นายกรัฐมนตรีทาโร อาโสะของญี่ปุ่น และคณะรัฐมนตรีได้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 กันยายนแล้ว และสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นได้ลงมติเลือกนายยูกิโอะ ฮาโตยามาหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของประเทศแล้ว
สำนักนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแจ้งว่า คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ลาออกหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดสุดท้ายในเช้าวัน เดียวกัน โดยเป็นการลาออกตามธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งปัจจุบันนี้ ครองเสียงข้างมากโดยพรรคดีพีเจของฮาโตยามาที่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อเดือนที่แล้ว สามารถลงคะแนนเลือกให้นายฮาโตยามาขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ โดยชัยชนะของพรรคดีพีเจเป็นการยุติการบริหารประเทศที่แทบจะไม่ขาดตอนมาตลอด กว่า 50 ปีของพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี)
ทั้งนี้ นายฮาโตยามา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้สัญญาว่าจะปรับปรุงระบบการเมืองของญี่ปุ่น ลดการใช้เงินโดยเปล่าประโยชน์ของรัฐ พลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลกแห่งนี้ และมุ่งเน้นดำเนินนโยบายสำหรับผู้บริโภค ไม่ใช่กลุ่มนายทุน
รัฐสภาญี่ปุ่นได้จัดการประชุมสมัยพิเศษเมื่อเวลา 13.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นเพื่อลงมติเลือกฮาโตยามาขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่าง เป็นทางการ โดยฮาโตยามากล่าวก่อนหน้าที่จะเข้าดำรงตำแหน่งว่า “ผมตื่นเต้นกับโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ และยังรู้สึกได้ถึงความหนักหน่วงของความรับผิดชอบในการสร้างประวัติศาสตร์ ด้วย” หลังจากนี้จะมีการเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติให้การรับรองอีกครั้งใน ภายหลัง
ข่าวระบุว่าฮาโตยามาต้องพบกับงานหนักที่รออยู่ข้างหน้า โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งตำแหน่งที่แน่นอนแล้วคือรัฐมนตรีคลังที่นายฮิโรฮิสะ ฟูจิอิ วัย 77 ปี อดีตข้าราชการซึ่งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการใช้จ่ายเงินโดยเปล่าประโยชน์มา ตลอดจะเข้ารับตำแหน่งนี้
นอกจากนี้สื่อหลายแหล่งยังระบุว่า ฮาโตยามาได้ตัดสินใจเลือก นายคัตสึยะ โอคาดะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แม้ว่านายโอคาดะจะไม่มีประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน เนื่องจากฮาโตยามามีตัวเลือกค่อนข้างจำกัดจากการที่ในพรรคที่เพิ่งจะตั้งมา ได้เพียง 10 ปีและไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาก่อน
ด้านนายกรัฐมนตรีทาโร อาโสะที่ต้องพ้นจากตำแหน่งได้แถลงข่าวอำลาตำแหน่งวันเดียวกันว่า “ผมคิดว่าผมสามารถภูมิใจในนโยบายด้านเศรษฐกิจของตนเองได้ ผมได้ทำดีที่สุดเพื่อญี่ปุ่นแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ โชคร้ายที่ผมเพิ่งมาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น และหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมุ่งมั่นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป” (เอพี/เอเอฟพี)
