Practical Report ไทยพลาดอะไรจาก TPP

วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์,
เศรษฐศาสตร์การพัฒนา คณะเศรษฐศาสตร์,

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีสื่อใดพลาดการรายงานข่าวที่สหรัฐอเมริกาสามารถบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย (Trans-Pacific Partnership: TPP) กับอีก 11 ประเทศ ประกอบด้วย แคนาดา เม็กซิโก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และเปรู

โดยวัตถุประสงค์หลักของ TPP คือด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน (ทั้งที่เป็นภาษีและไม่เป็นภาษี) นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมถึงข้อตกลงอื่นๆ ทั้งเรื่องของสิทธิบัตร นโยบายการแข่งขัน รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม

What is the TPP

credit image by https://ustr.gov/tpp/

 

ก่อนอื่น ต้องขอเล่าที่มาของ TPP กันก่อน ในปี ค.ศ. 2006 ชิลี บรูไน นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ มีความตกลงร่วมกันในนาม Trans-Pacific Strategic Economic Partnership (P4) ซึ่งถือเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับแรกที่ประเทศสมาชิกอยู่ในทั้งในทวีปเอเชียและอเมริกา

ผลของ P4 คือการลดอัตราภาษีนำเข้า (Tariff) ระหว่างกัน เช่น บรูไนและชิลีเก็บภาษีนำเข้าในสินค้าจากนิวซีแลนด์ลดลงกว่า 90% ซึ่งแน่นอนว่าช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ให้เข้าไปยังตลาดบรูไนและชิลีมากขึ้น (มีต้นทุนถูกลง)

จากความสำเร็จของ P4 นำไปสู่การขยายความตกลงสู่สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2008 ตามด้วย 6 ประเทศที่เหลือและนำมาสู่คำที่เรียกว่า TPP ในที่สุด

ความสำคัญของ TPP ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องราวของความตกลงการค้าเสรีที่กินอาณาบริเวณกว้างไกลในคาบสมุทรแปซิฟิก แต่ TPP กำลังจะกลายเป็นความตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่โลกได้มีการจารึกคำว่า “การค้าเสรี” มา

โดยขนาดเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก TPP รวมกันเท่ากับ 40% ของ GDP โลก เมื่อมองในแง่มูลค่าสินค้าที่ส่งออก เราพบว่าหลายประเทศใน TPP ที่เป็นผู้เล่นหลักของตลาดสินค้าโลก เช่น สหรัฐอเมริกา (ส่งออกสินค้ามากเป็นอันดับ 2 ของโลก) ญี่ปุ่น (อันดับ 4) รวมถึงแคนาดา สิงคโปร์ และเม็กซิโก

trans-pacific partnership

credit image by https://ustr.gov/tpp/

แม้ TPP จะบรรลุแต่ยังไม่มีการลงนามในขณะนี้ เนื่องจากผู้นำแต่ละประเทศต้องกลับไปให้รัฐสภาของประเทศตนให้สัตยาบันต่อข้อตกลงก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้บารัค โอบามาจะต้องการ แต่ TPP ได้รับการคัดค้านค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ค.ศ. 2016 อย่างฮิลลารี คลินตัน (ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเขียนชม TPP)

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของ TPP ยังเป็นความลับ ไม่มีการเปิดเผยว่าภาษีจะลดในสินค้าชนิดใดบ้าง ลดเท่าไหร่ มีช่วงระยะเวลาของการลดภาษีหรือไม่ ที่ผ่านมามีแต่ความพยายามในการคาดเดากลยุทธ์ของ TPP เช่น สหรัฐอเมริกาจะลดภาษีนำเข้าในสินค้ากว่า 18,000 รายการ การลดภาษีนำเข้ามูลค่ากว่า 9 พันล้านเหรียญของออสเตรเลีย แต่ออสเตรเลียสามารถส่งน้ำตาลไปยังตลาดสหรัฐหรือส่งเนื้อวัวไปยังญี่ปุ่นได้อย่างเสรี

ในฝั่งนิวซีแลนด์มีการระบุว่าภาษีนำเข้าที่เก็บกับสมาชิก TPP  จะลดลงกว่า 93% นอกจากนั้น มาเลเซียเองน่าจะได้รับประโยชน์จากยอดส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ รวมถึงยางและปาล์มน้ำมัน

ขณะที่นักวิชาการบางคนก็บอกว่าสินค้าเกษตรน่าจะยังไม่รวมอยู่ในความตกลง เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่เราควรตระหนักคือมาตรการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) สาเหตุที่พูดเช่นนี้ก็เพราะภาษีนำเข้าทยอยลดลงเรื่อยๆ อยู่แล้วถึงไม่มีความตกลงการค้าเสรี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นกล่องดำของการค้าระหว่างประเทศคือการเปิดเสรีในภาคบริการ (Services Liberalization) ซึ่งแน่นอนว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะมีความเชี่ยวชาญ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่เหลืออย่างชิลี เปรู และเวียดนามจะเก่งเฉพาะผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเบา บางประเภทเท่านั้น

โดย TPP ย่อมทลายกำแพงที่ปิดกั้นการเข้าถึงตลาด (Market access) ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งในปัจจุบัน เศรษฐกิจสหรัฐอเมริการวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เขาไม่ได้เน้นการผลิตที่ใช้ทุนและแรงงานดังในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอีกแล้ว ในทางกลับกัน ภาคบริการคือหัวใจหลักของความมั่งคั่งในปัจจุบัน และคำว่าบริการนี้เองที่มันกว้างและประเมินผลกระทบยาก เพราะครอบคลุมทั้งการก่อสร้าง การท่องเที่ยว สุขภาพ การเสริมความงาม ไปรษณีย์ ค้าส่งค้าปลีก รวมถึงการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งการบริการสัญชาติอเมริกาจะแพร่กระจายไปทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามความตกลง TPP นี้

ทั้งนี้ ถามว่าแล้ว TPP มีประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างเวียดนาม มาเลเซีย ชิลี และเปรูไหม คำตอบก็คือมีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวียดนาม เพราะโครงสร้างส่งออกสินค้าเวียดนามมีความใกล้เคียงกับของไทย ต่อไปเวียดนามจะสามารถส่งสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหนักและเบาไปยังสหรัฐอเมริกาโดยมีต้นทุนที่ถูกกว่าไทย

TPP เป็นความตกลงที่มีทั้งประเทศที่ร่ำรวยที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกาและประเทศสถานะปานกลางอย่างเวียดนาม ซึ่งเป็นจุดสนใจว่าเวียดนามจะใช้ประโยชน์จาก TPP ได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ หากเราจะพิจารณาความสำคัญของ TPP ต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจก็อาจจะดูว่าในปัจจุบัน ประเทศสมาชิกของ TPP มีการค้ากันเองเป็นสัดส่วนเท่าใด หากมีจำนวนมาก ย่อมหมายถึงความสำคัญของตลาดนำเข้า/ส่งออก จะยิ่งช่วยให้การทำ TPP มีนัยยะทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ดังตัวเลขของสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2557 ด้านล่างนี้

 

มูลค่าการส่งออกจากสหรัฐ

มูลค่าการนำเข้าของสหรัฐ การค้ารวม

ดุลการค้า

ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สัดส่วน(%) ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน(%) ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน(%)

ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แคนาดา 312,371.47 19.29 346,794.03 14.78 659,165.50 16.62 -34,422.56
เม็กซิโก 240,247.09 14.83 294,059.52 12.53 534,306.61 13.47 -53,812.43
ญี่ปุ่น 66,825.97 4.13 134,003.65 5.71 200,829.62 5.06 -67,177.67
สิงคโปร์ 30,204.82 1.86 16,425.45 0.70 46,630.27 1.18 13,779.38
ออสเตรเลีย 26,494.86 1.64 10,448.82 0.45 36,943.67 0.93 16,046.04
ชิลี 16,512.74 1.02 9,474.55 0.40 25,987.28 0.66 7,038.19
มาเลเซีย 13,067.72 0.81 30,420.36 1.30 43,488.07 1.10 -17,352.64
เปรู 10,053.61 0.62 6,076.66 0.26 16,130.27 0.41 3,976.95
เวียดนาม 5,734.36 0.35 30,588.51 1.30 36,322.87 0.92 -24,854.15
นิวซีแลนด์ 4,255.68 0.26 3,975.58 0.17 8,231.26 0.21 280.09
บรูไน 549.16 0.03 31.81 0.00 580.96 0.01 517.35
TPP 726,317.46 44.84 882,298.92 37.61 1,608,616.39 40.56 -155,981.46
โลก 1,619,742.86 100.00 2,346,040.54 3,965,783.40 100.00

 

จากตัวเลขในตาราง แสดงข้อมูลการค้าในกลุ่มประเทศ TPP สำหรับมูลค่าการส่งออกของสินค้าที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาไปยังตลาดต่างๆ พบว่า ตลาดหลักของสหรัฐอเมริกาคือ แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ด้านการส่งออกของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งอาจเป็นผลจากความตกลง NAFTA) เพียงเฉพาะสองประเทศ ก็แชร์สัดส่วนในการส่งออกทั้งหมดไปกว่า 35%

ขณะที่ในภาพรวมพบว่า สหรัฐอเมริกาส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ TPP กว่า 726,317 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 25 ล้านล้านบาท คิดเป็น 45% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดกว่า 56 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่าเยอะกว่า GDP ของไทย 2 เท่าเลยทีเดียว ในแง่การนำเข้า แม้สหรัฐอเมริกาจะนำเข้าจากจีนมากที่สุด แต่รองลงมาคือการนำเข้าจากแคนาดา เม็กซิโก และญี่ปุ่นตามลำดับ และมูลค่าการนำเข้าร่วมจากประเทศ TPP อยู่ที่ 882,299 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31 ล้านบาท ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ากับประเทศ TPP กว่า 155,981 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้ดุลกับหลายประเทศเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย รวมถึงเปรู และเมื่อมองในภาพรวม (การส่งออกและนำเข้า) มูลค่าการค้ารวมของสหรัฐอเมริกาต่อกลุ่มประเทศ TPP มีมูลค่ากว่า 1.61 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 41% ของการค้ารวมทั้งหมด ดังนั้น จะเห็นว่า TPP ค่อนข้างมีเหตุผลสนับสนุนเนื่องจากหลังความตกลงบรรลุผล อุปสรรคทางการค้าที่เป็นภาษีและไม่ใช่ภาษีจะน้อยลง ส่งผลให้การค้าภายในกลุ่ม TPP มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

กรณีเป็นประเทศไทย พบว่าหลายประเทศใน TPP เป็นคู่ค้า/ตลาดหลักด้านการส่งออกของเราเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ที่มีสัดส่วนในตลาดส่งออกรวมกัน 25% ของตลาดส่งออกทั้งหมด

ทั้งนี้ ในภาพรวมพบว่าไทยส่งออกไปยัง 12 ประเทศของ TPP กว่า 92,159 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40% ของการส่งออกทั้งหมดของไทยที่มีมูลค่ากว่า 8 ล้านล้านบาท

ดังนั้น ในแง่ของการส่งออก ตลาดของ TPP นั้นมีความสำคัญต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไทยอาจได้รับผลกระทบเชิงลบ หากประเทศเหล่านี้หันไปค้ากันเองและนำเข้าสินค้าจากไทยน้อยลง

TPP Trans-Pacific Partnership

credit image by https://ustr.gov/tpp/

ประเทศไทยนั้นเคยแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วม TPP และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้เคยทำการศึกษาไว้แล้วในปี พ.ศ. 2555 มีการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้ง 4 ภาค รวมถึงมีรายงานแสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ (อาจ) เกิดขึ้นจากการเข้าร่วม TPP โดยประเด็นที่เด่นชัดที่สุดของ TPP คือ

“เพื่อนบ้านของเราเข้าร่วม TPP แต่เราไม่เข้า เราจะกระทบอย่างไร” การจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดต้องดู 3 องค์ประกอบด้วยกัน

  • 1) TPP เขาว่าอย่างไร ลดภาษีอะไรบ้าง ลดเท่าไหร่ และสินค้าที่ลดภาษีให้กัน ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันหรือไม่
  • 2) การค้าเสรี มีได้มีเสีย ถ้าจะมาวินฝ่ายเดียวเป็นไปไม่ได้ เราต้องประเมินผลกระทบทางลบ และแนวทางการรองรับปรับตัวให้ละเอียด และ
  • 3) ในอนาคต กลุ่ม TPP มีโอกาสขยายไหม ถ้าไม่ พอจะมีความตกลงอื่นไหนบ้างที่มีขนาดใหญ่กว่าหรือใกล้เคียง TPP

สำหรับประเด็นแรก มีการคาดการณ์ว่า TPP จะทำให้เศรษฐกิจโลกโตปีละ 1% ภายในปี ค.ศ. 2025 สำหรับผลกระทบต่อไทยมีการประเมินจากรายงานของกรมเจรจาฯ ว่าการเข้าร่วม TPP จะทำให้ GDP ไทยโต 1.54% ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าการประเมินดังกล่าวสมมติให้กลยุทธ์เป็นอย่างไร

ทั้งนี้ จากการอัพเดตผลการศึกษาล่าสุด พบว่า หากไทยไม่เข้าร่วม TPP เศรษฐกิจไทยอาจลดลง 0.57% สาเหตุสนับสนุนคือการเสียส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐ ญี่ปุ่น รวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ให้กับประเทศเพื่อนบ้าน แม้ว่าเราจะมี FTA กับ 9 ประเทศสมาชิก TPP (ยกเว้นสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก) แต่ TPP เป็นเรื่องใหม่ กลยุทธ์จะมีความสดใหม่ และน่าดึงดูดกว่าความตกลงที่บรรลุแล้วในอดีต

 

นอกจากนั้น สิ่งที่เราพึงระวังคือมูลค่าการค้ากับสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกอันดับต้นของไทย (อันดับ 2 รองจากจีน) ประเด็นที่น่าห่วงคือเรื่องของ GSP (Generalized System of Preferences) ซึ่งเป็นการให้อัตราภาษีในอัตราพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา ในปีที่ผ่านมา ไทยถูกสหภาพยุโรปและตุรกีตัดสิทธิ GSP ซึ่งทำให้ต้องกลับไปเสียภาษีนำเข้าที่อัตราเดิม

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกายังคงไม่ตัดสิทธิ GSP ไทย โดยสินค้าส่งออกของไทยที่มีการใช้สิทธิ GSP สูงได้แก่สินค้ากลุ่มถุงมือที่ทำจากยาง อาหารปรุงแต่ง เครื่องปรับอากาศ อัญมณี ซึ่งผลกระทบจากการไม่เข้าร่วม TPP จะรุนแรงกว่านี้แน่นอนหากไทยถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP ในอนาคต

ดังนั้น ไทยไม่ควรตกขบวนของการพัฒนา เราควรมีการรื้อฟื้นการศึกษาของกรมเจรจาฯ เมื่อปี พ.ศ. 2555 ขึ้นมาศึกษาใหม่ มาดูข้อมูลในปัจจุบันว่าเราจะได้อะไรและพลาดอะไรจากการเข้าร่วม/ไม่เข้าร่วม TPP ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่า TPP จะเป็นสิ่งที่ปรารถนาสิ่งเดียว เพราะไทยมีความสนใจที่จะเจรจาการค้าเสรีกับหลายประเทศในปัจจุบัน เช่น ปากีสถาน อิหร่าน และตุรกี เป็นต้น รวมถึงความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภูมิภาค (Regional Cooperative Economic Partnership: RCEP) ซึ่งพัฒนามาจาก ASEAN+6 ประกอบด้วย 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยไทยมีความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างมาก

หาก RCEP บรรลุได้ จะกลายเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่ TPP ทั้งในแง่ของขนาดเศรษฐกิจและการครอบคลุมจำนวนประชากรกว่า 3 พันล้านบาท

  • Kittikun Potivanakul

    ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็พยายามตั้งใจเรียน แต่ไม่รู้เรื่องคือไม่ get เรื่องการค้า การรวมกลุ่ม ที่บ่นมาท่องมาให้รู้ให้จำ มันขำๆ ก็คือไม่เชื่อ ไม่น่าเชื่อ ตัวเลขหลักฐานก็หามาแค่สนับสนุนสมมุติฐานของตัวเอง สุดท้ายสรุปว่า ไม่เชื่อ

    ออกมาทำงานก็ไม่อยากจะมาทำเศรษฐศาสตร์ เพราะรู้สึกว่า ไม่รู้ลึกไม่รู้จริง แล้วก็ออกแนวมักง่าย ไม่ต้องพิสูจน์อะไร เพราะถ้าจะพิสูจน์มันแพง มันต้องวิจัย มันมีค่าใช้จ่าย มันไม่เหมือนงานวิศวะ ถ้าไม่ใช่แล้ว มันไม่ work ทันทีเห็นๆ แล้วไม่ใช่ว่าใครๆก็ทำได้

    เรื่อง APEC เรื่อง การเจรจาการค้าเสรีต่างๆ ก็ตามดู ที่ใกล้ตัวก็คือเปิดเสรีโทรคม สุดท้ายในความเห็นผมก็คือ ประเทศไทยเสียหายยับ จากการเปิดเสรีโทรคม องค์กรต่างๆเรามีโอกาสเจ๊งเกือบหมด เราไม่มีผู้ให้บริการสัญชาติไทยอีกต่อไป เงินลงทุนนะหรือ ก็เอามาจากตลาดหลักทรัพย์บ้านเราเอง ไม่ต้องขนเงินมาจริงๆ มากินกำลังซื้อของประเทศไทย แล้วบริการโทรคม เราดีขึ้นไหม ถูกลงไหม ไม่เท่ากับที่เสียไป

    เข้าร่วม TPP แล้วไง คุณมองอะไร การค้าการลงทุน คุณรู้จัก Product ไหม Product ของประเทศไทยจะเป็นอะไร จะบริหารอย่างไง เราเหลืออยู่ไม่กี่ตัว คือ การท่องเทียว การแพทย์ ที่แย่(เจ๊ง)ไปแล้ว การที่ผลิตรถ คุณต้องแคร์อะไรกลับการได้ประโยชน์เล็กๆน้อยๆจากการรวมกลุ่ม ที่คุณไม่เคยจะเตรียมความพร้อมในการแข่งขัน ไม่เคยคิดที่จะใช้การรวมกลุ่ม สร้างขนาดการผลิต เพื่อนำมาซึ่งการลดต้นทุน คุณคิดที่จะไปลงทุนเพื่อกินกำลังซื้อประเทศอื่นๆไหม ถ้านักเศรษฐศาสตร์คิดได้แค่ไปคุยกับผู้ประกอบการณ์ขนาดยักษ์เท่านั้น สร้างโอกาสขนาดยักษ์ ให้บริษัทขนาดยักษ์ แล้ว เศรษฐกิจไทยโตจริงเหรอ ไหวจริงเหรอ

    แต่ท่องๆมา รวมกลุ่มโน่นนี่ แล้วมาสร้างเรื่องสร้างกระแส คุณหายหัวไปไหนมา ตอน APEC ตอน GATT ตอนทวิภาคีการค้าเสรี คุณเคยมาอธิบายไหมว่า เราจะได้อะไร และที่สำคัญเคยบอกไหมว่า เราจะเคยอะไร ตอนนี้บางเรื่องบางอย่างก็ผ่านมาแล้ว เคยมาบอกสังคมไหมว่า เป็นไงบ้าง เราดีขึ้นอย่างไง เราแย่อะไรบ้าง ไม่เคยได้ยินออกสื่อ สบายตัว มีแต่พูดเรื่องที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น เรื่องที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เคยให้สังคมเรียนรู้

    เรามาบ่นกันแบบนี้ ประเทศไทยได้อะไร?