โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ
ทุกๆ คนล้วนอยากมี “ตัวตน”
ถึงแม้ในหลักศาสนาพุทธเราอ้างอิง กันว่า “พุทธลักษณะ” เด่นของศาสนาพุทธคือเราพูดถึงเรื่องของ “อนัตตา” หรือ “ความไม่มีตัวตน” ตามหลักไตรลักษณ์ที่ประกอบไปด้วย อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา
ซิกมุนด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิทยาเคยพูดถึง “ทฤษฎีแรงจูงใจ” ไว้ว่าขั้นบันไดขั้นที่ 3 คนเรานั้นต้องการเป็นที่ยอมรับของที่อยู่บุคคลรอบๆตัว ขั้นบันไดขั้นที่ 4 นั้นคือการได้รับการยกย่องแบบโดดเด่นในลักษณะ ที่เป็นผู้นำองค์กรหรือกลุ่มสังคมนั้นๆ และขั้นสูงสุดคือการได้รับเกียรติยศและชื่อเสียง หรือการประสบความสำเร็จในชีวิต
ภาพยนตร์เรื่อง “I love you Phillip Morris” ซึ่งแสดงโดย จิม แคร์รีย์ ดาวตลกชื่อดังจาก The Mask, Ace Ventura และ Cable Guy ประกบกับ ยวน แม็กเกเกอร์ อดีตอัศวินเจไดจาก Star Was Episode 1-3 หรือบทบาทที่แจ้งเกิดคือ เรนตัน ในหนังขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 อย่างผมและอีกหลายๆ คนอย่างTrainspotting
ที่จริงอยากจะบอกว่าเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจ จิม แคร์รีย์ จากอีกเรื่องคือ “Man on the moon” และยวน แมกเกเกอร์ กลับมาเป็นขวัญใจในหนังที่ไม่อาศัยฟอร์มยักษ์ใหญ่เป็นตัวชูโรง ด้วยการดำเนินเรื่องแบบให้น้ำหนักตัวละครสองตัวดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ
เนื้อเรื่องมีความคล้ายคลึงกับ ภาพยนตร์เรื่อง Catch me if you can ที่เล่าเรื่องชีวิตสุดหวือหวาของแฟรงก์ อนาเบล จูเนียร์ (ลีโอนาร์โด ดิ คาปริโอ) ในการเป็นนักต้มตุ๋นมือหนึ่งของยุคทศวรรษ 1960 ที่สวมบทบาท เป็นนักบิน หมอ ทนาย ทั้งที่ในชีวิตจริงเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มบ้านแตกสาแหรกขาด และชีวิตพลิกผันจากจุดเคยร่ำรวยและเป็นที่ยอมรับของเพื่อนรอบข้าง กลายเป็นเด็กเรียนไม่จบ
ส่วนในเรื่อง “I love you Phillip Morris” เลือกที่จะเล่าเรื่อง สตีเวน รัสเซลล์ (จิม แคร์รีย์) ที่ชีวิตพลิกผันหลายตลบจากการมีปมในอดีตเมื่อแม่บังเกิดเกล้า ยกเขาให้กับครอบครัวอื่นเลี้ยง และเขาเพียรเสาะแสวงหาว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร ถึงกับยอมสมัครเป็นตำรวจเพื่อตามหาแม่ แต่เมื่อได้พบกับแม่แท้ๆ เขากลับถูกปฏิเสธความเป็น “ตัวตน” เพราะแม่เขามีชีวิตที่เป็นสุขอยู่กับครอบครัว
หลังจากนั้นชีวิตที่มีสีสันของเขาจึงได้โลดแล่น ทั้งในเรื่องการยอมรับกับสังคมว่าตัวเองเป็นเกย์ การดำเนินชีวิตหรูหราตามขนบของชาวเกย์ หลังจากลาออก ก็ดำรงเป็นนักฉ้อโกงเบี้ยประกัน เพื่อนำเงินที่ได้จากเบี้ยประกันไปใช้อย่างฟุ้งเฟ้อและปรนเปรอคู่ขาหนุ่มรูปงาม และสุดท้ายโชคชะตาพาเขาไปติดอยู่ในคุกจนได้พบกับ ฟิลิป มอร์ริส (ยวน แมกเกเกอร์) เกย์ผมบลอนด์อีกคนหนึ่งในคุก
สตีเวนเชื่อโดยตลอดว่าฟิลิปคือรักแท้ของเขา เขาจึงพยายามขวนขวายหาทุกวิถีทางที่จะได้อยู่ร่วมกันกับฟิลิป ทั้งในยามอยู่ในคุกและนอกคุก เขาให้สัญญากับฟิลิปว่า “มีหลายคนคิดจะตักตวงผลประโยชน์จากตัวคุณ แต่ผมจะเป็นคนที่ปกป้องคุณเอง”
ดังนั้นเมื่อออกจากคุก สตีเวนจึงทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้ฟิลิปสุขสบาย เมื่อความสบายในแง่ของวัตถุทั้งรถคันโก้ บ้านหรูที่มาพร้อมกับสระว่ายน้ำ เงินทองที่มีใช้จ่ายอย่างมากมาย โดยเขาปิดบังฟิลิปถึงแหล่งที่มาของเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกง โดยการสวมบทบาทเป็นผู้บริหารทางการเงินระดับสูง ชีวิตของสตีเวนก็ถ่างออกจากฟิลิปขึ้นทุกทีๆ จนเริ่มไม่แน่ใจว่า เขาจะไม่ใช่คนอีกคนหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากฟิลิป เพื่อให้ฟิลิปยอมรับตัวตนในแบบที่สตีเวนสร้างขึ้น
สตีเวนต้องหัดเล่นกอล์ฟกีฬาที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของชาวโฮโมฯ ต้องออกสังสรรค์ปาร์ตี้กับเจ้านายเพื่อพบผู้ค้าทางธุรกิจหลากหลายคน กับคำถามที่ชวนอึดอัด “คุณยังหนุ่ม และดูประสบความสำเร็จ แล้วคุณแต่งงานรึยัง?” ซึ่งเขาไม่สามารถบอกได้ว่าเขาอาศัยชีวิตอยู่กับคู่ขาหนุ่มของเขา
ชีวิตแบบปลอมๆ ของสตีเวนทำให้เขาต้องเข้าคุก จนคู่ขาของเขาต้องหนีไป และทางเดินที่เขาเลือกทำให้ชีวิตเขาและฟิลิปคนที่เขารัก ทั้งคู่ต้องเข้าๆ ออกๆ คุกเป็นว่าเล่น ส่วนตอนจบในหนังผมขออุบไว้สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดู
สิ่งที่น่าสนใจคือพื้นฐานของ คนเราทุกๆ คนต้องการเป็นคนมี “ตัวตน” (somebody) หรือเปล่า? ตัวละครอย่างสตีเวน รัซเซลล์ และแฟรงก์ อนาเบล พยายามดิ้นรนสร้าง “ตัวตน” อีกคนหนึ่งในตัวเขาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งสิ่งที่เขาต้องแลกมามีคำถามว่ามันคุ้มหรือไม่?
ผมมีกรณีศึกษาอันหนึ่งที่ใกล้ตัว เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานภาควิชากับผม ผมมีเพื่อนของเขาในสมัยมัธยมซึ่งมาเห็นเขาในมหาวิทยาลัยแล้ว เหมือนว่า เขากำลังสร้าง “ตัวตน” ในอีกแบบหนึ่งให้เป็นที่ยอมรับ จากสมัยมัธยมเขาเป็นเด็กผู้ชายที่เรียบร้อย และออกจะเนิร์ดเสียด้วยซ้ำ แต่พอมาอยู่มหาวิทยาลัยเขาพยายาม “นำเสนอ” ตัวตนของเขาว่า เป็นกระเทยที่รุนแรง กักขฬะ และพยายามจะทำตัวเด่นในทางประหลาดๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เป็นที่ขบขันและยอมรับของคนรอบข้าง
ในความเป็นจริงแล้วผมมีความไม่แน่ใจ ว่า สิ่งไหนคือ “ตัวตน”ที่แท้จริงของเขา แบบที่เป็นผู้ชายสุภาพเรียบร้อย หรือ กระเทยกักขฬะ หรือว่าทั้งสองแบบ? หรือว่าไม่ใช่ตัวตนของเขาเลย?
ในตอนหนึ่งของภาพยนตร์ “I love you Phillip Morris” มีประโยคที่เฉียบคมและน่านำไปคิดต่อว่า
เมื่อมีคำถามว่า คน “ไร้ตัวตน” ทำอย่างไรถึง จะ “มีตัวตน”
คำตอบก็คือ “การไม่มีตัวตน”
มนุษย์เราเปาะบางเกินกว่าที่จะอยู่ได้โดยลำพัง ต้องอาศัยการยอมรับจากคนรอบข้าง เพื่อความมั่นใจ เพื่อให้รู้สึกดีกับตัวเอง แต่ในบางครั้งบางคนที่ต้องการมี “ตัวตน” และเป็นที่ยอมรับในระดับบันไดขั้นที่ 4 หรือ 5 ของฟรอยด์ ทั้งที่ในความเป็นจริงตัวตนของเขาอาจจะเป็นคนธรรมดา หรืออาจจะเป็นคนที่มีปมทางจิตใจมากมาย เขาจึงจำเป็นสร้าง “ตัวตน” อีกแบบหนึ่งขึ้นมา จนในบางครั้งเขาเหล่านั้นอาจไม่แน่ใจว่าสิ่งใดคือ “ตัวตน” ที่แท้จริงของเขา
หรือในบางทีเขาอาจจะสูญเสีย ความเป็นตัวตนที่แท้จริงไปเสียแล้ว? ก็เป็นได้…..
ผมบอกคุณหรือยังว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง “I love you Phillip Morris” นั้นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสหรัฐ อเมริกา?
