Practical Report “กฎหมายห้องน้ำ” ละเมิดสิทธิมนุษชน ?

สรินณา อารีธรรมศิริกุล
sarinna.aree@gmail.com

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา (North Carolina) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ผ่านกฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายห้องน้ำ” (Bathroom Law) ออกมาใช้ภายในมลรัฐ

กฎหมายห้องน้ำ คืออะไร และมีไว้เพื่อจุดประสงค์ใด ตอนนี้ในสหรัฐอเมริกามีแคมเปญสนับสนุนและต่อต้านกันอย่างกว้างขวาง ว่ากฎหมายฉบับนี้มีไว้เพื่อรักษาเสรีภาพทางศาสนาและความปลอดภัย หรือลดทอนสิทธิมนุษยชนของคนข้ามเพศกันแน่

 

กฎหมายห้องน้ำ” เป็นกฎหมายระดับมลรัฐที่บังคับคนข้ามเพศ (Transgender) ห้ามเข้าห้องน้ำตามเพศสภาพที่ตนเลือก แต่ต้องเข้าห้องน้ำตามเพศที่ตนถือกำเนิด สมมติว่า ถ้าใบสูติบัตรเขียนว่าเกิดมาเป็นผู้ชาย แม้ว่าจะมีการผ่าตัดเปลี่ยนเพศและแต่งตัวเป็นผู้หญิง ก็ต้องเข้าห้องน้ำผู้ชาย กฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้กับห้องน้ำสาธารณะในสถานที่ราชการ รวมทั้งห้องน้ำในสถานศึกษาของมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา นอกจากนอร์ทแคโรไลนา ยังมีหลายมลรัฐอื่นๆ อีกเช่นวิสคอนซิน แอริโซนา และเทนเนสซี ที่ต้องการผ่านกฎหมายแบบนี้ แต่ยังทำไม่สำเร็จ
ผู้สนับสนุนการออกกฎหมายฉบับนี้ให้เหตุผล 2 ข้อหลักๆ คือ

(1) เสรีภาพทางศาสนา

ผู้ผ่านกฎหมายและสนับสนุนกฎหมายห้องน้ำเป็นกลุ่มคนหัวอนุรักษ์นิยมที่เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเพศสภาพทางร่างกายและการแต่งกายภายนอกให้ต่างไปจากเดิมเป็นเรื่องผิดธรรมชาติและศีลธรรม คนกลุ่มนี้เชื่อว่าศาสนาคริสต์พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ให้เป็นแค่หญิงและชายเท่านั้น ฉะนั้น การอนุญาตให้ “ชายข้ามเพศ” หรือ “หญิงข้ามเพศ” ใช้ห้องน้ำที่ตนเลือกได้เอง เสมือนเป็นการมัดมือชกให้คนอื่นต้องยอมรับเพศที่สาม ซึ่งเป็นการขัดต่อความเชื่อทางศาสนาและเสรีภาพทางศาสนาของกลุ่มคนหัวอนุรักษ์นิยม

 

(2) ความปลอดภัย
ประเด็นที่สองคือเรื่องความปลอดภัยของเยาวชน ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลหลักในการสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ องค์กร Alliance Defending Freedom ได้นำผู้หญิงที่เคยถูกทำอนาจารในห้องน้ำหรือห้องอาบน้ำสาธารณะมาทำแคมเปญสนับสนุน

 

โดยให้เหตุผลว่า การมีกฎหมายห้องน้ำจะช่วยป้องกันไม่ให้อาชญากร (โดยเฉพาะผู้ชาย) สามารถเข้าห้องน้ำหญิงได้ เพราะตามกฎหมายฉบับนี้ ผู้ชายต้องเข้าห้องน้ำชาย ผู้หญิงต้องเข้าห้องน้ำหญิงเท่านั้น พรรครีพับลิกันก็มีการทำแคมเปญ Keep North Carolina Kids Safe โดยให้ลงชื่อสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ในเว็บไซต์ คนกลุ่มนี้พยายามรณรงค์ว่าจุดประสงค์หลักง่ายๆ ของกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อป้องกันการทำอนาจารเด็กในห้องน้ำหรือห้องอาบน้ำสาธารณะ

 

credit Image : http://www.keepnckidssafe.com/about-us/

credit Image : http://www.keepnckidssafe.com/about-us/

 

(คลิปจาก แคมเปญ Alliance Defending Freedom)
เมื่อกลุ่มอนุรักษ์นิยมออกมาให้เหตุผลข้างต้น ก็ทำให้องค์กรความหลากหลายทางเพศออกมาตอบโต้ทันควัน ว่าที่ผ่านมายังไม่ปรากฎเหตุการณ์หรือมีอาชกรรมในห้องน้ำสาธารณะที่เกิดจากคนข้ามเพศ และกฎหมายฉบับนี้ดูจะละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนข้ามเพศเสียมากกว่า

 

 

องค์กรสิทธิ์ฯต่างให้ความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มีกลิ่นไอเหมือนกฎหมายเหยียดผิวในอดีตของ Jim Crow ที่ห้ามคนผิวสีเข้าห้องน้ำสาธารณะร่วมกับคนผิวขาวในสหรัฐฯ นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยของรัฐอย่าง University of North Carolina ก็ปฎิเสธที่จะทำตามกฎหมายฉบับนี้

 

 

องค์กร Freedom For All Americans ได้ทำแคมเปญต่อต้านกฎหมายห้องน้ำ และยกตัวอย่างชายข้ามเพศคนหนึ่ง ที่ภายนอกดูไม่ออกเลยว่าเขาเกิดมาเป็นเพศหญิง ลองคิดดูว่าถ้าผู้ชายข้ามเพศคนนี้ ต้องเข้าห้องน้ำหญิงตามกฎหมายฉบับนี้ เขารู้สึกและอยู่ในสังคมได้อย่างไร และผู้หญิงคนอื่นที่อยู่ในห้องน้ำจะรู้สึกอย่างไร (คลิปด้านล่าง)

 

ไมเคิล ฮิวช์ ชายข้ามเพศถ่ายรูปตัวเองกับเพื่อนหญิงสองคนในห้องน้ำสาธารณะ เพื่อรณรงค์ต่อต้านกฎหมายห้องน้ำ

แบร์ คาร์เนส หญิงข้ามเพศถ่ายรูปตัวเองในห้องน้ำชายเพื่อประท้วงกฎหมายห้องน้ำในแคนาดา

ฝ่ายรัฐบาลโอบามาและกระทรวงยุติธรรมก็ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายห้องน้ำฉบับนี้ เพราะถือว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและละเมิดกฎหมายสถานศึกษาที่ต้องไม่เลือกปฎิบัติ รัฐบาลจึงออกประกาศเป็น “คำแนะนำ” ให้มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวและให้อิสระคนข้ามเพศเข้าห้องน้ำตามเพศที่ตนเลือก ซึ่งก็เป็นผลให้รัฐเท็กซัสร่วมกับอีก 10 มลรัฐฟ้องร้องรัฐบาลโอบามา ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลกลางใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวก่ายอำนาจการออกกฎหมายของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นทางกฎหมายนี้ที่ต้องพึ่งศาสสูงเป็นผู้ตัดสิน

The New York Times

The New York Times

ส่วนเรื่องความคิดเห็นของประชาชนจะเป็นอย่างไรนั้นน่าสนใจ ในปี 2001 ผลการสำรวจของ Pew Research บ่งบอกว่าชาวอเมริกันถึง 57% ไม่ยอมรับเรื่องการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน ตรงกันข้ามกับปี 2016 คนอเมริกันยอมรับการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกันมากถึง 53% แสดงให้ว่าในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา สังคมอเมริกันเริ่มเปิดใจรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นก็ได้ทำการสำรวจ (1,001 คนผ่านโทรศัพท์) ปรากฎว่า มากกว่าครึ่งคือ 57% ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ โดยที่ 85% ของกลุ่มตัวอย่างไม่เคยมีเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่เป็นคนข้ามเพศเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้คนส่วนใหญ่จะไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือรู้จักกับคนข้ามเพศเป็นการส่วนตัว แต่พวกเขาก็ให้การยอมรับสิทธิของคนเหล่านั้น

 

Washington Post

The Washington Post

เมื่อมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ประกาศใช้กฎหมายห้องน้ำ ก็เกิดกระแสต่อต้านตามมากมาย เช่น บลูส สปริงส์ทีน และนักร้องชื่อดังอีกหลายคนประกาศยกเลิกการแสดงคอนเสิร์ตในมลรัฐนี้ ส่วนในภาคธุรกิจ บริษัท PayPal และธนาคาร Deutsche ก็ประกาศงดแผนขยายธุรกิจในรัฐนอร์ทแคโรไลนา เพื่อเป็นการประท้วงกฎหมายห้องน้ำ
ส่วนผู้เขียน ได้ฟังข่าวนี้ครั้งแรกจากสถานีวิทยุ NPR (สถานีข่าวช่องสาธารณะของอเมริกา) ในตอนเช้าขณะขับรถไปมหาลัย ข่าวนี้ทำให้รู้สึกแปลกใจกับเหตุผลของกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่พยายามปกป้องเสรีภาพความเชื่อทางศาสนา และให้เหตุผลด้านความปลอดภัย แต่กลับยอมรับการลดทอนสิทธิมนุษยชนของกลุ่มคนอื่น
หลังข่าวออกมาไม่กี่วัน ผู้เขียนเผอิญได้เข้าห้องน้ำพร้อมกับนักศึกษาหญิงข้ามเพศ ขณะนั้นมีเราแค่สองคนในห้องน้ำที่มหาลัย แต่สถานการณ์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายแต่อย่างใด ผู้เขียนเองก็นับถือศาสนาคริสต์ และก็ไม่รู้สึกว่าความเชื่อทางศาสนาของตนเองถูกละเมิดหรือถูกดูหมิ่นจากนักศึกษาสาวคนนี้เลย เธอควรมีสิทธิเข้าห้องน้ำตามสภาพเพศที่เธอต้องการจะเป็น

 
ปัญหาของกฎหมายห้องน้ำอีกประเด็นคือ เราจะเอากฎหมายฉบับนี้มาปฎิบัติจริงได้อย่างไร ทางการจะมีวีธีใดมาบังคับใช้กฎหมายห้องน้ำนี้ให้เกิดผล จะเช็คสูติบัตรทุกคนก่อนเข้าห้องน้ำ หรือจะมีมาตราการใดที่จะนำกฎหมายมาใช้ได้โดยไม่มีลักษณะข่มขู่คุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

 

อีกทั้งในปัจจุบันผลสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายห้องน้ำ ที่น่าสนใจคือ ในศึกเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา โดนัล ทรัมป์ ตัวเต๊งผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันเอง และผู้ชิงตำแหน่งจากพรรคเดโมเครตฮิลลารี คลินตัน ก็ไม่เอาด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ด้วย

 

 

แม้ว่าในขณะนี้กฎหมายห้องน้ำจะมีผลแล้วก็ตาม แต่การรณรงค์ของทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะฝ่ายต่อต้านกำลังต่อสู้เพื่อให้มีการยกเลิกกฎหมายฉบับนี้

 

 

ส่วนผู้สนับสนุนกฎหมายห้องน้ำที่ให้เหตุผลว่ากฎหมายฉบับนี้มีไว้เพื่อรักษาเสรีภาพทางศาสนาและความปลอดภัยของเยาวชน แต่ถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลสถิติใดยืนยันความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากการใช้กฎหมายฉบับนี้ และทางการจะบังคับใช้กฎหมายนี้ได้อย่างไรนั้นยังเป็นข้อถกเถียงอยู่

 

 

แต่แน่นอนว่าขณะนี้ กฎหมายฉบับนี้มีผลให้เกิดการลดทอนสิทธิของคนข้ามเพศอย่างเลี่ยงไม่ได้.