Practical Report I have a dream – ข้าพเจ้ามีความฝัน

เมื่อปี ค.ศ. 1963 (พ.ศ. 2506) มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน และหมอสอนศาสนานิกายแบปติส เป็นผู้นำในการชุมนุมอย่างสันติที่อนุสาวรีย์ลิงคอล์นในวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีผู้เข้าร่วมถึง 200,000 คน ในการประชุมครั้งนี้เองที่คิงได้แสดงสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงคือ “ข้าพเจ้ามีความฝัน” (I Have a Dream) นี่เป็นสุนทรพจน์ที่ถูกจัดอันดับในลำดับหนึ่งของสุนทรพจน์ทั้งหมดที่เคยมีการแสดงมาในสหรัฐอเมริกา

แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขาถูกลอบสังหารในอีกห้าปีให้หลังจากสุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์ในตอนนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอเมริกายังมีความคิดการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรงฝังรากลึกในชนชาติอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องนับว่าการเคลื่อนไหว และสุนทรพจน์ “ข้าพเจ้ามีความฝัน” ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ได้เปลี่ยนอเมริกาจากเมื่อ 45 ปีที่แล้วไปมาก เพราะอีก 45 ปีถัดมา วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008 (เวลาเที่ยงคืนในเมืองไทย) ชาวอเมริกันจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คนผิวดำมีสิทธิ์ได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ โดยไม่มีสไลด์ประกอบ หลายคนก็ไม่ได้เห็นหน้าตาของเขา ได้ยินแต่เพียงเสียงการปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง แต่สุนทรพจน์อันทรงพลังในครั้งนั้น กอปรด้วยถ้อยคำที่ราวกับบทกวี และความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาที่เขานับถือ

สร้างความเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ ตามคำของเขาจริงๆ


สุนทรพจน์ของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ กล่าวต่อหน้าผู้ชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพของชาวนิโกรในอเมริกา ที่อนุสาวรีย์ลินคอร์น เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 1963 (แปลและเรียบเรียงจาก ต้นฉบับ)



ข้าพเจ้ายินดีที่ได้มาร่วมชุมนุมกับพวกท่านในวันนี้ ซึ่งจักกลายหน้าประวัติศาสตร์การชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติเรา

เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แผ่ร่มเงาแก่ผองเราซึ่งยืนอยู่ในที่แห่งนี้ ได้ลงนามในคำประกาศเลิกทาส กฎหมายฉบับนี้ประดุจดังดวงประทีปแห่งความหวังของทาสนิโกรนับล้าน ผู้ซึ่งถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงอยุติธรรมที่เหยียดหมิ่น มันมาถึงประหนึ่งยามอรุณรุ่งอันน่าปรีดา ที่จะยุติค่ำคืนอันยาวนานแห่งการจองจำ

หากร้อยปีถัดมา, เราพานพบความจริงอันโหดร้ายว่าชาวนิโกรยังไม่เป็นไท
ร้อยปีให้หลัง, ชีวิตของนิโกรยังคงถูกพันธนาการด้วยการเหยียดผิว และถูกจองจำด้วยตรวนแห่งการเหยียดจำแนก
ร้อยปีถัดมา, ชนนิโกรยังดำรงชีพบนเกาะแห่งความจนยากอันโดดเดี่ยว ท่ามกลางมหาสมุทรที่ไพศาลไปด้วยความมั่งคั่งทางวัตถุ
ร้อยปีให้หลัง, นิโกรยังอ่อนระโหยอยู่ตามมุมต่าง ๆ ของสังคมอเมริกา และพบว่าตนถูกเนรเทศพ้นไปจากแผ่นดินของเขาเอง ดังนั้นเราทั้งหลายมาชุมนุมในวันนี้ เพื่อแสดงให้เห็นสภาพอันน่าอดสูนี้

ในฐานะที่เราเข้ามาในเมืองหลวงของชาติเราเพื่อเอาเช็คมาขึ้นเงินสด เมื่อครั้งที่เหล่าสถาปนิกแห่งสาธารณรัฐของเราจารึกถ้อยคำน่าประทับใจในรัฐธรรมนูญและประกาศอิสรภาพ นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ลงนามในพันธสัญญาที่คนอเมริกันทุกผู้ต้องสืบทอดปณิธาน นี่เป็นบันทึกอันเป็นพันธะว่าเราทุกคนจะได้รับการประกันสิทธิ์ อันหาเพิกถอนได้แห่งชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาซึ่งความสุข

หากวันนี้ประจักษ์ชัดว่า อเมริกาได้บิดพลิ้วต่อพันธสัญญานี้ ตราบเท่าที่ยังคำนึงถึงสีผิวของพลเมืองในประเทศ แทนที่่จะเคารพข้อผูกพันอันศักดิ์สิทธิ์ อเมริกากลับให้เช็คเสียกับประชาชนนิโกร เช็คนี้ถูกส่งคืนพร้อมกับตราประทับว่า “เงินไม่เพียงพอ” แต่เราปฏิเสธจะเชื่อว่าธนาคารแห่งความยุติธรรมได้ล้มละลายไปเสียแล้ว เราปฏิเสธจะเชื่อว่าไม่มีเงินเพียงพอภายใต้หลังคาที่ยิ่งใหญ่แห่งโอกาสของชาติเรา ดังนั้นเราจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อขอขึ้นเงิน — กับเช็คที่ตอบรับความต้องการในความมั่งคั่งแห่งเสรีภาพ และความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม

เรามายังสถานศักดิ์สิทธิ์นี้ เพื่อเตือนอเมริกาให้ระลึกถึงความเร่งด่วนอันร้อนแรงในทันทีนี้ หามีเวลาจะยึดติดความฟุ่มเฟือย หรือให้ยาระงับประสาทเพื่อให้เรื่องดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป
บัดนี้เป็นเวลาที่ต้องทำให้คำมั่นแห่งประชาธิปไตยเป็นจริงขึ้นมา
บัดนี้เป็นเวลาที่ต้องลุกขึ้นจากความมืดมน และหุบผาที่ถูกทิ้งร้างแห่งการแบ่งแยกสีผิว ไปบนหนทางอันเจิดจรัสแห่งความยุติธรรมทางเชื้อชาติ
บัดนี้เป็นเวลาที่จะเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่บุตรของพระผู้เป็นเจ้าทุกผู้ทุกนาม
บัดนี้เป็นเวลาที่จะยกระดับชาติของเราจากหล่มปลักแห่งความยุติธรรมทางเชื้อชาติ ไปยังภูผาอันแกร่งกล้าแห่งภราดรภาพ

มันจะกลายเป็นหายนะแก่ประเทศชาติหากมองข้ามห้วงยามแห่งความเร่งด่วน และประเมินความต้องการของชาวนิโกรต่ำไป คิมหันต์อันอบอ้าวจากความไม่พอใจอันชอบธรรมของชาวนิโกรจะไม่ผ่านพ้นไป ตราบจนกระทั่งฤดูใบไม้ร่วงอันมีชีวิตชีวาแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมกันจะมาถึง ปี 1963 หาใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นจุดเริ่ม ผู้ที่หวังว่านิโกรต้องการเพียงที่จะระเบิดอารมณ์แล้วก็จะพอใจ คนกลุ่มนั้นจะอยู่ในสภาพตะลึงงันหากประเทศชาติยังคงดำเนินไปตามที่มันเป็น จะไม่มีการหยุดพักหรือความสงบในประเทศอเมริกาจนกว่าชนนิโกรจะได้รับสิทธิ์ในความเป็นพลเมืองอย่างแท้จริง ความปั่นป่วนจากการจลาจลจะดำเนินต่อไปเพื่อสั่นคลอนรากฐานของชาติเรา จนกว่าวันที่สดใสแห่งความยุติธรรมจักปรากฏ

แต่มีบางสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากกล่าวกับประชาชนของข้าพเจ้าผู้ซึ่งยืนอยู่ตรงธรณีประตูอันอบอุ่น ซึ่งจะนำเราไปยังพระราชวังแห่งความยุติธรรม ในขั้นตอนการได้มาซึ่งสถานะอันมีสิทธิ์ เราต้องปราศจากมลทินแห่งการกระทำอันผิดพลาด เราต้องไม่แสวงหาความพอใจในการดับความกระหายเสรีภาพของเรา ด้วยการดื่มกินจากถ้วยแห่งความขมขื่นและความเกลียดชัง

เราต้องดำเนินการต่อสู้ตลอดไปบนพื้นฐานอันสูงส่งของเกียรติยศและวินัย
เราต้องไม่อนุญาตให้การประท้วงที่สร้างสรรค์ของเรากลายเป็นการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ
ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม เราต้องยืนหยัดอย่างสง่างาม ในหลักการหลอมรวมระหว่างพลังทางกายและพลังทางจิตวิญญาณอันสูงส่ง
ความเข้มแข็งอันน่าอัศจรรย์ครั้งใหม่ ซึ่งมันปกคลุมทั้งผองชนนิโกร จะต้องไม่นำเราไปสู่ความไม่ไว้วางใจของคนขาวทั้งปวง เพราะพี่น้องคนขาวหลายคน ดังประจักษ์พยานของการปรากฎตัวของพวกเขาในวันนี้ ได้ยืนยันว่าโชคชะตาของพวกเขาได้ผูกพันกับโชคชะตาของเรา และเสรีภาพของพวกเขา เป็นพันธะที่ตรึงแน่นกับเสรีภาพของเรา

เราไม่อาจเดินได้เพียงลำพัง ขณะที่เราเดิน เราต้องให้คำมั่นว่าเราก้าวไปข้างหน้า เราไม่อาจหันหลังกลับได้ มีคนถามผู้นับถือสิทธิพลเมืองว่า “เมื่อไหร่พวกคุณจึงจะพอใจ?”
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ชาวนิโกรยังเป็นเหยื่อจากความหวาดกลัวอันไม่อาจเอ่ยถึงของตำรวจที่โหดร้าย
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ร่างกายเราอันเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แล้วยังไม่อาจเข้าพักในโรงแรมบนทางหลวง หรือโรงแรมในตัวเมืองได้
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ยังมีการเคลื่อนย้ายฐานของพวกนิโกรออกจากพื้นที่ชุมชนแออัดไปจนถึงชุมชนขนาดใหญ่
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่ลูกหลานเรายังถูกปลดเปลือยตัวตน และถูกช่วงชิงศักดิ์ศรีไปด้วยการแขวนป้ายที่ระบุว่า “สำหรับคนขาวเท่านั้น”
เราไม่อาจพอใจได้ ตราบใดที่คนนิโกรในมิซซิสซิปปี้ ปราศจากสิทธิ์ออกเสียง และคนนิโกรในนิวยอร์คเชื่อว่าไม่มีใครที่ควรจะลงคะแนนให้
ไม่หรอก ไม่มีทางที่เราจะพอใจ และเราไม่อาจพอใจตราบจนความยุติธรรมหลั่งรินลงมาดุจหยาดน้ำ และความเที่ยงธรรมหลั่งไหลดุจสายน้ำอันเชี่ยวกราก

ข้าพเจ้าไม่อาจเมินเฉยต่อความจริงที่ว่า
พวกท่านบางคนมาถึงนี่ด้วยความทรมาน และความยากแค้น
พวกท่านบางคนเพิ่งมาจากห้องขังอันคับแคบ
พวกท่านบางคนมาจากท้องที่ซึ่ง การแสวงหาซึ่งเสรีภาพได้ทิ้งท่านไว้ กับการทุบตีด้วยพายุแห่งการข่มเหง และการต้องโซซัดโซเซจากสายลมแห่งความป่าเถื่อนของตำรวจ
ท่านกลายเป็นผู้ทุกข์ทรมานมามาก จงดำเนินการต่อไปด้วยความศรัทธาว่าความทุกข์ยากที่มิได้ก่อนี้จะถูกปลดเปลื้อง

จงกลับไปยังมิสซิสซิปปี้
จงกลับไปยังอลาบาม่า
จงกลับไปยังเซาธ์แคลิฟอร์เนีย
จงกลับไปยังจอร์เจีย
จงกลับไปยังหลุยเซียน่า
จงกลับไปยังสลัมและชุมชนแออัดในเมืองทางเหนือของเรา และจงรู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้สามารถและจักเปลี่ยนแปลงไปด้วยวิธีการใดวิธีหนึ่ง

จงอย่าจมปลักอยู่ในหุบผาแห่งความหดหู่ ข้าพเจ้าขอกล่าวกับพวกท่านในวันนี้ เพื่อนเอ๋ย – หากแม้ความลำบากที่เราเผชิญในวันนี้และวันพรุ่ง ข้าพเจ้าจะยังมีความฝัน ความฝันซึ่งฝังรากลึกอยู่ในความฝันแห่งอเมริกันชน

ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งประเทศนี้จะหยัดยืนขึ้นและจรรโลงความหมายที่แท้จริงของบทบัญญัติทางศาสนาที่ว่า “เรายึดถือความจริงเหล่านี้เป็นการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน”
ข้าพเจ้ามีความฝันว่าวันหนึ่งบนเนินเขาสีแดงในจอร์เจีย บุตรของทาสกับบุตรของอดีตเจ้าทาสจะนั่งร่วมโต๊ะแห่งภราดรภาพได้
ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งแม้แต่รัฐมิสซิสซิปปี้ซึ่งอวลไปด้วยไอแห่งอยุติธรรม ระอุไปด้วยความร้อนแรงแห่งการกดขี่ จะแปรเปลี่ยนเป็นที่ชุ่มชื้นแห่งเสรีภาพและความยุติธรรม
ข้าพเจ้ามีความฝันว่าในวันหนึ่งลูกๆ ทั้งสี่คนของข้าพเจ้าจะอาศัยอยู่ในชาติที่พวกเขาไม่ถูกพิพากษาจากสีผิว แต่ด้วยสาระแห่งอุปนิสัยของเขา

ข้าพเจ้ามีความฝันในวันนี้
ข้าพเจ้ามีความฝันว่า วันหนึ่งในอลาบาม่า ที่ซึ่งมีการเหยียดชาติอย่างชั่วร้าย ที่ซึ่งมีผู้ว่าการรัฐกำลังเปล่งวาจาขัดขวางและล้มล้างเราอยู่นั้น สักวันหนึ่งเด็กชายผิวดำและเด็กหญิงผิวดำตัวน้อย จะสามารถเกี่ยวก้อยกับเด็กชายผิวขาวและเด็กหญิงผิวขาวตัวน้อย ได้ดุจดังพี่น้องกัน

ข้าพเจ้ามีความฝันในวันนี้

ข้าพเจ้ามีความฝันว่าวันหนึ่งทุกหุบผาจะถูกยกให้สูงขึ้น พร้อมกันนั้นทุกเนินเขาและภูผาจะถูกทำให้ราบลงมาเสมอกัน พื้นที่อันขรุขระถูกถางเป็นทางราบ ทางคดเคี้ยวถูกทำให้เป็นเส้นตรง เมื่อนั้นเสียงแซ่ซ้องแห่งพระเป็นเจ้าจะถูกเปล่งขึ้น และผองเราจะเห็นเวลานั้น

นี่เป็นความหวังของเรา นี่เป็นศรัทธาของเราซึ่งข้าพเจ้าจะนำกลับไปทางใต้
ด้วยศรัทธานี้เราจะสกัดหุบเขาแห่งความหดหู่ ออกเป็นศิลาแห่งความหวัง
ด้วยศรัทธานี้เราจะเปลี่ยนเสียงเสียดหูแห่งความบาดหมางในชาติเรา ให้เป็นเสียงเพลงอันแสนหวานแห่งภราดรภาพ

ด้วยศรัทธานี้เราจะสามารถทำงานร่วมกัน สวดมนต์ด้วยกัน ต่อสู้ร่วมกัน ถูกจองจำร่วมกัน หยัดยืนเพื่อเสรีภาพร่วมกัน เพราะเรารู้ว่าเราจะมีเสรีภาพไม่วันใดก็วันหนึ่ง

วันนี้ก็คือวันที่ว่า, นี่เป็นวันที่บุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้าจะขับขานด้วยความหมายใหม่กับบทเพลงที่ว่า “ประเทศของข้าฯ ข้าฯขอขับขานบทเพลงแห่งเสรีภาพอันแสนหวานแด่ท่าน ดินแดนที่บรรพบุรุษของข้าฯฝังร่าง ดินแดนแห่งความภาคภูมิใจของผู้แสวงบุญ ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานจากทุกขุนเขา”

และหากอเมริกาจะเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นจริง
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากยอดเขาอันไพศาลแห่งนิวแฮมเชียร์
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาที่ทรงพลังแห่งนิวยอร์ค
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากที่ราบสูงอัลเลเกนิสแห่งเพนซิลวาเนีย
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากขุนเขาร็อคกี้ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะแห่งโคโลราโด
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากเนินเขาอันคดเคี้ยวแห่งแคลิฟอร์เนีย

ไม่ใช่เพียงเท่านี้

ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาสโตนแห่งจอร์เจีย
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากภูเขาลุคเอ๊าท์แห่งเทนเนสซี
ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวานไปจากทุกด้าน และทุกเนินเขาและทุกเนินดินทุกแห่งในมิสซิสซิปปี้

ขอให้เสรีภาพจงก้องกังวาน และเมื่อสิ่งนี้บังเกิดขึ้น เมื่อเราบันดาลให้เสรีภาพดังกังวาน – เมื่อเราให้เสรีภาพก้องกังวานจากทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน จากทุกรัฐ ทุกเมือง เราอาจจะเร่งวันเวลาที่บุตรของพระผู้เป็นเจ้า ทั้งคนดำคนขาว ทั้งพวกยิว คนศาสนาอื่น ทั้งแคธอลิคทั้งโปรเตสแตนท์ จะสามารถจับมือกันและขับขานบทเพลงเป็นถ้อยคำจากบทสวดในทางจิตวิญญาณอันเก่าแก่ของพวกนิโกรได้ว่า “เสรีภาพในที่สุด เสรีภาพในที่สุด ขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพ พวกเราจะมีเสรีภาพในที่สุด”