แบ๊งค์ งามอรุณโชติ (Featuring by ปรเมศร์ รังสิตผล)
อนุกรรมาธิการเสริมสร้างเครือข่ายภาคประชาชน
ในคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและการสร้างธรรมาภิบาล (วุฒิสภา)
(ติดตามอ่านตอนที่ 1 ได้ ที่นี่)
อีกตัวอย่างหนึ่งท่านผู้อ่านเคยดูละครฝรั่งชื่อ Crime Scene Investigation: New York ไหมครับ? หากใครเคยได้ดูจะเห็นว่ากรมตำรวจของนิวยอร์กนั้นเขาใช้วิธีการ “สุ่ม” ตรวจสารเสพติดของเจ้าหน้าที่ประจำโดยไม่บอกให้ทราบล่วงหน้า การสุ่มนี้อาจถูกสุ่มซ้ำก็ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องกันตัวเองให้ห่างสารเสพติดตลอดเวลา หาไม่แล้วหากเกินเกณฑ์ก็จะถูกไล่ออกทันที หัวใจสำคัญของวิธีการทั้งสองคือ “รุก” อย่างไรให้หน่วยงานตรวจสอบหรือส่งเสริมความซื่อตรงนั้น “ทำน้อย – ได้มาก” ซึ่งวิธีการหนึ่งก็คือการสร้างระบบ “สุ่มตรวจ” ซึ่งจะทำให้ผู้ถูกตรวจสอบมีประพฤติกรรมเสมือนถูกตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา (เพื่อมีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจได้ตลอดเวลา) นั่นเอง
ส่วนใหญ่แล้วโครงสร้างแรงจูใจที่ได้ผลมักต้องถูกยกระดับเป็นสถาบันที่แน่นอน (Institutionalization)เช่น เขียนเป็นกฎหมาย แต่ทว่า ในกรณีเฉพาะหน้าหากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ปรับเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนแปลงวิธีคิดไปสู่การจัดการปัญหาความไม่ซื่อตรงที่คิดเชิงรุกมากยิ่งขึ้นดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ก็จะส่งผลอย่างมากต่อการคลี่คลายปัญหา
ในส่วนของความซื่อตรงระดับสังคมหรือที่เรียกว่า collective integrity นั้นอันนี้ผู้เขียนยอมรับว่าแก้ยาก คือ เพราะแท้ที่จริงแล้วมันคือสิ่งที่เรียกว่าการบ่มเพาะประสบการณ์ทางสังคม (cumulative social function form) ความหมายก็คือ ลำพังการสร้างระบบโครงสร้างแรงจูงใจในระดับใหญ่ๆ ก็ช่วยให้สังคมเกิดความซื่อตรงที่มากขึ้นหรือบรรยากาศที่เชื่อมั่นในความซื่อตรงมากขึ้นได้ แต่มันจะไม่ส่งผลทันที สังคมต้องการเวลาในการสร้างความเชื่อมั่นและเห็นว่าบรรทัดฐานทางสังคมได้ปรับตัวยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมีภาพลักษณ์สะสมได้ดังกล่าวแล้วความซื่อตรงของสังคมจึงจะพลิกเปลี่ยนไปสู่ด้านที่ดีได้ กล่าวเช่นนี้อาจจะดูนามธรรมก็จะยกตัวอย่างให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นดังนี้
ในเกาหลีใต้นั้นก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกับประเทศไทยเราคือ ฝ่ายการเมืองและกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด (พวก Chaebol) ผนึกสายสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น การพัฒนาทั้งหลายมักมีการทุจริต ความไม่ซื่อตรงต่างๆ นานาเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายการเมืองและกลุ่มทุนเสมอๆ การแก้ไขปัญหาทุจริตทำได้ยากลำบากอย่างมาก โดยเฉพาะการออกมากดดันต่อสู้กับฝ่ายการเมืองและกลุ่มทุนยิ่งเป็นเรื่องที่บุคคลธรรมดาทั่วไปไม่สามารถจินตนาการได้ว่าจะประสบความสำเร็จ ทว่าล่าสุด อดีตประธานาธิบดีโนห์ มู-เฮียนถูกสอบสวนคดีทุจริต 6 ล้านดอลลาร์ จนกดดันให้เกิดความเครียดและอัตวินิบาตกรรมด้วยการกระโดดหน้าผาเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2552 ในขณะที่อดีตประธานาธิบดีเกาหลีอีก 2 คน คือ เชิน ดู-วาน และโนห์ แต-วู ก็ถูกศาลสั่งจำคุกในข้อหาทุจริตทั้งคู่หลังจากที่ได้พ้นตำแหน่งไปแล้ว (RYT9, 2553) ภายหลังการเอาผิดประธานาธิบดีทั้งสองท่านทำให้สังคมตื่นตัวและเห็นว่าเป็นไปได้ที่จะจัดการกับฝ่ายการเมืองที่ทุจริตและนำไปสู่การปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมอย่างกว้างขวางรวมถึงฝ่ายการเมืองเองด้วย
ดังนั้น ถ้าจะกล่าวอย่างกำปั้นทุบดินก็คือ collective integrity จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคมได้ผ่านประสบการณ์ของการต่อสู้และได้รับชัยชนะในการสอบสวนเอาผิดคนใหญ่คนโตมากเพียงพอจนเชื่อมั่นว่าระบบ นั่นเอง ซึ่งคงต้องเชิงอรรถเอาไว้ด้วยว่า การประสบความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นส่วนสำคัญโดยไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นผลมาจากระบบที่ติดอยู่กับรัฐอย่างกฎหมายต่างๆ หรือระบบที่ติดอยู่กับประชาชนอย่างเช่นองค์กรพัฒนาเอกชนที่รับข้อมูลทรัพยากรและฟ้องร้องรัฐหรือผู้มีอำนาจแทนประชาชนก็ตาม และหากจะให้ดีที่สุดการมีกลไกหรือระบบที่ช่วยส่งเสริมกันทั้งฝั่งรัฐและประชาชนย่อมเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าการผลักภาระไปให้เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ความซื่อตรงของสังคมด้านรัฐ ด้านทุน และ ด้านวัฒนธรรม
ส่วนนี้เป็นส่วนที่ขยายประเด็นความซื่อตรงของสังคมขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพราะผู้เขียนเห็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งอีกประการคือ เวลาผู้เขียนไปร่วมเวทีเสวนาใดก็ตามที่เกี่ยวกับความซื่อตรง ผู้ที่ร่วมเวทีมักมีความโน้มเอียงที่จะพูดถึงความซื่อตรงโดยเน้นหนักไปที่การวิพากษ์ รัฐบาล” เป็นหลัก คติที่เอนเอียง (bias) เช่นนี้ ทำให้เรามองไม่เห็นองค์รวมของปัญหา (totality) และเอนเอียงที่จะมองเห็นว่าฝ่ายการเมืองคือใจกลางของปัญหาความไม่ซื่อตรงทั้งหมด (political determinism) ทั้งๆ ที่จริงๆ งานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า ปัญหาความไม่ซื่อตรงๆ ในรูปแบบต่างๆ ดำรงอยู่ในฝั่งด้านทุน, และชีวิตประจำวัน (กระทั่งวัฒนธรรม) ของพวกเราทุกคนอย่างปัดความรับผิดไปไม่ได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นในที่นี้จะยกปัญหาคอรัปชันมาเป็นตัวอธิบายถึงความไม่ซื่อตรงฝั่งทุนและฝั่งประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่รัฐมาแสดงเพิ่มเติม ดังนี้

คอร์รัปชั่น ปัญหาในกระดูกดำ - ภาพจากเว็บ tortahan.net
การคอรัปชัน การทุจริต หรือที่เข้าใจง่ายๆว่าการโกงนั้นเป็นปัญหาที่นักการเมืองและข้าราชการไม่ว่าจะในยุคสมัยประชาธิปไตยและเผด็จการล้วนถูกกล่าวหาทั้งนั้น แม้ว่าในปัจจุบันรัฐจะได้มีมาตรการในการตรวจสอบและป้องกันการคอรัปชันที่มากมากไม่ว่าจะเป็นองค์กรต่างๆ อาทิ การตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ศาลอาญาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการออกกฎหมายขึ้นมาป้องกันหลายฉบับ ทว่าปัญหาคอรัปชันก็ยังคงดำรงอยู่ ทว่าเปลี่ยนรูปแบบไปแบบที่ตรวจสอบยากมากขึ้นเช่น ทุจริตเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ
สาเหตุที่ทำให้ปัญหาคอรัปชันยังดำรงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้นั้น อาจเนื่องมาจากว่า การคอรัปชันนั้นเป็นวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ในวิธีคิดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชนทั้งประเทศโดยไม่รู้ตัว (เพียงแต่นักการเมืองและข้าราชการเป็นกลุ่มเป้าหมายที่โดนเพ่งเล็งมากที่สุด เนื่องจากเกี่ยวข้องและมีส่วนได้ส่วนเสียกับทรัพยากรส่วนรวมมากที่สุด อาทิ เงินภาษี เป็นต้น) คนที่ชี้นิ้วด่านักการเมืองว่าเป็นพวกคอรัปชันนั้น ควรตอบคำถามตัวเองด้วยว่าพฤติกรรมการติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อขับรถผิดกฎจราจร การตกแต่งบัญชีบริษัทเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีอากร การลอกข้อสอบคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง หรือแม้กระทั่งการหยิบปากกาของบริษัทกลับไปใช้เอง ถือว่าเป็นการโกง การทุจริต หรือการคอรัปชันหรือไม่
ศาสตราจารย์ Dan Ariely นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economist) ได้ค้นพบข้อมูลทางสถิติที่เกี่ยวข้องกับ “การคอรัปชันในชีวิตประจำวัน” ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา (ดูตาราง 2) ซึ่งจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการคอรัปชันหรือการฉ้อโกงที่เกิดจากประชาชนคนทั่วไปนั้นได้สร้างความเสียหายสูงถึง 1,052,000 – 1,057,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 39.59– 39.74 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 31 บาท ต่อ ดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ยังค้นพบว่าใน ปี พ.ศ.2547 ความเสียหายที่เกิดจากการปล้น ย่องเบา ลักทรัพย์และการขโมยรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริการวมกันประมาณ 16,000 ล้านบาทนั้นยังน้อยกว่า ความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงในภาคบริษัทเอกชนกว่า 38 เท่าตัวด้วยซ้ำ และมูลค่าความเสียหายในธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมฉ้อโกงจำนวน250,000 ล้านดอลลาร์นั้นมีมูลค่าเกือบถึงครึ่งหนึ่งของมูลค่าที่ธุรกิจนี้ได้สร้างขึ้นจริง จำนวน 626,000 ล้านดอลลาร์อีกด้วย ซึ่งมูลค่าความเสียหายจำนวนมากซึ่งเกิดจากการฉ้อโกงดังกล่าวเป็นข้อมูลที่มีการเปิดเผย ยังไม่นับรวมความเสียหายที่ไม่ได้มาจากข้อมูลที่ไม่ได้เปิดเผย หรือไม่ได้จัดเก็บมากมาย

ข้อค้นพบตรงนี้นั้นได้บ่งบอกว่าพฤติกรรมการฉ้อโกงจากปัจเจกบุคคลเล็กน้อยหลายคนนั้น เมื่อรวมกันแล้วถือว่ามีมูลค่าความเสียหายมหาศาล นอกจากนี้ยังสามารถขยายความได้อีกว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมฉ้อโกงนั้นไม่ได้มีแค่นักการเมืองและข้าราชการเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้แล้ว ปัญหาของคอรัปชันที่มีสมมติฐานว่ามาจากนักการเมืองและข้าราชการเป็นส่วนใหญ่นั้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่ คำว่าคอรัปชันที่เข้าใจกันทุกวันนี้เป็นมายาคติที่ทำให้หลงลืมไปได้หรือไม่ว่าคำๆนี้ไม่ได้มาจากนักการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะคำแปลของคำๆนี้ก็คือ โกง ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้ไม่ต่างกันเลยไม่ว่าจะมาจากใครก็ตาม
