คุณกำลังหลับอยู่หรือเปล่าครับ? ถ้าหากหลับอยู่ แสดงว่าตอนนี้คุณกำลังฝัน เมื่อได้ยินเพลงข้างล่างนี้เบาๆ ก็ตื่นได้แล้วนะครับ
Non, Je ne regrette rien ของ Edith Piaf
ในหนังเรื่องใหม่ของ Christopher Nolan ด้วยการลำดับเรื่องกระชับฉับไว ตื่นเต้นเร้าใจ และบีบบังคับ พล็อตเรื่องที่ชาญฉลาด ไม่ยัดเยียดข้อมูลให้มากเกินไปนัก การผ่อนปรนกับผู้ชมในคอนเซ็ปต์หนักๆบางเรื่อง (แต่นี่ก็เป็นข้อที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เช่นเดียวกัน) รวมไปถึงคอมพิวเตอร์กราฟฟิกล้ำสมัย น่าจะผลักดันให้ Inception (ชื่อภาษาไทยที่น่ากังขาว่า “จิตพิฆาตโลก”) ได้รับรางวัลทั้งเงินทั้งกล่องไปได้ไม่ยาก
ในทางตรงข้ามกับความเห็นส่วนใหญ่ บทวิจารณ์หนังฉบับนี้ จะไม่พูดถึง “กฎกติกา” ของหนัง และการไล่ “ตรรกะ” ว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ ให้ยุ่งยาก เราจะพุ่งตรงไปถึงความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวเลย — อะไรจะเกิดขึ้นหาก “คนเราสามารถแชร์ความฝันร่วมกันได้”
บทสนทนาของตัวละครในเรื่อง ที่บอกถึงการสร้างภาพในสมองของคนเรา พร้อมๆกับการที่ตาเห็นโลกจริง ทำให้ต้องย้อนนึกถึงแนวคิดเรื่อง วัตถุในโลกความเป็นจริง ส่งผลถึงความคิดของคนเรา และความคิดของคนเราก็สะท้อนย้อนกลับไปสร้างโลกที่เป็นจริงอีกครั้ง
และในเมื่อในความฝันเราสามารถสร้าง “โลก” ในความฝันได้อย่างเป็นอิสระ บางครั้งทำให้เราไม่รู้ตัวว่าเราอยู่ในโลกความฝันหรือความเป็นจริง
บางคนคงเคยพานพบประสบการณ์ที่เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมา แล้วยังตระหนักได้ว่า เรายังตกอยู่ในความฝัน (หรือบางครั้งในขณะที่กำลังอ่านบทความนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่า เราอยู่ในความฝันหรือความจริง) จนเมื่อพยายามรู้สึกตัวตื่นขึ้นสู่โลกความเป็นจริงให้ได้ ก็พบว่าเราก็ยังฝันอยู่ดีนั่นแหละ
บางคนเคยพานพบประสบการณ์ที่ บางเรื่องที่เราคิดว่าเราลืมเลือนมันไปได้นานแล้ว กลับยังระอุกรุ่นอยู่ในหัวใจ แลผุดขึ้นมาเป็นตัวละครเจรจากับเราในโลกแห่งความฝันได้ราวกับเป็นตัวตนจริงๆจังๆ
ยิ่งเป็นคู่ชีวิต ยิ่งเป็นความรักครั้งแรก ยิ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมา
วันหนึ่งคู่ของเราคนนั้นก็จากเราไป จะด้วยความผิดที่ตัวเราเองไม่เคยยอมรับ
ตัวตนของบุคคลนั้นก็พานมาเสวนากับเราในโลกความฝันอยู่ร่ำไป มิใยที่เมื่อยามตื่น และรู้สึกตัวรู้สึกตนเราจะพยายามป้อนเหตุป้อนผล ให้จิตใต้สำนึกที่โง่ทึบแต่ทรงพลัง มันก็ไม่ยอมทำความเข้าใจใดๆ
จิตใต้สำนึกรู้แต่เพียงว่า ห้วงเวลาที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนั้นมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
ภาพการใช้ชีวิตคู่ด้วยกันนั้น ก็ผุดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อตื่นขึ้นก็ต้องทอดถอนใจด้วยว่ามันไม่เป็นความจริง
ใช่หรือไม่ว่าความถวิลหาภายใต้จิตใต้สำนึก ยังคงทำร้ายจิตสำนึกในโลกความเป็นจริง ไม่เลิกรา ตราบใดที่เราไม่ผ่านพ้นก้าวข้ามบาดแผลแห่งความทรงจำ ไม่ยอมรับแม้กระทั่งความเป็นจริง
ต่อเมื่อจิตสำนึกตระหนักถึงข้อมูลข้อเท็จจริง สะบัดหลุดจากโลกแห่งมายา ดึงจิตวิญญาณทั้งสิ้นของเราขึ้นสู่ชีวิตใหม่ ตราบนั้นพลังใหม่ๆ ความมุ่งหวังใหม่ๆอันเปี่ยมล้น จะดลบันดาลให้ตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งนี่น่าจะเป็นความหมายของ Inception ดังที่ควรจะเป็น (ที่หนังยังอธิบายจุดนี้ได้อย่างจำกัดจนเกินไป)
หาไม่เช่นนั้น เมื่อเรายินยอมหูหนวก ตาบอด กับข้อเท็จจริงที่อยู่ตรงหน้า เราก็ย่อมดำดิ่งลงสู่ห้วงฝัน ซ้อนฝัน และซ้อนฝันลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า
จนถึงโลกอันรกร้างว่างเปล่า ที่กาลเวลาผ่านไปอย่างเนิ่นช้า จนกระทั่งเราไม่ตระหนักว่านั่นเป็นโลกกึ่งความตาย (limbo)
หากเมื่อกายสูญสิ้นวิญญาณไปแล้ว ห้วงสุดท้ายที่ทอดยาวไปถึงความตายจริงๆ ในห้วงไร้จิตสำนึกในโลกกึ่งความตาย อาจยาวนานเป็นนิรันดร์
เพราะห้วงฝันนั้น ยาวนานยิ่งกว่าโลกแห่งความเป็นจริงชั้นบนๆขึ้นมา
นี่เป็นคำถามสุดท้ายในหนัง ที่เราจำต้องตีความเอาเอง
