ความปั่นป่วนทางการเมือง อาจทำให้คนไทยจำนวนมาก หลงลืมไปว่า “เศรษฐกิจ” ของเรากำลังเผชิญภาวะวิกฤตด้วย
วิกฤตครั้งนี้ อาจเข้าใจยากกว่า ปี 2540 เพราะต้นเหตุของวิกฤตไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย
แต่ปัญหากลับเกิดขึ้นในใจกลางของระบบทุนนิยมโลก คือ สหรัฐอเมริกา
เมื่อยักษ์ใหญ่จาม แมงเม่าน้อยอย่างไทยจะรอดพ้นไปได้อย่างไร ?
เพื่อดำรงตนในความไม่ประมาท ทั้งคนที่ตระหนักและไม่ตระหนักถึงความถดถอยทางเศรษฐกิจ
จึงอยากนำบทความของ “นักเศรษฐศาสตร์” มือหนึ่งของไทย มาให้คนไทยได้ร่วมเรียนรู้กัน
…………………………………………………….
แม้จะเพิ่งเริ่มเผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ (โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างชัดเจนในปี 2009) แต่ก็เริ่มมีคนตั้งคำถามแล้วว่าเศรษฐกิจจะเป็นขาลงนานเพียงใดและเมื่อไรจะฟื้นตัว คำถามดังกล่าวตอบยากแต่สามารถนำเอาประสบการณ์ในอดีตมาเล่าสู่กันฟังได้ โดยเฉพาะประเทศอเมริกา
จากข้อมูลของ National Bureau of Economic Research (NBER) ในช่วงปี 1854-2001 หรือ ประมาณ 150 ปี เศรษฐกิจมีวัฏจักรขึ้น-ลงรวมทั้งสิ้น 32 รอบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ 1. ปี 1854 ถึงการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 (1854-1919) 2. สงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และ 3 .ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 2001 ทั้งนี้ NBER ยังมิได้ชี้ชัดว่าเศรษฐกิจรอบนี้เริ่มถดถอยลงเมื่อใด แต่นิยามของความถดถอยทางเศรษฐกิจ คือ การที่เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลงอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ว่า NBER จะฟันธงว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มถดถอยตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้ แปลว่าวัฏจักรของเศรษฐกิจหรือรอบของเศรษฐกิจครั้งล่าสุดนี้จะยาวนานถึง 7 ปี หรือ 84 เดือน
โดยเฉลี่ยแล้วหากดูจากตาราง จะเห็นว่า ถ้าพิจารณาทั้งช่วง 150 ปี ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนั้นจะยืดเยื้อประมาณ 17 เดือน แต่หากจะแยกเป็นช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น ก็จะเห็นว่าในสมัยก่อน เศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงตกต่ำเป็นเวลานานกว่าสมัยปัจจุบันอย่างมาก คือ ในช่วง 1854-1919 นั้นความตกต่ำจะยืดเยื้อนานโดยเฉลี่ยถึง 22 เดือน และลดลงมาที่ 18 เดือนในช่วง 1919-1945 แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมานั้น ความถดถอยทางเศรษฐกิจจะกินเวลาแค่ 10 เดือนโดยเฉลี่ย
หากจะนำเอาช่วง 1945-2001 มาเป็นเกณฑ์ก็จะพบว่าช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนานที่สุด คือ ช่วงปลายปี 1973 ถึงต้นปี 1975 (รวมทั้งสิ้น 16 เดือน) ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติน้ำมันตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อปรับขึ้นสูงเป็นเลข 2 หลัก และช่วงกลางปี 1981 ถึงปลายปี 1982 (รวมทั้งสิ้น 16 เดือน) ซึ่งสหรัฐปรับดอกเบี้ยขึ้นสูงถึง 20% เพื่อสกัดเงินเฟ้อทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก สองช่วงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกได้รับความบอบช้ำมากที่สุด จึงอาจสรุปได้ว่าหากการถดถอยทางเศรษฐกิจรอบนี้ได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำประมาณ 1 ปี แต่หากมองว่ามีปัญหามากและยืดเยื้อก็เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจอาจตกต่ำยาวนานประมาณ 1 ปีครึ่ง สำหรับผู้ที่สงสัยว่าช่วง Great Depression นั้นรุนแรงมากเพียงใด ก็ต้องตอบว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยยาวนานถึง 43 เดือน (1929-1933) โดยจีดีพีของสหรัฐหดตัวลง 29% ซึ่งเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุด หากไม่นับการหดตัวในช่วงที่เกิดสงครามโลก ซึ่งทำให้ประเทศที่ต้องเผชิญกับสงคราม อาทิเช่น เยอรมนีต้องประสบกับการหดตัวของจีดีพีถึง 68% ในช่วง 1943-1946 เป็นต้น
อาจสรุปได้ว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้น น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เฉลี่ยแล้วไม่นานเกิน 1 ปี และอย่างมากก็น่าจะไม่เกิน 18 เดือน นอกจากนั้น การหดตัวทางเศรษฐกิจก็น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2-3% เป็นอย่างมาก สำหรับส่วนของการว่างงานนั้น ก็น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4% จากช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ ซึ่งจะมีการว่างงานประมาณ 4-5%
แต่ข่าวดี คือ เศรษฐกิจจะมีช่วงที่ดียาวนานกว่าช่วงที่แย่อย่างเห็นได้ชัด อาทิเช่น ในช่วง 1854-2001 นั้น ช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวดีนั้นยาวนานถึง 38 เดือน หรือกว่า 1 เท่าตัวของช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย คือ 17 เดือน และหากดูข้อมูลเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน (1945-2001) ก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยขยายตัวนานถึง 57 เดือน ในขณะที่ตกต่ำเฉลี่ย 10 เดือนต่อหนึ่งรอบ แปลว่าช่วงที่ดีขึ้นมากกว่าช่วงที่แย่เกือบ 6 ต่อ 1 ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกให้ว่าเป็นความรู้ความสามารถของระบบเศรษฐกิจและผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ และขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องยาวนานมากขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด
ที่สำคัญที่สุด คือ การตกต่ำทางเศรษฐกิจรอบนี้ แตกต่างจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจในรอบก่อนๆ อย่างมาก ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงอนาคตน้อยกว่าที่หลายคนแสดงท่าทีเป็นห่วง อาทิเช่น การพูดกันว่าจะเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน ทั้งนี้ เพราะ
1. การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นการถดถอยที่มีการรับรู้ก่อนหน้ายาวนานหลายเดือน ปกติแล้ว รัฐบาลต่างๆ มักจะถกเถียงกับนักวิเคราะห์และนักธุรกิจว่า เศรษฐกิจยังดีอยู่และกว่าจะยอมรับว่าเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย ก็มักจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจจริงตกต่ำอย่างมากแล้ว ทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าและขาดความจริงจัง แต่ในครั้งนี้ ทุกฝ่ายเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ฝ่ายเอกชนก็เตรียมปรับตัว ในขณะที่รัฐบาลก็เร่งรีบที่จะออกนโยบายการเงินการคลังมาพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งจากประสบการณ์ของผมนั้นการที่เรารับรู้ปัญหาก่อนหน้า จะทำให้เราสามารถลดผลกระทบของปัญหาได้อย่างมาก เพราะสิ่งที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
2. วิกฤติทางการเงินทำให้การเก็งกำไรในราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะการลดลงของราคาน้ำมันจาก 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาเป็น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้คาดว่าประเทศไทยจะสามารถเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้ในปีหน้า ซึ่งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแปลว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาสภาพคล่อง หรือการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะลดผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้น การลดลงของราคาน้ำมันก็จะเหมือนกับการลดภาษีและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4-5 แสนล้านบาท
3. ธนาคารกลางของโลกได้ปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และคงจะแข่งกันลดดอกเบี้ยลงอีกในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า แม้กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระมัดระวังอย่างมาก ก็น่าจะสามารถปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีกประมาณ 1% ในช่วง 14 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ เพราะเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และไม่น่าจะสูงกว่า 3% ในปี 2009 การผ่อนคลายนโยบายการเงินนั้น ผิดจากภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจในอดีตที่มักจะเกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจจริง หรือภาคการผลิตร้อนแรงเป็นพิเศษ กระตุ้นให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างมาก ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องเร่งปรับดอกเบี้ยขึ้นสูง ทำให้เศรษฐกิจต้องหักหัวลงสู่สภาวะตกต่ำในที่สุด
อย่างไรก็ดี ปัญหาของสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปนั้น มีความสลับซับซ้อนอย่างมากและความเสียหายก็ดูเหมือนว่า จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นล่าสุดธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่า ความเสียหายของสถาบันการเงินนั้นทั้งสิ้นประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าที่ไอเอ็มเอฟเคยประเมินเอาไว้ที่ 1.4 ล้านล้านบาทในเดือนที่แล้ว ดังนั้น ปัญหาความตึงตัวของสินเชื่อทั่วโลก จึงน่าจะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อและทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้น ก็ยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาสินทรัพย์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ
ที่มา-กรุงเทพธุรกิจ
