Practical Report I Just Didn’t Do It : ฟันเฟืองบกพร่องที่ชื่อ “กฎหมาย”

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร

I Just Didn't Do It Poster

ไม่มีช่วงเวลาไหนจะเหมาะกว่านี้อีกแล้วครับ ที่จะหยิบ/โหลดหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มาดูสักครั้ง นอกจากช่วงเวลาที่เรากำลังตกอยู่ในภาวะของความกลัว ความคลั่ง และขยาดต่อสิ่งที่กฎหมายอาจกระทำกับเราได้ด้วยสิ่งที่มันบัญญัติไว้

ช่วงเวลาที่เราต้องตระหนกกับโทรศัพท์มือถือที่อาจทำให้เราติดคุก 20 ปี และการโพสข้อความในอินเตอร์เน็ตที่ใครซึ่งหมั่นไส้เหม็นขี้หน้าเรา หรือไม่ชอบสิ่งที่เราเขียน ก็สามารถลากเราขึ้นศาลได้อย่างสะดวกสบายราวกับหนทางดังกล่าวโรยไปด้วยกลีบดอกไม้นานาพันธุ์ สำทับด้วยพรมแดงกำมะหยี่อย่างดีปูไว้พร้อมสรรพ และมีคนโบกมือต้อนรับอยู่ด้วยสายตาอำมหิตอาฆาตเต็มสองข้างทาง โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่าเหตุใดเราจึงถูกนำตัวมาที่นี่

I Just Didn’t Do It คือผลงานของ มาซายุกิ สุโอะ (เจ้าของผลงานอบอุ่นหัวใจระดับคลาสสิกอย่าง Shall We Dance?) นับถึงขณะนี้มีอายุได้ 5 ปีเศษ ตั้งแต่ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 2006

หนังวิพากษ์ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นอย่างตรงไปตรงมา อาจอุปมาให้รุนแรงขึ้นได้ว่าสิ่งที่หนังเรื่องนี้ทำคือการชี้หน้าด่ากระบวนการศาลของญี่ปุ่นชนิดไม่แคร์สายตาใครทั้งสิ้น พร้อมกับสั่งสอนอย่างกราดเกรี้ยว ด่าทออย่างโกรธา ต่อสิ่งที่กฎหมายญี่ปุ่นกระทำต่อประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอนาจารผู้อื่นบนรถไฟความเร็วสูง ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนที่ผู้คนต้องยืนเบียดเสียดกันเป็นปกติวิถี

คาเนโกะ เท็ปเป พระเอกของเรื่อง ถูกเด็กสาวมัธยมกล่าวหาในเช้าวันหนึ่งว่าลวนลามเธอ ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็งแต่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ไม่ฟังเสียง เขายืนกรานปฏิเสธจนตำรวจมีน้ำโหและส่งตัวเขาเข้าเรือนจำ สิ่งที่เขาเลือกทำต่างจากผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีลักษณะนี้คนอื่นๆ ตรงที่ว่าเขายืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองอย่างเต็มที่ แทนที่จะเลือกหนทางที่ง่ายกว่าอย่างการสารภาพส่งๆ ไปและจ่ายค่าเสียหายให้กับฝ่ายหญิง เพื่อออกไปใช้ชีวิตตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น (พวกหื่นกามยามเช้าทั้งหลายต่างใช้วิธีการนี้ทั้งนั้น)

ตำรวจและทนายความยื่นข้อเสนอนี้ให้เขาเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่เขาปฏิเสธเสียงแข็ง ซึ่งไม่เพียงแต่เสียเวลามากกว่าที่ควรจะเป็นเท่านั้น กระบวนการศาลอันยืดเยื้อยาวนานยังกัดกร่อนและทำลายเขาจากภายในด้วย

คาเสะ เรียว

คาเนโกะ เท็ปเป (รับบทโดย คาเสะ เรียว)

ถึงหนังจะตั้งป้อมโจมตีระบบกฎหมายและกระบวนการศาลอย่างถึงพริกถึงขิงขนาดไหนก็ตาม เปล่าประโยชน์ที่เราจะดูหนังแล้วตั้งป้อมด่าระบบศาลหรือระบบกฎหมายไปพร้อมกับคนทำหนัง (ด้วยข้อหา “พยายามผลักความผิดให้ผู้บริสุทธิ์” อย่างเท็ปเป) เราควรพิจารณาอย่างละเอียดถึงมิติต่างๆ ที่หนังได้แสดงให้เราเห็น ทั้งรูปแบบการสู้คดี มิติของจำเลย มิติของทนายความ มิติของสภาพสังคม และมาตรวัดทางศีลธรรมของตัวกฎหมายกับสังคมญี่ปุ่นที่บีบให้ทุกอย่างดำเนินไปตามทางของมัน

ต่อให้หนังกำลังวิพากษ์กระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่นรุนแรงขนาดไหน หนังก็ยังให้ความเป็นธรรมกับอีกฝ่ายมากพอที่จะไม่สร้างภาพให้พวกเขากลายเป็นปีศาจโดยสันดาน เพราะเราไม่ได้พูดถึงความอยุติธรรมของกฎหมายในยุคนาซี หรือยุคแห่งการเหยียดสีผิวแบ่งแยกชาติพันธุ์ หรือในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (ถ้าใครหวังจะได้เห็นตำรวจชั่ว ผู้พิพากษาเลว ต้องบอกไว้ก่อนว่าคุณหวังกับหนังผิดเรื่อง)

คดีลวนลามในลักษณะนี้เกิดขึ้นในญี่ปุ่นทุกวันอย่างที่ได้บอกไปแล้ว มีผู้หญิงลากแขนผู้ชายมาแจ้งความที่สถานีรถไฟแทบทุกวัน ผู้ชายเหล่านั้นก็จ่ายเงินค่าปรับให้เรื่องจบไปอยู่แทบทุกวัน ทั้งตำรวจ ทั้งเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟเจอเคสแบบนี้จนถึงขั้นเลี่ยนในคอ แต่พอเท็ปเปไม่ยอมรับและต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง กลับกลายเป็นเรื่องยากเพราะต้องถูกขังคุกโดยไม่ได้ประกันตัวอยู่ 4 เดือน จนกว่าจะถึงคิวที่ฝ่ายโจทก์(ผู้เสียหาย)ขึ้นให้การในศาล

คดีที่แทบไม่เหลือหลักฐานใดๆ ให้พิสูจน์แบบนี้ (คุณจะทำอย่างไรได้ ตรวจลายนิ้วมือที่กางเกงในฝ่ายหญิง? ตรวจเนื้อเยื่อดีเอ็นเอจากหนังกำพร้าที่อาจตกค้างอยู่? ตรวจเส้นใยกางเกงในที่อาจติดอยู่บนมือของจำเลย?) บีบให้ศาลต้องเลือกวิธีบังคับให้จำเลยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง (ซึ่งยากยิ่งกว่า) เป็นผลจากมาตรวัดทางจริยธรรมในคดีเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศด้วย ที่กฎหมายไม่ต้องการให้คดีขึ้นสู่ศาลตั้งแต่แรก (ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นการล่วงละเมิดผู้เสียหายซ้ำในทำนองเดียวกับคดีข่มขืน และทนายจำเลยที่ “เล่นเกม” หนักกว่า โคจิ ยาคุโช ที่เราจะได้เห็นในเรื่องย่อมไม่ปล่อยโอกาสที่จะทำเช่นนั้นให้ลอยนวล) และผลจากมาตรวัดทางศีลธรรมนี้ก็ทำให้ผู้พิพากษาและเหล่าผู้เกี่ยวข้องในคดี (ตำรวจ, อัยการ) pre-judge จำเลยไปก่อนแล้ว

และยิ่งคดีลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนเป็นคดีสามัญของญี่ปุ่น มันจึงไม่มีพื้นที่ในหน้าสื่อหรือกระแสสังคม มันคือเรื่องเล็กกระจิ๋วที่ถ้าไม่มีใครเจอกับตัวก็ไม่มีวันหันมาสนใจ เป็นคดีที่มีโทษจำคุกสูงสุดแค่หลักเดือน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครต่อใครจะสันนิษฐานล่วงหน้าไปก่อนว่า เจ้าผู้ชายที่ถูกเด็กสาวร้องห่มร้องไห้ลากแขนมาหาเจ้าหน้าที่นั้นทำผิดจริงแน่นอน

สำหรับผมนี่เป็นเรื่องเศร้าที่เสียดเย้ยเอาการ เพราะความคิดเรื่อง ‘มนุษยธรรม’ ชุดหนึ่ง (ปกป้องหญิงสาวจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ) ไปขัดแย้งกับหลักคิดเรื่อง ‘มนุษยธรรม’ อีกชุดหนึ่ง (คือหลักมนุษยธรรมทางกฎหมาย ที่ต้องปกป้องผู้ถูกกล่าวหาหากยังไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล) และส่งผลกับชีวิตของคนที่ถูกลากเข้ามาข้องเกี่ยวกับคดีความในลักษณะนี้ หนังหนักแน่นและมีสติพอที่จะไม่ตัดสินฟันธงไปด้วยว่าสิ่งไหนดีกว่า หรือมนุษย์ควรยึดมั่นให้ความสำคัญมากกว่า หนังให้ความเป็นมนุษย์กับ dilemma ลักษณะนี้ในหนังได้ดีมากผ่านตัวละครผู้ช่วยทนายความจำเลยซึ่งเป็นผู้หญิง เพราะแรกๆ นั้นเธออิดออดจะสู้คดีให้กับเท็ปเปเพราะเธอถือแนวคิดแบบเฟมินิสต์ จึงเอนเอียงความเห็นอกเห็นใจไปที่ฝ่ายหญิงซึ่งถูกกระทำมากกว่า และคิดไปก่อนตามความเชื่อของตนว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็ผิดจริง

ถึงท่าทีของหนังจะเลือกข้างชัดเจนและกราดเกรี้ยวขนาดไหน หนังก็ไม่ได้ละเลยมิติที่จะให้ความเป็นธรรมหรือมอบความหวังให้กับฝ่ายจำเลย หรือผู้ถูกกระทำจากระบบกฎหมายในเรื่อง นี่ไม่ใช่การสมมติ worst-case scenario ที่โอเวอร์เกินจริงราวกับคนทำหนังและทีมงานไปเพ่งนั่งจ้องหาช่องว่างทางกฎหมาย หรือสิ่งที่กฎหมายและศาลไม่เคยนึกถึงว่าจะเกิดขึ้นได้ในโลกมนุษย์เพื่อเอามาวิพากษ์วิจารณ์

ไม่เกิดประโยชน์อะไร หากเราดูหนังเรื่องนี้จบแล้วมานั่ง condemn ระบบกฎหมายอย่างสาดเสียเทเสียว่าช่างเป็นระบบที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรม ไม่คิดคำนึงให้รอบด้านเพื่อสิทธิประโยชน์ของพลเมือง เพราะหนังไม่ได้มองระบบกฎหมายอย่างสุดโต่งถึงเพียงนั้น และในสภาพความเป็นจริง การดำรงอยู่ของกฎหมายก็ไม่ได้มีสถานะที่สุดโต่งดังว่าเช่นกัน เพราะสภาพสังคมของญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแบบยุคนาซีครองเมือง หรือยุคที่การเหยียดสีผิวชาติพันธุ์ และการกีดกันทางเพศ ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วไปในสังคม

พลังนอกศาล

ตัวละครสำคัญของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสู้คดีนอกศาล จากซ้ายไปขวา / ซาดะ มิตสึรุ (รับบทโดย มิตสึอิชิ เคน) ที่ถูกฟ้องในข้อหาเดียวกับเท็ปเป / คาเนโกะ คายาโกะ (โมตะอิ มาซาโกะ) แม่ของเท็ปเป / ไซโต้ ทัตสึโอะ (ยามาโมโต้ โคจิ) เพื่อนสนิทของเท็ปเป

เท็ปเปไม่ได้เป็นผู้ชายรายเดียวในประเทศญี่ปุ่นที่ต้องพบกับความบอบช้ำในการขึ้นศาลด้วยคดีแบบนี้ เพื่อนสนิทและแม่ของพระเอกพาเราไปพบกับพนักงานออฟฟิศวัยกลางคนรายหนึ่ง ที่กำลังต่อสู้คดีแบบเดียวกันอยู่ในศาลชั้นอุทธรณ์ กระทั่งพวกเขาได้จับมือร่วมทีมกันกลายๆ เพื่อหาหนทางสู้คดีในชั้นศาลต่อไป รวมถึงแคมเปญนอกศาลที่คนเหล่านี้พยายามทำ ทั้งการสร้างกระแสในอินเตอร์เน็ตให้ผู้คนหันมาสนใจกรณีเหล่านี้ ไปจนถึงการแจกใบปลิวเพื่อหาพยานซึ่งอยู่ในเหตุการณ์บนรถไฟวันนั้นเพื่อมาช่วยให้การในศาล นี่คือประกายความหวังเล็กๆ ที่เราได้เห็น และความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของตัวเท็ปเปเองต่อเรื่องคดีก็เป็นอีกหนึ่งประกายเล็กๆ ที่ช่วยส่งเสริมเพิ่มดุลกัน

ความผิดของกฎหมายในที่นี้จึงไม่ใช่ในฐานะ “ประดิษฐกรรมอันชั่วร้ายของอำนาจแบบเผด็จการและไม่เป็นประชาธิปไตย” (ญี่ปุ่นผ่านช่วงเวลาดังกล่าวมานานมากแล้ว) – ในฉากแรกของหนังที่ตำรวจนำตัวเท็ปเปมาสอบสวน เราอธิบายได้เต็มปากว่ามันเป็นความซวยโดยแท้ เพราะนอกจากตัวเด็กสาวจะจับคนผิด เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟปิดประตูใส่หน้าหญิงสาวที่พยายามยืนยันความบริสุทธิ์ให้เขา ตำรวจในวันนั้นยังอารมณ์เสียเพราะเพิ่งเจอเรื่องชวนโมโหมาเลยไม่ฟังคำให้การใดๆ ของเท็ปเปอย่างที่ตำรวจควรทำ

เราอาจอธิบายได้ว่าความผิดของกฎหมายและระบบการตัดสินคดีความสำหรับหนังเรื่องนี้คือการตกเป็นหนึ่งในห่วงโซ่ของ “ความซวย” ที่สามารถเกิดขึ้นกับพลเมืองคนใดก็ได้ในประเทศญี่ปุ่นต่างหาก ทั้งที่จริงๆ แล้วกฎหมายควรทำหน้าที่ชะล้างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในกระบวนการของระบบ (ที่พาให้คนขึ้นมาสู่ศาลโดยที่เขาไม่ได้กระทำความผิดจริง)

I Just Didn’t Do It ยังมีความน่าสนใจอยู่อีกข้อหนึ่ง นั่นคือมันวิพากษ์กระบวนการศาลด้วยคดีที่เล็กจ้อยเอามากๆ มันไม่ใหญ่โตเหมือนการปกป้องสิทธิคนผิวดำแบบ To Kill a Mockingbird หรือเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน อาชญากรสงคราม การกีดกันทางเพศขั้นรุนแรงในประเทศที่ศาสนามีอิทธิพลสูง – นั่นเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งว่าสำหรับญี่ปุ่นแล้ว ในหลักการใหญ่ๆ ที่เป็นหน้าที่หลักและปัจจัยสำคัญที่นักนิติศาสตร์ต้องปกป้องธำรงรักษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพ นั้นไม่ใช่ปัญหาในระบบกฎหมายของประเทศ

วิจารณ์ศาล

ฉากหนึ่งในหนัง ผู้คนยืนสูบบุหรี่พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาล

ต่างจากประเด็นนี้ที่หนังนำมาเสนอ ซึ่งก็เป็นคดีที่ต้องพิจารณาในรายละเอียดและหาวิธีการป้องกันอีกยาว และประเด็นเรื่อง ‘กฎหมายเยาวชน’ (หากเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีทำผิด พวกเขาไม่ต้องรับโทษใดๆ) ที่ถูกวิพากษ์อย่างรุนแรงมาตลอดในสื่อแทบทุกแขนง ซึ่งคนไทยเราน่าจะพอคุ้นเคยบ้างหากเป็นผู้ที่ติดตามการ์ตูนญี่ปุ่นประมาณหนึ่ง ที่หากพิจารณาจริงๆ แล้วก็เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นมาเพื่อปกป้องผู้เยาว์ตามทัศนคติของกฎหมายญี่ปุ่น มากกว่าจะตราขึ้นมาเพื่อกีดกัน เอื้อประโยชน์ หรือละเมิดสิทธิ์ใครอย่างกฎหมายที่มีลักษณะเผด็จการ

ฉากสั้นๆ ฉากหนึ่งของหนังจึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะทั้งที่หนังเรื่องนี้กำลังวิจารณ์และตีแผ่ความบกพร่องในระบบการพิจารณาคดีของญี่ปุ่น แต่เราไม่เห็นการปิดบัง บิดเบือน หรืออิทธิพลของศาลที่ส่งผลต่อประชาชนโดยตรง (เช่นการข่มขู่ให้ปิดปากเงียบด้วยข้อหา “หมิ่นศาล”) เรากลับได้เห็นผู้คนที่มาชมการพิจารณาคดีออกมายืนสูบบุหรี่ คุยกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ในบริเวณอาคารของศาล ประเด็นที่คนเหล่านี้คุยกันอย่างเปิดเผยก็คือเรื่องความโปร่งใสของการตัดสิน คำตัดสินเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่ ไปจนถึงเบื้องลึกเบื้องหลังกับลักษณะนิสัยของอัยการ, ทนายความ และผู้พิพากษาแต่ละคน

ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายทีเดียวสำหรับตัวผมเอง เมื่อคดีที่โทษจำคุกสูงสุดอยู่ในระดับหลักเดือน สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานที่ตีแผ่และวิพากษ์ระบบกฎหมายได้อย่างละเอียดเป็นกระบวนการ ออกมาเป็นผลงานอันน่าทึ่งได้อย่างหนังเรื่องนี้

ด้วยสถานะของคนไทยในช่วงเวลาแบบนี้ ผมอดอิจฉาประเทศญี่ปุ่นไม่ได้จริงๆ ครับ เพราะแม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างนี้เขายังพูดในที่สาธารณะได้และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ถูกรับรู้ว่าเป็นปัญหา ไม่ใช่ถูกกวาดทิ้งไปกลบฝังไว้แล้วสะกดจิตหลอนตัวเองไปเรื่อยๆว่า ประเทศฉันไม่มีปัญหาในเรื่องหลักการอะไรทั้งสิ้น

  • Mynameiseiw

    อีกเคสนึงที่พอนึกได้คงเป็นเรื่องยาเสพติด บ้านเราชอบใช้วิธีนี้เอามายัดข้อหา
    แค่ใครหย่อนยาบ้าห่อเดียวเข้ากระเป๋าเราก็ซวยได้

  • TTT

    จะหาเรื่องนี้มาดูได้จากที่ไหนครับ

  • http://www.facebook.com/nanoguy0612 Chayanin Tiangpitayagorn

    หาโหลดได้ในอินเตอร์เน็ตครับผม หนังไม่มีลิขสิทธิ์ในไทย 

  • http://www.facebook.com/profile.php?id=100002669559570 Anderson Bkk

    ที่บกพร่อง คือ มนุษย์ ที่ชอบ แถ เอาสีข้างเข้าถู สองมาตรฐาน ฉันพูดได้ เธอพูดไม่ได้ สำหรับ กฏหมาย มันไม่บกพร่องใดๆ ถ้ามนุษย์ไม่นำพาเอากฏหมายไปใช้ในทางที่ผิด และ ถ้าไม่มีมนุษย์ตนใดละเมิดกฏหมาย กฏหมายจะไปเอาผิดได้อย่างไร 
    ผมรู้สึกว่า คุณออกจะมีอคติเอามากๆนะ ตกอยู่ในความกลัว คุณกลัวที่จะไม่สามารถทำชั่วได้หรือครับ (มีกฏหมายข้อใดอนุญาติให้ทำชั่วได้บ้างครับ), ความคลั่ง ประเทศที่ไม่มีกฏหมาย เขาเรียกบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือเปล่าครับ (คลั่งกฏหมาย ทำตามกฏหมาย มันดูแย่มากเลยเหรอครับ) ขยาดต่อสิ่งที่กฏหมายกระทำกับเรา มันบ่งชัดเลยครับ Dare to Think จริงๆ คิดที่จะทำไม่ดีเหรอครับ ? เราต้องขยาดสิครับ กฏหมายมีไว้ปกป้องคนดี มีใครติดคุกเพราะทำความดีบ้างครับ (อย่าไปพูดคดีการเมือง แบบที่หลายๆคนพยายามโยงนะครับ)

  • Dinolittle

    sms ติดคุก20ปี ความผิดยังไม่เท่าฆ่าคนตาย ?นี่คือประเทศไทย สังคมไทย เมืองพุทธ และประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เหอๆตลกร้ายชัดๆ