Practical Report HP กับการปรับตัวครั้งใหญ่หลังพายุเริ่มพ้นผ่าน

SIU เคยนำเสนอเรื่องปัญหาของยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอที Hewlett-Packard (HP) กับการเปลี่ยนผ่านทั้งผู้บริหารภายใน และรูปแบบธุรกิจภายนอก

HP เคยดำรงตำแหน่งผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันมาหลายปี ภายใต้การนำของอดีตซีอีโอ Mark Hurd ที่เข้ารับตำแหน่งในปี 2005 และพาบริษัทผงาดขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่

แต่อาณาจักรของ Mark Hurd ก็พังทลายลงอย่างรวดเร็ว หลังจากเขามีปัญหาอื้อฉาวกับผู้ใต้บังคับบัญชาหญิงเมื่อปี 2010 เป็นผลให้บอร์ดบีบเขาลาออกจากบริษัท (ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศทำพิษ บีบซีอีโอ HP ต้องลาออก) ซึ่งทางบอร์ดก็แต่งตั้ง Leo Apotheker อดีตซีอีโอของ SAP ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์จากเยอรมนีมาทำหน้าที่แทนในช่วงปลายปี 2010

แต่ Leo Apotheker ก็ไปไม่รอด ธุรกิจของ HP ดิ่งลงเหว แผนการบุกตลาดมือถือ-แท็บเล็ตด้วยระบบปฏิบัติการ WebOS ที่ HP ในยุคของ Mark Hurd เข้าซื้อกิจการ Palm กลับกลายเป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้า และ Apotheker ก็ทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น เมื่อเขาประกาศต่อสาธารณะว่า HP อาจจะเลิกทำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยแยกธุรกิจพีซีที่ทำกำไรต่ำออกไป (ปีอันแสนสับสนวุ่นวายของ HP – เมื่อบริษัทพีซีอันดับหนึ่งของโลกคิดจะแยกธุรกิจพีซีออกไป)

ข่าวการประกาศว่าจะขายธุรกิจพีซีของ HP ทำให้ลูกค้าของบริษัทตื่นตระหนก และบริษัทจำนวนมากต่างยกเลิกออเดอร์พีซีที่ตั้งใจจะซื้อจาก HP เพราะไม่มั่นใจในทิศทางที่สับสนของบริษัท ส่งผลให้ราคาหุ้นของ HP ตกลงอย่างทันที และผลประกอบการประจำไตรมาสก็ตกลงด้วยเหตุผลทั้งด้านสินค้า WebOS ค้างสต๊อก และยอดขายพีซีที่ลดลง

ไม่นานหลังจากนั้น Apotheker ก็ไปไม่รอด โดนบอร์ดสั่งปลดโดยทำงานยังไม่ครบปีดี และบอร์ดของ HP เองก็แต่งตั้ง Meg Whitman อดีตซีอีโอหญิงเหล็กของ eBay เข้ามารับตำแหน่งแทน (HP ตั้ง Meg Whitman เป็นซีอีโอคนใหม่แทน Leo Apotheker)

Meg Whitman

Meg Whitman ขณะหาเสียงเลือกตั้งปี 2010 (จาก Flickr ของ Meg Whitman)

กลับสู่เสถียรภาพ

HP ในยุคของ Whitman เปรียบเสมือนเรือใหญ่ที่กัปตันทะเลาะกับผู้โดยสาร และชนกับภูเขาน้ำแข็งขนาดย่อมๆ จนทุกคนบนเรือตื่นตระหนก สิ่งที่ HP ต้องการเป็นอันดับแรกคือ “เสถียรภาพ” จากกัปตันฝีมือดีที่ทุกคนเชื่อใจ ปรับสภาพเรือให้หยุดนิ่ง จากนั้นจึงค่อยซ่อมแซมและปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเดินเรือ ก่อนจะเริ่มเดินเรือต่อไป

Whitman เข้ามาทำงานโดยมีการตัดสินใจยากๆ อยู่ 2 ประการสำคัญ นั่นคือ HP ควรทำอย่างไรกับ WebOS ที่ล้มเหลว และควรทำอย่างไรกับธุรกิจพีซีที่ประกาศว่า “อาจจะ” แยกออกไป

Whitman ไม่เพียงแต่จะต้องตัดสินใจให้ถูกในเชิงยุทธศาสตร์ แต่เธอจะต้องตัดสินใจให้ “เร็ว” เพราะความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า ลดลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาพความไม่แน่นอนที่ยังไม่ปรากฏ

ปัญหาเรื่องธุรกิจพีซีดูจะเร่งด่วนกว่า เพราะเป็นรายได้หลักและรากเหง้าของบริษัท ซึ่ง Whitman ใช้เวลาเพียงไม่ถึงเดือนหลังรับตำแหน่ง ประกาศว่า HP จะยังคงธุรกิจพีซีไว้เช่นเดิม เพราะประเมินแล้วพบว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อทุกฝ่าย การประกาศครั้งนี้ช่วยให้ความตื่นตระหนกของลูกค้า HP ลดลง ถึงแม้จะมีลูกค้าบางส่วนยังคลางแคลงใจอยู่ก็ตาม

ปลายปี 2011 ทาง Whitman ก็ประกาศตัดสินใจเรื่องที่สองคือ HP จะหยุดทำสินค้าฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ WebOS ทั้งหมด เพราะเจ็บตัวมาจากแท็บเล็ต HP TouchPad ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ส่วนซอฟต์แวร์ WebOS จะถูกเปิดเป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเพื่อให้ชุมชนนักพัฒนาอิสระทั่วโลกช่วยกันพัฒนา ในรูปแบบเดียวกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สยอดนิยมอย่าง Linux หรือ Firefox

ผู้ที่ได้รับผลกระทบแน่ๆ จากการตัดสินใจครั้งนี้ของ HP คือพนักงานกลุ่ม WebOS เดิม (ที่เคยเป็นพนักงานของ Palm) ซึ่งจะถูกปลดหรือถูกย้ายไปทำงานแผนกอื่นๆ แทน แต่โดยรวมแล้วการตัดสินใจที่รวดเร็วและชัดเจนของ Meg Whitman ก็ช่วยให้ HP แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น และนำพาบริษัทเข้าสู่เสถียรภาพที่ต้องการได้สำเร็จ

HP Logo

โลโก้อันเป็นเอกลักษณ์ของ HP (ภาพจาก Flickr ของ HP)

การเปลี่ยนผ่านระยะยาว

ต้นปี 2012 สถานการณ์ของ HP ดีขึ้นมาก ในแง่อำนาจการบริหาร Whitman พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอ “เอาอยู่” ในเบื้องต้น และพนักงานในบริษัทก็ยอมรับในความสามารถกู้วิกฤต ส่วนปัญหาเรื่องทิศทางของธุรกิจระยะสั้นก็ชัดเจนขึ้นว่า HP จะยังทำธุรกิจพีซีที่เป็นหน้าเป็นตาของบริษัทต่อไป และเลิกทำธุรกิจอุปกรณ์พกพาที่ขาดทุนเละเทะ

แต่สถานการณ์โดยรวมของ HP ก็ยังห่างไกลกับคำว่า “เจริญรุ่งเรือง” เพราะผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัท (พฤศจิกายน 2011-มกราคม 2012 นับตามปีงบประมาณของบริษัท) HP มีรายได้รวมลดลง 7% และกำไรลดลง 44% แปลว่าถึงแม้จะยังมีกำไร แต่ผลประกอบการเป็นตัวเงินของบริษัทแย่ลงไปมาก

แน่นอนว่าปัญหาของ HP เกิดจากความซับซ้อนหลายประการ เช่น ปัญหาความวุ่นวายภายใน โครงสร้างการบังคับบัญชาที่ซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือรูปแบบธุรกิจของ HP อาจเก่าเกินไปแล้วสำหรับโลกไอทีที่เปลี่ยนไป

ตลาดไอทีองค์กรในระยะหลังเริ่มแปรสภาพจากการขายฮาร์ดแวร์ (เซิร์ฟเวอร์และระบบไอทีขนาดใหญ่อื่นๆ) เพียงอย่างเดียว ไปสู่การขายซอฟต์แวร์บริหารจัดการสารสนเทศภายในองค์กร และบริการด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโซลูชันครบวงจรหรือการให้คำปรึกษา ซึ่งบริษัทที่มองเห็นทิศทางตลาดนี้และปรับตัวรอไว้นานแล้วคือ IBM ที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมกับยุทธศาสตร์ใหม่นี้ (พญาช้างเริงระบำ: สิบปีต่อมาของ IBM ใต้เงา Samuel Palmisano)

HP ถือว่าปรับตัวช้าเมื่อเทียบกับ IBM และถึงแม้บริษัทจะเป็นเจ้าแห่งธุรกิจพีซีหลายปีติดต่อกัน แต่กำไรจากส่วนต่างกลับไม่มากอย่างที่คิด และเมื่อธุรกิจเปลี่ยนสภาพไป ผนวกกับปัญหาภายในของบริษัทเอง ทำให้ HP ทรุดลงอย่างรวดเร็วอย่างที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง

สิ่งที่ Meg Whitman จะต้องทำในก้าวต่อไป ก็คือเปลี่ยนผ่านบริษัทไปสู่ยุคใหม่ รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่สอดคล้องความต้องการของตลาดมากขึ้น ซึ่ง Meg ก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี และเธอก็บอกว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีเลยทีเดียว

Whitman ให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal ว่าปัจจุบัน HP เป็นบริษัทที่มีแกนกลางของธุรกิจอยู่ที่การขายฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานทางไอที แต่ในอีก 2-3 ปีต่อจากนี้ HP จะต้องพัฒนาตัวเองเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านคลาวด์คอมพิวติง ระบบความปลอดภัย และเครื่องมือที่ช่วยให้ภาคธุรกิจบริหารสารสนเทศของตัวเองได้ง่ายขึ้น

Whitman บอกว่าจุดเด่นของ HP อยู่ที่มีเทคโนโลยีและธุรกิจพื้นฐานพร้อมอยู่แล้ว โดยมีธุรกิจเซิร์ฟเวอร์ที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิม ผนวกกับเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยที่บริษัทซื้อสะสมมาเยอะในช่วงหลัง และธุรกิจด้านการบริหารสารสนเทศธุรกิจ ที่ได้มาจากการซื้อบริษัท Autonomy Corporation ในสมัยของ Apotheker ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์

Whitman มองว่าตอนนี้ส่วนประกอบของ HP ค่อนข้างพร้อมแล้ว เหลือแค่ประกอบมันเข้าด้วยกันให้เป็นรูปเป็นร่างเท่านั้น เธอบอกว่ายังไม่เห็นโอกาสที่ HP จะซื้อบริษัทขนาดใหญ่รายใดเพิ่มในเร็วๆ นี้ และบอกว่าต้องการปรับจูนสิ่งที่มีอยู่ให้เต็มที่ก่อนจะไปซื้อบริษัทอื่นเข้ามาเสริมทัพ

ในส่วนของธุรกิจอุปกรณ์พกพาโดยเฉพาะแท็บเล็ต Whitman ที่ยกเลิกยุทธศาสตร์ WebOS อันน่าตื่นเต้น (แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง) ก็ประกาศทิศทางว่า HP จะสนับสนุนยุทธศาสตร์แท็บเล็ตของพันธมิตรเก่าแก่อย่าง Microsoft ที่จะดันผ่าน Windows 8 ในปีนี้

เส้นทางเบื้องหน้า

ทิศทางธุรกิจของ HP นั้นเริ่มชัดเจนว่า บริษัทจะเลิกแนวคิดที่หวือหวาแต่ปฏิบัติไม่ได้จริง แล้วกลับมาสู้รากเหง้าของเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วว่าทำงานได้อย่างการขายเซิร์ฟเวอร์และพีซี/แท็บเล็ตที่ใช้ Windows โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับระดับรายได้และกำไรให้กลับมาเท่าเดิม

ในอีกทาง HP เองก็ต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองจากบริษัทขนาดใหญ่ที่อุ้ยอ้าย ยึดติดกับรูปแบบธุรกิจเดิมๆ ที่กำลังเริ่มล้าสมัย เปลี่ยนผ่านมาเป็นบริษัทสำหรับอนาคตที่ก้าวอย่างช้าๆ แต่มั่นคงในธุรกิจใหม่ของบริษัทที่น่าจะทำเงินมากกว่าอดีต

อย่างไรก็ตาม การใช้ยุทธศาสตร์ “ตามรอย IBM” ย่อมไม่มีวันเพียงพอในการต่อกรและโค่น IBM ที่ล้ำหน้าไปไกล เมื่อ HP เริ่มเปลี่ยนผ่านตัวเองได้สำเร็จ Meg Whitman ก็มีหน้าที่สำคัญในก้าวที่สาม ที่จะต้องพา HP ล้ำหน้าคู่แข่งและกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งวงการไอทีอีกครั้ง ดังเช่นที่เคยเป็นมาแล้วในอดีต

ข้อมูลบางส่วนจาก Wall Street Journal

  • http://www.aofapp.com/ Ekapol Chucherd

    ตลาดคอนซูเมอร์โดยเฉพาะในไทยเองก็บาดเจ็บไม่แพ้กัน ความร้อนแรงของ PC และ notebook จาก HP ลดลงมากเมื่อเทียบกับ 3-4 ปีก่อนที่ใครๆ ก็ซื้อ HP ในยุคที่ดีไซน์สวยตับจิต แต่จากนั้นไม่นานลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่ซื้อคอมพิวเตอร์ในช่วงนั้นก็โดนทำร้ายจากสารพัดอุปกรณ์ที่พร้อมใจกันเสียแบบยกล็อต แถมไม่ได้รับการเยียวยาที่ควรจะได้อย่างเท่าถึง กลายเป็นกระแสปากต่อปากให้หลีกเลี่ยง HP มาจนถึงปัจจุบัน

    ที่สำคัญกลุ่มผู้ใช้ PC เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วในยุคโน้ตบุ๊คบูม ก็คือคนแรกๆ ในบ้าน หรือคนแรกๆ ในกลุ่มที่มีอุปกรณ์แบบนี้อย่างแพร่หลาย เมื่อ HP สร้างประสบการณ์ที่ดี กระแสปากต่อปากเลยดีและทั่วถึงมากยิ่งกว่ายุคก่อนหน้านั้น