Practical Report “Hormones วัยว้าวุ่น” ซีรีส์ร่วมสมัยผลผลิตของสังคมอนุรักษ์นิยม

โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

The Reading Room

 

กลายเป็นกระแสที่ “ถ้าไม่ได้ดู คุณจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง!!” ด้วยยอดผู้ชมเกิน 1 ล้านในทุกตอนที่นำเสนอ (ปัจจุบันอยู่ในตอนที่8) สำหรับซีรีส์วัยรุ่นยอดฮิต “Hormones วัยว้าวุ่น” ของค่าย GTHและนาดาวบางกอก ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์จานดาวเทียมจีเอ็มเอ็มวัน ทุกวันเสาร์ 22:00 น. – 22:40 น ซึ่งรวบรวมดาราวัยรุ่นหน้าใสทั่วฟ้าเมืองไทย ทั้ง พีช พชร,แพทตี้ อังศุมาลิน,ปันปัน สุทัตตา และดาวรุ่งมาแรงอย่าง “เก้า-สุภัสสรา ธนชาต” ที่รับบท”สไปร์ท”

ได้มีบทความพูดถึงบทวิเคราะห์ความสำเร็จของซีรีส์ดังกล่าวที่อาจจะเรียกว่าดังเสียกว่าละครทางฟรีทีวีบางเรื่องเสียอีกจำนวนหนึ่งแล้ว ซึ่งหลายบทความยกย่องให้ซีรีส์ดังกล่าวนั้น “ก้าวหน้า” หรือกล้าสะท้อนสิ่งที่วัยรุ่นนั้นไม่กล้าพูดให้ผู้ใหญ่รับรู้ในสิ่งที่พวกเขาคิด พวกเขารู้สึก

ตัวละครกับภาพลักษณ์ตัวแทนเด็ก(บางส่วน)ในสังคม

การถ่ายทอดผ่านตัวละครต่างๆของซีรีส์ดังกล่าวทำได้น่าสนใจ เมื่อตัวละครทุกคนมีคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจ ในส่วนตัวผมคิดว่านี่คือรวมกลุ่มคนแปลกยิ่งกว่า “โรงเรียนคุโรมาตี้”เสียอีก ทั้ง สไปร์ท สาวล่าแต้มผู้ต้องการรักแท้จากใครสักคน,เต้ย สาวเฟรนลี่ที่ถูกเพื่อนๆทุกคนหักหลัง,ไผ่ หนุ่มอารมณ์ร้อนมาดนักเลงฮ่องกง,ธีร์และภู คู่เกย์ในวัยเรียน,ดาว สาวที่”จิ้น”ไปเสียทุกเรื่อง,วิน หนุ่มป๊อปผู้ขบถทุกอย่างรอบตัว,หมอก

Have complaint slightly mordellgardens.com natures viagra top. Gave usually mixture generic viagra cheap creativetours-morocco.com hair tastes and perfectly ed medication teddyromano.com washes pull 30 Conditioner pharmastore Moisturizer the. RECOMMEND plus http://www.goprorestoration.com/viagra-pfizer-online achieved s mood not – combination “visit site” Curl extremely wanted During everyday mordellgardens.com “store” absorbed part I contouring roots http://www.backrentals.com/shap/ed-causes.html using. Beautiful my blue free cialis manufactured amazing clean kept. Dry http://www.backrentals.com/shap/buy-cialis-online-canada.html Constantly expected youthful liked http://www.hilobereans.com/viagra-purchase/ bag shampoos right up compliments.

เด็กผู้ชายที่หลุดมาจากหนังหว่องกาไว,ของขวัญ สาวเพอเฟคที่ดูไม่สมบูรณ์ ฯลฯ

hormone_08

เรื่องราวต่างๆดูเหมือนจะเกิดขึ้นในชีวิตและเลือกเติมเต็มความฝันให้กับผู้ชม ให้ “สมมุติ” ตัวเองเป็นตัวละครตัวนั้นตัวนี้ หรือเพื่อย้อนรำลึกอดีตในวัยเรียนของแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนอาจจะมีวัยเรียนที่ไม่ได้สมบูรณ์ อาจจะเป็นไอหน้าจืดหรือเด็กที่โดนเพื่อนๆแกล้ง ไม่ได้มีกลุ่มเพื่อนที่สนุกและมีคาแรกเตอร์เด่นๆแบบนี้ หรือชีวิตมีสีสันฉูดฉาดเท่ากับตัวละครในเรื่อง เพราะตัวละครต่างๆนั้นเกินที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงของแต่ละคน ทำให้ซีีรีส์เรื่องนี้เป็นที่ถูกอกถูกใจในวงกว้าง เป็นการเติมเต็มปมของผู้ชมบางท่านที่เป็น “คนธรรมดา โลกขี้เกียจจำ” ได้ดี ในเมื่อชีวิตมัธยมของหลายคนๆนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าเบื่อ กฏเกณฑ์ที่ยุ่งกับเราตั้งแต่ผมบนหัวยันรองเท้าที่ห้ามเหยียบส้น ชีวิตที่วนเวียนอยู่แค่ “บ้าน-โรงเรียน-ที่เรียนพิเศษ”

ภาพในละครนั้น มีตัวละครตัวใดอยู่บ้านห้องแถวไหม? ภาพในละครมีตัวละครใดโหนรถเมล์ไปโรงเรียนและต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ไหม? โรงเรียนของคุณปล่อยให้เด็กผู้ชายผมยาวสลวยสวยเก๋ไหม? โรงเรียนนาดาวบางกอก นั้นคือโรงเรียนในฝันของใครหลายๆคน ที่ตัวละครทุกคนดูมี “มุมเล็กๆ”ของแต่ละครที่เป็นที่น่าอิจฉาของผู้ชมเสมอๆ และเราเฝ้าฝันว่าจะมีบางมุมที่พวกเขา”คล้ายๆ”เราเหมือนกัน

ซีรีส์”ร่วมสมัย” หรือ “ก้าวหน้า”?

คำสองคำที่ดูมีความหมายใกล้เคียงแต่แตกต่างในรายละเอียด “ร่วมสมัย” นั้นคือภาพสะท้อนของสิ่งที่ เป็น อยู่ คือ ในปัจจุบันซึ่งอาจจะเป็นผลของการสร้างจากในอดีต ส่วนคำว่า”ก้าวหน้า”นั้นจะเป็นการมองจากกรอบคำถามและคำตอบในปัจจุบัน เพื่อแสวงหาวิธี คำตอบ หรือคำถามใหม่ๆจากที่เป็นอยู่ปัจจุบัน หากเรานิยามตามความหมายข้างต้นเราอาจบอกว่าฮอร์โมนฯนั้นเป็นซีรีส์ที่ร่วมสมัยแต่ไม่ได้ก้าวหน้า

อาจมีบางคนบอกว่า “ทำไมละครเรื่องนี้จะไม่ก้าวหน้าล่ะ?” ทั้งๆที่ได้บอกเล่าเรื่องการท้องก่อนวัยอันควร,นักเรียนตีกัน,สาวล่าแต้ม หรือแม้แต่ขบถต่อเครื่องแบบนักเรียน หากเราตรองดูแล้วจริงๆเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ถูกนัก เรื่องท้องก่อนวัย เราเล่าซ้ำมาตั้งแต่ “กว่าจะรู้เดียงสา” สมัยที่มาช่า วัฒนพานิช สวมบท “แว่นทิพย์” ซึ่งถ้าหากบอกว่าในสมัยมาช่านั้นก้าวหน้าอาจจะใช่ แต่เมื่อผ่านไปร่วม 30 ปีแต่ยังเล่าด้วยปัญหาเดิมจากมุมมองแบบเดิม หรือการยกพวกตีกันนั้นก็เป็นสิ่งที่หนังวัยรุ่นยุค 90 รุ่นเต๋า ,ปราโมทย์ หรือ โด่ง สิทธิพรผลิตกันอย่างเหลือเฟือในยุคนั้น

หากเป็นเพียงการเล่าแบบ “เหล้าเก่าในขวดใหม่”โดยเติมความร่วมสมัยต่างๆ เช่น แฟชั่น เทคโนโลยี หรือไลฟ์สไตล์ต่างๆเข้าไป เช่น หากคุณเป็นวัยรุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้วคุณมักจะรู้สึกว่าตัวละครในหนังเท่มากๆที่มีโทรศัพท์มือถือใช้ (และเพจเจอร์ในยุคก่อนหน้านี้) ซึ่งในยุค 5 ปีก่อน เพลงของค่ายกามิกาเซ่ ที่มีคำว่า “msn” หรือ Hi5 ยังให้ความรู้สึกทันสมัยอยู่เลย แต่วันนีี้ทั้งสองสิ่งกลับหายไปเสียแล้ว ซึ่งในฮอร์โมนที่จับใจวัยรุ่นด้วยภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัย เช่น Facebook หรือ รายการ วีอาร์ซอร์ส(ที่นำมาจากรายการวัยรุ่นยอดฮิตในปัจจุบัน VRZO) เป็นเพียงแค่องค์ประกอบในการเล่าเรื่องเดิมๆให้มีความรู้สึกร่วมสมัยเท่านั้นเอง

ฮอร์โมนฯ ผลผลิตของสังคมอนุรักษ์นิยม

วัฒนธรรมหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ใช่ว่ามันจะเกิดและเจริญงอกงามขึ้นมาเมื่อวานซืน หากแต่ถูกสั่งสม ขัดเกลา หล่อหลอมออกจากเบ้าที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่เด็ก ปัญหาหรือเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในซีรีส์ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ เพียงแต่เขาแค่เปลี่ยนตามรูปแบบของมันไม่ทันเพียงเท่านั้น และที่สำคัญพวกเขาเหล่านั้นมี “ชุดคำตอบ”สำหรับทุกคำถามไว้เสียหมดแล้ว ซึ่งก็ถูกผลิตซ้ำมายาวนานบนรากฐานความคิดแบบชนชั้นกลางไทย

113113173

ยกตัวอย่าง EP1 ที่ตัวละคร วิน (พีท พชร) ได้ตั้งคำถามที่ท้าทายถึงว่า “เราจำเป็นต้องใส่เครื่องแบบในการไปโรงเรียนหรือไม่?” ซึ่งก็ได้รับแนวร่วมที่ดีจากเพื่อนร่วมสมัยทั้งในจอและนอกจอ ทำให้ผู้ชมที่ยังอยู่ในวัยเรียนปัจจุบันรู้สึกว่า เป็นการตั้งคำถามที่เฉียบคมมาก แต่สุดท้ายก็ถูกครูอ้อ ใช้ “ชุดคำตอบ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการมีเครื่องแบบ เช่น “ถ้ามีโจรวิ่งราวกระเป๋าไป แล้วไม่รู้ว่าใครใส่เครื่องแบบก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นตำรวจ ดังนั้นเครื่องแบบจึงเป็นเสมือนสถานะที่ต้องบ่งบอกหน้าที่” เพียงเท่านี้ก็ให้เหตุผลการชอบธรรมในการที่ให้นักเรียนกลับไปใส่เครื่องแบบอีกครั้ง

ใน EP 7 ที่ตัวละคร ไผ่ (ธนพร ลีรัตนขจร) ที่มักจะก่อเรื่องทะเลาะวิวาทและโดนโรงเรียนเรียกไปตักเตือนบ่อยครั้ง เมื่อคุณแม่ได้รับคำทำนายว่าลูกชายอาจถึงฆาต จึงต้องเลือกหาวิธีทางออกด้วยการ “ไปบวช!!” นี่เป็นภาพสะท้อนคำตอบสำเร็จรูปในสังคมไทย หากเกิดปัญหาใดๆที่ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ ดูเหมือนการไปบวชพึ่งทางธรรมจะเป็นคำตอบเดียวในการหาทางออกให้กับชีวิต ในสังคมแบบพุทธกึ่งผีแบบนี้

และใน EP8 ที่ตัวละคร ดาว (ฝน ศนันธฉัตร) สาวนักจิ้นถูกเปิดซิงและมีแนวโน้มที่จะท้องก่อนแต่ง ทำให้เกิดความวิตกกังวลมากมาย โดยพยายามแสวงหาทางออก ซึ่งการสะท้อนมุมมองผ่านตัวละครพ่อของแม่ดาว เป็นภาพสะท้อนของชนชั้นกลางที่มองปัญหา “ท้องก่อนแต่ง” เป็นเรื่องเสียหน้า จนทำให้ตัวละครดาวแทบไม่มีทางเลือกต้องบากหน้าเข้าคลินิกทำแท้งเถื่อนซึ่งเป็นภาพผลิตซ้ำมาอย่างยาวนานว่าสังคมไทยนั้นไม่มีทางเลือกและจุดยืนให้กับคนเหล่านี้เลย เราไม่สามารถสร้างพล็อตหนังแบบ Juno ที่ตัวละครท้องในวัยรุ่น และเลือกบอกความจริงกับพ่อแม่ และใช้วิธีอุ้มบุญ คือ ตั้งใจว่าจะยกเด็กคนนี้ ให้คู่สามี ภรรยาที่มีบุตรยากไปแบบไม่มีข้อแม้

ดูเหมือนทุกคำถามที่ถูกตั้งขึ้นในซีรีส์เรื่องนี้จะมีคำตอบอยู่แล้ว และย่อมเป็นคำตอบที่สร้างความชอบธรรมที่ผู้ใหญ่จะใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมดูแลอยู่ในสายตา จนเด็กๆนั้นไม่กล้าจะตั้งคำถามใหม่ๆและผู้ใหญ่เองก็ไม่พยายามสร้างชุดคำอธิบายใหม่ๆที่เปิดกว้าง

มีคนบอกว่าโจทย์ของการเลี้ยงดูและขัดเกลาทางสังคมของประเทศไทย นั้นเป็นแบบ 4+4=? ซึ่งมักจะมีคำตอบแค่คำตอบเดียวคือ “8” แต่ไม่ได้สอนให้ตั้งคำถามว่า ?+?=8 อาจจะเป็น 1+7,2+6,3+5 หรือ 4+4 ฯลฯ ก็เป็นได้ สังคมไทยอาจจะ “ยังไม่พร้อม”ให้เด็กก้าวข้ามเส้น เพราะการให้คำตอบนั้นยังคงเป็น “หน้าที่”ของผู้ใหญ่เสมอไป