ความสุขในครอบครัว ความสุขที่ถูกละลืม

May 5, 2009

รจนาร้อยเรียง โดย
เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

“เราต่างทำร้ายกันและกันในนามของความรัก”

ในวัยเด็กนั้น เรามักรู้สึกว่า “ผู้ใหญ่” ไม่เข้าใจเรา แต่เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เรากลับรู้สึกว่า “เด็กๆ” ไม่เชื่อฟังเรา ครั้นเมื่อแก่ชรา เรายิ่งรู้สึกว่า “ลูกหลาน” ไม่รักดี

เหตุใด “ความรัก” จึงไม่อาจเยียวยา “ความขัดแย้ง” นี้ได้ ?

“ย่า” ได้รับพรจากสวรรค์ให้มีอายุยืนยาว แต่ท่ามกลางคำอวยพรนั้นกลับมี “คำสาป” ที่เศร้าระทมหลบซ่อนอยู่ นั่นคือ ความปวดร้าวที่ต้องมองเห็น “ลูกหลาน” ทยอยลาจากโลกไป คนแล้วคนเล่า บางคนนั้นจากไปก่อนวัยอันควร แต่บางคนกลับจากไปในวัยอันสมควรแล้ว เพียงแต่ว่า “ย่า” มีชีวิตที่ยืนยาวเกินไป

ที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ “พ่อ” ซึ่งเป็นลูกชายคนโตสุดที่รักของ “ย่า” ที่เคยดูแลใกล้ชิดยิ่งกว่าลูกคนใด ต้องมาด่วนจากไปเช่นกัน จึงทำให้ “ย่า” โศกเศร้าเสียใจยิ่งกว่าครั้งใดๆ

มองในด้านดี การจากไปของ “พ่อ” ได้เปิดโอกาสในการ “เรียนรู้” ความจริงในชีวิตของย่า ที่สำคัญ ลูกหลานที่เหลือจึงได้เริ่มใกล้ชิด “ย่า” อย่างอบอุ่นยิ่งกว่าเดิม เพื่อทดแทนการดูแลอย่างเข้าอกเข้าใจของ “ลูกชายคนโต” ที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ไม่เคยมีครอบครัวใดที่จะปราศจากความขัดแย้ง หากทว่า ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น “ความขัดแย้ง” ที่แสนธรรมดาครั้งหนึ่งในหลายๆครั้งของพวกเรา กลับได้สร้าง “โอกาส” ในการเรียนรู้และปรับตัวให้กับครอบครัวเราอย่างถึงรากฐาน

เรื่องราวเริ่มต้นจาก “นิสัยที่ไม่ดี” ของผม ซึ่งมักจะเกียจคร้านในการไปรับประทานอาหารนอกบ้านกับเหล่าญาติๆ ที่มักมารับ“ย่า” ไปกินลมชมวิว หากทว่า ในครั้งนี้ “ย่า” ถึงกลับพูดทำนองว่า “อีกหน่อย ถ้าฉันไม่อยู่แล้ว พวกเขาก็คงไม่มาชวนไปทานข้าวบ่อยๆแบบนี้หรอก” ถ้อยคำนี้ได้ทิ่มแทงไปในหัวใจของผมอย่างร้าวลึก

ตอนแรก ผมได้เก็บ “ความเศร้า” ไว้เพียงลำพัง ไม่คิดจะปรึกษาใคร แต่ในที่สุด ผมได้ตัดสินใจที่จะปรึกษากับพี่สาว โดยเริ่มต้นเพียงเป็นการพูดคุยถึง “คำพูด” นี้ แต่แล้วการแลกเปลี่ยนมุมมองและความเห็นของกันและกันนี้ กลับทำให้พวกเราได้ “วิเคราะห์” ล้วงลึกไปถึงรากฐานแห่งปัญหา เพื่อค้นพบวิธีที่เหมาะสมในการสร้างความสุขให้ทุกคนในครอบครัว

ในปัจจุบันนั้น การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ได้กลายเป็นกระแสสุดฮิตในแวดวงธุรกิจและสังคม แต่จะมีสักกี่คน ที่เข้าใจถึงเนื้อแท้ของ KM ที่การพูดคุยแบบเปิดใจของผู้คนที่หลากหลายเพื่อสร้าง “แก่นแท้แห่งความรู้” นั้น ไม่จำเป็นต้องจำกัดในแวดวงธุรกิจที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ยังสามารถนำ KM มาใช้สร้างความรู้และความเข้าใจให้กับความสัมพันธ์ส่วนตัวแบบครอบครัวอีกด้วย

“พี่สาว” เริ่มต้นวิเคราะห์ว่า “ความน้อยใจ” ของย่านั้น ไม่เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ แต่เกิดจากการที่ “แม่” ยังขาดการฝึกฝนศิลปะในการเจรจาชักจูง (The Art of Story Telling) ให้ย่าเข้าใจเหตุผลที่ผมและพี่สาวไม่ไปร่วมรับประทานอาหารนอกบ้านกับเหล่าญาติๆ ที่สำคัญ “แม่” ยังรู้สึกขัดเคืองที่ “ย่า” ชอบมาพับกระดาษเงินกระดาษทองใกล้กับห้องนอนของแม่และน้องสาว ซึ่งอาจทำให้สารตะกั่วที่ตกค้างในบริเวณนั้น สร้างอันตรายต่อสุขภาพของพวกเราได้

ความขัดแย้งเรื่องกระดาษเงินกระดาษทองนี้ หากพิจารณาเพียงผิวเผินแล้ว “ย่า” น่าจะเป็นฝ่ายผิด ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น แต่หากคิดในบริบทของ “คนจีน” ที่อพยพมาจากแผ่นดินจีน เมื่อ 70-80 ปีที่แล้ว แถมยังไม่มีความรู้อะไรมากมายนัก จะให้สามารถเข้าใจถึง “สารตะกั่ว” และอันตรายของ “กระดาษเงินกระดาษทอง” ได้อย่างไร

พี่สาวผมแหย่เล่นๆว่า “แค่อธิบายคำว่า ตะกั่ว หรือ มะเร็ง ให้คุณย่าเข้าใจนั้น ก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว ยังไม่นับว่าจะต้องแปลงข้อความเป็นภาษาจีนอีกด้วย ภารกิจนี้จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และหากเลือกให้แม่ที่รู้ภาษาจีนดีกว่าเป็นตัวแทนในการเจรจานั้น ก็คงจะขาดศิลปะการชักจูงอีกนั่นเอง” เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้ว พวกเราจึงเกิดความเข้าอกเข้าใจในตัว “คุณย่า” เพิ่มมากขึ้น

“พี่สาว” ได้วิเคราะห์ลึกซึ้งไปกว่านั้นอีกว่า การที่ย่ามัวแต่พับกระดาษเงินกระดาษทอง จนกองสุมเต็มห้องนั้น อาจไม่ใช่เกิดจากความเชื่องมงายที่ว่า “การเผากระดาษเงินกระดาษทอง” จะทำให้ลูกหลานร่ำรวยเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะมีสาเหตุมาจาก “การไม่มีอะไรทำเพื่อฆ่าเวลา” โดยหากเปรียบเทียบกับพวกเราสองคนแล้ว เมื่อยามแก่เฒ่ายังสามารถ “อ่านหนังสือที่รื่นรมย์ ฟังเพลงที่รื่นหู” แต่สำหรับ “ย่า” ที่ไม่รู้หนังสือนั้น คงยากจะใช้วิธีนี้ได้ ผมจึงได้เสริมว่า หากเป็น “คนเฒ่าคนแก่” ในชนบทนั้น ยังอาศัยธรรมชาติที่ร่มรื่นในการให้ความบันเทิงใจได้ แต่ชีวิตในเมืองนั้น ก็กลับไม่เอื้ออำนวยต่อความรื่นรมย์เช่นนี้เสียเลย ยิ่งกว่านั้น “ย่า” ยังนับเป็นคนจีนที่ถูกแวดล้อมด้วยคนไทยเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้ยากลำบากในการหาเพื่อนสนทนา

เมื่อพูดคุยปรับทุกข์กับพี่สาวมาถึงตรงนี้แล้ว “ความเศร้าสร้อย” ได้เข้ามาเกาะกินใจผมอย่างเปี่ยมล้น อย่างไรก็ตาม ผลแห่งปัญญาที่ได้สะสมมาอย่างยาวนาน จึงทำให้ผมมีสติพอที่จะมองเห็นว่า การสนทนาครั้งนี้ นับเนื่องเป็น กระบวนการบริหารจัดการความรู้ (KM) ที่ช่วยทำลายความรู้ความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับ “คนรุ่นเก่า” ให้ลดน้อยลง

ผมจึงได้ตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า “หลายครั้งที่คนเราทะเลาะเบาะแว้งกัน ทั้งที่มีความรักความปรารถนาดีให้กันนั้น ย่อมเกิดจาก การสื่อสารที่ผิดพลาด ซึ่งเนื่องมาจากความคิด ทัศนคติและภูมิหลังที่แตกต่างกัน” ดังนั้น ลำพังเพียงความรักซึ่งกันและกันจึงไม่เพียงพออีกต่อไป จะต้องมีกระบวนการ KM เพื่อตีแผ่ “ความรู้ฝังลึก” (Tacit Knowledge) หรือความคิดความเชื่อส่วนตัว ให้กลายมาเป็น “ความรู้แจ้งชัด” (Explicit Knowledge) ที่คนอื่นสามารถร่วมรับรู้และเข้าถึงได้

ในกรณีของ “ย่า” และ “แม่” ซึ่งได้รับการศึกษาในระบบไม่มากนักนั้น จะมีส่วนผสมของ “ความรู้ฝังลึก” มากกว่า “ความรู้แจ้งชัด” ดังนั้น จึงต้องใช้ความพยายามในการจัดการความรู้มากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ได้ฝึกฝน “ศิลปะในการชื่นชม (Appreciative Inquiry)” และ “ศิลปะในการเล่าเรื่อง(The art of story telling)” อย่างเจนจัดแล้ว ก็ย่อมไม่เป็นการยากที่จะสามารถแปรเปลี่ยน “ความรู้ฝังลึก” ที่เป็นต้นตอของความไม่เข้าใจกันนั้น มาเป็นความรู้ที่ทุกคนสามารถเข้าใจตรงกันได้ เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของกันและกันแล้ว ความรักและความสุขก็ย่อมกลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ดีคือ “ความรู้ฝังลึก” และ “ความรู้แจ้งชัด” นั้น ไม่ได้มีความรู้ใดดีเด่นหรืออ่อนด้อยกว่ากัน อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด และด้วยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้เอง จึงทำให้ “ลูกหลาน” ที่ได้มีโอกาสเข้าไปร่ำเรียนในสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายที่นิยมชมชอบใน “ความรู้แจ้งชัด” เกิดอาการ “ดูถูก” บรรพบุรุษที่มี “ความรู้” น้อยกว่าและยังไม่เข้าใจความคิดที่ลึกซึ้งของตนเอง แต่เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วบรรพบุรุษหาได้มี “ความรู้” ต่ำต้อยดังที่พวกเราทั้งหลายเชื่อกัน เพียงแต่ความรู้ของบรรพบุรุษนั้น คือ “ความรู้ฝังลึก” ที่เป็นความรู้อีกประเภทหนึ่ง และโชคร้ายที่ “ความรู้ฝังลึก” คือ ความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์อันยาวนาน และได้ซึมแทรกเข้าไปในการปฏิบัติของตัวเจ้าของแล้ว จึงยากจะสื่อสารออกมาได้อย่างเป็นระบบให้คนอื่นร่วมรับรู้และเข้าใจ ทำให้ดูเหมือนพวกเขาไม่มีความรู้มากนัก สักแต่ว่ากระทำการไปตามมีตามเกิด

แน่นอนว่า การดูถูกซึ่งกันและกันที่อาจเกิดขึ้นในจิตใจบางระลอกนั้น ย่อมไม่สามารถมีพลังทัดเทียมกับความรักใคร่ฉันท์พ่อแม่ลูกได้ อย่างไรก็ตาม หากไม่ทำความเข้าใจในเรื่อง “ความรู้ฝังลึก” กับ “ความรู้แจ้งชัด” ให้ถ่องแท้แล้ว “ปมในใจ” เล็กๆนี้ ก็จะย้อนกลับมาทิ่มแทง “ความรัก” เป็นระยะๆ ซึ่งอาจไม่ถึงขั้นทำให้ “ความรัก” นั้นล่มสลายลง แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งนัก ที่ความรักอันบริสุทธิ์ของพ่อแม่ลูกซึ่งควรจะแนบแน่นไร้รอยต่อนั้น กลับต้องมี “ช่องว่าง” แทรกอยู่ในห้วงลึกของจิตใจ

ดังนั้น การลงทุนเรียนรู้เรื่อง Knowledge Management ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวนั้น ย่อมคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง แต่ก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้เรื่อง KM อย่างจริงจังนั้น จะต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า KM ที่แท้นั้น ไม่ได้มีความแข็งทื่อและมีรูปแบบที่ชัดแจ้งเหมือนอย่างในตำราที่เขียนขึ้นมาให้อ่านกัน แท้จริงแล้ว KM เป็นกระบวนการธรรมชาติของมนุษย์ในการสื่อสารและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จึงมีความอ่อนช้อยและยืดหยุ่น มีความสวยงามประดุจงานศิลปะ การทำ KM จึงไม่ใช่กระบวนการที่แยกต่างหากจากการสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันของมนุษย์ ตรงกันข้าม KM กลับซึมแทรกอยู่ในทุกส่วนของชีวิต โดยเป็นเหมือน “พี่เลี้ยง” ที่คอยปรับเปลี่ยนกระบวนการสื่อสารของมนุษย์บางประการที่ยังบกพร่องอยู่นั้น ให้สมบูรณ์ดีพร้อมยิ่งขึ้นเท่านั้น

หลังจากที่ผมได้ฝึกฝน KM โดยไม่รู้ตัว มาหลายปี จึงเริ่มมองเห็น “ความรู้ฝังลึก” ที่แม่ของผมมีอยู่ เนื่องจากตำแหน่ง “แม่บ้าน” ประจำครอบครัว แม่จึงนิยมฟังข่าวสารทางวิทยุอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับ พ่อของผมเป็นคนที่ชอบศึกษาหาความรู้ จึงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแม่ผมตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาในชีวิตคู่ของท่าน แน่นอนว่า “ความรู้” ของพ่อนั้น ย่อมเป็น “ความรู้แจ้งชัด” เสียส่วนใหญ่ แต่เนื่องจาก “แม่” ไม่ได้รับการศึกษาในระบบมามากมายนัก จึงได้แปลงความรู้เหล่านั้นมาเป็น “ความรู้ฝังลึก” เสียส่วนใหญ่ แต่กระนั้น แม่ก็ย่อมได้รับ “ความรู้แจ้งชัด” จากพ่อและวิทยุมาบ้างไม่มากก็น้อย จึงทำให้แม่สามารถซึมซับความรู้จากสื่อต่างๆได้ดีในระดับหนึ่ง

แน่นอนว่า งานที่ผมดำเนินการอยู่ จะต้องใช้ “ความรู้แจ้งชัด” ค่อนข้างมาก แต่ภายหลังจากที่ผม “ตาสว่าง” และค้นพบว่า “แม่” มีความรู้อยู่มากมาย แต่เป็น “ความรู้” ที่ต่างจากผม จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะหยิบฉวย “ความรู้ฝังลึก” จากแม่มาใช้เป็นครั้งคราว เพื่อเติมต่อ “ความรู้” ของผมให้สมดุลกลมกล่อมยิ่งขึ้น และโชคดีที่ “ความรู้” เป็นสิ่งที่ยิ่งแบ่งปัน ยิ่งได้รับเพิ่ม ดังนั้น ศิลปะการถามอย่างชื่นชม (Appreciative Inquiry) ที่ผมได้นำมาใช้กับ “แม่” ของผมนั้น จึงนอกจากจะให้ประโยชน์กับผมในด้านความรู้แล้ว ยังช่วยทำให้ “แม่” มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือลูก ได้พูดคุยกับลูก และยังได้รู้สึกว่าตนเอง “มีคุณค่า” (Empowerment) ถึงแม้จะได้รับการศึกษาในระบบมาไม่มากนัก แต่ก็ยังสามารถแนะนำลูกๆที่จบถึงปริญญาตรีโทเอกได้

ยิ่งกว่านั้น โดยพื้นฐานของ “ความรู้ฝังลึก” ที่แม่ได้ร่ำเรียนจากประสบการณ์ชีวิต และความรู้แจ้งชัดที่ได้ร่ำเรียนจากพ่อและวิทยุนั้น จึงทำให้แม่รู้จักปรับตัวและยืดหยุ่นในระดับหนึ่ง ดังนั้น ระเบียบประเพณีบางอย่างของชาวจีนที่อาจทำให้พวกลูกๆอึดอัดนั้น แม่ก็ได้ประนีประนอม ดัดแปลงและตัดทอน จนทุกคนบังเกิดความพึงพอใจร่วมกัน

หลังจากรื่นรมย์ในความรู้ใหม่ทีได้รับ เพื่อใช้ทำความเข้าใจกับ “แม่” และ “ย่า” ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในชีวิตแตกต่างจากพวกเราแล้ว ผมได้กลับมา “หดหู่” กับคำพูดเดิมของย่าที่ก้องสะท้อนอยู่ในหูตลอดเวลาว่า “หากฉันตายไปแล้ว พวกเขาก็คงไม่มาชวนกินข้าวบ่อยๆแบบนี้หรอก”

หากทว่า “พี่สาว” ได้ชี้ทางสว่างให้ผมเห็นว่า “จุดเด่น” ของคนที่มี “ความรู้ฝังลึก” นั้น มักจะเป็นคนที่ไม่คิดอะไรซับซ้อน เน้นการปฏิบัติมากกว่าขบคิดใคร่ครวญ ดังนั้น “ความทุกข์” ของคนกลุ่มนี้ จึงมีลักษณะชั่วคราว เบาบาง และเลือนหายได้ง่ายกว่า คนที่มี “ความรู้แจ้งชัด” ดังนั้น จึงนับเป็น “โชคดี” ประการหนึ่งของคนประเภทนี้

แน่นอนว่า ผมได้โต้แย้งว่า “พระพุทธเจ้า” และ “ยอดคน” ทั้งหลายนั้น น่าจะมีความลึกล้ำของ “ความรู้แจ้งชัด” และ “ความรู้ฝังลึก” จนถึงขั้นมีความทุกข์เบาบางหรือกระทั่งหมดสิ้นไป แต่กระนั้น ผมก็รู้อยู่เต็มอกว่า ยอดคนกลุ่มนี้มีจำนวนน้อยนิด จึงไม่ควรนำมาเป็นประเด็นของการถกเถียงในกรณีทั่วไป แต่พวกเราก็ฝันกันว่า สักวันหนึ่งเราจะลดความทุกข์ให้เบาบางลง โดยเฉพาะพี่สาวของผมนั้น ก็ได้รับบทเรียนในชีวิตมากมาย จนเริ่มจะมีบุคลิกที่ประนีประนอมปล่อยวาง และเป็นทุกข์กับชีวิตลดลง

เมื่อค้นพบว่า “คุณย่า” ซึ่งเป็นบุคคลที่มี “ความรู้ฝังลึก” เป็นด้านหลัก ทำให้ไม่นิยมการคิดซับซ้อน ซึ่งมักจะเป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง ผมจึงรู้สึกผิดน้อยลง ที่เคยสนับสนุนคุณแม่ให้ลดทอนกิจกรรมประเพณีจีน เช่น การเซ่นไหว้ และการเผากระดาษเงินกระดาษทอง จนเหลือน้อยที่สุด แน่นอนว่า ในระยะสั้น คุณย่าอาจรู้สึกไม่พึงพอใจ แต่เนื่องจากลักษณะเน้นการปฏิบัติมากกว่าความคิดของบุคคลที่มี “ความรู้ฝังลึก” เป็นด้านหลักนั้น ย่อมทำให้ “คุณย่า” สามารถปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขใหม่ๆได้ โดยเจ็บปวดไม่มากนัก และเคยชินจนรู้สึกไม่เจ็บปวดและเป็นเรื่องธรรมดาไปในที่สุด

เมื่อวิเคราะห์มาถึงตรงนี้แล้ว จึงน่าจะมาถึงบทสรุปในการแก้ไขปัญหาของ “ย่า” โดยเฉพาะการพับกระดาษเงินกระดาษทอง แน่นอนว่า ผมและพี่สาว คงไม่สามารถทำ KM โดยตรง กับ “ย่า” ได้มากนัก แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า KM ไม่ใช่สิ่งที่เป็นระบบระเบียบ KM มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับปรุงให้สอดคล้องกับชีวิตได้ ดังนั้น การทำ KM กับคุณย่านั้น จึงอาจกระทำโดยอ้อมได้ ผ่านวิถีการดำรงชีวิต

หากพยายามทำความเข้าใจถึงจิตใจเบื้องลึกของ “คนอายุยืน” ที่มีชีวิตยาวนานกว่าลูกหลานบางคน แถมยังมีอุปสรรคด้านภาษา และปัญหาอีกหลายๆประการ จึงทำให้ต้องดำเนินการ “ฆ่าเวลา” โดยการพับกระดาษเงินกระดาษทอง เราย่อมสามารถจัดการกับเงื่อนปมนี้ได้ โดยการค้นหา “กิจกรรม” ที่เหมาะสมมาให้ “คุณย่า” ได้ผ่อนคลายและอิ่มเอมกับช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความสุข

ทุกสิ่งคงไม่เกิดขึ้น หาก “ผม” ไม่ได้เปิดใจ (Open Mind) ที่จะเล่าเรื่องราวความรู้สึกหดหู่ให้ “พี่สาว” ได้ร่วมรับรู้ และคงเป็นไปไม่ได้ หากพวกเราไม่รับฟังซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และเผื่อแผ่การรับฟังและความเข้าใจนั้น ไปยัง “ย่า” และ “แม่” ที่มีระบบวิธีคิดและความรู้ที่แตกต่างจากเรา ความเข้าใจและความชื่นชมซึ่งกันและกัน (Appreciative Inquiry) ก็คงไม่เกิดขึ้น

ถึงที่สุดแล้ว ทั้งหมดนี้ก็คือ กระบวนการ KM ที่สอดคล้องไปกับการดำเนินชีวิตนั่นเอง

ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งผู้คนนิยมไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น มีเวลาอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวน้อยลง จึงทำให้ชีวิตขาดความสมดุลเติบเต็ม ดังนั้น จึงน่าจะถึงเวลาแล้ว ที่คนไทยจะแบ่งปันเวลาให้กับคนในครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกสักนิด แต่ความรักและการแบ่งปันนี้จะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย หากไม่มีกระบวนการเรียนรู้ ชื่นชม และปรับตัวเข้าหากันอย่างเข้าอกเข้าใจ

“ความรักย่อมไม่อาจรับรู้ถึงความล้ำลึกของตน จนกว่าจะถึง ชั่วโมงของการจากพราก”

………………………

คำอุทิศ

ในตอนแรก ผมยังรู้สึกลังเลที่จะนำเรื่องราวในครอบครัว มาร้อยเรียงดัดแปลงเป็นบทความ แต่เมื่อคำนึงถึงว่า บทเรียนที่นำเสนอนี้ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องชาวไทยอีกหลายล้านครอบครัว จึงทำให้ความวิจิกิจฉาทั้งมวลได้มลายหายไปจนหมดสิ้น

ยิ่งกว่านั้น ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมยังรู้สึกว่า ยังไม่ค่อยได้ทำอะไรให้กับ “คุณย่า” เพื่อทดแทนคุณ ดังนั้น หากบทความนี้จะมีส่วนดีอันใดบ้าง ผมก็อยากจะอุทิศบทความนี้ให้กับ “คุณย่า” ของผม ที่แม้ท่านอาจจะไม่เข้าใจเลยในสิ่งที่ผมเขียนนี้ แต่ท่านก็น่าจะดีใจ ถ้าหากว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยจำนวนมาก

…………………

หนังสืออ้างอิง ที่เกี่ยวกับ “การจัดการความรู้” (Knowledge Management)

1. การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ
ผู้เขียน ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

2. KM วันละคำ
ผู้เขียน ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช

Comments

3 Responses to “ความสุขในครอบครัว ความสุขที่ถูกละลืม”

  1. 1. น้องหมี on May 6th, 2009 4:14

    (เป็นการอธิบายแบบนักเศรษฐศาสตร์มากมายเลยฮับ มี KM ด้วย เอิ๊กๆ)

    สรุปได้ว่าเป็นเรื่องของ.. ช่องว่างระหว่างวัย และ ความเข้าใจ ที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้เวลาและการสื่อสารระหว่างกัน.. ดูแลคนที่คุณรักก่อนที่จะไม่มีเค้าให้ดูแลนะฮับ :)

  2. 2. ดาวพราย on May 6th, 2009 15:37

    อ่านแล้วอินมากเลย ขอบคุณค่ะ

  3. 3. เจริญชัย on May 7th, 2009 12:03

    “น้องหมี” สรุปได้ดีมากครับ

    “ดาวพราย” อินในด้านไหนครับ ดีหรือร้ายประการใด

    ผมเพียงแค่ประยุกต์ใช้ทฤษฏี KM และพยายามอธิบายให้กลมกลืนกับชีวิตที่สุด เพราะเรื่องแบบนี้ละเอียดอ่อน คนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของ “หัวใจ” ไม่ควรให้ “สมอง” เข้ามาเกี่ยวข้อง

    แต่แท้จริงแล้ว “สมอง” กับ “หัวใจ” เป็นเพียงการแบ่งแยกของมนุษย์เท่านั้น เป็นการยึดติดคับแคบ
    เช่นเดียวกับเรื่อง Knowledge Management ก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของสมองเพียงอย่างเดียว

    ต้องขอบคุณ “คุณหมอวิจารณ์ พานิช” และ “ดร. ประพนธ์ ผาสุขยืด” ที่ช่วยทำให้ KM กระจ่างแจ้งและงดงาม สำหรับผม

    สนใจติดตามได้ที่นี่

    สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม

    มีอะไร “เด็ดๆ” ที่คุณยังไม่รู้และจะต้องตื่นตะลึง

Got something to say?