สรรพสิ่งเกิดขึ้น และแตกดับไปไม่เคยหยุดยั้ง
สร้างสรรค์แต่ไม่ครอบครอง
ทำงานแต่ไม่หวังชื่อเสียงเกียรติยศ
เสร็จกิจแล้วลืมมันเสีย
ผลงานจะดำรงอยู่ตลอดกาล
เต๋าเต็กเก็ง โดยเหลาจื๊อ
สมเกียรติ สุขโข แปล, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยถ้อย
ในช่วงปลายยุคจ้านกว๋อหรือเลียดก๊ก (ประมาณปีพ.ศ. 316) จิงเคอได้รับการขอร้องจากไท่จื่อตันเจ้าชายแคว้นเอี้ยนให้ลอบสังหารจิ๋นซีฮ่องเต้ (ซึ่งขณะนั้นยังเป็นฉินอ๋อง) จิงเคอจึงร้องขอแม่ทัพฟั่นอี้ฉี ซึ่งแปรพักตร์จากแคว้นฉีไปอยู่แคว้นเอี้ยนมอบศีรษะให้ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าพบฉินอ๋อง

ภาพวาดแสดงการลอบสังหารฉินอ๋องของจิงเคอ, ที่มา – วิกิพีเดีย
ไม่เพียงแต่ศีรษะของแม่ทัพฟั่น แต่ยังมีแผนที่เมืองของแคว้นเอี้ยนอีกด้วย ฉินอ๋องจึงอนุญาตให้จิงเคอเข้าพบ เมื่อคลี่ม้วนแผนที่จนสุด จิงเคอใช้มีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในม้วนแผนที่แทงฉินอ๋อง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เขาถูกประหารชีวิตในที่สุด
หลังจากนั้นอีกห้าปี แคว้นเอี้ยนถูกกลืนโดยรัฐฉิน ฉินอ๋องสามารถรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งตั้งตนเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇) นับเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจีน
เรื่องเล่าการลอบสังหารของจิงเคอ นักฆ่าผู้สามารถเข้าใกล้ตัวจิ๋นซีฮ่องเต้มากที่สุด ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องค้นหา เหตุใดเขาจึงลอบสังหารไม่สำเร็จ? วิธีการลอบสังหารนั้นแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร? บทสนทนาระหว่างจิงเคอและจิ๋นซีเป็นไปในทิศทางใดกันแน่?
….
จางอี้โหมวตอบคำถามเหล่านี้กับเราด้วย “เรื่องเล่า” ที่เป็นแบบฉบับของเขาเอง ในภาพยนตร์เรื่อง Hero (英雄) ซึ่งถูกฉายครั้งแรกในปี พ.ศ. 2545
หมายเหตุ: เนื้อหาต่อไปนี้เปิดเผยบางส่วนของภาพยนตร์ (spoil)
Hero ได้รับอิทธิพลจาก อากิระ คูโรซาวาผู้กำกับภาพยนตร์นามอุโฆษของญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกลวิธีการใช้ “เรื่องเล่า” ของ “ราโชมอน” และการใช้ “สีสัญลักษณ์” ใน “แรน” ก็ตามที
ราโชมอนดำเนินเรื่องด้วย “เรื่องเล่า” ของปากคำจากพยานสี่รายซึ่งให้การไปในทิศทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จนไม่อาจสืบสวนได้ว่าเรื่องใดจริงเรื่องใดเท็จ
Hero ก็ดำเนินรอยตามด้วยเรื่องเล่าของ “ไร้นาม” นายอำเภอแขวงหลังเมิ่ง ผู้ซึ่งสามารถสังหาร “ฟ้าเวิ้ง” จอมทวนผู้สามารถเอาชนะองครักษ์ของฉินอ๋องได้เป็นจำนวนมาก เขาจึงได้รับอนุญาตจากฉินอ๋องให้เข้าเฝ้าได้ในระยะยี่สิบเก้า พร้อมทั้งรางวัลเป็นทรัพย์สิน ทองคำ และที่ดิน
“ไร้นาม” เล่าเรื่องการต่อสู้ของเขาและ “ฟ้าเวิ้ง” ในบ้านหมากล้อม สีที่ถูกใช้ในเรื่องเล่านี้ไม่ผิดเพี้ยน เพราะมีประจักษ์พยานเป็นมือปราบที่ตามจับฟ้าเวิ้งยืนยันอยู่ด้วย
นี่แทบไม่ต่างจากการต่อสู้ของนักดาบซามูไร หลังการประฝีมือด้วยเพลงดาบและเพลงทวนที่ทัดเทียมกัน ทำให้คนทั้งคู่ทราบว่าจำต้องพิชิตฝ่ายตรงข้ามด้วยผลตัดสินเพียงดาบเดียว
ไร้นามขอให้ผู้เฒ่าเล่นกู่ฉิน (พิณโบราณ) ในขณะพวกเขาทั้งคู่หลับตาทำสงครามในจิตใจ รอจังหวะลงมือครั้งสุดท้าย
เสียงอ้อยอิ่งของกู่ฉิน ควบไปกับเสียงหยดน้ำจากหลังคายามกระทบน้ำในถ้วยรองน้ำฝน สร้างมนต์เสน่ห์แสนประหลาด และความประทับใจให้กับผู้ชมหลายคนไม่รู้ลืม
ในการประลองยุทธ์ของนักดาบซามูไร การยืนสงบนิ่งมิใช่การพัก ต้องเตรียมพร้อมทั้งรับและรุก ผู้ที่ไม่สามารถรวบรวมสมาธิ จิตใจจะฟุ้งซ่าน ไม่อาจทัดทานยืนหยัดต่อการประลองด้วยกำลังจิต ชักนำให้ลงมือก่อน และนำไปสู่ความพ่ายแพ้
“ไร้นาม” ลงมือก่อน หากเขากลับสามารถพิชิต “ฟ้าเวิ้ง” ได้เพียงดาบเดียว…
ฉินอ๋องจึงชื่นชม “ไร้นาม” ว่ามีเพลงดาบที่รวดเร็ว พร้อมอนุญาตให้เขาดื่มฉลองในระยะที่ร่นเข้ามาอีกสิบก้าว พร้อมทั้งรางวัล เนื่องเพราะ “ไร้นาม” ยังสามารถสังหาร “หิมะเหิน” และ “กระบี่หัก” ทั้งคู่ไม่เพียงแต่เป้นคนรักกัน แต่ยังเกือบสามารถสังหารฉินอ๋องเสียด้วย
“ไร้นาม” เล่าเรื่อง ความแตกหักระหว่าง “หิมะเหิน” และ “กระบี่หัก” เพราะ “หิมะเหิน” นั้นปันใจให้กับ “ฟ้าเวิ้ง” เธอจึงมีหัวใจแตกสลายเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิต จางอี้โหม่วใช้ “สีแดง” แต่งแต้มใน “เรื่องเล่า” ตอนนี้ของ “ไร้นาม”
เรื่องลงท้ายด้วยความผิดใจของคนทั้งคู่ “หิมะเหิน” สังหาร “กระบี่หัก” และ “ปานเดือน” จากนั้นจึงเสียชีวิตใต้คมดาบของ “ไร้นาม” เนื่องเพราะนางนั้นหัวใจแตกสลายเสียแล้ว
ฉินอ๋องจับเท็จในเรื่องเล่าของ “ไร้นาม” ได้ เพราะเขาประเมินว่า “หิมะเหิน” และ “กระบี่หัก” มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะผิดใจกันด้วยเรื่องส่วนตัวนี้ได้ ฉินอ๋องมอบ “เรื่องเล่า” ที่ต่างออกไปให้ “ไร้นาม” ฉากนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีฟ้า
ฉินอ๋องมองว่า ทั้ง “ฟ้าเวิ้ง”, “หิมะเหิน” และ “กระบี่หัก” ต่างสละชีวิตให้กับ “ไร้นาม” เพื่อมอบโอกาสให้เขาเข้าพบฉินอ๋องภายในระยะสิบก้าว เพื่อสร้างโอกาสการลอบสังหารให้กับเขา นี่นับว่าฉินอ๋องไม่เพียงแต่เผชิญนักฆ่าที่มีจิตใจมุ่งมั่นที่สุด แต่ยังเผชิญนักฆ่าผู้มีปัญญาอีกด้วย
เปลวเทียนที่คั่นกลางระหว่าง ฉินอ๋อง และ ไร้นาม ซึ่งอยู่ห่างกันเพียงสิบก้าวนั้น สะบัดไปมาตามลมหายใจของไร้นาม บ่งบอกถึงความลังเลใจ เมื่อฉินอ๋องถาม ไร้นามจึงเล่าว่า กระบี่ที่เขาใช้มิได้สังหารฟ้าเวิ้ง และหิมะเหิน มันเป็นแต่เพียงการลวงผู้รับใช้ฉินอ๋องให้เป็นพยานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสให้เขาได้เข้าเฝ้าฉินอ๋องเท่านั้น ครั้นแล้วเขาก็เล่าเรื่องที่ได้พบกับ “กระบี่หัก” ภาพเรื่องเล่าตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเขียว
“กระบี่หัก” บรรลุขั้นสูงสุดของวิทยายุทธ์มิใช่ทางเพลงดาบ แต่เป็นด้วย “การเขียนอักษร” เขาทิ้งซึ่งอคติและจิตสังหาร นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้เขาไว้ชีวิตฉินอ๋องในการเข้าลอบสังหาร ทำให้เขาผิดใจกับ “หิมะเหิน” เขาเริ่มเห็นว่า การรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งของฉินอ๋อง จะทำให้สิ้นสุดสงครามและความแตกแยกของแผ่นดิน ประชาชนจะพบกับความสงบ
จริงอยู่แม้ฉินอ๋องจะเป็นคนโหดเหี้ยม อำมหิต แต่หากเลือกระหว่างความทุกข์ยาก การบาดเจ็บล้มตายระหว่างสงครามของแคว้นท้งเจ็ดแล้ว มันอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เขามอบตัวอักษร “ใต้หล้า” ให้กับ “ไร้นาม” คล้ายกับเตือน “ไร้นาม” ว่า ประโยชน์ส่วนรวม มิอาจเทียบได้กับความแค้นส่วนตน
ฉินอ๋องถึงกับต้องหลั่งน้ำตา เมื่อเขาได้รับทราบว่าผู้หยั่งถึงปณิธานอันยากจะมีผู้เข้าใจได้ของเขา กลับกลายเป็นศัตรูที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับเขามาตลอด
มองในอีกมุมหนึ่ง ใช่หรือไม่ว่า “ไร้นาม” ได้พ่ายแพ้ให้กับ “คมอักษร” ของ “กระบี่หัก” ไปเสียแล้ว? ใช่หรือไม่ว่าการโจมตีที่จิตใจย่อมได้ผลมหาศาลกว่าการฟาดฟันด้วยอาวุธ?

ที่มา – วิกิพีเดีย
“ไร้นาม” ไว้ชีวิตฉินอ๋อง หากแต่ฉินอ๋องมิอาจไว้ชีวิตของ “ไร้นาม”
เพราะเสียงตะโกนกู่ร้อง “ฆ่ามัน” และ “ปฏิบัติตามกฎหมาย” ของขุนนางและองครักษ์ ย่อมทำให้ “กษัตริย์” ไม่อาจเป็นตัวของตัวเอง ฉินอ๋องก็คือสัญลักษณ์ของรัฐฉิน หากเขาไม่ทำตามกฎหมาย ต่อไปจะหาผู้ใดมาเชื่อถือเขาได้อีก เขาสั่งประหาร “ไร้นาม” ทั้งน้ำตา
เมื่อแยกแยะเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนรวม ทั้งปล่อยวางความแค้นลงเสียได้ นี่ไฉน “ไร้นาม” จึงมินับเป็น “วีรบุรุษ” ที่แท้จริง?
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนด้วยเงินทุนกว่า 31 ล้านเหรียญ แต่มันประสบความสำเร็จจากการฉายทั้งในจีน ฮ่องกง และประเทศในตะวันตกด้วยรายได้ 177 ล้านเหรียญ บางทีสารที่ซ่อนอยู่ของหนังเรื่องนี้ อาจบอกให้เราทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องค้ำยันความชอบธรรมของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อธำรงไว้ซึ่งระเบียบ ความสงบ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของประเทศจีน
บาดแผลที่อาจปะทุให้เห็นบ้างในช่วง “การก้าวกระโดดครั้งใหญ่” หรือ “การปราบการประท้วงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน” ล้วนเป็นความเป็นจริงที่สมควรถูกลืม
ความพร้อมเพรียงและความเกรียงไกรของทหารฉิน แทบไม่ต่างอะไรกับการแสดงของทัพนักแสดงในกีฬาโอลิมปิค และการสวนสนามฉลองอันเป็นระเบียบเรียบร้อยและอลังการ เนื่องในโอกาสการครบรอบหกสิบปีของการก่อตั้งประเทศจีน
ใช่หรือไม่ว่า การใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือชวนเชื่อ ย่อมได้ผลกว่าการคุกคามด้วยยุทโธปกรณ์?
SIU เล่าเรื่องนี้ด้วยโทนตัวอักษร “สีน้ำเงิน”.
