ทุกเดือนเมษายนและตุลาคมของทุกปี เป็นธรรมเนียมที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะออกรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) และรายงานประเมินสภาวะเสถียรภาพระบบการเงินโลก (Global Financial Stability Report)

อย่างไรก็ตาม IMF จะมีรายงานย่อยประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเสถียรภาพระบบการเงินโลกในช่วงเดือนมกราคม และกรกฎาคมของทุกปีเช่นกัน เพียงแต่รายงานใน 2 เดือนดังกล่าวนี้ เป็นการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกอย่างย่อๆ และไม่ได้มีมุมมองในเชิงเสนอแนะนโยบายการบริหารและการจัดการเศรษฐกิจมหภาคแก่ประเทศต่างๆ ดังเช่นรายงานในเดือนเมษายน และตุลาคมของปี
ในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2553 และ 2554 นี้ IMF คาดว่าในปี 2553 และ 2554 นี้ เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 4.2 % และ 4.3 % ตามลำดับ ดีขึ้นจากการคาดการณ์ก่อนหน้าในเดือนมกราคม 2553 ที่คาดว่าปี 2553 จะขยายตัวที่ 3.9 % หรือปรับการคาดการณ์เพิ่มขึ้น 0.3 % ในขณะที่การคาดการณ์เศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุดนี้ในปี 2554 ยังคงเท่ากับการประเมินครั้งก่อน (ดูภาพที่ 1)
ภาพที่ 1 แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกในปี 2553-54
สิ่งที่ IMF ประเมินว่า ปัจจัยบวกที่ให้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ดีกว่าการประเมินครั้งก่อนหน้ามาจากปัจจัยการค้าโลก (Global Trade) และ การไหลเวียนของเงินลงทุน (Capital Flow) ได้ฟื้นตัวรวมทั้งสภาวะตลาดการเงินโลก (Financial Markets Conditions) ได้กลับมามีเสถียรภาพ ปัจจัยบวกเหล่านี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลก
ในขณะที่ปัจจัยที่จะเหนี่ยวรั้งภาวะเศรษฐกิจโลกให้ขยายตัวช้าลง หรืออาจจะประเมินเป็นข่าวร้ายของเศรษฐกิจโลกก็ย่อมได้นั้น มาจากปัจจัยการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Advanced Economy) ที่แม้ว่า จะมีการขยายตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพการขยายตัวของตัวเองในอดีตมาก อันเป็นผลจากอุปสงค์เอกชน (Private Demand) ที่อ่อนแอ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับอัตราการว่างงานที่คงอยู่ในอัตราที่สูงโดย IMF ประเมินว่าอยู่ที่ 8.4 % ในปีนี้ และ 8.0 % ในปีหน้า
กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่น่ากังวลที่สุด คือกลุ่มประเทศภาคพื้นยุโรป (Euro Area) ซึ่ง IMF ได้ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2554 ลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.6 % เป็นขยายตัวที่ 1.5 % หรือปรับลดลง 0.1 % จากการคาดการณ์ในเดือนมกราคม 2553
ประเทศดาวรุ่งในการขยายตัวทางเศรษฐกิจคือ ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย (Developing Asia) ซึ่งถือว่าเป็นแกนนำในการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดย IMF คาดการณ์ว่า ในปีนี้และปีหน้าจะขยายตัวที่อัตรา 8.7 % เท่ากันทั้ง 2 ปี
สำหรับนัยยะเชิงนโยบายเศรษฐกิจแก่ประเทศต่างๆของ IMF นั้น ได้แบ่งคำแนะนำตามความแข็งแกร่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน
โดยประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราการขยายตัวต่ำนั้น IMF แนะนำให้เร่งลดทอนการใช้จ่ายทางการคลังเพื่อที่งบประมาณภาครัฐจะได้กลับมาเข้มแข็ง (Fiscal Consolidations) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขยายตัวของหนี้สาธารณะ (Debt Explosion) และปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนค่าลงเพื่อขยายการส่งออกสุทธิ
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย IMF แนะนำเตรียมรับมือปัญหาเงินทุนไหลเข้าจำนวนมาก (Large Capital Inflows) โดยให้เตรียมรับมือมาตรการรับมือการไหลบ่าของเงินทุนจากต่างประเทศอย่างเหมาะสมเช่น การปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้แข็งค่าเพิ่มขึ้น นโยบายเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เหมาะสม และการควบคุมเงินทุนไหลเข้า (Capital Control)
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำเฉพาะแก่ประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียมีความเกี่ยวข้องกัน การปรับลดการใช้จ่ายการคลังของประเทศพัฒนาแล้ว ถ้าไม่สามารถขยายการส่งออกสุทธิได้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการปรับลดการใช้จ่ายการคลัง ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะต้องปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น เพื่อที่จะได้มีการปรับสมดุลของอุปสงค์ (Rebalancing of Demand Across the World) ในประเทศต่างๆ โดยประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียซึ่งมีอุปสงค์เอกชนที่แข็งแกร่งนั้นควรนำเข้าสินค้าและบริการจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีอุปสงค์ทีอ่อนแอ
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม

