Practical Report “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” มายาคติที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้ไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย

จันทร์ ปริเทวา

 

ทำไมคนเราต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ คำตอบที่มักให้ๆ กันมาคือ เพื่อศึกษาบทเรียนในอดีต แต่จำเป็นขนาดนั้นเลยหรือที่เราต้องมีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อจะได้รับบทเรียนในอดีต เพียงแค่ไปชมภาพยนตร์ว่าด้วยวีรกรรมความรักชาติของบรรพบุรุษ เพียงแค่ไปฟังนักการเมืองบนท้องถนนปราศรัยเรื่องเขาพระวิหาร เราก็จะได้บทเรียนมาอย่างล้นเหลือ โดยไม่มีความรู้ติดหัวมาเลยสักหยดเดียว

“บทเรียน” ดูจะเป็นราคาที่เราต้องจ่ายมากกว่า เพื่อการอยู่อย่างสงบสุขในสังคมอนุรักษ์นิยมงูๆ ปลาๆ อย่างสังคมไทย ดังนั้นเราถึงยิ่งต้องเรียนประวัติศาสตร์ เรียนเพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันจากบทเรียนในอดีตเหล่านี้

ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่เรารู้น้อยยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเอง นั่นก็คือเรื่องราวในต่างแดน วาทกรรม “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” เป็นผลพวงของความรู้อันคลาดเคลื่อนสองเด้งนี่เอง

ฮิตเลอร์ แท่จริงไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยสากล

ฮิตเลอร์ แท่จริงไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยสากล

1942 หรือ 1933

เรารับรู้ภาพสังคมเยอรมันนาซีจากการชมภาพยนตร์ โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เป็นเรื่องยากที่จะทำใจเชื่อว่าอาชญากรรมขั้นร้ายแรงปานนั้น เกิดขึ้นในสังคมเยอรมัน โดยไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้าน ขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำใจเชื่อว่าชาวเยอรมันเกือบทุกคนเห็นด้วยกับอาชญากรรมนั้น
ระหว่างสองเรื่องที่ทำใจเชื่อได้ยาก ดูเหมือนเราจะเอนเอียงไปทางเรื่องหลังมากกว่า จึงเป็นที่มาของความเชื่อว่า ชาวเยอรมันถูกปลุกปั่นโดยการโฆษณาชวนเชื่อ หลงผิดเป็นชอบ และลงคะแนนเสียงให้ฮิตเลอร์ จนฮิตเลอร์ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาได้

ความเข้าใจผิดตรงนี้ มาจากการสับสนระหว่างปี 1942 (เมื่อตู้อบแก๊สเริ่มถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประหารชาวยิว) และปี 1933 (เมื่อฮิตเลอร์เริ่มขึ้นมาเรืองอำนาจ) สำหรับนักการเมืองคนหนึ่ง หรือกระทั่งผู้นำในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องยากแสนยากที่จะควบคุมกลไกโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ สร้างสังคมที่เป็นปึกแผ่นทางความคิด เช่น สังคมเยอรมันยุคนาซี แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วฮิตเลอร์ทำสำเร็จ แต่กระบวนการดังกล่าวดำเนินไปอย่างเต็มที่ ภายหลังตัวเขายึดครองอำนาจสำเร็จแล้วต่างหาก
พิจารณาความสำเร็จในการเลือกตั้งของพรรคนาซี ในเดือนกรกฎาคม 1932 พรรคนาซีได้ที่นั่งในรัฐสภา 230 เสียง เป็นพรรคใหญ่สุด แต่เมื่อเทียบกับจำนวนที่นั่งทั้งหมด 608 ที่นั่ง เท่ากับเพียงหนึ่งในสามกว่าๆ เท่านั้น เนื่องจากการเลือกผู้แทนของเยอรมันในยุคนั้น ใช้ระบบสัดส่วน (คล้ายๆ Party List ของเมืองไทย) ดังนั้นตัวเลขนี้สะท้อนจำนวนผู้สนับสนุนพรรคนาซีได้เป็นอย่างดี (สัดส่วนหนึ่งในสามนี้ใกล้เคียงกับจำนวนร้อยละของคะแนนเสียงที่ฮิตเลอร์ได้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีเดียวกัน)

นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

เวลาประวัติศาสตร์ถูกอ้างอิงอย่างงูๆ ปลาๆ ผู้อ้างมักทึกทักเอาเองว่า สภาพสังคมที่รายล้อมเหตุการณ์หรือบุคคล ไม่ได้แตกต่างกันมากมายระหว่างอดีตและปัจจุบัน (เช่น ทึกทักเอาเองว่ารัฐชาติไทยถือกำเนิดเป็นตัวเป็นตนตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น)

กรณี “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” เป็นผลพวงของการเอารูปแบบประชาธิปไตยไทย ไปสวมคลุมเยอรมัน เมื่อรู้ว่าพรรคนาซีเป็นพรรคเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็เข้าใจผิดว่า เยอรมันคงเหมือนกับเมืองไทยคือ ผู้นำพรรคเสียงข้างมากจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

ในความเป็นจริง ระบบการเลือกตั้งแบบเมืองไทย ที่ตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติและผู้นำฝ่ายบริหารถูกเลือกขึ้นมาพร้อมกัน มาจากพรรคเดียวกัน ไม่ได้เป็นสากลทั่วโลก การที่พรรคนาซีเป็นพรรคเสียงข้างมาก ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะมีอำนาจในการบริหารประเทศ (อันที่จริง ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะมีอำนาจในการตรากฏหมายด้วยซ้ำ เพราะกฎหมายสำคัญๆ ต้องใช้เสียงข้างมากถึงสองในสาม)

ประเทศเยอรมันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาเป็นสาธารณรัฐหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตำแหน่งประมุขของประเทศเปลี่ยนจากเชื้อพระวงศ์ มาเป็นประธานาธิบดี (president) ที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีของเยอรมันคนแรกคือ Friedrich Ebert หัวหน้าพรรค Social Democrat ซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมากในรัฐสภาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลก (1918) จนถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 20

นอกจากประธานาธิบดี เยอรมันยังมีอีกตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี (Chancellor) ตำแหน่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 บทบาทหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ที่แน่นอนคือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ประธานาธิบดีเพียงผู้เดียวมีสิทธิแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง และไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคเสียงข้างมากในรัฐสภา (ตลอดสิบเอ็ดปีที่พรรค Social Democrat ครองเสียงข้างมาก ประเทศเยอรมันเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 11 คน และมีเพียง 4 คนเท่านั้นที่มาจากพรรคนี้)

ก่อนหน้าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ฮิตเลอร์เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และพ่ายแพ้แก่ประธานาธิบดีคน Paul von Hindenburg ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฮิตเลอร์จึงมาจากการแต่งตั้งในภายหลัง ไม่ใช่การเลือกตั้ง ฮิตเลอร์ฉลาดและอำมหิตพอจะใช้ตำแหน่งนี้ กำจัดคู่แข่งทางการเมืองด้วยวิธีผิดกฏหมายต่างๆ นานา (ประกาศกฎอัยการศึก รัฐประหารเงียบ ใช้กองกำลังบนท้องถนนประทุษร้ายฝ่ายตรงข้าม ใส่ร้ายใส่ความ จับสมาชิกสภาไปขังคุก) และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นผู้นำเผด็จการ ภายหลังการตายของประธานาธิบดี Hindenberg

พิธีสารผู้อาวุโสแห่งไซออน

ในยุโรปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หนังสือเล่มหนึ่งที่โด่งดังมากๆ คือพิธีสารผู้อาวุโสแห่งไซออน (The Protocols of the Elders of Zion) หนังสือเล่มนี้เรียบเรียงรายละเอียดแผนการยึดครองโลกของชาวยิว ผ่านการชักใยเบื้องหลังผู้นำแต่ละประเทศ

หนังสือเล่มนี้เป็นของปลอม รายละเอียดถูกตบแต่งขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่าเหตุการณ์ในหนังสือเกิดขึ้นจริง หลักฐานความเท็จของหนังสือเล่มนี้ถูกเปิดเผยตั้งแต่ปี 1921 อย่างไรก็ดี ในประเทศเยอรมัน หนังสือปลอมเล่มนี้ก็ยังถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และส่งอิทธิพลแก่ลัทธิต่อต้านชาวยิว เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจ มันกลายเป็นแบบเรียน ที่เด็กชาวเยอรมันจะถูกบังคับให้อ่าน

พิธีสารผู้อาวุโสแห่งไซออนคือตัวอย่างวาทกรรมปลอมแปลงที่ส่งอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม น่าใตร่ตรองว่า ทั้งที่หลักฐานความเท็จของหนังสือถูกเปิดเผยให้เห็นทนโท่ แต่ประดาครูอาจารย์ ผู้มีการศึกษาทั้งหลายก็พร้อมจะอ่านและเผยแพร่มันราวกับเป็นเรื่องจริง พิธีสารผู้อาวุโสแห่งไซออน คงคล้ายๆ กับวาทกรรม “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” ในเมืองไทย เป็นเรื่องเท็จที่คนกลุ่มหนึ่งรักจะเชื่อ และพูดมันออกไป โดยไม่สนใจว่ามันจะไปกัดเซาะพลังประชาธิปไตย และเป็นรากฐานให้อำนาจเผด็จการหรือไม่

ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธว่าการเลือกตั้งไม่มีผลทางอ้อมต่อการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศของฮิตเลอร์ และยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า พอถึงปลายทศวรรษที่ 30 ฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จในการครองใจชาวเยอรมัน มากพอที่จะส่งกองกำลังทหารเข้ายึดโปแลนด์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ดี คำพูดสั้นๆ “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” ดูจะเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้าง “บทเรียน” ที่ตอบสนองอคติ “ไม่เอาประชาธิปไตย” เสียมากกว่า

ฮิตเลอร์อาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่วาทกรรม “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” มีส่วนช่วยให้คนอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมาครองอำนาจ

 

  • Guykaew

    ผมว่า “ฮิตเลอร์” คล้าย อภิสิทธิ์ มากกว่านะ
    คือแพ้เลือกตั้งแต่ได้เสียงมาพอสมควร(35%)

    แล้วพอรัฐบาลเริ่มไม่มั่นคง ประธานาธิบดีก็แต่งตั้งเอาฮิตเลอร์มาเป็นนายกฯ

  • http://www.facebook.com/people/Piyaphum-Kanchanacharoen/100001746331273 Piyaphum Kanchanacharoen

    ไม่เห็นด้วยบทความชิ้นนี้ครับ

  • Mgo

    ประธานาธิบดี มาจากการเลือกตั้ง แล้วไปแต่ตั้ง ฮิตเลอร์
    แล้ว ฮิตเลอร์ ไม่ได้มาจากระบอบ ประชาธิปไตย เหรอ?
    เผด็จการมีหลายแบบ เผด็จการทหาร เผด็จการคอมมิวนิสต์
    เผด็จการราชา เผด็จการประชาธิปไตย

    พูดถึงแต่ ประชาธิปไตย ทำไมไม่พูดถึง คอรัปชัน บ้าง
    อุปสรรคใหญ่ของประเทศด้อยพัฒนา คือ คอรัปชัน ไม่ใช่ระบอบการปกครอง
    มันช่างหอมหวานเหลือเกิน คอรัปชั่น ในระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ
    ที่การตรวจสอบเป็นง่อย นักการเมืองจะฆ่าจะแกงกัน เพื่อเข้าสู่อำนาจ
    ประชาชนก็หลงไหลนักการเมือง ถึงขั้นแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจะฆ่าจะแกงกัน

    อำนาจที่พระมหากษัตริย์สละ ไม่เคยถึงมือประชาชน
    แต่อยู่ที่กลุ่มนายทหาร นายตำรวจ และนักการเมือง

    อยากรู้เหมือนกัน
    เวียดนามปกครองแบบ คอมมิวนิสต์ แต่เอาจริงกับการคอรัปชัน
    กับไทยปกครอง ประชาธิปไตย 100% แล้วปล่อยให้คอรัปชันเบ่งบาน
    ใครมันจะพัฒนาไปไกลกว่ากัน

  • Sadhit

    แล้วแธตเชอร์ เรแกน บุช ล่ะครับ
    ผมว่าการคำนึงถึงว่าคนอย่างฮิตเลอร์ก็อาจมาจากการเลือกตั้งได้ ในอีกด้านหนึ่งเป็นผลดีต่อประชาธิปไตย
    มันเป็นการเตือนเราว่า การเมืองประชาธิปไตยเป็นความรับผิดชอบของประชาชน เราต้องมีสติ ตื่นตัว เปิดกว้าง ต้องคอยกระตุ้นเตือนซึ่งกันและกันอยู่เสมอ

    ไม่นานเท่าไรนี้ มีผู้บริหารพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันมาเป็นแขกในสมมนาอะไรอันหนึ่งที่กรุงเทพ ผมส่งคำถามไปเรื่องการส่งเสริมวิชาปรัชญาเพื่อคุณภาพทางการเมืองของประชาชน แกไม่ยอมตอบ ต้องถามซ้ำอีกครั้ง ได้ความว่า คนเยอรมันขยาดเรื่องนี้(เหมือนเคยโดนคนรักหลอก เลยกลัวความรัก) เพราะเคยโดนกล่อมโดยปรัชญา(ปลอม)ของไฮเด็กเกอร์ นักปรัชญาที่โด่งดัง(popular)ในสังคมเยอรมันสมัยนั้น ให้เห็นดีไปกับนาซี

    คุณสมศักดิ์ เจียม.แกว่าฮิตเลอร์ชนะด้วยกโลบาย ไม่ใช่เพราะแรงหนุนจากประชาชน แต่กับบอลเชวิค แกยืนยันว่าเป็นมติมหาชน ไม่ใช่กโลบายแต่อย่างใด

  • อรรถพร สุรฉัตร

    การเลือกตั้งนั้นเหมาะสมดีแล้ว ถือว่าเลือกแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องยอมรับได้ ในเมื่อคนส่วนใหญ่ได้เลือกแล้ว และพวกเราต้องทำใจยอมรับมันให้ได้   เมื่อยอมรับกันได้ปัญหาการขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้นแต่อย่างไร  

  • http://aosekai.net/ Pongsakorn U-chupala

    รุ่นพี่ที่ผมนับถือท่านหนึ่งให้ความเห็นแย้งมาว่า “half-truth อีกแล้ว ความจริงแล้วหลังการตายของ Hindenburg ในปี 1934 ก็ได้มีการคัดเลือกผู้นำเยอรมันในตำแหน่งปธน.คนใหม่มาทำงานแทน โดยทางสำนักปธน.ได้เสนอชื่อ Hitler และได้ทำประชามติเพื่อให้ประชาชนชาวเยอรมันออกเสียงรับรองมตินี้ ซึ่งมีเสียงรับรองถึง 38,279,514 เสียงหรือคิดเป็น 84.6% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด” โดยอ้างอิงจาก http://www.nytimes.com/learning/general/onthisday/big/0819.html ไม่ทราบว่าทางผู้เขียนมีข้อโต้แย้งประการใดหรือไม่ครับ?

  • sun

    ก่อนหน้านั้นฮิตเลอร์ยุบพรรคการเมืองอื่น และกำจัดคู่แข่งทางเมืองทิ้งจนเหี้ยน
    แล้วใครจะกล้าลงมติไม่เห็นด้วย
    ถ้าผมเป็นคนเยอรมันตอนนั้น ผมก็กลัว
    คล้ายๆกับประโยครับๆไปก่อน ไม่งั้นจะเอาของแย่ๆมาให้ใช้นะ

  • http://aosekai.net/ Pongsakorn U-chupala

    ประเด็นคือผู้เขียนอ้างว่ามาจากการแต่งตั้ง ในขณะที่รุ่นพี่ผมแย้งว่าจริงๆ แล้วมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งขัดกันน่ะครับ จึงอยากทราบคำชี้แจ้งจากทางฝั่งนี้ด้วย เพราะโดยส่วนตัวผมก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองเยอรมันสักเท่าไหร่ ไม่ทราบว่าความจริงเป็นเช่นไรเหมือนกันครับ

  • http://twitter.com/YLVR YLVR

    เพล้ง!!! เสียงเศษหน้าของผู้เขียนบทความ…

    เนี่ยแหล่ะหนา รีบหยิบเอาแต่สิ่งที่ตนเห็นว่าเข้าทางตนเองมาใช้

  • Suriyaluktoong

    “…อีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นด้านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไชยันต์อ้างว่าฮิตเลอร์มีมติมหาชนสนับสนุน แต่กลับไม่ได้เสนอความจริงอีกด้านหนึ่งว่า “มติมหาชน” ที่ว่านี้ได้มาด้วยการบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยกลวิธีอันฉ้อฉลต่างๆกัน พรรคนาซีของฮิตเลอร์นั้นไม่ได้มีแต่นักการเมืองที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีเท่านั้น แต่ตั้งแต่ฮิตเลอร์เข้าร่วมพรรคนี้เป็นต้นมา พรรคนี้ก็มีอีกปีกหนึ่งที่เป็นฝ่ายรุนแรง พร้อมที่จะใช้กำลังได้ทุกเมื่อ ตอนที่ฮิตเลอร์ถูกจับขังคุกในราวต้นทศวรรษ ๑๙๒๐ นั้นก็เพราะว่าเขาพยายามใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยฝ่ายรุนแรงของพรรคนาซี (เรียกว่า “เสื้อน้ำตาล”) ก่อการวุ่นวายโดยมุ่งจะโค่นล้มอำนาจรัฐบาลในขณะนั้น และเมื่อฮิตเลอร์ออกจากคุกมาก็ยังดำเนินการวิธีทางการเมืองที่รวมเอากระบวนการปกติกับกระบวนการรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อข่มขวัญประชาชนเยอรมันให้เชื่อว่า มีแต่พรรคนาซีเท่านั้นที่เป็นทางเลือกเดียวของเยอรมัน เมื่อฮิตเลอร์เริ่มมีอำนาจมากขึ้น กระบวนรุนแรงเหล่านี้ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น มีการใช้โฆษณาชวนเชื่อในแนวทางต่างๆมากมายพร้อมกับความรุนแรง วิธีการที่เป็นที่รับรู้กันมากที่สุดคือการเผาอาคารรัฐสภา โดยวันหนึ่งเกิดไฟไหม้ขึ้นที่อาคารรัฐสภาของเยอรมัน แทนที่ฮิตเลอร์จะเปิดให้มีการสอบสวน กลับประกาศทันทีว่าเป็นฝีมือของพรรคคอมมิวนิสต์ (ทั้งๆที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าพรรคนาซีของฮิตเลอร์เองเป็นผู้เผา แล้วป้ายความผิดให้พรรคคอมมิวนิสต์) แล้วทันใดนั้นก็ออกจับทุกๆคนที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์และกระบวนการฝ่ายซ็าย การกระทำเช่นนี้รวมกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างปูพรมทุกลมหายใจ ทำให้ประชาชนชาวเยอรมันส่วนหนึ่งเกิดความกลัวไม่กล้าแม้กระทั่งจะเลือกพรรคอื่น โดยคิดว่าถ้าไม่เลือกพรรคนาซีจะเกิดความวุ่นวายในประเทศอย่างไม่สิ้นสุด และข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ พรรคนาซีไม่เคยได้รับเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ในการเลือกตั้งเลย ดังนั้นที่ไชยันต์บอกว่าฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจเพราะมติมหาชนล้วนๆ จึงเป็นการเดินตามคำโฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซีอย่างไม่รู้ตัว (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถดูได้ทางอินเทอร์เน็ตได้ที่นี่ –How Hitler Became a Dictator)”

    จากบทความนี้ครับhttp://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/04/ไชยันต์-ไชยพรกับปัญหาปร/

  • Stwatchai

    ระบอบการปกครอง ทุกระบอบ แสดงให้เห็นว่า ประชาชน เป็นรากฐาน แต่พอ ก่อร่างขึ้นเป็นองค์กรแล้ว มักจะไม่เสมอภาค เพราะว่า ประชาชนนั้น ไม่มีรากฐานความเข้าใจ ระบอบนั้นๆอย่างชัดเจน โดยทั่วไปนั้น บูชา ตัวบุคคล (ฮิตเลอร์, เหมาเจอตุง, เจงกิสข่าน, โอบามา, พระพุทธเจ้า, ในหลวง, ฯลฯ) เมื่อไหร่ ประชาชน เข้าใจรากฐานการปกครอง (นั้นคือต้องมีการศีกษา) เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจ ควรจะวางรากฐาน การศึกษา และเมื่อรากฐาน มีปัญญา ก็จะเกิดการถกเถียง แล้วก็จะเกิดการรวมตัว และจะทำให้เกิดการกระจายอำนาจ ซึ่งไม่ควรจะมีการคิดออกมาจากบุคคลแค่บางคน หรือกลุ่มนึงเท่านั้น เมื่อไหร่ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีปัญญา จะไม่สามารถเกิดระบบการปกครองที่มีความเสมอภาค โดยปกครองโดยประชาชน และเพื่อประชาชน

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=100002669559570 Anderson Bkk

    สรุป hitler เรื่องเดียว ตัดสินกันได้เลย เชื่อ ไม่เชื่อ ประชาธิปไตย หึหึ

  • Sadhit

    การยึดอำนาจของ รสช. ดูตามรูปแบบ มันเป็นการ หักดิบ กันเหลือหลายเป็น “ปฏิวัติ” อย่างรุนแรงทีเดียว ใครมาอ่านเรื่องนี้ก็คงจะกล้าพนันว่าประชาชนที่กำลังเสวยผลทางเศรษฐกิจจากความเปิดกว้างของบ้านเมืองจะต้องช็อคและไม่พอใจ รสช.อย่างมาก  แต่ความจริงซึ่งคนร่วมสมัยนั้นได้ประจักษ์คือ คนแม่งเฮกันทั้งประเทศ รวมทั้งคนในมหาวิทยาลัยด้วย
    (หรือการยึดอำนาจ 19 ก.ย.นี่ก็ด้วย ถ้าจัดให้มีประชามติกัน ณ เวลานั้น ผมว่าเสียงส่วนใหญ่รับรอง คมช.นะ)

  • Sopon

    โปรดอ่าน เสียงส่วนใหญ่คือความถูกต้อง
    http://prachatai.com/journal/2011/06/35438
    …… บางคนอ้างผิด ๆ ว่าเสียงส่วนใหญ่ก็ตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น กรณีการเถลิงอำนาจของนาซี เยอรมนี โดยอ้างว่าฮิตเลอร์ก็มาจากการเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงก็คือ การเลือกตั้งในปี 2476 ดังกล่าว นาซีไม่ได้ชนะด้วยเสียงส่วนใหญ่ นาซีได้คะแนนเสียงเพียง 44% เท่านั้น ทั้งนี้ยังเป็นการเลือกตั้งสกปรก รวมทั้งการทำลายคู่แข่งของฮิตเลอร์ และแม้นาซีจะชนะการเลือกตั้งใน 33 จาก 35 เขตเลือกตั้ง ก็เป็นการชนะด้วยเสียงที่ได้มากที่สุดแต่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่อยู่ดี