โดย โจเซฟ สติกลิทซ์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่โคลัมเบีย และผู้แต่งหนังสือ “Making Globalization Work” เขาได้รับรางวัลโนเบลทางด้านเศรษฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 2001หมายเหตุ Siam Intelligence Unit : วิกฤติ Subprime หรือสินเชื่อสำหรับผู้กู้ด้อยความน่าเชื่อถือในสหรัฐฯ เริ่มลุกลามและขยายตัวอย่างน่าตกใจ ความวิตกกังวลเหล่านี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างหนักถึงสองวัน ก่อนที่ตลาดหุ้นสหรัฐจะเปิดทำการและฉุดให้ดัชนีดาวโจนส์ต้องจมดิ่งตามไปด้วย เบน เบอร์นังเก้ประกาศการลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่ถึง 75 basis point ส่งผลให้บรรเทาการตกต่ำของดัชนี้หุ้นไปได้
แต่ก็ใช่ว่าวิกฤติจะยุติลงเท่านั้น ในหลายวันถัดมาทั้งนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ต่างมีมุมมองเชิงลบกับเศรษฐกิจสหรัฐ กล่าวได้ว่าในขณะนี้สหรัฐได้ประสบวิกฤติอย่างเต็มตัวซึ่งหากพิจารณาถึงสาเหตุที่แท้จริง ก็เนื่องมาจากการขาดดุลแฝด (twin deficit) อย่างต่อเนื่องกันหลายปี อันเนื่องมาจากการใช้จ่ายอย่างเกินตัวนั่นเอง ขณะนี้มีการเรียกขานวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ของสหรัฐว่า Perfect storm บ้าง หรือไม่ก็ วิกฤติ Hamburger บ้าง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจของสหรัฐประสบปัญหาอย่างหนักหน่วงยิ่ง
อย่างไรก็ตามเราควรพิจารณาทุกสิ่งอย่างมีพลวัต นักยุทธศาสตร์ที่แท้จริงจะต้องคาดคำนวณเหตุการณ์ล่วงหน้าไปอีกสองสามชั้น ความพยายามของเราที่จะนำเอาบทความของ ศ. สติกลิทซ์ มานำเสนอ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สามารถคาดเดาอนาคตข้างหน้าอย่างมีหลักเกณฑ์และสามารถตระเตรียมกำลังได้อย่างพร้อมสรรพ ไม่ว่าประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะเผชิญวิกฤติตามสหรัฐหรือไม่ก็ตาม ข้อเขียนของ ศ. สติกลิทซ์ ได้นำเสนอแนวคิดอย่างกว้างๆ ตามแนวทางของเคนเซียนที่มองอย่างเผินๆ ดูตรงข้ามกับสามัญสำนึก เช่นการเสนอให้รัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ซึ่งมีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับมาตรการที่พรรคไทยรักไทยเคยใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างได้ผลในอดีต น่าจับตามองดูว่าหากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐสิ้นสุดลง นโยบายต่างๆของเขาจะได้รับการยอมรับจากรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐหรือไม่
…
เศรษฐกิจของอเมริกากำลังมุ่งไปสู่ความถดถอยครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะมีความซบเซาทางเศรษฐกิจหรือไม่ (อัตราการเติบโตติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน) ก็สำคัญน้อยกว่าข้อเท็จจริงที่ว่าเศรษฐกิจจะดำเนินไปต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น และนำไปสู่ปัญหาการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น เราต้องการนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่สิ่งที่จะทำนั้นก็เป็นไปได้ที่จะไปเพิ่มการขาดดุลที่มีอยู่อย่างมหาศาลอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องทำให้ตรงเป้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ชุดของนโยบายที่เหมาะสมจะต้องประกอบไปด้วยมาตรการฉุกเฉินควบคู่ไปกับมาตรการอื่นที่เป็นการเพิ่มการใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนเข้าสู่การถดถอยที่ลึกและชัน (steep downturn)

เราควรเริ่มต้นด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบประกันการว่างงาน เหตุเพราะเงินที่ผู้ว่างงานได้รับนั้นจะถูกใช้จ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว
รัฐบาลกลางควรจะสนับสนุนความช่วยเหลือให้กับมลรัฐ และท้องถิ่น ซึ่งในขณะนี้ได้เริ่มรู้สึกถึงการบีบรัด (pinch) จากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำลง ซึ่งโดยทั่วไปพวกเขาจะตอบสนองด้วยการตัดรายจ่าย ซึ่งนี่เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อรู้สึกถึงความไม่มั่นคง ความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางควรอยู่ในรูปแบบการสนับสนุนเพื่อการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคใดๆที่สำคัญ
การสนับสนุนของรัฐบาลกลางต่อมลรัฐในงบประมาณการศึกษาก็สามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจในระยะสั้น ในขณะที่ก็ส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว ทั้งยังควรจะมีการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการประหยัดพลังงานและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา มันอาจต้องใช้เวลาบ้างเพื่อจะวางโครงการการใช้จ่ายที่ถูกออกแบบไว้อย่างดีให้เหมาะสม แต่การถดถอยครั้งนี้อาจมองประหนึ่งว่ามีระยะยาวนานโดยไม่สิ้นสุด มากกว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจในความทรงจำของเราเมื่อไม่นานมานี้ ราคาบ้านจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานเพื่อจะกลับคืนมายังระดับปกติ และเมื่อประชาชนชาวอเมริกันเริ่มหยุดการใช้จ่ายมากขึ้น การบริโภคก็จะเริ่มลดต่ำลง
คณะบริหารบุช (Bush administration) มีมุมมองมานานแล้วว่าการตัดภาษี (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดภาษีถาวรสำหรับคนรวย) เป็นทางออกสำหรับปัญหาทุกอย่าง ซึ่งแนวคิดนั้นเป็นเรื่องที่ผิด การตัดภาษีจะยิ่งไปเสริมนิสัยการบริโภคส่วนเกิน ซึ่งนั่นคือปัญหาของเศรษฐกิจอเมริกัน ในขณะที่ชาวอเมริกันที่เป็นชนชั้นกลางและชนชั้นล่างต้องทนทุกข์ทรมานกับเจ็ดปีที่ผ่านมา รายได้เฉลี่ยของครอบครัว ณ ปัจจุบันลดน้อยลงกว่าที่เคยเป็นเมื่อปี ค.ศ. 2000 ดังนั้นการคืนภาษีที่มีเป้าหมายยังครอบครัวที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางจึงสมเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านั่นเป็นการกระทำที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว
ควรมีมาตรการบางประการสำหรับการยึดหลักทรัพย์ที่จำนอง เช่นการออกมาตรการทางกฎหมายที่ออกแบบไว้อย่างเหมาะสมเพื่ออนุญาตให้ผู้ที่กลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากการไล่ล่าการกู้ยืม ให้ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย แต่เราก็ไม่ควรใช้จ่ายให้มากสำหรับการนี้ เพราะหากมากเกินไป เราจะลงเอยด้วยการไปค้ำประกันให้กับพวกนักลงทุน ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินจากผู้เสียภาษีไปอุ้มแต่อย่างใด
ในปี ค.ศ. 2001, คณะบริหารบุชได้ใช้ข้ออ้างเรื่องภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจที่กำลังใกล้เข้ามา เพื่อตัดภาษีสำหรับประชาชนชาวอเมริกันที่มีรายได้ในระดับสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไปได้ดีกับครึ่งแรกของศตวรรษที่ผ่านมา การตัดภาษีไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ และพวกเขาทำเช่นนั้นโดยมีการจำกัดขอบเขต ดังนั้นเพื่อให้เศรษฐกิจยังคงดำเนินไปได้ ธนาคารกลางจึงถูกกดดันให้ลดอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งเมื่อมองอีกทางหนึ่งก็เท่ากับว่าอเมริกากำลังเดินเครื่องการกู้ยืมอย่างไม่รอบคอบนั่นเอง เศรษฐกิจกลับกลายเป็นยืนอยู่บนพื้นฐานของเงินกู้ยืมและระยะเวลากู้ยืม
เวลาแห่งการชำระบัญชีคืนได้มาถึงแล้ว และตอนนี้เราต้องการการกระตุ้นที่สามารถกระตุ้นได้จริง คำถามคือ, ท่านประธานาธิบดีและรัฐสภาจะได้งดคิดแบบการเมืองสักพัก เพื่อให้ทุกสิ่งดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็นหรือยัง?
แปลและเรียบเรียงจาก : How to Stop the Downturn, The New York Times, January 23, 2008.
ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มเติม
