Practical Report Good Business : สร้าง “กำไรสูงสุด” ในความสนุกเบิกบานของชีวิต

อคติที่ยิ่งใหญ่ของคนในยุคอุตสาหกรรมก็คือ “ยิ่งรวย ยิ่งต้องเคร่งเครียด” แต่เมื่อโลกกำลังก้าวเท้าเข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ความรื่นรมย์อาจกลายมาเป็นคำตอบใหม่ ในการประสบความสำเร็จของโลกธุรกิจ

ธุรกิจที่ดีงาม (Good Business) คือ หนังสือซึ่งนำเสนอหลักฐานจำนวนมหาศาล เพื่อชี้ให้เห็นว่าภาวะไหลลื่น (Flow) ที่นำมาซึ่งความเบิกบานในการทำงานนั้น ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและนวัตกรรมให้กับธุรกิจได้อย่างน่ามหัศจรรย์

Flow คือ ภาวะที่อยู่ตรงกลางระหว่างความกังวลและความเบื่อหน่าย ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้สึกตื่นเต้นท้าทาย โดยการพัฒนาทักษะให้สูงขึ้น เพื่อก้าวไปสู่การพิชิตอุปสรรคและได้ลิ้มรสผลลัพธ์อันหอมหวาน

“การดูโทรทัศน์” อาจสร้างความเบิกบานได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่เนื่องจากไม่ต้องอาศัยความพยายามในการพัฒนาทักษะ ในที่สุดแล้ว จึงทำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าสู่ภาวะเบื่อหน่ายในท้ายที่สุด

ในขณะเดียวกัน หากเรากำลังพยายามกระทำในสิ่งที่ยากเกินเอื้อมและไม่สอดคล้องกับทักษะของเรา สุดท้ายแล้ว ชีวิตก็จะเต็มไปด้วยความกังวล เพราะไม่สามารถพัฒนา “ทักษะ” ให้ทัดเทียมกับเป้าหมายที่วางไว้ได้

หากพิจารณาจากทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า “งานที่ใครๆก็ทำได้ ย่อมได้รับค่าตอบแทนเท่ากับที่ตลาดกำหนด” ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่คนเราจะร่ำรวยและเติบโตจากการทำงานที่อาศัยทักษะไม่มากนัก และย่อมไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงาน และมุ่งแสวงหาการพักผ่อนเป็นรางวัลของชีวิต

ฝันร้าย ก็คือ การพักผ่อนโดยส่วนใหญ่นั้น มักจะเป็นกิจกรรมที่ใช้ทักษะไม่สูงนักอีกเช่นกัน ในท้ายที่สุดแล้วทั้งการทำงานและการพักผ่อนของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ทำงานมาเกิน 10 ปีแล้ว จึงล้วนแต่เป็นความเบื่อหน่ายและทำให้ชีวิตไร้ซึ่งทางออกใดๆ

การแสวงหางานที่ท้าทาย ที่สร้างคุณค่าความหมาย ซึ่งตัวเรามีความรักและถนัดเพียงพอที่จะพัฒนาทักษะเพื่อไปสู่จุดหมายได้ นั่นคือ เคล็ดลับในการทำงานอย่างมีความสุข โดยได้รับผลงานและผลกำไรที่ดีที่สุดเป็นเครื่องตอบแทน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตนเองเพื่อเข้าสู่ “งานที่ท้าทายและมีคุณค่าความหมาย” ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในเรื่องความเสี่ยงที่อาจต้องเผชิญกับความล้มเหลว หากทักษะไม่สามารถพัฒนาให้ทัดเทียมกับความท้าทายของงานได้

Flow จึงเข้ามาแก้ปัญหาในจุดนี้อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ การประเมินเพื่อค้นหาความสามารถหลัก (Core Competency) ของตัวเรา หากงานใดที่ทำแล้วรู้สึกไหลลื่น (Flow) ถึงพร้อมทั้งความท้าทายและความสนุกที่จะไล่ล่าหาความสำเร็จ นั่นเป็นงานที่สอดคล้องกับ Core Competency ของตัวเรา และจงกล้าที่จะไขว่คว้ามาครอบครอง โดยที่โอกาสล้มเหลวมีไม่มากนักเนื่องจากสอดคล้องกับความถนัดของตัวเรา

ในโลกธุรกิจที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด การปลดคนงานในทุกระดับหากผลกำไรมีปัญหา ย่อมไม่มีสถานที่ใดซึ่งไร้ความเสี่ยง ดังนั้น การเลือกงานที่นำไปสู่ภาวะ Flow จึงอาจเป็นทางเลือกที่ “เสี่ยง” น้อยที่สุด แต่กลับให้ผลกำไรและความสุขสูงที่สุด

การประยุกต์ใช้ Flow เป็นตัวชี้วัดในการดำเนินธุรกิจ ย่อมทำให้หลีกเลี่ยงจากกับดักได้มากมาย โดยเฉพาะการยึดติดในความสำเร็จเดิม ความหวาดกลัวที่จะเปลี่ยนแปลง ความหวาดหวั่นที่จะก้าวไปสู่นวัตกรรมใหม่ ซึ่งมักจะเป็นหลุมพรางที่นำองค์กรไปสู่ความล่มสลายในท้ายที่สุด ในจุดบอดนี้ Flow ได้เรียกร้องให้ผู้ประกอบการทุกคนละทิ้งความสำเร็จที่น่าเบื่อ ไปสู่โอกาสใหม่ที่ท้าทาย

ในทางตรงกันข้าม Flow ยังตักเตือนให้องค์กร ไม่รีบร้อนเข้าไปสู่ธุรกิจใหม่ เพียงเพราะความตื่นเต้นชั่วครู่ยาม หากว่าองค์กรไม่มี ความสามารถหลักที่เหมาะสมกับธุรกิจนั้น เพราะนั่นจะนำมาซึ่งความไม่สงบสุขในองค์กร ความยากลำบากในการพัฒนาทักษะของพนักงานให้สอดคล้องกับธุรกิจใหม่ และนำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดขององค์กรในท้ายที่สุด

Flow จึงเป็นการแสวงหา Positioning หรือจุดยืนเชิงกลยุทธ์ที่สง่างาม ท่ามกลางความผันผวนโหดร้ายของการแข่งขันอันเชี่ยวกรากในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มนุษย์แทบไม่ต่างจากเครื่องจักร ไล่ล่าหาความสำเร็จอย่างเหนื่อยยาก เพียงเพื่อจะค้นพบความล้มเหลวในนาทีสุดท้าย

ความน่าหลงใหลของ Flow ยังมีมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อบริษัททั้งหลายล้วนต้องการกำไรสูงสุด องค์กรแบบ Flow กลับไม่ปฏิเสธความคิดนี้อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด เพราะองค์กรแบบ Flow นั้นต้องการการเติบโตอยู่ตลอดเวลา การหยุดนิ่งถือเป็นความล้มเหลว ดังนั้น องค์กรแบบ Flow จึงเปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาศักยภาพสูงสุด เพื่อนำไปสู่กำไรสูงสุดได้อีกด้วย

องค์กรที่มัวหมกมุ่นในกำไรสูงสุด จะพลาดโอกาสในการทำกำไรสูงสุด เพราะขาดไร้วิสัยทัศน์ที่จะลงทุนในบุคลากรและเทคโนโลยี ลงทุนในการสร้างนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่กำไรที่ก้าวกระโดดในอนาคต ดังนั้น องค์กรแบบ Flow จะเป็นองค์กรที่ทำกำไรสูงสุด จากการไม่ยึดติดในกำไรระยะสั้น

โลกกำลังเข้าสู่ยุคการบริโภคทางจิตใจ ดังนั้น สินค้าที่ผลิตออกมาโดยขาดสุนทรียภาพและความรื่นรมย์ย่อมไม่อาจสร้างผลกำไรเกินปกติได้ ดังนั้น ภาวะเคร่งเครียดและจริงจังในการผลิตแบบยุคอุตสาหกรรมจึงไม่สอดคล้องกับยุคสมัยและกำลังล่มสลาย ทางเลือกที่ดีกว่า คือ การพัฒนาตัวเราและองค์กรให้เข้าสู่ภาวะ Flow ที่การทำงานและชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกัน มีงานที่ท้าทายคอยปลุกเร้าความตื่นเต้น มีความสำเร็จที่หอมหวานรื่นรมย์จากการพัฒนาตัวเองเป็นรางวัล

ธุรกิจที่ดีงาม (Good Business) ซึ่งมีภาวะ Flow เป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เป็นแนวโน้มใหม่ของสังคม ที่กำลังก้าวข้ามเข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งความสุข ความเบิกบาน ความท้าทาย เป็นสินค้าที่ทุกคนล้วนปรารถนาจะครอบครอง