สุรศักดิ์ ธรรมโม
ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ นาย โดมินิค สเตราส์ คานห์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ส่งจดหมายลาออกไปยังกรรมการบริหารของ IMF เท่ากับว่า ปัจจุบันนี้ นายนาย โดมินิค สเตราส์ คานห์ (Dominique Strauss-Kahn) หรือที่สื่อมวลชนตะวันตกเรียกกันว่า DSK ได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว
มีสื่อมวลชนไทยหลายท่านได้เขียนถึง “ข้อกล่าวหา DSK” แล้ว แต่ไม่มีใครเขียนถึงบทบาทของ DSK ในเรื่องเศรษฐกิจและผลงาน ดังนั้น สิ่งที่ผมเขียนจะเน้นในเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก
1) เรื่องอื้อฉาวของกรรมการผู้จัดการ IMF คงทำให้คนทั่วๆไปคลางแคลงใจใน “มาตรฐานจริยธรรม” ของหน่วยงานทางเศรษฐกิจ การเงินของโลก ก่อนหน้านั้น ประมาณ 4 ปีที่แล้ว มีเรื่องอื้อฉาวทางชู้สาวของอดีตประธานธนาคารโลกเช่นกันซึ่งก็คือ นายพอล วูล์ฟโฟวิทซ์ ซึ่งสุดท้ายต้องลาออกไปด้วยเหตุผลเรื่องชู้สาวกับลูกน้องสาวด้วยการเลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ
ในกรณีของ DSK นั้น เผชิญข้อกล่าวหา “ข่มขืน” ถือว่าร้ายแรงกว่านาย พอล วูล์ฟโฟวิทซ์ มาก ทั้งนี้ ก่อนหน้า DSK จะถูกกล่าวหาในเรื่องข่มขืน นาย DSK มีเรื่องอื้อฉาวในการคุกคามทางเพศพนักงานสาวใน IMF จนคณะกรรมการบริหารของ IMF ต้องภาคทัณฑ์ไว้ การที่ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานทางเศรษฐกิจสำคัญของโลก 2 หน่วยงาน มีเรื่องอื้อฉาวทางชู้สาวภายในเวลาไม่ถึง 5 ปี สะท้อนถึงปัญหาการบกพร่องในเชิงจริยธรรมและคุณธรรม รวมทั้งการตรวจสอบและกำกับภายในขององค์กรที่พร่ำสอนเรื่องดังกล่าวแก่ประเทศกำลังพัฒนามาตลอดหลายสิบปี
2) เรื่องอื้อฉาวนี้คงไม่กระทบกระเทือนโครงสร้างตลอดจนการทำงานของ IMF มากนัก แม้ว่าปัจจุบัน IMF กำลังทำหน้าที่ในภาวะเข้าด้ายเข้าเข็มในการแก้ปัญหาวิกฤติการเงินยุโรปอยู่ เพราะระบบการบริหารขององค์กรนี้วางไว้ดีมาก อีกทั้ง IMF ไม่ใช่องค์กรเดียวที่จะต้องรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหายุโรปหากแต่มีสหภาพยุโรปและกลุ่มยูโรโซนที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไข
3) DSK เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF ที่เก่งมากและน่าจะเก่งที่สุดตั้งแต่ที่มีองค์กรนี้มา ความเก่งกาจของ DSK มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจโลกผ่านพ้นวิกฤติปี 2551 มาได้ โดย DSK มีความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจมหภาคทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างดีเยี่ยม รวมทั้งมีความยืดหยุ่นในการทำงานที่สามารถนำพากลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่ทรงอิทธิพลอย่างกลุ่ม BRICs เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล รวมทั้งกลุ่มชาติกำลังพัฒนาอื่นๆให้สนับสนุนการทำงานแก่ IMF
ผลคือ ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2551 IMF ภายใต้การนำของ DSK ได้สามารถสร้างความร่วมมือกับประเทศเกิดใหม่เหล่านี้กับประเทศมหาอำนาจตะวันตกจนก่อเกิดกลุ่ม G-20 และ IMF มีส่วนสำคัญในการชี้แนะกลุ่มประเทศ G-20 ในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกันเพื่อออกจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก และเมื่อพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกแล้ว IMF ได้เสนอแนะในการตรวจสอบสถานะความเข้มแข็งและความเสี่ยงทางการคลังของประเทศต่างๆ
ผมไม่คิดว่ากรรมการผู้จัดการ IMF คนต่อไปจะเก่งหรือมีความเข้าใจเท่านาย DSK เพราะนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก มักจะยึดแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่สุดโต่งในการแก้ปัญหาเสมอ เช่น ถ้าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ทั่วๆไปและมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ IMF ในช่วงดังกล่าว ถ้าไม่ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจเลย แต่ DSK เลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่โลกขาดอุปสงค์และเมื่อเศรษฐกิจพ้นวิกฤติแล้ว DSK เสนอแนะให้เลิกกระตุ้นเศรษฐกิจและหันมาจับตาหนี้สาธารณะและเสนอแนะทางออกแก่ประเทศที่กระตุ้นเศรษฐกิจไปมากกว่าพื้นฐานของตนจนเป็นปัญหาหนี้สาธารณะ
DSK เป็นกรรมการผู้จัดการคนแรกของ IMF ที่ยอมรับว่า IMF ดำเนินนโยบายผิดในช่วงวิกฤติเอเชียปี 2540 และยอมรับในความบกพร่องของกลไกตลาดและฉันทามติวอชิงตันที่เน้นการเปิดเสรีการค้า การเงินและแปรรูปรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ DSK ยังตำหนิประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบไร้วินัยการคลังและ DSK ได้เสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถดูแลตนเองด้วยการใช้ “มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า” ได้ ประการสำคัญ DSK สนับสนุนชาติกำลังพัฒนาที่ทรงอิทธิพลอย่าง BRICs ให้เข้ามามีบทบาทในการบริหาร IMF และเพิ่มสิทธิออกเสียงใน IMF มากขึ้น ผลคือ DSK ได้รับความร่วมมือจากชาติกำลังพัฒนาด้วยดี จากเดิมที่ก่อนหน้า ชาติกำลังพัฒนาจะไม่สนับสนุนนโยบายของ IMF เพราะได้รับประสบการณ์ที่เลวร้ายจากการแก้ไขปัญหาวิกฤติเอเชีย
โดยสรุป DSK เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความสามารถสูงมากรวมทั้งเป็นนักบริหารที่ยอดเยี่ยมเพราะสามารถทำให้ชาติพัฒนาแล้วและชาติกำลังพัฒนาร่วมมือกันในการหาทางอออกจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2473 เป็นต้นมา หากจะมีสิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่ DSK บกพร่องคือ “สามัญสำนึกและคุณธรรมพื้นฐาน” ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ผู้บริหารสูงสุดทุกคนจำต้องมี
หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันที่ 20 พ.ค. 2554

