ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์ HP ทะยานขึ้นเป็นผู้ผลิตพีซีอันดับหนึ่งของโลกตั้งแต่ปี 2007 มาจนถึงปัจจุบัน กลับประสบปัญหาสับสนวุ่นวายในรอบ 1 ปีให้หลังนี้ และอาจส่งผลสะเทือนถึงขนาดว่า HP จะต้องแยกส่วนธุรกิจ “พีซี” ออกเป็นอีกบริษัทเลยทีเดียว
แต่ก่อนที่เราจะเข้าใจรากเหง้าของปัญหาภายใน HP เราอาจจะต้องทำความรู้จักบริษัทพีซีอันดับหนึ่ง ที่มียอดขายรวมต่อปี 1.26 แสนล้านดอลลาร์ และมีพนักงานกว่า 3 แสนคน กันเสียก่อน
ย้อนอดีต HP จากเริ่มก่อตั้งจนถึงยุคสมัยอันรุ่งเรือง
ตำนานการก่อตั้ง HP ถือเป็นจุดเริ่มต้นของซิลิคอนวัลเลย์ เมืองหลวงไอทีของโลก HP เริ่มก่อตั้งโดยนักศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าสองคนจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 1935 นั่นคือ บิล ฮิวเลต (Bill Hewlett) และเดวิด แพ็คการ์ด (David Packard) ซึ่งชื่อบริษัทก็นำเอานามสกุลของทั้งสองมารวมกันเป็น Hewlett-Packard ก่อนจะย่อมาเป็น HP ในภายหลัง
HP เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทในโรงรถของเดวิด แพ็คการ์ด ผลิตภัณฑ์ช่วงแรกคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด ก่อนจะขยับขยายมาทำเครื่องมือตรวจวัดทางวิศวกรรมไฟฟ้า รวมไปถึงเครื่องคิดเลขวิศวกรรมที่มีชื่อเสียง บริษัทเข้าสู่โลกคอมพิวเตอร์ในปี 1966 และขยายตัวอย่างรวดเร็วในยุค 70s และ 80s
สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิลกับสตีฟ จ็อบส์ ก็เคยเป็นหนึ่งในวิศวกรของ HP ด้วย และเขาสร้างคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของแอปเปิลคือ Apple I ขณะที่กำลังทำงานอยู่กับ HP
HP รุกเข้าสู่ตลาดเครื่องพิมพ์และสแกนเนอร์ในปี 1984 ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้ สองผู้ก่อตั้งคือบิลและเดวิดเริ่มเกษียณอายุ เปลี่ยนมาเป็นผู้บริหารรุ่นที่สองคือจอห์น ยัง (John Young) ซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอระหว่างปี 1978-1992
HP ประกาศช็อคโลกโดยแต่งตั้งซีอีโอหญิง แคร์ลี ฟิออรินา (Carly/Carleton Fiorina) ขึ้นกุมบังเหียนบริษัทในปี 1999 และเธอก็กล้าเสี่ยงเข้าซื้อกิจการบริษัท Compaq ผู้ผลิตพีซีอันดับหนึ่งของโลก (ในขณะนั้นคือปี 2001) ทำให้ HP ผงาดขึ้นเป็นบริษัทพีซีอันดับหนึ่งของโลกในปีถัดมา (ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นจะเสียแชมป์ให้กับ Dell แต่ก็ผลัดกันรุกรับมาตลอด)
แคร์ลี ฟิออรินา มีปัญหาเรื่องสไตล์การบริหารงาน และการเข้าซื้อ Compaq สร้างความขัดแย้งในระดับบอร์ดบริหารอย่างมาก เธอถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี 2005 และถูกแทนที่โดยมาร์ค เฮิร์ด (Mark Hurd) ผู้บริหารไฟแรงจากบริษัทไอที NCR

Mark Hurd ซีอีโอของ HP ระหว่างปี 2005-2010
ยุคสมัยของมาร์ค เฮิร์ด ถือเป็นยุคทองครั้งใหม่ของ HP บริษัทขยายตัวไปยังตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดเซิร์ฟเวอร์ ซอฟต์แวร์องค์กร บริษัทมีผลประกอบการดีเยี่ยม (ถึงแม้มาร์ค เฮิร์ด จะถูกวิจารณ์ว่าเน้นการตัดค่าใช้จ่าย มากกว่าการสร้างนวัตกรรมก็ตาม) และแน่นอนว่า HP กลายเป็นผู้ผลิตพีซีอันดับหนึ่งของโลกในปี 2007 แซงคู่รักคู่แค้นอย่าง Dell ขึ้นมายึดครองบัลลังก์อย่างมั่นคง
HP ในยุคของมาร์ค เฮิร์ด ควบกิจการบริษัทน้อยใหญ่จำนวนมาก สร้างเป็นมหาอาณาจักรขนาดใหญ่ที่ทรงพลังอำนาจอย่างยิ่ง ในปี 2008 เข้าซื้อกิจการ EDS บริษัทไอทีองค์กรขนาดใหญ่, ปี 2009 เข้าซื้อ 3Com เจ้าพ่ออุปกรณ์เครือข่าย, และปี 2010 เข้าซื้อ Palm ต้นกำเนิดอุปกรณ์พกพาและสมาร์ทโฟน
HP ประกาศว่าจะนำระบบปฏิบัติการ webOS ของ Palm มาใช้กับสินค้าอื่นๆ ของบริษัท เช่น เครื่องพิมพ์ ทำให้สินค้าทุกอย่างมีความ “สมาร์ท” และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้การซื้อ Compaq เมื่อสิบปีก่อน
ช่วง 5 ปีในยุคสมัยของมาร์ค เฮิร์ด บริษัทมีรายรับเพิ่มขึ้น 57% และราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 130% กำไรเพิ่มขึ้นเท่าตัว และกระแสเงินสดเพิ่มขึ้น 138% มาร์ค เฮิร์ด ได้ลงหน้าปกนิตยสาร Forbes ในเดือนเมษายน 2010 ด้วยพาดหัวว่า “He Wants It All” หรือ “เขาต้องการเขมือบทุกตลาด!”
เมื่อฟ้าผ่ากลางที่ประชุมบอร์ด กับสภาวะการณ์ “นารีพิฆาต”
แต่ยุคทองอันแสนมั่นคงของ HP ก็สูญสลายไปในพริบตา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2010 บริษัทก็ประกาศช็อกโลกว่า มาร์ค เฮิร์ด หนึ่งในผู้บริหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกไอที จะลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลว่า ทำผิดจรรยาบรรณด้านการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยไม่แจ้งรายการค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งานจริง
ข้อหา “บกพร่องโดยสุจริต” ของมาร์ค เฮิร์ด เป็นแค่ข้ออ้างตามระเบียบบริษัทที่ทำให้เขาต้องออกจากตำแหน่ง แต่เหตุปัจจัยที่สำคัญกว่านั้นก็คือ บอร์ดบริหารของ HP ได้รับแจ้งจาก Jodie Fisher พนักงานหญิงตามสัญญาจ้างของ HP ที่ถูกจ้างมาดูแลผู้บริหารระดับสูงและลูกค้าคนสำคัญของบริษัทระหว่างการเดินทาง ว่าเธอถูกมาร์ค เฮิร์ด ล่วงละเมิดทางเพศ (อ่านข้อมูลของ Jodie Fisher)

Jodie Fisher "นางงามล่มเมืองแห่งยุคมิลเลนเนียม" หญิงสาวที่เป็นชนวนแห่งความเสื่อมถอยใน HP (ภาพจาก IMDB)
ผลการสอบสวนของบอร์ด HP ไม่พบว่ามาร์ค เฮิร์ด กระทำผิดในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ แต่บอร์ดก็ตัดสินใจบีบให้เขาลาออกด้วยเหตุผลที่ไม่แน่ชัด (บ้างก็ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างบอร์ดบางรายกับมาร์ค เฮิร์ดอยู่ก่อนแล้ว เรื่องของ Jodie Fisher เป็นเพียงแค่ตัวกระตุ้นเท่านั้น)
แน่นอนว่าผลงานที่เด่นชัดของมาร์ค เฮิร์ด ทำให้บอร์ดถูกวิจารณ์อย่างหนักในการตัดสินใจบีบเขาให้ลาออก ส่วนเรื่องราวแท้จริงจะเป็นอย่างไร มีเพียงบอร์ดและตัวมาร์ค เฮิร์ดเท่านั้นที่รู้แน่ชัด
เรื่องราวของมาร์ค เฮิร์ด ซับซ้อนขึ้นไปอีก เมื่อเดือนถัดมาคือกันยายน 2010 เขาประกาศว่าจะไปทำงานกับบริษัทออราเคิล (Oracle) คู่แข่งตัวฉกาจของ HP ในฐานะประธานร่วม (co-president) ของออราเคิล ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ลาร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) ผู้ก่อตั้งบริษัทออราเคิลเท่านั้น
Larry Ellison พูดถึงมาร์ค เฮิร์ด ในการแถลงข่าวรับตำแหน่งใหม่ที่ออราเคิลว่า “การที่บอร์ด HP ตัดสินใจปลดมาร์ค เฮิร์ด ถือเป็นความผิดพลาดครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์ของโลกไอที นับตั้งแต่บอร์ดแอปเปิลเคยไล่สตีฟ จ็อบส์ออกเลยทีเดียว”
HP ยื่นฟ้องมาร์ค เฮิร์ด โดยทันทีด้วยข้อหาละเมิดความลับทางการค้าของบริษัท ซึ่งออราเคิลก็ออกมาเปิดศึกตามหน้าสื่อทันที ภายหลังทั้งสองบริษัทตกลงกันได้ โดย HP ยอมให้มาร์ค เฮิร์ด ไปอยู่กับออราเคิลได้ แต่ต้องเซ็นสัญญาด้านความลับทางการค้าบางส่วน
Leo Apotheker ซีอีโอใหม่กู้วิกฤต
สิ่งที่ทุกคนจับตาดูในตอนนั้นคือ “ใครจะเป็นซีอีโอคนใหม่ของ HP” ซึ่งในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2010 บริษัทก็ประกาศว่า Leo Apotheker อดีตซีอีโอของบริษัทซอฟต์แวร์ SAP จากเยอรมนี คือใครคนนั้นที่จะต้องเข้ามาแบกรับความคาดหวังเอาไว้
ลีโอ อโพเธเกอร์ (Leo Apotheker) เป็นชาวเยอรมัน เขาเป็นลูกหม้อของ SAP มากว่า 20 ปี ก่อนจะขึ้นเป็นซีอีโอของ SAP ในปี 2009 แต่ช่วงเวลาการเป็นซีอีโอของเขากลับสั้นเพียง 7 เดือน เขาตกลงไม่ต่อสัญญากับบริษัทในช่วงต้นปี 2010 ด้วยเหตุผลที่ไม่เปิดเผย ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะผลงานในฐานะซีอีโอไม่เข้าตาบอร์ดบริหาร นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับคดีขโมยโค้ดของซอฟต์แวร์ ที่ SAP ถูกออราเคิลฟ้องในสมัยที่ Apotheker เป็นซีอีโอ
ภารกิจสำคัญของ Apotheker ก็คือเข้ามากู้วิกฤตศรัทธาจากสายตาคนทั้งโลกต่อคณะผู้บริหาร เดินหน้าแผนการควบรวม WebOS ที่เพิ่งซื้อมาสดๆ ร้อนๆ ในสมัยของมาร์ค เฮิร์ด เข้ากับสายผลิตภัณฑ์อันหลากหลายของ HP และเขายังถูกคาดหวังว่าจะใช้ความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์จาก SAP ช่วยให้ HP บุกเข้าไปยังตลาดซอฟต์แวร์ที่มีกำไรสูงอีกด้วย
รอบปี 2011 – หนึ่งปีบนทางวิบาก
แต่ HP ภายใต้สภาพการนำของ Apotheker กลับมีปัญหาและสะดุดขาตัวเองหลายครั้ง เดือนมกราคม 2011 บริษัทประกาศว่าจะมีบอร์ดบริหารลาออกจากตำแหน่ง 4 คน (ซึ่งมีข่าวว่า 2 ใน 4 เป็นฝ่ายที่สนับสนุนมาร์ค เฮิร์ด ขณะเกิดเรื่องขัดแย้ง) และปัญหายิ่งซับซ้อนเมื่อ Apotheker เป็นฝ่ายเสนอชื่อบอร์ดบริหารใหม่ 5 ตำแหน่ง ซึ่งถูกวิจารณ์ทันทีว่าละเมิดจรรยาบรรณทางธุรกิจ เพราะอนุญาตให้ซีอีโอเป็นคนเสนอชื่อบอร์ด (ซึ่งควรจะเป็นอิสระเพื่อกำกับดูแลซีอีโอ)
เรย์ เลน (Ray Lane) ประธานบอร์ด HP ออกมาสยบเสียงวิจารณ์เหล่านี้ โดยให้เหตุผลว่าตัวเขาและ Apotheker กว้างขวางในอุตสาหกรรมไอที จึงเป็นไปได้ยากที่จะไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับบอร์ดอยู่ก่อน และยืนยันว่าบริษัทจะไม่อาศัยประโยชน์จากการที่บอร์ดรู้จักกับ Apotheker อย่างแน่นอน
เดือนมีนาคม 2011 ซีอีโอคนใหม่ Apotheker ขึ้นพูดในงานสัมมนาประจำปีของบริษัท HP Summit 2011 เผยวิสัยทัศน์ถึง HP ในอนาคตว่าจะมุ่งไปยังคอมพิวเตอร์บนกลุ่มเมฆ และระบบปฏิบัติการ WebOS ซึ่งออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์พกพา และอุปกรณ์ฝังตัวสมัยใหม่ ที่เป็นตลาดใหม่นอกเหนือไปจากพีซีและโน้ตบุ๊กเดิม (วิดีโอการพูดของ Apotheker ที่งาน HP Summit 2011)

HP TouchPad แท็บเล็ตของ HP ที่หวังจะมาต่อกรกับ iPad
Apotheker สัญญาว่าจะใช้พลังของ WebOS อย่างคุ้มค่า โดยเปิดตัวสมาร์ทโฟน HP Pre 3 ที่พัฒนาต่อจาก Palm และแท็บเล็ต HP TouchPad อุปกรณ์สองชิ้นสำคัญที่จะมาต่อกรกับ iPhone/iPad จากแอปเปิล นอกจากนี้ Apotheker ยังสัญญาว่าจะนำระบบปฏิบัติการ WebOS ไปเป็นส่วนหนึ่งของพีซี HP ทุกเครื่องในอนาคต (คิดเป็นจำนวน 100 ล้านเครื่องต่อปี) ถือเป็นระบบปฏิบัติการที่สองถัดจากวินโดวส์
แต่ความฝันอันสวยหรูของ HP กลับไม่เป็นจริงดั่งที่ Apotheker ประกาศเอาไว้
ผลประกอบการไตรมาสแรกของ HP ต่ำกว่าเป้าหมาย และ Apotheker เริ่มถูกวิจารณ์ว่าไม่เข้าใจธุรกิจฮาร์ดแวร์ในตลาดคอนซูเมอร์ เนื่องจากพื้นเพมาจากธุรกิจซอฟต์แวร์ในตลาดองค์กร
ผลิตภัณฑ์ TouchPad และ Pre 3 ล่าช้ากว่าที่กำหนดมาก บริษัทสามารถวางขาย TouchPad อย่างเป็นทางการในสหรัฐได้ในเดือนกรกฎาคม 2010 ทิ้งช่วงห่างจากการเปิดตัวหลายเดือน และเมื่อเทียบกับ iPad 2 ของแอปเปิลก็ถูกทิ้งห่างไปไกล นอกจากนี้ TouchPad ยังมีคู่แข่งเป็นแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิลอีกหลายตัว ในขณะที่มือถือของ Palm เดิมก็ถูกทิ้งอย่างไม่ไยดี และมือถือตัวล่าสุด Pre 3 ก็ไม่มีทีท่าว่าจะวางขาย
โฆษณา TouchPad โดยลี มิเชล นักร้องและนักแสดง
วิดีโอโฆษณา TouchPad โดยแมนนี ปาเกียว ยอดนักชกจากฟิลิปปินส์
ความล่าช้าของ HP ทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่สนใจจะสร้าง “แอพ” ลงบน TouchPad ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ TouchPad ไม่น่าสนใจในสายตาผู้บริโภค (ถึงแม้ตัวระบบปฏิบัติการ WebOS จะได้รับเสียงวิจารณ์ออกมาดีก็ตาม)
ผู้บริหารจากวงการซอฟต์แวร์คนหนึ่งวิจารณ์เรื่องนี้ไว้ว่า “โลกของซอฟต์แวร์ไม่เคยเปลี่ยนมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว ตัวแพลตฟอร์มหลักเป็นแค่ปัจจุบันหนึ่งเท่านั้น ความสำเร็จของแพลตฟอร์มขึ้นกับคุณภาพและจำนวนของแอพพลิเคชันบนแพลตฟอร์มต่างหาก”
สถานการณ์ล่าสุดของ HP ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว HP แถลงผลประกอบการไตรมาสที่สองของปี ซึ่งก็ออกมาไม่ดีเท่าไรนัก และที่น่าตกใจมากกว่าตัวเลขผลประกอบการ ก็คือข่าวใหญ่สองข่าวว่า HP จะหยุดพัฒนาฮาร์ดแวร์ WebOS เนื่องจากเจาะตลาดไม่เข้า และอาจจะแยกส่วนธุรกิจพีซีที่อัตรากำไร (profit margin) เริ่มลดลง ออกเป็นบริษัทใหม่
นอกจากนี้ HP ยังประกาศการซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์องค์กร Autonomy ของอังกฤษ ด้วยมูลค่าที่สูงถึงประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ทิศทางของ HP ใต้บังเหียนของ Apotheker นั้นเริ่มชัดเจนว่า จะหันหัวเรือจากธุรกิจฮาร์ดแวร์คอนซูเมอร์ที่กำไรต่ำ หันมาเน้นซอฟต์แวร์และโซลูชันองค์กรแทน
ข่าวนี้คงไม่น่าตื่นเต้นนัก ถ้าหากว่า HP ไม่ใช่ผู้ผลิตพีซีอันดับหนึ่งของโลกหลายสมัย
ในคำแถลงของ HP นั้นบอกว่ายังไม่ตัดสินใจว่าจะแยกธุรกิจพีซีออกไปเป็นบริษัทใหม่ หรือจะขายธุรกิจนี้ออกไป หรือจะยังเก็บไว้เหมือนเดิมกันแน่ แต่ข่าวที่ออกมากลายเป็นว่า “HP จะเลิกทำพีซี” ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้บริโภค ลูกค้าของบริษัท รวมถึงพนักงานในฝ่ายพีซีเอง
ในส่วนของ WebOS นั้น HP บอกว่าไม่สามารถขยายตลาดได้ในวงกว้าง และตัดสินใจเลิกพัฒนาผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์อย่างมือถือและแท็บเล็ต พร้อมกับพิจารณาว่าอาจจะขายหรือให้สิทธิการใช้งาน WebOS แก่บริษัทอื่น (ซึ่งมีข่าวว่าซัมซุงสนใจจะซื้อไปทำต่อ)
ข่าวเรื่อง WebOS ทำให้แท็บเล็ต TouchPad มีอายุเพียง 48 วันเท่านั้นนับจากวันเปิดขาย และ HP ก็ประกาศลดราคาล้างสต๊อก TouchPad เพื่อตัดค่าใช้จ่ายด้านคลังสินค้า ส่วนสมาร์ทโฟน Pre 3 นั้นแย่กว่า เพราะแท้งก่อนคลอดไปเลย
โฆษณาผลิตภัณฑ์ของ HP ชุด Everybody On
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ HP – ชีวิตบนทางแยก
นับจากการประกาศเลิกทำ WebOS และหันเหทิศทางออกจากธุรกิจพีซี มาถึงวันนี้ก็ผ่านมาได้ประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น
สถานการณ์ทุกอย่างยังสับสน และฝ่ายบริหารของ HP ก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนออกมาว่า ตกลงจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต (และบริษัท) กันแน่
ช่วงเวลาที่บริษัทประสบปัญหา และผู้บริหารระดับสูงไม่มีความชัดเจนอย่างนี้ ก็เริ่มมีข่าวผู้บริหารหลายคนเตรียมสละเรือ ซึ่งรวมถึง Todd Bradley หัวหน้าฝ่ายพีซีของ HP ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดัน WebOS ผ่านการซื้อกิจการ Palm เมื่อปีก่อน (Todd ออกมาปฏิเสธข่าว และบอกว่าจะอยู่กับ HP ต่อไป)
อดีตกรรมการของ HP คนหนึ่งคือ Tom Perkins (ปัจจุบันเป็นนักลงทุนในกิจการไอที) บอกกับหนังสือพิมพ์ The New York Times ว่า “HP โชว์ให้เราเห็นแล้วว่าการฆ่าตัวตายทางธุรกิจทำอย่างไร”
แน่นอนว่า HP ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารจัดการสื่อยามวิกฤต และหุ้นของ HP ร่วงลงมา 20% ทันที (ถ้าเทียบกับหุ้นในวันที่ Mark Hurd ลาออก ก็ลดลงมา 49%) แต่คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ การแยกธุรกิจพีซี (และมือถือ ซึ่ง HP จัดกลุ่มใน Personal Systems Group) นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่
จากกราฟแสดงสัดส่วนรายได้ของ HP แยกตามแผนกต่างๆ จะเห็นว่าสัดส่วนของรายได้จากฝ่ายพีซีหรือ Personal Systems อยู่ที่ประมาณ 1/3 ของสัดส่วนทั้งหมดเท่านั้น สัดส่วนนี้ไม่ถือว่าเยอะมาก แต่ก็ไม่ถือว่าน้อยจนขาดนัยยะสำคัญ จากกราฟเราจะเห็นว่ารายได้ส่วนอื่นของ HP มาจากบริการ, ฝ่ายเครื่องพิมพ์และเอกสาร, และโซลูชันองค์กร โดยมีรายได้จากซอฟต์แวร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (คาดว่าการซื้อ Autonomy จะช่วยให้สัดส่วนรายได้จุดนี้เพิ่มขึ้น)
HP นั้นอธิบายว่าสัดส่วนกำไรของพีซีอยู่ที่ 5.8% ของรายได้ ซึ่งเทียบกับค่าเฉลี่ยของธุรกิจทั้งหมดของบริษัทที่มีสัดส่วนกำไร 11% ก็ถือว่าน้อย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สัดส่วนกำไรจะน้อย แต่มูลค่ายอดขายและช่องทางการจัดจำหน่ายของ HP ถือว่าใหญ่มหาศาล และเป็นช่องทางที่เอื้อให้ HP สร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ เซิร์ฟเวอร์ ได้ด้วย
HP ไม่ใช่ผู้ผลิตพีซีรายแรกที่ต้องการถอนตัวจากตลาดฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์กำไรต่ำ เพราะบริษัทผู้คิดค้นพีซีอย่าง IBM ก็เคยช็อคคนทั้งโลกโดยการขายธุรกิจพีซีออกไปในปี 2005 มาแล้ว (อ่านบทความ หนึ่งในผู้สร้าง IBM PC พูดถึงจุดจบของยุคพีซี และอนาคตของคอมพิวเตอร์)
เวลา 5-6 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า IBM คิดถูก แต่นั่นก็อยู่บนฐานความจริงที่ว่า IBM มีฐานจากธุรกิจบริการที่วางไว้ก่อนหน้านานหลายปี (ตั้งแต่สมัยหลุยส์ เกิร์ตสเนอร์ เข้ามาพลิกฟื้นบริษัทในยุค 90s)
กรณีของ HP เราไม่มีทางรู้ว่าเหล่าคณะผู้บริหารเตรียมตัวเรื่องนี้ไว้ดีแค่ไหน ถึงแม้จะมีข่าวว่าเคยพิจารณาเรื่องการแยกธุรกิจพีซีในสมัยของมาร์ค เฮิร์ด แต่อดีตผู้บริหารรายหนึ่งของ HP ก็ให้ข้อมูลว่า เรื่องนี้แทบไม่อยู่ในความสนใจของบริษัทในขณะนั้นเลย
วิกฤตของ HP เป็นปัญหาทับซ้อนสั่งสมมาเรื่อยๆ นับตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดทางเพศของมาร์ค เฮิร์ด เมื่อ 1 ปีก่อนพอดิบพอดี
หนึ่งปีผ่านไปหลังจากยุคทองที่จบสิ้นลงแบบฉับพลัน วันนี้ HP อยู่บนทางแยกสำคัญที่ตัดสินชะตาชีวิตของบริษัทอันยาวนาน ว่าจะยังอยู่ในธุรกิจพีซีดั้งเดิมต่อไป หรือจะเสี่ยงก้าวไปข้างหน้าซึ่งเป็นไปได้ทั้งสำเร็จและล้มเหลว
แต่ที่แน่ๆ คือ HP บนทางแพร่งครานี้อยู่บนฐานวิกฤตศรัทธาที่ง่อนแง่น โครงสร้างบริหารที่แตกแยก และกำลังใจที่ตกต่ำ ภาวะวิกฤตร้ายแรงครั้งนี้มีเพียง Leo Apotheker และคณะผู้บริหาร รวมถึงบอร์ดบริหารของบริษัท ที่จะต้องสร้างความมหัศจรรย์พลิกฟื้นบริษัทให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
แต่เวลาของพวกเขาเหลือไม่มากแล้ว และต่อให้ปลด Apotheker ออกไปแบบเดียวกับที่เคยปลดแคร์ลี ฟิออรินา การหา “มาร์ค เฮิร์ด คนใหม่” เข้ามากู้วิกฤต ก็ไม่ง่ายเลยทีเดียว
ข้อมูลบางส่วนจาก The New York Times และ Wall Street Journal




