Practical Report ความสำคัญของ ICT ต่อการพัฒนาประเทศ: กรณีสหภาพยุโรป

โดย กนกพร คุณชัยเจริญกุล

Oxford Economics ได้นำเสนอรายงานล่าสุด ในเรื่อง “Capturing the ICT Dividend: Using technology to drive productivity and growth in the EU” โดยมีการจัดทำผลการศึกษานี้ในลักษณะของ white paper ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท AT&T ผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับยุโรป ในช่วงที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและวิกฤติการเงินรอบด้าน ซึ่งในรายงานฉบับนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) คือตัวขับเคลื่อนหลัก ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (productivity) และความสามารถในการแข่งขันให้กับสหภาพยุโรป (EU)ได้ ดังนั้นยุโรปควรเพิ่มการลงทุนด้าน ICT แม้จะเป็นในช่วงเศรษฐกิจขาลงก็ตาม

(สามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับนี้ได้ที่: http://www.corp.att.com/bemoreproductive/docs/capturing_the_ict_dividend.pdf)

ICT มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากการลงทุนด้าน ICT จะสามารถสร้าง productivity growth ให้กับระบบเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้สูงขึ้นได้มากกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน ICT นี้เอง จึงกลายเป็นที่มาของคำว่า “ICT Dividend” จากการวิเคราะห์ค่า ROI (return on investment) ในรายงานฉบับนี้ พบว่า การลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 15% ในขณะที่การลงทุนด้าน ICT สามารถให้ผลตอบแทนทั้งหมดเฉลี่ยแล้วสูงถึง 20-25% โดยคิดเป็นส่วนของ ICT Dividend ประมาณหนึ่งในสาม หรือประมาณ 7-8% ของผลตอบแทนทั้งหมดจากการลงทุนด้าน ICT

Oxford Economics ให้ความเห็นว่าหากยุโรปสามารถเพิ่ม ICT capital stock ให้ขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับสหรัฐ (เทียบเคียงตามขนาดเศรษฐกิจ) ภายในปี 2020 จะทำให้ยุโรปมี GDP สูงขึ้นถึง 5% คิดเป็นตัวเงินประมาณ 760 พันล้านยูโร หรือประมาณ 1,500 ยูโรต่อคน ซึ่งค่า GDP ที่เพิ่มขึ้น 5% นี้มาจากส่วนของ capital deepending [1] 3.5% และ TFP [2] 1.5% โดยพบว่า การลงทุนในด้านอื่นๆสามารถเพิ่มค่าของ capital deepending ได้ แต่การลงทุนเฉพาะด้าน ICT เท่านั้นที่จะเพิ่มค่า TFP ได้ ดังนั้นจึงเรียก การเพิ่มขึ้นของ TFP ว่า “ICT Dividend” นั่นเอง

จากแผนภาพด้านล่างเป็นการเปรียบเทียบอัตราการเติบโตต่อปีของความสามารถของแรงงานในการผลิต (labour productivity growth) สำหรับประเทศในยุโรป กับ สหรัฐและญี่ปุ่น โดยจะเห็นได้ว่า labour productivity เกิดจาก 3 ส่วนคือ 1) TFP ในอุตสาหกรรมที่ลงทุนด้าน ICT อย่างสูง 2) การลงทุนในด้าน ICT (capital deepending) และ 3) ปัจจัยอื่นนอกเหนือจาก ICT เมื่อพิจารณาจากแผนภาพจะพบว่า ในยุโรปมีเพียงอังกฤษ และกลุ่มสแกนดิเนเวีย เท่านั้น ที่มี labour productivity growth ซึ่งเกิดจากการลงทุนด้าน ICT ในระดับสูงทัดเทียมสหรัฐ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส เยอรมัน เนอร์เธอร์แลนด์ อิตาลี มีการลงทุนด้าน ICT ในสัดส่วนที่ต่ำกว่า

ผลของ ICT ต่อการเพิ่มความสามารถของแรงงานในการผลิต (labour productivity)

ในช่วงปี 1991 ยุโรปและสหรัฐมีระดับการลงทุนด้าน ICT ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่อมาสหรัฐก็เริ่มทิ้งห่างยุโรปไปเรื่อยๆ จากเดิมในปี 1991 สหรัฐมี ICT capital stock คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9% ของ GDP และเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 30% ของ GDP ในปี 2007 ในขณะที่เมื่อปี 1991 ICT capital stock ของหลายๆประเทศในยุโรปเดิมอยู่ที่ราว 6-9% ของ GDP (ใกล้เคียงสหรัฐ) และเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 20% ของ GDP ในปี 2007 ซึ่งถือได้ว่าเทียบเท่ากับของสหรัฐเมื่อปี 2000

ICT Capital Stock (% GDP)

ความแตกต่างของมูลค่าการลงทุนด้าน ICT ระหว่างยุโรปและสหรัฐนี้เอง ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ productivity ของยุโรป เพราะเมื่อพิจารณาค่า annual productivity growth ในระหว่างปี 2000-2010 สหรัฐมีค่าอยู่ที่ 2% ต่อปี ในขณะที่ของยุโรปมีค่า 1% หรือเพียงครึ่งหนึ่งของสหรัฐเท่านั้น ประเทศในยุโรปที่มี productivity สูงสุดคือ กลุ่มสแกนดิเนเวีย และ อังกฤษ โดยมี annual productivity growth อยู่ที่ 1.7% และ 2% ต่อปี ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เหตุผลเพราะมีการลงทุนด้าน ICT มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรปนั่นเอง

นอกจากนั้น รายงานฉบับนี้ยังให้ข้อมูลว่า ภาครัฐ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้าน ICT และการนำ ICT ไปใช้ โดยพบว่าความมีประสิทธิภาพของนโยบายรัฐ ส่งผลต่อ productivity growth ของประเทศ ทั้งนี้เพราะหากภาครัฐมีการกำหนดนโยบาย ICT ที่ชัดเจนและมีกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นไปในลักษณะส่งเสริมตลาด ย่อมทำให้เกิดการลงทุนตามมา
ในการวัดความมีประสิทธิภาพของนโยบาย (policy effectiveness) นั้น Oxford Economics ได้รวบรวมข้อมูลที่แสดงถึงความสำเร็จของนโยบายรัฐด้าน ICT จำนวน 5 ตัวชี้วัดจากข้อมูลที่ World Economic Forum (WEF) รวบรวมในรายงานประจำปี 2010-2011 โดยตัวชี้วัดทั้ง 5 ตัวดังกล่าว ประกอบด้วย 1) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ICT 2) การให้ลำดับความสำคัญด้าน ICT ของรัฐบาล 3) การวางแผนของรัฐบาลในการนำ ICT ไปใช้สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 4) การใช้ ICT พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในบริการของภาครัฐ 5) ตัวชี้วัดคุณภาพของเว็บไซต์ภาครัฐในการให้ข้อมูลและการบริการต่อประชาชน จากนั้นจึงนำมาประมวลเป็นค่ารวมในคอลัมน์สุดท้าย แล้วจัดลำดับประเทศที่นโยบายรัฐด้าน ICT มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้ตามตารางด้านล่างนี้

กลุ่มประเทศ Top 10 ที่นโยบายรัฐด้าน ICT มีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยรายงานของ WEF ได้จัดลำดับประเทศทั้งหมดจำนวน 138 ประเทศ ตัวชี้วัดแต่ละด้านมีคะแนนเต็ม 7 คะแนน ซึ่งผลจากค่ารวมในตารางที่ Oxford Economics จัดทำ พบว่าในจำนวนสิบอันดับประเทศที่นโยบายรัฐด้าน ICT มีประสิทธิภาพสูงสุด มีประเทศนอกกลุ่มยุโรปคือ คือ สิงคโปร์ (5.89) เกาหลีใต้ (5.67) ออสเตรเลีย (5.41) สหรัฐอเมริกา (5.22) มาเลเซีย (5.19) แคนาดา (5.19) ส่วนในกลุ่มยุโรปมี สวีเดน (5.35) เดนมาร์ก (5.17) สหราชอาณาจักร (5.06) และฟินแลนด์ (4.94) ส่วนประเทศในยุโรปที่มีลำดับคะแนนต่ำสุด คือ อิตาลี (3.40) และ กรีซ (3.37) [เป็นที่น่าสังเกตว่า สิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นสองประเทศในกลุ่มอาเซียนที่นโยบายรัฐด้าน ICT มีประสิทธิภาพสูงอย่างโดดเด่น ในขณะที่ประเทศไทย ทำคะแนนรวมได้ 3.50 คะแนนแต่เนื่องจากในรายงานฉบับนี้ไม่ได้เรียงลำดับประเทศทั้งหมดไว้ จึงไม่มีข้อมูลลำดับของประเทศไทย– ผู้เรียบเรียง]

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับรัฐบาลของยุโรป ที่ต้องให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายรัฐด้าน ICT ให้เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และต้องเร่งขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตของ productivity ของสหภาพยุโรปโดยเร็ว มิฉะนั้นยุโรป ก็จะต้องถูกกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ (emerging economies) แซงหน้าในระยะเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

  1. [1] Capital Deepening – หมายถึง การเพิ่มขึ้นของ capital stock ของบริษัทหนึ่งๆ ซึ่ง capital stock มีความหมายครอบคลุมถึงสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (tangible assets) เช่นที่ดิน โรงงาน อุปกรณ์ รวมถึงสินทรัพย์ที่จับต้องได้น้อยกว่า เช่น ซอฟท์แวร์ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร งานวิจัย แบรนด์ ตราสินค้าเป็นต้น
  2. [2] Total Factor Productivity (TFP) ดัชนีประสิทธิภาพการผลิตที่วัดจากยอดผลผลิตทั้งหมดต่อหน่วยของปัจจัยการผลิตที่ใส่เข้าไป – การเพิ่มขึ้นของ TFP หมายถึง การลดลงของต้นทุน (cost) ที่ใช้ในการผลิต เพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการในช่วงใดช่วงหนึ่ง โดย TFP จะรวมถึง know-how ด้านเทคนิค การปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจ และการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน