จันทร์ ปริเทวา
ทำไมคนเราต้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ คำตอบที่มักให้ๆ กันมาคือ เพื่อศึกษาบทเรียนในอดีต แต่จำเป็นขนาดนั้นเลยหรือที่เราต้องมีความรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อจะได้รับบทเรียนในอดีต เพียงแค่ไปชมภาพยนตร์ว่าด้วยวีรกรรมความรักชาติของบรรพบุรุษ เพียงแค่ไปฟังนักการเมืองบนท้องถนนปราศรัยเรื่องเขาพระวิหาร เราก็จะได้บทเรียนมาอย่างล้นเหลือ โดยไม่มีความรู้ติดหัวมาเลยสักหยดเดียว
“บทเรียน” ดูจะเป็นราคาที่เราต้องจ่ายมากกว่า เพื่อการอยู่อย่างสงบสุขในสังคมอนุรักษ์นิยมงูๆ ปลาๆ อย่างสังคมไทย ดังนั้นเราถึงยิ่งต้องเรียนประวัติศาสตร์ เรียนเพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกันจากบทเรียนในอดีตเหล่านี้
ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่เรารู้น้อยยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเอง นั่นก็คือเรื่องราวในต่างแดน วาทกรรม “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” เป็นผลพวงของความรู้อันคลาดเคลื่อนสองเด้งนี่เอง

ฮิตเลอร์ แท่จริงไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยสากล
1942 หรือ 1933
เรารับรู้ภาพสังคมเยอรมันนาซีจากการชมภาพยนตร์ โดยเฉพาะภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว เป็นเรื่องยากที่จะทำใจเชื่อว่าอาชญากรรมขั้นร้ายแรงปานนั้น เกิดขึ้นในสังคมเยอรมัน โดยไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้าน ขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำใจเชื่อว่าชาวเยอรมันเกือบทุกคนเห็นด้วยกับอาชญากรรมนั้น
ระหว่างสองเรื่องที่ทำใจเชื่อได้ยาก ดูเหมือนเราจะเอนเอียงไปทางเรื่องหลังมากกว่า จึงเป็นที่มาของความเชื่อว่า ชาวเยอรมันถูกปลุกปั่นโดยการโฆษณาชวนเชื่อ หลงผิดเป็นชอบ และลงคะแนนเสียงให้ฮิตเลอร์ จนฮิตเลอร์ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาได้
ความเข้าใจผิดตรงนี้ มาจากการสับสนระหว่างปี 1942 (เมื่อตู้อบแก๊สเริ่มถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประหารชาวยิว) และปี 1933 (เมื่อฮิตเลอร์เริ่มขึ้นมาเรืองอำนาจ) สำหรับนักการเมืองคนหนึ่ง หรือกระทั่งผู้นำในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องยากแสนยากที่จะควบคุมกลไกโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างสมบูรณ์แบบ สร้างสังคมที่เป็นปึกแผ่นทางความคิด เช่น สังคมเยอรมันยุคนาซี แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วฮิตเลอร์ทำสำเร็จ แต่กระบวนการดังกล่าวดำเนินไปอย่างเต็มที่ ภายหลังตัวเขายึดครองอำนาจสำเร็จแล้วต่างหาก
พิจารณาความสำเร็จในการเลือกตั้งของพรรคนาซี ในเดือนกรกฎาคม 1932 พรรคนาซีได้ที่นั่งในรัฐสภา 230 เสียง เป็นพรรคใหญ่สุด แต่เมื่อเทียบกับจำนวนที่นั่งทั้งหมด 608 ที่นั่ง เท่ากับเพียงหนึ่งในสามกว่าๆ เท่านั้น เนื่องจากการเลือกผู้แทนของเยอรมันในยุคนั้น ใช้ระบบสัดส่วน (คล้ายๆ Party List ของเมืองไทย) ดังนั้นตัวเลขนี้สะท้อนจำนวนผู้สนับสนุนพรรคนาซีได้เป็นอย่างดี (สัดส่วนหนึ่งในสามนี้ใกล้เคียงกับจำนวนร้อยละของคะแนนเสียงที่ฮิตเลอร์ได้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีเดียวกัน)
นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
เวลาประวัติศาสตร์ถูกอ้างอิงอย่างงูๆ ปลาๆ ผู้อ้างมักทึกทักเอาเองว่า สภาพสังคมที่รายล้อมเหตุการณ์หรือบุคคล ไม่ได้แตกต่างกันมากมายระหว่างอดีตและปัจจุบัน (เช่น ทึกทักเอาเองว่ารัฐชาติไทยถือกำเนิดเป็นตัวเป็นตนตั้งแต่สมัยอยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น)
กรณี “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” เป็นผลพวงของการเอารูปแบบประชาธิปไตยไทย ไปสวมคลุมเยอรมัน เมื่อรู้ว่าพรรคนาซีเป็นพรรคเสียงข้างมากในรัฐสภา ก็เข้าใจผิดว่า เยอรมันคงเหมือนกับเมืองไทยคือ ผู้นำพรรคเสียงข้างมากจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ในความเป็นจริง ระบบการเลือกตั้งแบบเมืองไทย ที่ตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติและผู้นำฝ่ายบริหารถูกเลือกขึ้นมาพร้อมกัน มาจากพรรคเดียวกัน ไม่ได้เป็นสากลทั่วโลก การที่พรรคนาซีเป็นพรรคเสียงข้างมาก ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะมีอำนาจในการบริหารประเทศ (อันที่จริง ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะมีอำนาจในการตรากฏหมายด้วยซ้ำ เพราะกฎหมายสำคัญๆ ต้องใช้เสียงข้างมากถึงสองในสาม)
ประเทศเยอรมันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ มาเป็นสาธารณรัฐหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตำแหน่งประมุขของประเทศเปลี่ยนจากเชื้อพระวงศ์ มาเป็นประธานาธิบดี (president) ที่มาจากการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีของเยอรมันคนแรกคือ Friedrich Ebert หัวหน้าพรรค Social Democrat ซึ่งเป็นพรรคเสียงข้างมากในรัฐสภาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลก (1918) จนถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 20
นอกจากประธานาธิบดี เยอรมันยังมีอีกตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี (Chancellor) ตำแหน่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 บทบาทหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ที่แน่นอนคือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ประธานาธิบดีเพียงผู้เดียวมีสิทธิแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง และไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคเสียงข้างมากในรัฐสภา (ตลอดสิบเอ็ดปีที่พรรค Social Democrat ครองเสียงข้างมาก ประเทศเยอรมันเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 11 คน และมีเพียง 4 คนเท่านั้นที่มาจากพรรคนี้)
ก่อนหน้าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ฮิตเลอร์เคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และพ่ายแพ้แก่ประธานาธิบดีคน Paul von Hindenburg ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของฮิตเลอร์จึงมาจากการแต่งตั้งในภายหลัง ไม่ใช่การเลือกตั้ง ฮิตเลอร์ฉลาดและอำมหิตพอจะใช้ตำแหน่งนี้ กำจัดคู่แข่งทางการเมืองด้วยวิธีผิดกฏหมายต่างๆ นานา (ประกาศกฎอัยการศึก รัฐประหารเงียบ ใช้กองกำลังบนท้องถนนประทุษร้ายฝ่ายตรงข้าม ใส่ร้ายใส่ความ จับสมาชิกสภาไปขังคุก) และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นผู้นำเผด็จการ ภายหลังการตายของประธานาธิบดี Hindenberg
พิธีสารผู้อาวุโสแห่งไซออน
ในยุโรปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หนังสือเล่มหนึ่งที่โด่งดังมากๆ คือพิธีสารผู้อาวุโสแห่งไซออน (The Protocols of the Elders of Zion) หนังสือเล่มนี้เรียบเรียงรายละเอียดแผนการยึดครองโลกของชาวยิว ผ่านการชักใยเบื้องหลังผู้นำแต่ละประเทศ
หนังสือเล่มนี้เป็นของปลอม รายละเอียดถูกตบแต่งขึ้นมาเพื่อให้ผู้อ่านเชื่อว่าเหตุการณ์ในหนังสือเกิดขึ้นจริง หลักฐานความเท็จของหนังสือเล่มนี้ถูกเปิดเผยตั้งแต่ปี 1921 อย่างไรก็ดี ในประเทศเยอรมัน หนังสือปลอมเล่มนี้ก็ยังถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง และส่งอิทธิพลแก่ลัทธิต่อต้านชาวยิว เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจ มันกลายเป็นแบบเรียน ที่เด็กชาวเยอรมันจะถูกบังคับให้อ่าน
พิธีสารผู้อาวุโสแห่งไซออนคือตัวอย่างวาทกรรมปลอมแปลงที่ส่งอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ในสังคม น่าใตร่ตรองว่า ทั้งที่หลักฐานความเท็จของหนังสือถูกเปิดเผยให้เห็นทนโท่ แต่ประดาครูอาจารย์ ผู้มีการศึกษาทั้งหลายก็พร้อมจะอ่านและเผยแพร่มันราวกับเป็นเรื่องจริง พิธีสารผู้อาวุโสแห่งไซออน คงคล้ายๆ กับวาทกรรม “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” ในเมืองไทย เป็นเรื่องเท็จที่คนกลุ่มหนึ่งรักจะเชื่อ และพูดมันออกไป โดยไม่สนใจว่ามันจะไปกัดเซาะพลังประชาธิปไตย และเป็นรากฐานให้อำนาจเผด็จการหรือไม่
ผู้เขียนไม่ได้ปฏิเสธว่าการเลือกตั้งไม่มีผลทางอ้อมต่อการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศของฮิตเลอร์ และยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า พอถึงปลายทศวรรษที่ 30 ฮิตเลอร์ประสบความสำเร็จในการครองใจชาวเยอรมัน มากพอที่จะส่งกองกำลังทหารเข้ายึดโปแลนด์ อันเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ดี คำพูดสั้นๆ “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” ดูจะเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้าง “บทเรียน” ที่ตอบสนองอคติ “ไม่เอาประชาธิปไตย” เสียมากกว่า
ฮิตเลอร์อาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่วาทกรรม “ฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้ง” มีส่วนช่วยให้คนอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมาครองอำนาจ
