จากรายงานการสอบสวนของตำรวจ และการให้ข้อมูลของอดีตผู้นำเครือข่ายเจไอ (Jemaah Islamiya หรือ JI) ระบุว่าผู้ต้องสงสัยที่อยู่เบื้องหลังแผนระเบิดพลีชีพสองโรงแรมในกรุงจาการ์ตาคือ นูดิน ท็อป (หรือนูดิน โมฮัมหมัด ท็อป) ผู้นำเครือข่ายก่อการร้ายกลุ่มย่อย ที่แตกตัวออกมาจากเครือข่ายของกลุ่มเจไอ ชาวมาเลเซีย รายงานชี้ว่านูดินได้เช็คอินเข้าพักที่โรงแรมก่อนการโจมตีจะเกิดขึ้น

ภาพนูดิน โมฮัมหมัด ท็อป (ภาพจากเอฟบีไอ), ที่มา – วิกิพีเดีย
“ผมมั่นใจ 200% ว่านี่เป็นฝีมือของเขาแน่” นาเซอร์ อับบาส อดีตผู้นำเจไอที่ตอนนี้หันมาเป็นผู้ให้ข้อมูลกับตำรวจชี้ ขณะนี้อับบาสกำลังทำงานร่วมกับตำรวจเพื่อร่วมกันสืบสวนการโจมตีของผู้ก่อการร้ายครั้งล่าสุด
ระเบิดที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดในโรงแรมเจดับบลิว มาริออท และ ริทซ์ คาร์ลตัน กลางกรุงจาการ์ตาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแปดราย และบาดเจ็บอีก 50 ราย
เจ้าหน้าที่สืบสวนของตำรวจระบุว่า “เมื่อพิจารณาจาก เป้าหมาย สถานที่ และลักษณะของระเบิด มันชัดเจนอย่างยิ่งที่เป็นฝีมือของนูดิน” เขายังระบุด้วยว่าเจ้าหน้าที่ได้พบกระดาษบันทึกข้อความ, โทรศัพท์มือถือ และถุงที่ใส่ระเบิดในกระเป๋าคอมพิวเตอร์โน้ตบุคในห้อง 1808 ในโรงแรมมาริออท ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ก่อการร้ายเตรียมระเบิดเอาไว้ เจ้าหน้าที่สืบสวนยังอ้างข้อมูลจากพนักงานต้อนรับของโรงแรมซึ่งเล่าว่า ชายคนที่เข้าพักยังห้องดังกล่าวใช้ชื่อว่า “เนอร์ดิน” และฝากเงินสดจำนวน 1,000 เหรียญสหรัฐ เนื่องจากไม่มีบัตรเครดิต
นูดิน ท็อป หรือในฉายา “มนุษย์เงิน” มีความเชี่ยวชาญในการชักชวนคนเข้าร่วมในเครือข่าย ประกอบระเบิด ฝึกผู้ก่อการร้ายให้ใช้ระเบิดฆ่าตัวตาย และเชี่ยวชาญในการระดมทุนเพื่อหนุนกิจการของเครือข่ายการก่อการร้าย เป็นที่เชื่อกันว่าเขาอยู่เบื้องหลังแผนการวางระเบิดบาหลีในปี 2545, การระเบิดโรงแรมเจดับบลิว มาริออทในกรุงจาการ์ตาเมื่อปี 2546, การระเบิดสถานฑูตในกรุงจาการ์ตาเมื่อปี 2547 และการระเบิดในบาหลีเมื่อปี 2548 นอกจากทางการมาเลเซีย และอินโดนีเซียกำลังตามล่าเขาแล้ว เขาก็ยังอยู่ในรายชื่อผู้ก่อการร้ายของเอฟบีไอในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญการวางระเบิด” อีกด้วย
กลุ่มเจไอ
เครือข่ายอัลกออิดะห์ มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับกลุ่มเจไอ และเคยให้ความช่วยเหลือในการปฏิบัติการในช่วงทศวรรษ 90 และต้นทศวรรษ 20 อีกด้วย เชื่อกันว่าผู้นำของกลุ่มเจไออย่าง ริดวน อิซามุดดิน (หรือฮัมบาลี) และ อาบู ดูจานา เคยได้รับการฝึกฝนจากอัลกออิดะห์ในประเทศอัฟกานิสถานในช่วงปลายทศวรรษ 90 การฝึกดังกล่าวเป้นผลทำให้มีการใช้ระเบิดพลีชีพและการใช้ระเบิดพลีชีพในรถยนต์ในการโจมตีบาหลี และจาร์กาต้าเมื่อปี 2545 – 2548
ต่อมากลุ่มเจไอก็ให้การสนับสนุนเครือข่ายการก่อการร้ายอย่างเช่นกลุ่มกบฏอาบูซายาฟ และ โมโร อิสลามมิค ลิเบอเรชัน ฟร้อนท์ ในแถบมินดาเนาของฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ก็ยังให้การสนับสนุนกลุ่ม คัมปูลาน มูจาฮิดีน ของมาเลเซีย และลัสการ์ จิฮาดของอินโดนีเซียอีกด้วย
เชื่อกันว่าผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มเจไอคือ อาบู บัคการ์ บาชีร์ เขาเคยถูกจับกุมและถูกจำคุกเป็นช่วงสั้นๆในระหว่างปี 2548 – 2549 ก่อนได้รับการปล่อยตัวออกมา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนเขาเรียกร้องให้ชาวมุสลิมเชื้อสายอินโดให้การสนับสนุนการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ก่อนหน้านี้เขาวางแผนที่จะให้รัฐบาลอินโดนีเซียยอมรับกฎหมายชาริอะ เรียกร้องให้สังหารประธานาธิบดีโอบามา และอดีตประธานาธิบดีจอร์จ บุช ของสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังเคยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี จอห์น โฮเวิร์ดของออสเตรเลียเปลี่ยนศาสนามานับถืออิสลาม เพื่อให้พ้นจากการตกนรกและรับการให้อภัยจากพระผู้เป็นเจ้า ด้านนายกรัฐมนตรีโฮเวิร์ด ออกแถลงการณ์โต้ตอบว่า รัฐบาลออสเตรเลียรู้สึก “ผิดหวังและเสียใจ” กับข่าวที่ถูกเผยแพร่ออกมาเช่นนั้น
เมื่อปลายปีที่แล้วบาชีร์ยังวางแผนที่จะก่อตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามกลุ่มใหม่ในอินโดนีเซียที่ชื่อกลุ่ม “Jemaah Ansharut Tauhid” หรือภาคีของเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า เขายังโจมตีว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นแผนสมคบคิดกันระหว่าง สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และยิว
การเลือกตั้งปธน.ของอินโดนีเซีย
การระเบิดขึ้นกลางกรุงจาการ์ตาครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจตระหนักว่ายังมีความไม่ปลอดภัยในอินโดนีเซีย แม้ว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะเป็นการบ่งชี้ถึงชัยชนะของประธานาธิบดี ซูสิโล บัมบัง ยุทโธโยโน เหนือนางเมกาวะตี ซูการ์โน บุตรี อีกสมัย ผลสำรวจการเลือกตั้งระบุว่าเขาได้รับเสียงลงคะแนนราว 60% ซึ่งจะเพียงพอให้เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีใหม่อีกครั้งโดยไม่ต้องกมีการเลือกตั้งซ้ำอีกครั้งเพื่อวัดผลกับผู้ที่ได้รับผลคะแนนรองลงมา
ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุทโธโยโน อดีตนายทหารที่หันมาเอาดีทางการเมือง หากไม่มีอะไรผิดพลาดเขาจะได้ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย, ที่มา – วิกิพีเดีย
การเมืองในอินโดนีเซียไม่ได้มีหนทางราบเรียบอย่างที่หลายคนคิดกันไว้ แม้ทั้งความชอบธรรมจากผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประธานาธิบดีซูซิโล และเสียงจากที่นั่งสส. ในสภาของพรรค PD (Partai Demokrat) ของนายซูสิโล ที่ยังคงได้เปรียบพรรคคู่แข่ง PDI-P (Partai Demokrasi Indonesia Perjuangan) ของนางเมกาวะตี และพรรค Golkar (Partai Golongan Karya) ซึ่งเคยเป็นพรรคที่มีอำนาจในอดีตมาก่อน
คู่หู เมกะโปร : นางเมกาวะตี ซูการ์โน บุตรี และ นายพล พราโบว ซูเบียนโต, ที่มา – วิกิพีเดีย
นายซูซิโลยังต้องเผชิญกับปัญหาทั้งจากผู้ก่อการร้ายเครือข่ายเจไอและพันธมิตร ตลอดจนการเขย่าอำนาจของ คู่หู “เมกะโปร” ซึ่งเป็นการขนานนามการผนึกกำลังของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี เมกาวะตี ซูการ์โน บุตรี และ นายพล พราโบโว ซูเบียนโน อดีตผู้บังคับการหน่วยรบพิเศษ ผู้ซึ่งเคยเป็นคู่อริกับนายซูการ์โน บิดาของนางเมกาวะตีมาก่อน
พราโบโวถือเป็นนักการเมืองฝ่ายขวา เขาแต่งงานกับ ‘ทิเทียก’ บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต ทั้งยังเคยถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการลักพาตัว – ทรมานนักโทษ – ละเมิดสิทธิมนุษยชน – และเป็นฆาตกร ต่อกลุ่มผู้ประท้วงและนักเคลื่อนไหวในการต่อต้านอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต้
เรียบเรียงจาก : การ์เดียน, The Economist, CFR, วิกิพีเดีย 1, วิกิพีเดีย 2, วิกิพีเดีย 3
