Practical Report กว่าจะถึง “ความปรองดอง” ที่หวังไว้ ในมุมมองเศรษฐศาสตร์

โดย ธานี ชัยวัฒน์
Alma Mater Studiorum A.D.1088 – Universitá di Bologna

ช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับปัญหาความแตกแยกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ว่าเราจะไม่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์

แต่ความแตกต่างของ อุดมการณ์ก็มีผลต่อการกำหนดพฤติกรรม วิถีชีวิตและความเชื่อที่อาจกลายเป็นความขัดแย้งได้ไม่น้อยไปกว่าชาติพันธุ์

แล้วเราจะอยู่กับความแตกต่างเหล่านี้อย่างไรในสังคมเดียวกัน รัฐเองก็คงคิดเรื่องนี้อยู่ จึงได้นำเสนอวาทกรรมที่ชื่อว่า “ความปรองดอง” เพื่อให้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันใน “ชาติ” กลับคืนมา และหวังว่ากลไก “รัฐ” จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

ก่อนอื่นต้องแยกคำว่า “รัฐ” (State) กับคำว่า “ชาติ” (Nation) ออกจากกันเสียก่อน รัฐในที่นี้หมายถึง กลไกที่สังคมใช้ในการจัดสรรทรัพยากรระหว่างกลุ่มต่างๆ เช่น ภาษีจัดสรรเงิน กฎหมายจัดสรรอำนาจ ขณะที่ชาติหมายถึงความรู้สึกร่วมของคนในสังคมว่าเราถูกนับเป็นส่วนหนึ่ง (Identified) หรือที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลในวาทกรรมเรื่องความปรองดอง

ประเทศที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากได้ผ่านกระบวนการสร้างรัฐที่เจ็บปวดมา ยาวนาน จนเมื่อเขากลายเป็นรัฐที่เข้มแข็ง จึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นชาติที่ทุกคนในประเทศยอมรับ ยกตัวอย่างเช่น ยุโรปที่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ จนเกิดสงครามกลางเมืองเป็นเวลายาวนาน วิธีหยุดสงคราม ก็คือ ต้องให้สิทธิกับทุกคนอย่างเท่าเทียม เมื่อทุกคนยอมรับ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นรัฐ ต่อมา เมื่อทุกคนเคารพในรัฐ “เดียวกัน” ความเป็นชาติถึงจะเกิดขึ้น ขณะที่พิมพ์เขียวเดียวกันถูกนำไปใช้ในแอฟริกา ผลที่ได้กลับยังห่างไกลจากความสำเร็จในการสถาปนารัฐอยู่มาก จึงไม่อาจพูดถึงการสร้างชาติ ซึ่งเป็นขั้นตอนถัดไปได้เลย

คำอธิบายของเรื่องราวนี้คงมีมากมาย แต่นี่คือ อีกหนึ่งมุมมองที่มาจากสาขา “เศรษฐศาสตร์” ที่เชื่อว่ากระบวนการก่อร่างสร้างรัฐอาจไม่ได้เกิดจากแค่สำนึกของสังคม แต่เกิดจาก “การแลกเปลี่ยนความรุนแรง” (Trade of Violence) ในสังคม

เริ่มต้นจากการที่บางคนมีความสามารถในการผลิต (Productivity) สูงกว่าคนอื่น และบางคนก็มีความแข็งแรง (Strength) มากกว่าคนอื่นเช่นกัน จากสองมิตินี้ คนจะถูกจำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. คนที่มีความสามารถในการผลิตสูงและแข็งแรง 2. คนที่มีความสามารถในการผลิตสูงแต่อ่อนแอ 3.  คนที่มีความสามารถในการผลิตต่ำแต่แข็งแรง และ 4. คนที่มีความสามารถในการผลิตต่ำและอ่อนแอ โดยคนกลุ่มที่ 3. มีจำนวนมากที่สุด รองลงมา คือ กลุ่มที่ 2. ที่เหลือ คือ 1. และ 4. มีจำนวนน้อยมาก

กระบวนการสร้างชาติตามแนวคิดนี้ จะถูกแบ่งออกเป็นสี่ขั้น

เริ่มต้นจากการไม่มีรัฐ อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคม คนที่มีความสามารถในการผลิตต่ำแต่แข็งแรงก็จะปล้นสะดมทรัพย์สินจากคนที่มี ความสามารถในการผลิตสูงแต่อ่อนแอ โดยวิธีการที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับเขา ก็คือ ก่อความรุนแรง นอกจากนี้ โอกาสชนะในความรุนแรงยังขึ้นอยู่กับขนาดของกลุ่ม เช่น กลุ่มใหญ่ชนะกลุ่มเล็ก ก็ยิ่งทำให้กลุ่มที่มีขนาดใหญ่เกิดง่ายขึ้น ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของกลุ่มนี้ ก็คือ การมีจำนวนคนมาก (Labor Abundance) และก่อความรุนแรงโดยเน้นไปที่จำนวนคน (Labor Intensity)

แต่ไม่เสมอไปที่จะชนะ กลุ่มที่เล็กกว่าอย่างคนที่มีความสามารถในการผลิตสูงแต่อ่อนแอก็อาจจะชนะก็ ได้ ถ้าเขามีเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่ดีกว่า นั่นคือ เขาจะต้องจ่ายเงินสนับสนุนการสะสมอาวุธและผู้เชี่ยวชาญเพื่อต่อสู้กับกลุ่ม แรก ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของเขา ก็คือ การมีทุนมาก (Capital Abundance) และก่อความรุนแรงโดยเน้นไปที่เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ (Capital Intensity)

จากนั้นทั้งสองกลุ่มก็ตั้งหน้าตั้งตาใช้ความได้เปรียบของตนเอง ผลิตความรุนแรงมาแลกเปลี่ยนกัน

เมื่อเกิดความรุนแรง กลุ่มแรกยิ่งต้องรวมพลให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสชนะ แต่การดำรงชีวิตไม่ได้อยู่ได้แค่ชัยชนะ พวกเขาต้องมีรายได้เพื่อซื้อข้าวกิน การตัดสินใจเข้ารวมพล ทำให้พวกเขาเสียโอกาสในการหารายได้ไป แล้วหลังจากนี้ พวกเขาจะกินอะไร นั่นก็กลับมาที่ว่าพวกเขาจึงต้องชนะเท่านั้น

ไม่ต่างกันกับอีกกลุ่มหนึ่งที่พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อใช้อาวุธและจ้างผู้เชี่ยวชาญ ยิ่งมากหรือนานเท่าไรก็ต้องยิ่งเอาชนะให้ได้ เพราะได้สูญเสียไปมากแล้ว และไม่ต้องการสูญเสียอีก แต่เขาคงลืมไปว่า การใช้อาวุธและจ้างผู้เชี่ยวชาญ ก็คือ รายได้จำนวนมากที่เขากำลังสูญเสียไปเช่นกัน

ในขั้นที่สอง คือ การก่อร่างสร้างรัฐ (State Formation) กระบวนการแลกเปลี่ยนความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบจะเริ่มพัฒนาขึ้น คนกลุ่มแรกอาศัยการมีคนจำนวนมากถืออาวุธที่เรียกว่า “ฝูงชน” (Crowd) และคนกลุ่มหลังถืออาวุธที่เรียกว่า “ปืน” (Guns) (ในที่นี้ใช้คำว่าปืนเพื่อเป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น) และก็ดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นนี้

สิ่งซึ่งรัฐควรทำ ก็คือ เป็น “ตัวกลาง” (Intermediary) ประสานการแลกเปลี่ยน เพื่อลดความได้เปรียบที่แตกต่างกันของคนทั้งสองกลุ่มลงมาด้วยวิธีอื่นที่ไม่ ใช่ความรุนแรง อันประกอบด้วย สองเรื่องหลักๆ

หนึ่ง คือ ต้องใช้ปืนอย่างเข้มงวดและเป็นธรรม เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้คนกลุ่มที่สองถูกละเมิดสิทธิ หรือถูกทำลายทรัพย์สินจากคนกลุ่มที่หนึ่ง ไม่อย่างนั้น ความขัดแย้งจะไม่จบสิ้น และคนกลุ่มที่หนึ่งก็จำเป็นต้องเข้าใจด้วย นั่นคือ รัฐต้องเป็นผู้ผูกขาดความรุนแรง (Monopoly of Violence)

สอง คือ ต้องใส่ใจรากเหง้าปัญหาของฝูงชน โดยคนกลุ่มที่สองอาจจะต้องยอมให้รัฐเก็บภาษีสูงขึ้น เพื่อลดช่องว่างระหว่างกลุ่มลง ทั้งนี้ เขาต้องนึกไว้ว่าภาษีที่เขาเสียไป เพื่อให้เปล่ากับคนกลุ่มแรกนั้น จะทำให้ความรุนแรงลดลง และเขาเองก็จะเสียภาษีเพื่อการซื้ออาวุธ และจ้างผู้เชี่ยวชาญน้อยลงในอนาคต

และขั้นนี้เองที่ “เสี่ยงที่สุด” ต่อความล้มเหลวของสังคม เพราะกระบวนการทั้งสองเท่ากับยอมให้รัฐมีอำนาจสูงขึ้น “ทั้งอาวุธและเงินตรา” ซึ่งเขาอาจใช้อาวุธเล่นงานฝ่ายตรงข้าม และควบคุมการคอร์รัปชันไม่ได้ โดยถ้าผ่านขั้นนี้ไปได้ ประเทศก็จะดีขึ้นแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ประเทศส่วนใหญ่ผ่านไปไม่ได้

หากผ่านขั้นที่สองได้ ก็จะเริ่มเป็นรัฐ (State Building) กระบวนการแลกเปลี่ยนจะพัฒนาต่อไป โดยคนกลุ่มแรกจะใช้การมีคนจำนวนมากถืออาวุธที่เรียกว่า “คะแนนเสียง” (Votes) เพื่อเรียกร้อง และคนกลุ่มหลังจะเปลี่ยนมาถืออาวุธที่เรียกว่า “กฎหมาย” (Law) เพื่อคุ้มครอง

รัฐต้องสร้าง “กลไก” (Mechanism) การแลกเปลี่ยนที่คนทั้งสองกลุ่มมีส่วนร่วมร่วมกัน เช่น กลไกค่าแรงขั้นต่ำที่เหมาะสม ก็จะทำให้คนกลุ่มเล็กถ่ายโอนรายได้ให้คนกลุ่มใหญ่ในกระบวนการผลิตเดียวกัน หรือกลไกราคาสินค้าเกษตรที่เป็นธรรม เพื่อให้คนทั้งสองกลุ่มมีวิถีชีวิตร่วมกัน ขณะที่คนกลุ่มใหญ่เองก็ต้องเข้าสู่ระบบภาษีด้วย เพราะการอ้างถึงผลการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองต้องการ โดยไม่ได้มีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายของสิ่งที่เรียกร้องเลย ก็ดูไม่เป็นธรรมกับคนกลุ่มเล็กเช่นกัน

ถ้าผ่านขั้นตอนที่สามไปได้ ทั้งระบบการเลือกตั้ง ภาษีและกฎหมายจะถูกผนวกเข้ากับการมีส่วนร่วมเดียวกันของคนทั้งสองกลุ่ม เมื่อนั้นพวกเขาจึงจะรู้สึกว่าเป็นเจ้าของกลไกรัฐเหล่านี้ร่วมกัน และนั่นคือ จุดเริ่มต้นของความเป็นชาติ (Nation Building) ความปรองดองที่มาจากผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจเช่นนี้ จะทำให้การก่อความรุนแรงถูกต่อต้านจากทั้งสังคมที่ใช้ระบบร่วมกัน

แต่ก็ไม่รู้ว่าโชคดีหรือไม่ที่ความสำเร็จของการปรองดองนั้น กลับตกอยู่กับคนที่มีความสามารถในการผลิตสูงและแข็งแรง อย่างรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่นอกเหนือจากเรื่องราวที่เล่ามา และประเทศไทยเอง ก็กำลังอยู่ในขั้นที่สองที่มีความเสี่ยงที่สุด วาทกรรมความปรองดองที่รัฐบาลเสนอมา หากพิจารณาตามแนวคิดนี้ก็ดูเหมือนว่า ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมยังอยู่อีกไกลมาก

พูดให้ง่าย ก็คือ หากรัฐบาลไม่อาจสถาปนา “รัฐ” ที่มีประสิทธิภาพให้ได้เสียก่อน ซึ่งก็ยากมากอยู่แล้ว คำว่า “ชาติ” หรือความปรองดอง ก็คงไกลที่จะมองความสำเร็จได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ