียนอาจคำนวณบางอย่างผิดพลาด

    เราเปลี่ยนมาคุยเรื่องอื่นดีกว่า เพราะอดีตผ่านไปแล้ว มาหาโมเดลทำมาหากินกันดีกว่ามะ คุณ Ink

    แต่ยอมรับว่าคุณ ink มีความรู้ประวัติศาสตร์ดีเยี่ยม
    ผมขอคารวะ ผมยังรู้น้อยกว่าเสียอีก

  77. 77. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 28th, 2008 18:51

    คุณเจริญชัย

    บริบทหลักของฮิตเลอร์และนโปเลียน เหมือนกันครับคือต้องยึดยุโรปให้ได้

    ผมถึงบอกว่าต่อให้จับขงเบ้งหรือซุนวู มาบัญชาการกองทัพนโปเลียนหรือฮิเลอร์ ยุทธศาสตร์ในการโจมตีอังกฤษและรัสเซีย ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยุทธวิธีในการทำศึกอาจเปลี่ยนแปลงได้

    บริบทนั้นเป็นเรื่องสำคัญครับ คุณเจริญชัย ถ้าเราไม่เข้าใจบริบท การเลือกกลยุทธ ตลอดจนยุทธวิธีที่ใช้นำไปสู่การผิดพลาด

    แต่ดีที่สุด จะถูกต้องคือการวิเคราะห์ความเป็นจริงให้ถูกต้องตามสภาพการณ์ไม่ใช่งมงายกับพิชัยสงครามหรือตัวอย่างศึกจกาพงศาวดารจากอดีต

    เพราะกลศึกจากพิชัยสงครามหรือพงศาวดารจากอดีตมันมีบิรบทจากอดีตครับ เราต้องเข้าใจเงือนไขในพิชัยสงครามหรือเงื่อนไขในพงศาวดารนั้นเพือ่ประโยชน์ในการวิเคราะห์

    ถ้านำประสบการณ์จากอดีตหรือพิชัยสงครามจากประเทศจีนมาทึกทักว่าทำไมนโปเลียนหรือฮิตเลอร์ไม่เน้นตั้งรับหรือสร้างรากฐานที่เข้มแข็งเท่ากับเป็นการมองข้ามเงือ่นไขและบริบทตลอดจนการเมืองหรืออุดมการณ์ทั้งในสมัยของนโปเลียนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

    ปัญหาสำคัญของคนตะวันออกคือพยายามจะจับทุกอย่างมาใส่กรอบในอดีตโดยเฉพาะอดีตของจีน อันนี้จะเป็นรากคติของขงจื๊อดังที่คุณ Huang วิจารณ์ด้านบนก็ได้ อะไรต้องอดีต อะไรก็ต้องของเก่า โบราณว่าไว้ถูกต้องและชอบธรรมแล้ว ต้องปฏิบัติตามนั้น

    ทั้งหมดนี้นำไปสู่การวิเคราะห์ที่ผิด เพราะทำให้เราละเลยการวิเคราะห์บริบทและเงื่อนไขปัจจุบัน ซึ่งส่วนนี้สำคัญกว่าการจับเอาประวัติศาสตร์จีนหรือเกร็ดสามก๊กหรือไซฮั่นมาใส่กรอบเหตุการณ์ตะวันตกโดยมองข้ามเงื่อนไข สังคม การเมือง วัฒนธรรมของภูมิภาค ประเทศนั้นๆ

  78. 78. เจริญชัย on July 28th, 2008 19:09

    จริงๆ ผมก็วิเคราะห์บริบทนะครับ
    คนยึดคัมภีร์เท่านั้นที่ไม่รู้จักวิเคราะห์บริบท
    แต่อาจวิเคราะห์ออกมาแล้วต่างจากคุณสุรศักดิ์
    ที่สำคัญ ผมขี้เกียจเขียนเรื่องบริบท เพราะแค่ไล่เรื่องตรรกะ เรื่องกลยุทธ์ ก็ยาวเหยียดแล้ว
    จริงๆที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ผมอยากจะเขียน “พิชัยสงครามแห่งศตวรรษที่ 21″ ซึ่งผมได้เน้นย้ำกับคุณสุรศักดิ์ว่า ผมจะเขียนใหม่เลย
    ไม่ใช่ทำแบบที่คนไทยและคนตะวันออกชอบทำกัน
    คือ ยกคัมภีร์ซุนวู หรือคัมภีร์เด่นๆ มาประโยคหนึ่ง แล้วนำสถานการณ์ทางธุรกิจไปใส่เลย

    ตรงนี้คือ จุดอ่อน ผมไม่ทำนะครับ ผมต้องเขียนขึ้นมาใหม่เลย โดยอาจมีกลยุทธ์จีนเข้ามาเสริมในบางจุด แต่เอาบริบทการแข่งขันในโลกปัจจุบันเข้ามาเป็นตัวตั้ง

    อีกเรื่องที่คุณสุรศักดิ์บอกว่า หลังจากไม่ได้จัดรายการ ผมไม่ค่อยศึกษาเรื่องตะวันตกเลย
    จริงๆ ผมก็ยังศึกษา อาจจะน้อยลง แต่ก็ติดตาม เพียงแต่ไม่ได้พูดให้คุณสุรศักดิ์และแฟนรายการฟังเท่านั้นเอง จึงทำให้เข้าใจผิดกัน

    ที่สำคัญ ผมต้องทุ่มเทเวลาและสมองไปเขียนเรื่องจีน เป็นหนังสือ หาเงินเข้ากระเป๋า เลยพูดเรื่องตะวันตกน้อยไป

    แต่ไม่ได้หมายความว่าละทิ้งหรือเห็นว่าด้อย เช่นเดียวกับที่เวลาผมเขียนบางทีแม้จะยาว แต่ก็ละเลยไปหลายประเด็น ไม่ใช่ไม่ได้คิด แต่เอาสรุปมาเลย ไม่ได้เขียนบริบทประกอบ

    ข้อเสียของผมคือ ชอบนำข้อสรุปมาเลย ไม่เขียนอธิบาย ต้องขออภัยทุกคน

    ซึ่งพอเป็นเช่นนี้ ข้อสรุปไม่ตรงกันก็จะมีปัญหา บางคนก็อาจคิดว่า ตรรกะผิดหรือลืมเรื่องบริบท จริงๆ ถ้าข้อสรุปแตกต่าง แต่มีบริบท ตรรกะให้ตรวจสอบแต่แรก คนก็จะยอมรับความเห็นต่างได้ง่ายกว่า เพราะรู้ว่าใช้ตรรกะที่ไม่เหมือนกัน วิเคราะห์ชุดบริบทที่ไม่เหมือนกัน

    แต่พอข้อสรุปเดี่ยวๆ พอแตกต่างก็จะเป็นปัญหาในการยอมรับ เพราะไม่รู้ว่าใช้ตรรกะอะไร ใช้บริบทอะไร

    จริงๆ เรื่องบริบทนี้ ผมเป็นคนที่เน้นย้ำมาตลอด เพราะผมเป็นนักสังคมศาสตร์ หากท่านอยากทราบว่า “บริบท” สำคัญอย่างไร ให้ลองอ่านงานเขียนเรื่อง

    “ฟื้นสังคมศาสตร์ฯ” เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมมาก แล้วจะเข้าใจว่าบริบทคือ จุดชี้ขาดของนักสังคมศาสตร์ และช่วยยืนยันว่า ผมไม่เคยละเลยบริบทเลย

  79. 79. Ink on July 29th, 2008 6:57

    ตอนนี้ผมสนใจเรื่องเศรษฐกิจจีน กับอเมริกาหนะครับ คุณสุรศักดิ์ช่วยพูดเรื่องนี้หน่อยได้ไหมครับ รวมถึงเศรษฐกิจไทยด้วยก็ดีนะครับ ผมอยากทราบความเห็นของคุณสุรศักดิ์หนะครับว่า เศรษฐกิจในอนาคตน่าจะเป็นยังไง จีนตอนนี้ Bubble หรือเปล่า (เหมือนญี่ปุ่นช่วงปี 80 ไหม)

  80. 80. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 29th, 2008 10:26

    Ink

    ขอเวลานิดนึงครับ กำลังอ่านและสรุปข้อมูลเรื่องเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจสหรัฐอยู่เช่นกันครับ

    ในอนาคต เศรษฐกิจจีนจะเผชิญภาวะเงินเฟ้อแน่นอนเพราะข้อได้เปรียบของจีนเรื่องประชากรกำลังลดความได้เปรียบลง (อย่างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับอินเดีย) ดังนั้นค่าแรงงานของจีนมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบมายังต้นทุนราคาสินค้า ดังนั้น ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนจีนมีแนวโน้มปรับค่าขึ้น จีนจะส่งออกเงินเฟ้อทั่วโลกผ่านราคาสินค้าส่งออกของจีน หรืออีกนัยหนึ่งคือราคาสินค้านำเข้าของประเทศต่างๆ ซึ่งมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับค่าเงินของประเทศนั้นๆว่าจะอ่อนหรือแข็งมากกว่าค่าเงินของจีนเพียงใด

    ส่วนเรื่องอื่นๆและเรื่องสหรัฐฯรวมถึงเศรษฐกิจไทยของเวลาตรึกตรองก่อนครับ

  81. 81. Huang on July 29th, 2008 11:40

    ผมเริ่มงงแล้วฮะว่ากำลัง discuss กันเรื่องใดอยู่
    รบกวนช่วยเล่าให้ผมฟังย่อๆซัก 2-3 บรรทัดได้ไม๊ครับ
    แบบว่าสมาธิสั้น อ่านยาวๆแล้วมึน

  82. 82. เจริญชัย on July 29th, 2008 12:39

    discuss เรื่องการประยุกต์ใช้กลยุทธ์จีนให้เข้ากับบริบทสังคม โดยมีการพูดถึงสงครามนโปเลียนและฮิตเลอร์

    แต่ผมคิดว่า คุยเรื่องทำมาหากิน เศรษฐกิจจีน ไทย อเมริกา จะดีกว่า

    บางทีการคุยเรื่องประวัติศาสตร์มากไป แม้ว่าจะนำมาประยุกต์ใช้ได้ แต่ก็อาจจะสู้พูดเรื่องการต่อสู้ทางธุรกิจและการเมืองในปัจจุบันไม่ได้

    สลับคุยประวัติศาสตร์ก็อาจทำให้ผ่อนคลายลงบ้าง

    ยังไงก็ขอเชิญชวนแฟน SIU และรายการเศรษฐศาสตร์ตลาดสดทุกท่าน อย่าลืมติดตาม “จดหมายข่าวฉบับ 3″

    ผมโดนคุณกานต์เคี่ยวกรำจนตัวเหลือง ได้บทความกระจอกมา 1 อัน โชคดีที่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา Blink Idea ขึ้นมาได้ เลยเขียนส่งมาให้ อันแรกให้เฉพาะทีมงานอ่าน เผยแพร่ไม่ได้ เดี๋ยวติดคุก 555 อันหลังนี่เผยแพร่ได้ คุณกานต์พอใจยิ่งกว่าเดิม (ให้คะแนน 8 แต้ม)

    พ่อแม่พี่น้องทุกคน แม้ว่ายังไม่อาจช่วยหาโฆษณาให้เราได้ ก็ขอให้ช่วยเผยแพร่โฆษณาให้พวกเรา จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

  83. 83. zneb on July 29th, 2008 12:47

    กุนซือจีน พิชัยสงคราม ภูมิปัญญาจีน การพัฒนาเทคโนโลยีของจีนกับยุโรป นโปเลียนกับฮิตเลอร์ในเรื่องการบุกยุโรป การวิเคราะห์บริบทและการสร้างกลยุทธ์ วิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหา SUBPRIME
    OK นะ คุณ Huang

  84. 84. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 29th, 2008 15:02

    คุณ Ink และมิตรสหายที่เข้ามาสังสรรค์ SIU ทุกท่าน

    ในจดหมายข่าวฉบับที่ 3 ส่วนของเศรษฐกิจ จะมีเรื่องวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครับ ซึ่งอันที่จริง ผมตั้งใจจะเขียนเรื่อง Stagflation หรือ เศรษฐกิจชะลอตัวควบเงินเฟ้อสูง โดยเริ่มตั้งแต่ประสบการณ์ของอดีตในยุค Oil Shocks ครั้งที่ 1 และ 2 ตลอดจนการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยต่อภาวะการณ์ดังกล่าว หลังจากนั้น ผมจะเขียนถึงยุคปัจจุบันที่คาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation รวมทั้งแนวทางรับมือภาวะการณ์ดังกล่าวทั้งในฐานะประชาชนในระบอบเศรษฐกิจ คนทำมาหากินและในฐานะพลเมืองไทยที่ควรเรียกร้องต่อรัฐอย่างไร เพื่อไม่ให้ในอนาคตเราต้องเผชิญกับความทุกข์จากภาวะ Oil Shocks ในด้วยระดับ (degree) ความทุกข์ขนาดนี้อีก นอกจากนี้ ผมยังตั้งใจจะเขียนเรื่องปัญหาของ แบบจำลองตราสารทางการเงินประเภท Originate Distribute Model ที่ถูกตั้งคำถามในฐานะองค์ความรู้ที่ก่อให้เกิดวิกฤติ Subpirme

    ทั้งหมดที่ตั้งใจไว้สลายไปกว่าครึ่ง คงเหลือแต่ส่วนของเศรษฐกิจไทย เนื่องจาก หลายต่อหลายประเด็นผมยังคิดไม่ออกครับ หลายประเด็นคิดออกแต่เนื่องจากข้อเขียนมีบักษณะร้อยเรียงต่อกันคล้ายจิ๊กซอร์ เมื่อส่วนหนึ่งตัน พลอยทำให้ส่วนอื่นๆชะงักไปด้วย

    แต่ผมจะพยายามเรียบเรียงให้ได้และอาจจะต้องเปลี่ยนสไตล์การเขียนเป็นแยกเขียนทีละส่วน ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่สนใจการวิเคราะห์แบบองค์รวม หากแต่เป็นเพราะว่า ขณะนี้ผมจนปัญญาที่จะวิเคราะห์แบบองค์รวม

    แต่อย่างไรก็ตาม ผมมีข่าวดีครับ

    ข่าวดีที่ว่าเกิดจากความคิดของคุณเจริญชัยที่จะจัดทำรายการสังสรรค์ Practical Utopia โดยเราจะทำการสัมภาษณ์บุคคลที่น่าสนใจทั้งบุคคลที่น่าสนใจที่มีชื่อเสียงและบุคคลที่น่าสนใจที่ไม่มีชื่อเสียง ซึ่งหลายท่านที่แสดงความเห็นในกระทู้นี้ของเรา เป็นเป้าหมายของเราเหมือนกัน

    แต่บุคคลที่น่าสนใจที่ว่านี้จะเป็นใคร เราขออุบอิบไว้ก่อนครับ แต่เชื่อว่าน่าสนใจแน่นอน

  85. 85. Lert on July 30th, 2008 4:48

    ผมอ่านๆ แล้วนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า กาลอวกาศ ขึ้นมายังไงชอบกล ในการศึกษาวิทยาศาสตร์หลายๆ อย่าง กาลอวกาศ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกจากกัน เพียงแต่สามารถลดความซับซ้อนลงได้ด้วยสมมติฐานบางประการ (งงมั๊ยอะ ??)

  86. 86. เจริญชัย on July 30th, 2008 10:36

    ไม่งงนะครับ
    เพียงแต่ว่า อะไรที่ทำให้เลิศคิดถึงกาลอวกาศ 555

  87. 87. Huang on July 30th, 2008 11:05

    พูดถึง spacetime แล้วผมนึกถึง Zeno’s paradoxes และปัญหาคลาสสิคของปรัชญามากว่าสองพันปีคือ Discreet or Continuum? คำถามง่ายๆแค่ว่าสสารสามารถแบ่งย่อยได้เรื่อยๆไหมหรือว่าจะมีส่วนสุดท้าย (อะตอม = แบ่งไม่ได้) จนถึงบัดนี้ที่เราสามารถบินไปดวงจันทร์ได้แล้ว ก็ยังตอบไม่ได้

    ส่วนเรื่องบริบทกับกลยุทธ์นั้น ผมมองว่าบริบทนั้นเป็น Macro ส่วนกลยุทธ์นี้เป็น Micro ทว่า ชัยชนะในการศึกหรือธุรกิจนั้นไม่ได้เกิดจากการมอง Macro ให้ออกแล้ววาง Micro ให้ถี่ถ้วน แต่เกิดจาก “ดวง” เสียมากอีกด้วย (ใน Finance คือ Idiosyncratic หรือ Unspecified Factors)

    ขอยกตัวอย่างศึกอ้วนเสี้ยวกับโจโฉ กุยแกมองภาพ Macro แล้วบอกโจโฉว่ามีเหตุให้ชนะถึง 10 ประการ แต่เอาเข้าจริงโจโฉเฉียดความพ่ายแพ้ถึงขนาดว่าเหล่าขุนพลเขียนหนังสือไปยอมแพ้กับอ้วนเสี้ยวตั้งแต่อยู่ในมุ้ง เหตุหลักที่ทำให้โจโฉชนะนั้นคือเขาฮิวแปรพักต์มาเข้าด้วยโจโฉ ซึ่ง

    - ถ้าเขาฮิวไม่เคยเป็นเพื่อนโจโฉมาก่อน
    - ถ้าอ้วนเสี้ยวไม่ได้ด่าเขาฮิว
    - ถ้าอ้วนเสี้ยวเชื่อฟังเตียนห้อง
    - ถ้าตอนเขาฮิวเจอจับได้ตอนหนีมา
    - หรือแม้ถ้าวันเผาเสบียงเกิดฝนตก

    ถ้าอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นมา โจโฉก็คงจบเห่ ประวัติศาสตร์ก็คงจะบันทึกกุยแกว่าเป็นกุนซือขี้ประจบทำให้โจโฉไปตาย (หนำซ้ำจะพลอยโดนด่าเรื่องที่ไม่ฆ่าเล่าปี่ด้วย) แทนที่จะได้รับชื่อเสียงเป็นกุนซือเทวดาอย่างทุกวันนี้

    จวงจื่อมองว่าปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลมากกว่าปัจจัยอื่นๆใดๆทั้งสิ้น ลัทธิไม่กระทำจึงถือกำเนิดขึ้น ในขณะที่นักปราชญ์สายอื่นๆมองว่าการวิเคราะห์ Known factors (เช่นที่กุยแกทำ) อย่างไรก็เพิ่ม probability ในการชนะศึกหรือธุรกิจ

    กลับมาเรื่องที่คุณเจริญชัยกับคุณสุรศักดิ์คุยกัน (ซึ่งผมยังงงอยู่ 55) ผมรู้สึกเหมือนกันว่าชอบมีการเอากรอบมาใส่ เช่นศึกไหนถ้ามี 3 กลุ่มขึ้นมาก็จะเทียบกับ 3 ก๊กทันที แล้วก็วิเคราะห์ว่าใครเหมือนโจโฉ เล่าปี่ ซุนกวน ซึ่งถ้าวิเคราะห์กันเล่นๆฮาๆก็สนุกดี แต่ถ้าเอามาทำจริงๆจังๆก็คงไม่ไหว

  88. 88. สุรศักดิ์ ธรรมโม on July 30th, 2008 11:27

    ที่คุณ Huang เขียนมาในวรรคสุดท้าย เป็นสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อ เพราะจากประสบการณ์ของผมเวลาคุยกันเรื่องของการวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือการเมือง พอมีกลุ่มหลัก 3 กลุ่ม คนจำนวนมากเริ่มเอากรอบ 3 ก๊ก มาใส่ทันทีและพยายามอุปโลกน์ว่าใครเป็นโจโฉ ใครเป็นเล่าปี่ และใครเป็นซุนกวน จากนั้นก็พยายามหาสุมาอี้ และทักทักเอาว่าสุมาอี้คือผู้ชนะ นับว่าเป็นจำกัดจินตนาการของการวิเคราะห์ให้หยุดอยู่แค่พงศาวดารหรือนิยาย 3 ก๊ก โดยไม่สนใจข้อมูล ข้อเท็จจริงรองรับ มิพักต้องพูดว่าบางคนงมโข่งตั้งนานเพื่อหาสุมาอี้ซึ่งไม่รู้ว่ามีจริงหีรือเปล่า ดังเช่นความขัดแย้งการเมืองไทยในปัจจุบัน เริ่มมีการอุปโลกน์ คนนั้นๆคนนี้ในวงการเมืองไทย เป็น โจโฉ เป็นเล่าปี่และเป็น ซุนกวน ส่วนคนที่ฉลาดหน่อยเริ่มมองหาสุมาอี้ในวงการเมืองไทย ซึ่งผมเห็นการวิเคราะห์แบบนี้ อดหัวร่อหรือน้ำตาคลอมิได้

    ส่วนเรื่องดวง ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่พูดยาก ขอแนะนำหนังสือเรื่อง Black Swan เขียนโดย Nassim Taleb มีขายที่คิโน พารากอน ปกอ่อนประมาณ 500 บาทครับ

    ดังนั้นต่อประเด็นเรื่องดวง เฉพาะหน้า ผมคิวด่าดวงมีส่วนช่วยมาก แต่ถ้าเป็นเรื่องระยะยาว ผมเชื่อใน Macro และ Micro ที่สอดคล้องกับ Macro นะ ยกตัวอย่างเช่น การวางรากฐานการพัฒนาของจีนในสมัยเติ้ง เสี่ยวผิง ที่เน้นการศึกษาและการยกระดับอุตสหากรรมควบคู่กับการเปิดตลาดเป็นลำดับขั้น เช่นเดียวกับญีปุ่นสมัยเมจิ ที่เน้นการศึกษาและการพัฒนาอุตสหากรรม ตัวอย่างที่ใกล้เราที่สุดคือสิงคโปร์ ที่เน้นยุทธศาสตร์และกลยุทธจนสร้างชาติตัวเองภายใน 30 กว่าปี มาเป็นชาติที่มีศักยภาพการแข่งขันลำดับต้นของโลกและมีกองทุนความมั่งคั่งชาติ (SWF) ที่ทรงอิทธิพลยิ่ง ในเรื่อง SWF นี้ คุณ zneb สามารถอธิบายได้ดีกว่าผมแน่นอน

    ดังนั้นเรื่องดวงก็สำคัญจริงอยู่ แต่เรื่องการวางรากฐาน ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี เป็นเรื่องที่ชี้ขาดได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

  89. 89. Lert_commander on July 30th, 2008 16:45

    Time-Space กาลอวกาศ
    ผมคิดถึงคำนี้ระหว่างที่อ่านการวิเคราะห์ นโปเลียน ฮิตเลอร์ ข้างบนอยู่หนะครับ คุณพี่เจริญชัยตั้งข้อสงสัยว่า ทำไม เขาไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ คุณพี่สุรศักดิ์ก็อธิบายว่ากรอบแบบนั้นใช้ไม่ได้ เลยกำลังนึกว่า สมมติฐานเพื่อจัดการกับ Time-Space ของแต่ละคน แตกต่างกันไป และระดับความยากง่ายก็จะต่างกันไปด้วย เช่น (ขอพูดถึง Time อย่างเดียวก่อนแล้วกันครับ … )

    นักวิเคราะห์รุ่นหลัง … กลุ่มคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์ ใช้สมมติฐานที่ง่ายที่สุด .. คือ มองเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ถ้าทำอย่างนั้นอย่างนี้ กับเหตุการณ์นั้นๆ จะประสบความสำเร็จ และคิดว่าจะเป็นจริงขึ้นอีก …. (ค่อยๆ คิดก็ได้ ก็มันผ่านไปแล้วนี่)

    นักกลยุทธ์สมัยนั้น … อยู่บนสมมติฐานทางเวลาที่ยังไม่เกิดขึ้น คาดเดาต่างๆ นานา ทั้งจากประสบการณ์ที่ได้สั่งสมไว้ จากการศึกษาประวัติศาสตร์(ลักษณะเดียวกับนักวิเคราะห์รุ่นหลัง) และจากการจินตนาการ … เพื่อสร้างเส้นทางไปสู่ชัยชนะ ….. (รีบกว่าหน่อย แต่ยังพอมีเวลา แล้วแต่สถานการณ์)

    ผู้ปฎิบัติ … อันนี้ไม่มีสมมติฐานใดๆ เพราะต้องลงมือทำเดี๋ยวนั้น ทุกอย่างเป็น Realtime … ภายใต้ผลการวิเคราะห์ทั้งสองแบบ …… (ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว)

    พยายามจะสื่อให้เข้าใจว่า คนที่เป็นผู้ปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน ในประวัติศาสตร์ มันเป็นยอดคนขนาดไหน …

    ก้าวต่อไปคือ ทำยังไงถึงจะเป็นผู้ปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ

    (ทำนองนั้นมั้งครับ ผมเองก็ยังงงๆ ว่าจริงๆ แล้วผมสื่อสิ่งที่ผมปิ๊งขึ้นมาได้ถูกต้องทั้งหมดมั๊ย …. )

  90. 90. กานต์ on July 30th, 2008 16:53

    จริงๆ แล้วผมเคยพบคุณกานต์มาก่อน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัยที่คุณกานต์เริ่มทำไกรวัลลินุกต์ แต่คุณกานต์คงจำผมไม่ได้ ผมเป็นลูกศิษย์ของอ.ภุชงค์ อุทโยภาศ ตอนนั้นคุณกานต์เป็นแขกของอ.ภุชงค์ครับ

    ยินดีที่ได้คุยกับคุณ Ink อีกทางเว็บนะครับ
    เมื่อสองสามวันก่อนผมก็เพิ่งได้ทักทายกับ อ.ภุชงค์ทาง facebook เหมือนกัน (ผมใช้ handle sikkha อยู่)

    เมื่อก่อนเราอาจจะยังไม่ได้สนิทและทักทายกันมาก อาจจะเป็นเพราะยังไม่ได้สนทนา ปราศัย กันอย่างละเอียด แต่เมื่อได้ทราบทัศนะของคุณ Ink รวมถึงในอนาคตอาจจะได้มีโอกาสได้พบ (รวมทั้งท่านอื่นๆด้วย) ผมก็คิดว่ายังไม่สายครับ :)

  91. 91. Ink on July 31st, 2008 7:41

    คำวิเคราะห์ของคุณ Lert น่าประทับใจมากๆครับ ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย ที่ผมเน้นเรื่องประวัิติศาสตร์เพราะ
    1. ผมคิดว่าคนเราไม่เคยเปลี่ยนครับ ในแง่ที่ว่าเราก็ยังถูกปัจจัยเดิมๆ คือโลภ โกรธ หลง ขับดันให้ทำสิ่งต่างๆ แม้แต่พวกที่บอกว่าตัวเองทำตามอุดมคติ ก็ยังหลงติดในอุตมคติที่ตนยึดถือ ผมกล้าพูดเลยว่าสงคราม 90% ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเกิดจากความโลภครับ ถ้าเราเข้าใจเรื่องพวกนี้เราก็จะเ้ข้าใจคนได้ครับ ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต เป็นผู้ที่เข้าใจคนทั้งนั้นครับ เพราะคำว่ายิ่งใหญ่ หมายถึงยิ่งใหญ่เหนือคนอื่นครับ
    2. ผมคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เค้ามีลักษณะนิสัยบางอย่าง หรือกุศโลบายบางอย่างที่น่าศึกษาครับ (ลองอ่านหนังสือเรื่องกุศโลบายของหลวงวิจิตรฯ ดูนะครับ ดีมากๆ) ผมเน้นเรื่องนี้มากกว่ากลยุทธหนะครับ ผมว่าการหานักกลยุทธชั้นสุดยอดมาทำงานให้เรานี่มันง่ายกว่าการที่เราจะพัฒนาตัวเองไปเป็นนักสุดยอดกลยุทธหนะครับ สู้เอาเวลานั้นไปหานักกลยุทธหลายๆ คนดีกว่าครับ
    3. คนที่ล้มเหลวก็มีนิสัยบางอย่าง ที่ไม่น่าทำตามเหมือนกัน
    4. การศึกษาประวัิติศาสตร์ที่ถูกต้องต้องไม่ใช่แค่รู้ว่า อะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ต้องรู้ว่าทำไม และมันส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ ยังไง ดังนั้นถ้ามีเหตุการณ์ทีี่คล้ายๆ กันเราจะได้มีแนวทาง เพียงแต่เราต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
    5. เรื่องหลายๆ เรื่องในประวัติศาสตร์มันสร้างกำลังใจให้เราฮึกเฮิมให้กล้ากระทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะว่าคนที่ยิ่งใหญ่ในอดีตหลายๆ คนก็เริ่มจากไม่มีอะไรเลย เช่นหลิวปัง นโปเรียน แม้แต่โจโฉ
    6. ประวัติศาสตร์มักจะเกิดซ้ำๆ เพราะคนเราไม่ยอมเรียนรู้ หรือลืม หรือขี้เกียจครับ

    ผมจะยกตัวอย่างหนึ่ง สนับสนุนเรื่องที่ผมพูด รองคิดดูนะครับว่าวิกฤตเศรษฐกิจของไทยปี 40 เนี่ย เหมือนกับวิกฤตศก. ของญี่ปุ่นไหม พอ Benton Wood System ล้มในปี 73 เงินดอลฯ ก็ท่วมโลก ญี่ปุ่นก็เกินดุลการค้าอเมริกามหาศาล เงินไหลเข้าจนเกิด Bubble สุดท้าย Bubble แตก ศก.ก็ชะงัก แล้วไทยในปี 40 หละครับ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเหรอ เริ่มจากเงินไหลเข้ามหาศาล เกิด Bubble สุดท้าย Bubble แตกเหมือนกัน นี่เพราะเราไม่เคยเรียนรู้จากอดีตไงครับ เราเลยหลง ระเริง ผมจำได้เลยครับ คนไทยเราดีใจแทบตายตอนได้เงินกู้มิยาซาว่าดอกเบี้ยถูกๆ มา โดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าทำไมญี่ปุ่นอยู่ดีๆ ใจดีขนาดนั้น (แต่ของไทยเราจะแย่กว่าญีุ่ปุ่นนะครับ)

    ให้ผมสรุปประโยคเดียวก็คือ “เข้าใจอดีต เพื่อทำนายอนาคต”ครับ นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เรามาศึกษากลยุทธของชาวจีนกันเหรอครับ แล้วขงเบ้งก็ยืมกลยุทธยืมซากคืนชีพ สวมเล่าปี่เป็นเล่าปังไม่ใช่เหรอครับ

    ผมจะรออ่านการวิเคราะห์ของคุณสุรศักดิ์นะครับ

    มีใครรู้สึกบ้างไหมครับว่าหน้านี้มันโหลดช้าแล้วหนะครับ น่าจะมีเว็บบอร์ดให้ Discuss กันนะครับ :D

  92. 92. Ink on July 31st, 2008 8:03

    ผมมองว่ากรณีกุยแก โจโฉ อ้วนเสี้ยวนั้น กุยแกอาจจะมองออกว่าคนอย่างอ้วนเสี้ยวซักวันต้องแพ้ภัยตนเองหนะครับ เมื่อโอกาสมาึถึง แต่ออกจะมั่นใจ หรือดวงดีไปซักหน่อยที่คิดว่านี่แหละคือโอกาส พฤติกรรมอ้วนเสี้ยวก็ไม่ผิดจากที่กุยแกพูดนะครับ ส่วนโฉโจนี่ผมคิดว่ากุยแกประจบ เอาใจครับ :D

  93. 93. AI on July 31st, 2008 10:33

    ตามที่ผมเข้าใจนะครับ Time ก็คือตัวแปรหนึ่ง การศึกษาประวัติศาสตร์ ต้องอ้างอิงกับบริบท สถานะการในขณะนั้น นั่นคือเมื่อเวลาเปลี่ยน บริบทก็เปลี่ยน การนำความรู้ต่าง ๆ มาใช้จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบท สถานะการในขณะนี้ด้วย แต่ความรู้ในอดีตก็มีประโยชน์อย่างมาก นำมาปรับใช้ได้อย่างหลากหลาย (โดยหลักการกว้าง ๆ แล้วยังคงเหมือนเดิม) อีกประการที่เป็นมุมมองเล็กของผม คิดว่า คนที่วางแผนโดยใช้ข้อได้เปรียบของเวลาหรือกำหนดเวลาที่ดำเนินการตามแผน(ในแผนรวม)ได้อย่างชัดเจนแม่นยำ (เหมือนที่ขงเบ้งวางกลศึก) ผมว่าสุดยอดครับเหตุผลก็คือผมว่าเวลาเป็นตัวแปรสุดท้ายของเหตุการหรือการดำเนินการของคนที่เราสามารถอ่านออกหรือคาดการณ์ได้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาใช้หลักการอะไรมาคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใครพอเข้าใจช่วยบอกด้วย เรื่อง time ผมเข้าใจอย่างนี้แหละครับ แล้ว Space หมายถึงอะไรครับ

  94. 94. เจริญชัย on July 31st, 2008 11:11

    ที่ Lert พูดมา เป็นสิ่งที่ผมให้ความสนใจในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
    คือ การตัดสินใจที่ถูกต้อง หรือผิดพลาดน้อย
    เมื่อเผชิญกับข้อมูลที่ไม่แน่นอน ไม่สมบูรณ์
    นอกจากต้องสร้าง Medici Team ที่แข็งแกร่งขึ้นมาแล้ว

    ยังต้องฝึกฝนทักษะการตัดสินใจ Sense ขึ้นมาด้วย
    อริสโตเติลพูดถึงทักษะทางสังคมศาสตร์นี้ว่า
    Phronesis
    ลองศึกษาดูนะครับ

  95. 95. Lert_commander on July 31st, 2008 14:54

    Space หมายถึงกรอบครับ เช่นเดียวกับที่เราศึกษาฟิสิกส์ กรอบทั่วๆ ไปจะมี 1 2 และ 3มิติเป็นต้น …. ที่ผมมองเห็นคือ Space ในที่นี้คงหมายถึงมุมมองของแต่ละภาคส่วนเช่น กรอบอำนาจ เงินทุน กองกำลัง ภูมิศาสตร์ ฯลฯ อะไรทำนองนี้หนะครับ … เช่นเดียวกับการศึกษาฟิสิกส์ การที่เราลดมินิ Space ลง(ด้วยสมมติฐาน) จะทำให้ความซับซ้อนของปัญหาน้อยลงด้วย แต่ก็จะทำให้ผลการพยากรณ์นั้นแม่นยำน้อยลงด้วย

    …. สำหรับคุณ Ink นะครับ “เข้าใจอดีต เพื่อทำนายอนาคต” พอสำหรับกรอบนักกลยุทธ์ แต่ไม่พอสำหรับนักปฎิบัตินะครับ ต้องลงมือให้ทันท่วงทีด้วย

  96. 96. เจริญชัย on July 31st, 2008 15:30

    นึกถึงตอนที่พี่และเลิศร่วมมือกันต่อต้าน “รองอธิการบดี” เรื่องกรณีปรับปรุงโครงสร้างตึกจุลฯ เนอะ
    555
    ตอนนั้นเราเกือบชนะ แต่เพราะอ่อนประสบการณ์ รวมถึง ขาดแคลนทรัพยากร

    หลังจากวันนั้นผมก็ได้บทเรียนว่า
    “อย่ายุ่งกับการเมือง ไม่งั้นจะเจ็บตัว”

    อย่างนี้พอเรียกว่า บทเรียนของนักปฏิบัติ หรือเปล่าน้อ

  97. 97. ........ 8 จุด on July 31st, 2008 15:47

    ท่านรองคนนี้รึป่าว ที่ไปออกรายการกับปตท. อิอิ

  98. 98. sikkha : สามก๊ก : ReadCamp ทุกอย่างอ่านได้ on November 5th, 2008 16:58

    [...] กดเข้าไปดูคลิปวิดีโอที่เว็บ SIU ครับ ความเห็นแลกเปลี่ยนของผู้อ่านหลายคนที่นั่นน่าสนใจ-ร่วมวงสนทนาทีเดียว Practical Utopia ตอนที่ 10 วิเคราะห์กลฮันต๋งอ๋องของเล่าปี่ เทียบการประกาศตนเหนือกว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ สร้างแนวโน้มใหญ่พิชิตวุ่ย ทั้งที่กำลังเล็กกว่า เป็นต้นแบบของ virtual power (กำลังภาพลวง) สมัยโบราณ หรือกลยืมซากคืนชีพในตำรับพิชัยสงคราม, นอกจากนี้ยังถกเถียงถึงตำรับอี้จิงคำภีร์แห่งการปรับเปลี่ยนไหลรื่นตามสภาพธรรมชาติ … [...]

  99. 99. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on October 10th, 2009 2:01

    เล่าปังเปิดเผยยิ่งใหญ่ เล่าปี่สวมหน้ากากวิญญูชน

    ชอบประโยคนี้ของคุณ “เหลียง” จริงๆเลยครับ

    “เล่าปัง” ขวัญใจผมเลยครับ
    ไม่เก่งสักทาง แต่ชาญฉลาดในการใช้คน สุดท้ายจึงได้ครองแผ่นดิน

    แต่ที่ประทับใจคือ “เปิดเผยยิ่งใหญ่” คบหามิตรสหายมากมาย

    อิอิ แม้ว่าจะ “หน้าด้าน” ไปนิด แต่ก็อภัยได้

  100. 100. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on October 10th, 2009 4:23
  101. 101. Tinuviel on October 10th, 2009 13:55

    จาก#22 ของคุณ Ink
    “แม่ทัพเก่งยังไงก็ไม่เก่งกว่ากังฉินครับ”

    โอ้โฮ .. จี๊ด+เครียดไปเลย

  102. 102. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on October 10th, 2009 20:34

    เป็นเรื่อง “ธรรมดา” ในประวัติศาสตร์หลายพันปี และก็อาจจะเป็นไปอีกหลายพันปี

    แต่โชคดีที่ยุคคลื่นลูกที่ 3 “ข้อมูลข่าวสาร” ทำให้ความเลวร้ายของกังฉิน สามารถถูกเปิดโปงตรวจสอบได้มากขึ้น โลกก็เลยเจริญขึ้นเป็นลำดับ แม้ว่าจะไม่เร็วอย่างที่ใจเราคิด

  103. 103. สุรศักดิ์ SIU on October 12th, 2009 21:47

    โดยส่วนตัวสำหรับผม

    การกลับมาอ่านความเห็นของทุกท่านในด้านบนอีกครั้ง ทำให้ความคิดของผมลุ่มลึกขึ้นมากมาย

    ขอบคุณทุกๆความเห็นในด้านบนและหวังว่า SIU จะรังสรรค์หัวข้อที่เชื้อเชิญให้นักคิด นักกลยุทธ์มาถกเถียงร่วมกันอีกครั้งเช่น Practical Utopia ตอนนี้

  104. 104. เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์ on October 12th, 2009 23:53

    นี่อาจเป็น Comment ที่ยาวที่สุดเลยก็ได้ครับ

    แสดงว่า “กลยุทธ์” กำลังเริ่มได้รับความนิยมในสังคมไทยแล้ว !!

Got something to say?