Practical Report ถ้าเพียงแต่เราลบความทรงจำที่เจ็บปวดจากใจได้: Eternal Sunshine of the Spotless Mind

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
(5/10/2004)

หมายเหตุ : ใครที่ไม่ต้องการรู้ plot หนังเลยแม้แต่นิดเดียว กรุณาอย่าอ่านต่อ

ผมตั้งใจจะไปดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ยังฉายอยู่ในโรงเครือใหญ่ (EGV, Major) แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีโอกาสสักที หนึ่งเพราะไม่ว่าง ติดสอบ อีกอย่างหาคนให้ชวนไปนั่งดูเป็นเพื่อนไม่ได้ พอดีวันนี้ ต้องไปบ้านแม่แถวลาดพร้าว ก็เลยนึกว่า ไหนๆก็ไหนๆ ไปดูดีกว่า อยากรู้จักโรงหนัง The House ด้วย ว่าหน้าตาเป็นยังไง

ตอนแรกพอตีตั๋วเข้าไปดู ตกใจนึกว่า จะได้ประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตที่นั่งดูหนังอยู่คนเดียวทั้งโรง เพราะไม่มีคนเลย ผมเข้าไปนั่งรอก่อนหนังฉาย 5 นาที สักครู่ จึงค่อยมีผู้หญิงคนนึงเดินเข้ามา ท่าทางดูจะกลัวๆเหมือนกัน ตอนแรกเธอมานั่งแถวเดียวกับผม เพราะคงจองตั๋วไว้ แต่พอเห็นมีผมเป็นผู้ชายนั่งอยู่คนเดียว เธอเลยเลี่ยงไปแถวอื่น พอหนังเริ่มฉายจริงๆ จึงมีชายหญิงเดินเข้าอีก 2 คู่ (แต่ทุกคนปล่อยผมอยู่ที่แถวหลังสุดคนเดียว ไม่มานั่งในแถวด้วย) สรุปว่า รอบนี้ มีคนดูเพียง 6 คน โรงนี้ดีอย่าง คือไม่มีโฆษณาอะไรทั้งสิ้น (ยกเว้นการ์ตูนสั้นๆให้ปิดมือถือ ? ของโนเกีย!) แต่ก็มีเพลงสรรเสริญ (แน่นอน) นี่เป็น version ใหม่ที่ผมไม่เคยได้ยินแฮะ….


ผมอยากดูเรื่องนี้เพราะ หนึ่ง อ่านคำวิจารณ์ไม่ว่าที่ไหน ก็ยกย่องกันมาก ให้ระดับ 3 ดาวครึ่ง หรือ 4 ดาวทั้งนั้น สอง หนังเขียนบทโดย ชาร์ลี คัฟแมน (Charlie Kaufmann) คนเขียนบทเรื่อง Being John Malkovich กับ Adaptation เรื่อง Adaptation นี่ผมยังไม่ได้ดู แต่เพื่อนผม คุณชาญกิจ เขาชอบมากๆ เคยเขียนมาเล่าให้ผมฟังเสียยกใหญ่ ส่วน Being John Malkovich นั้น ผมดูทาง UBC ชอบเหมือนกัน ยกเว้นช่วงท้ายๆของหนัง ที่ผมรู้สึกว่า ออกจะ “หลงทาง” (หรือ “มั่ว”) ไปนิด และ สาม ประเด็นของหนังเรื่องนี้ (Eternal Sunshine) เกี่ยวกับความทรงจำและการลบความทรงจำ เป็นเรื่องที่ผมสนใจ

Eternal Sunshine นอกจากเขียนบทโดยคัฟแมนแล้ว ยังนำแสดงโดยดาราชื่อดังๆทั้งนั้น คือ จิม เครี่, เคท วินสเล็ต (จาก Titanic), คริสเตน ดันสต์ (จาก Spider Man), อไลจาห์ วู้ด (จาก Lord of the Ring) และ ทอม วิลกินสัน (จาก In the Bedroom) แต่ขายไม่ออกเลยในบ้านเรา! นับว่าน่าเสียดายอยู่ เพราะแม้ว่า หนังจะเป็นประเภท “ชวนคิด” ไม่น้อย แต่จริงๆแล้ว สามารถดูเป็นหนัง Romantic comedy รักซึ้งๆ ธรรมดาๆก็ได้ (นักวิจารณ์ของ Bangkok Post ซึ่งผมชอบ – ผมคิดว่าเขาเป็นนักวิจารณ์หนังที่เขียนดีที่สุดในหนังสือพิมพ์เมืองไทยปัจจุบัน ? บอกว่า เรื่องนี้กลายเป็น one of the year’s most romantic movies นักวิจารณ์ในอินเตอร์เน็ตอีกคนเรียกว่าเป็น a great romance)

เรื่องย่อๆของหนัง (ผมเตือนแล้วนะว่าถ้าไม่อยากรู้ก็ไม่ต้องอ่าน) คือ พระเอกกับนางเอก มีบุคคลิกตรงกันข้าม พระเอกเป็นคนเรียบๆง่ายๆ ไม่ชอบพูดคุย นางเอกเป็นคนชอบแสดงออก สนุกสนาน ลักษณะตรงข้ามกลายเป็นความดึงดูดใจ แต่แล้วเมื่ออยู่ไปๆด้วยกัน กลับพบว่าเป็นปัญหา ต่างฝ่ายต่างไม่ชอบบุคคลิกของกัน การเลิกกันเป็นไปอย่างรวดเร็วและเจ็บปวด ทั้งคู่จึงไปให้คลีนิคพิเศษแห่งหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญด้านลบความทรงจำที่ไม่ ต้องการ ลบความทรงจำเกี่ยวกับอีกฝ่ายหนึ่งออกจากใจไป . . . (ฉากหรือ ‘แก๊ก’ สั้นๆในคลีนิคที่พระเอกและ ‘คนไข้’ มานั่งรอหมอ พร้อม memorabilia ต่างๆ น่าดูมาก คอยสังเกตผู้หญิงที่นั่งข้างๆว่าถืออะไร) ปัญหาคือ พระเอกพบว่า การลบความทรงจำนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ . . . .

ผมชอบตอนต้นและตอนจบของหนังมาก โดยเฉพาะตอนต้น ที่เริ่มด้วย 2 อย่างที่ผมชอบ คือ ชายหาดที่ว่างเปล่า กับ ตู้รถไฟที่ไม่ค่อยมีผู้คน ตอนจบชอบที่เพลงเพราะมาก (ขณะที่คนอื่นๆเขาลุกออกจากโรงไปหมด พอตัวหนังสือขึ้นตอนจบพร้อมเพลง ผมนั่งฟังอยู่คนเดียวในโรงเปล่าๆ) เดี๋ยวจะเอาเนื้อให้ดูตอนท้าย แต่ช่วงกลางเรื่อง มีบางอย่างที่ผมไม่ค่อยชอบ คือผมรู้สึกมันออกจะ “หลงๆ” หรือ “มั่ว” นิดหน่อย (แต่นักวิจารณ์บางคนชอบมาก) มีการตัดฉาก สลับฉาก เยอะ ผมรู้ว่าเขาต้องการสื่อว่านี่เป็น “ความทรงจำ” ในสมองคน ซึ่งมีลักษณะแบบนี้เอง คือ สับสน ปนไปปนมา ประติดปะต่อยาก (เหมือนเวลาเราฝันนั่นแหละ) ในแง่หนึ่งผมทึ่ง ที่เวลาดูรู้สึกคล้ายกับเรากำลัง “ดู” ความคิดความทรงจำในสมองของเราจริงๆ แต่ใจหนึ่ง ผมก็อยากให้หนัง slow down นิดหน่อย เพิ่มด้านที่เป็น drama มากขึ้น ขยายความเรื่องเกี่ยวกับบุคลิกตัวพระเอกนางเอก และความสัมพันธ์ของพวกเขา (ในส่วนนี้ ในหนัง มีลักษณะเร็วมาก และกระโดดไปมา เหมือนความจำในสมองคนเรา) และที่ผมไม่ชอบเท่าไรคือที่เป็น sub-plot ที่เกี่ยวกับ อไลจาห์ วู้ด และ คริสเตน ดันสต์ ผมรู้สึกว่ามัน distracting สู้เอาเวลาไป develop บุคคลิกพระเอกนางเอก และความสัมพันธ์พวกเขาไม่ได้ .. พออันนี้มันน้อย ผมเลยรู้สึกว่าการ “เปลี่ยนใจ” ของพระเอก กับ ตอนจบ มันไม่ค่อย “ซึ้ง” เท่าที่น่าจะเป็นได้ (ก็ “ซึ้ง” พอดูตอนจบ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเพราะผมชอบเพลง ด้วยหรือเปล่า)

ช่วงไม่กี่ปีนี้ มีหนังเกี่ยวกับ “ความทรงจำ” 2-3 เรื่อง ตั้งแต่หนังที่กลายเป็น cult ไปแล้วคือ Memento ของคริสโตเฟอร์ โนลัน (ผมว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้สักวัน ประชา เป็นคนแนะนำให้ผมดู) และเมื่อต้นปีนี้มีเรื่อง 50 First Dates หนังแนว romantic comedy (ผมเกือบจะได้ดู แต่พลาดไปตอนช่วงสงกรานต์ ว่าจะเช่ามาดูยังไม่มีเวลา แต่รู้เรื่องย่อๆทำนองว่า นางเอกจะ “ลืม” สิ่งที่เกิดขึ้นในทุกวัน ดังนั้น พระเอกจึงต้อง “จีบ” นางเอก ซ้ำแล้วซ้ำอีก) กับเรื่อง Paycheck ของ จอห์น วู ที่ถูกนักวิจารณ์ด่าเละ (ความจริง โดยส่วนตัวผมเห็นว่า John Woo นี่ overrated หนัง Mission Impossible II ผมว่าน่าเบื่อ สู้ภาคแรกที่ไบรอัน เดอ พาลม่า กำกับ ในด้านความตื่นเต้นไม่ได้เลย) ก่อนหน้านั้น ก็รวมถึง Total Recall (ซึ่งสร้างจากนิยายวิทยาศาสตร์ของ Philip K. Dick แบบเดียวกับ Paycheck, Blade Runner และ Minority Report)

เรื่องเกี่ยวกับ “ความทรงจำ” เป็นเรื่องน่าสนใจ มีประเด็นให้คิดได้เยอะ เฉพาะเรื่อง Eternal Sunshine นี้ ก็ชวนให้คิดหลายอย่าง : ถ้าเราสามารถลบความทรงจำอันเจ็บปวดจากใจได้ เราควรจะทำหรือไม่ (ที่แน่ๆคือ ถ้ามีคลีนิคไหนทำได้จริง คงมีลูกค้าเยอะมากๆ) อีกประเด็นหนึ่งที่หนังไม่ได้แตะ แต่ผมคิดว่าสำคัญคือ ความทรงจำ “หลอก” (memory lies) คือไม่มีใคร “จำเรื่องที่เกิดขึ้นจริง” ได้จริงๆ (ผมมักนึกถึงเพลงของบาร์บาร่า สไตร์แซนด์ จาก The Way We Were : Can it be that it was all so simple then? Or has time rewritten every line? If we have a chance to do it all again, tell me: Would We? Could We?) . . . . .

ต่อไปนี้เป็นเนื้อเพลงของเพลงตอนจบของเรื่อง ผมไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน แต่ดูชื่อเพลงเอาจากไตเติ้ลตอนจบ และมาหาจากอินเตอร์เน็ต เนื้อร้องความจริงสั้นมาก แต่ร้องซ้ำๆหลายเที่ยว ชื่อเพลง Everybody’s got to learn sometime ร้องโดย Beck

change your heart
look around you
change your heart
it will astound you
i need your lovin’
like the sunshine

everybody’s gotta learn sometime
everybody’s gotta learn sometime
everybody’s gotta learn sometime

ป.ล. หนังมีความยาว 1 ช.ม. 50 นาที และ rated R ในอเมริกา (ไม่ใช่เพราะโป๊ แต่เพราะมีเกี่ยวกับการใช้ยาเสพย์ติด)


บันทึกท้ายบทความ
(เขียนถึงหนังและบทความข้างต้นเมื่อ 5/4/2010)

เมื่อไม่กี่ปีก่อน ผมไปดูหนังในโรงหนังคนเดียว ในวันที่ 6 ตุลา นี่เป็นเรื่องไม่ปกติสำหรับผม เพราะปกติผมจะไม่ทำอะไร (หรือพูดว่าทำอะไรไม่ได้จะถูกกว่า) ในวันที่ 6 ตุลา แต่ปีนั้นผมนึกอยากไปดูหนังขึ้นมา (และไม่ปกติอีกอย่างสำหรับผมคือ ไปดูคนเดียวในโรงหนัง ปกติถ้าจะดูหนังคนเดียว ผมเปิดดูที่บ้าน)

หนังเรื่องนั้นคือ Eternal Sunshine of the Spotless Mind เป็นหนังที่ดีมากๆ ผมแนะนำให้ใครที่ไม่เคยดู หามาดูให้ได้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ความทรงจำ” (memory) และ การ(พยายาม) “ลบ” ความทรงจำบางเรื่องที่เราไม่อยากจำออกจากใจเรา (ในบางแง่เรื่องนี้ชวนให้นึกถึง 6 ตุลา เหมือนกัน)

โรงที่ฉายที่ผมไปดูคือ House RCA ความจริง ผมเคยเขียนเล่าเรื่องนี้ในบอร์ด ม.เที่ยงคืน สมัยนั้น แต่คืนนี้ผมเกิดคิดถึงหนังเรื่องนั้นขึ้นมาอย่างประหลาดโดยเฉพาะ เพลงตอนจบของหนังที่ชื่อ Everybody’s Got to Learn Sometime เป็นเพลงที่ผมชอบมากๆ

ความจริงผมเคยเขียนเล่าเรื่องนี้ในบอร์ด ม.เที่ยงคืน สมัยนั้น แต่คืนนี้ผมเกิดคิดถึงหนังเรื่องนั้นขึ้นมาอย่างประหลาด โดยเฉพาะเพลงตอนจบของหนังที่ชื่อ Everybody’s Got to Learn Sometime เป็นเพลงที่ผมชอบมากๆ

สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดของหนัง Eternal Sunshine of the Spotless Mind ดูได้ที่ Wiki ที่นี่

ชื่อหนัง Eternal Sunshine of the Spotless Mind นี้ ตัดเอามาจากกลอนที่มีชื่อเสียงของ Alexander Pope ผู้ที่สนใจกลอนฉบับเต็มๆ ซึ่งยาวมากๆ สามารถดูได้ ที่นี่

ครั้งก่อนที่ผมเล่าเรื่องนี้ YouTube ยังไม่ “ดัง” และผมจำได้ว่า ผมเพียงแต่เอาเนื้อเพลงมาให้ดู

คืนนี้พอผมคิดถึงหนังและเพลงดังกล่าว ลองค้นดูใน YouTube ก็พบว่า มีเพลงนี้

อยากชวนให้ ดู/ฟัง แม้จะไม่เคยดูหนังก็ตาม http://www.youtube.com/watch?v=WIVh8Mu1a4Q นี่เป็นเวอร์ชั่นของหนังเลย ทำเป็น music video มีฉากในหนังหลายฉากประกอบเพลง เวอร์ชั่นนี้ ร้องโดย Beck

ผมเพิ่งทราบจากการค้นคราวนี้ว่า เพลงนี้ ความจริง เป็นเพลงเก่า ตั้งแต่สมัย 1980 ร้องโดย คณะ The Korgis นี่คือ เวอร์ชั่นเริ่มแรกของพวกเขา: http://www.youtube.com/watch?v=ykxwwQxzKE4&feature=related


อ่านเพิ่มเติม : คืนที่ยาวนาน: การไม่ตัดสินใจสลายการชุมนุมในธรรมศาสตร์คืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 โดยผู้เขียนคนเดียวกันนี้