โดย ธีรภัทร เจริญสุข
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เม็ดเงินนอกระบบสถาบันการเงินที่ไหลเวียนอยู่ทั่วประเทศไทยมีปริมาณมากมายมหาศาล ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ถูกรวมข้อมูลและจัดเก็บเข้าสู่ระบบฐานภาษีอากร นอกจากจะเป็นความเสียเปล่าทางเศรษฐกิจของรัฐแล้ว ยังเป็นแหล่งต้นทุนของกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งอาจเกี่ยวพันกับอาชญากรรมและความรุนแรงต่างๆ ไม่ว่ายาเสพติด การพนัน กลุ่มอันธพาลจนถึงมือปืน การค้าของเถื่อนและอาวุธสงคราม อีกด้วย
ผู้เขียนใช้ชีวิตอยู่ในอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ตั้งแต่ พ.ศ. 2544 ถึงปัจจุบัน โดยเว้นช่วงไปเพื่อศึกษาในมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ก็ยังรับรู้ข่าวสารผ่านวงญาติมิตรอยู่เสมอ จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเงินนอกระบบในท้องถิ่นมานำเสนอ

การมีหนี่นอกระบบเหมือนว่ายอยู่ในอ่างแห่งหนี้!!
1. เงินกู้ดอกรายวัน
เงินกู้ดอกเบี้ยสูง (Loan Sharks) ในชุมชนอำเภอท่าบ่อเรียกว่า สลัดดอก เป็นรูปแบบเงินกู้กึ่งผิดกฎหมายที่เก่าแก่ แต่ได้ปรับตัวให้เข้ากับระบบของสังคมต่างๆ ได้เสมอ เนื่องจากทุกชุมชนย่อมมีผู้ต้องการเงินทุนเร่งด่วน แต่ไม่มีหลักค้ำประกัน และไม่สามารถหากู้ยืมได้จากทางอื่น ดอกเบี้ยมาตรฐานของเงินกู้ประเภทนี้คือ ร้อยละ 10 ต่อสิบวัน(ร้อยละ 1 ต่อวัน) โดยจ่ายดอกเบี้ยรายวันทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 365 ต่อปี(มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้มาตรฐานร้อยละ 15 ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ถึง 24.33 เท่า และมากกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลร้อยละ 5 ต่อปี ถึง 73 เท่า) ซึ่งเจ้าหนี้บางรายก็อาจคิดร้อยละ 20 (ร้อยละ 2 ต่อวัน) ซึ่งเป็นการกู้เงินที่เรียกว่า “ดอกลอย” ส่งไปเพียงแค่ดอกเบี้ย ไม่ลดเงินต้นจนกว่าจะหาเงินต้นมาปลดหนี้ให้จนหมดได้
นวัตกรรมรูปแบบใหม่ของการกู้ดอกเบี้ยสูงนี้คือ
1.1 การให้ผู้ต้องการกู้รวมกลุ่มค้ำประกันหนี้ซึ่งกันและกัน คล้ายรูปแบบของการกู้เงินสหกรณ์ มักจะเป็นกลุ่มสองคนหรือสามคน
1.2 การกำหนดให้ลูกหนี้ต้องจ่ายเงินต้นไปพร้อมกันด้วยทุกวัน แต่ไม่หักยอดเงินต้นที่ใช้คำนวณดอกเบี้ยออก เช่น กู้เงิน 10,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบต่อสิบวัน ต้องจ่ายเงินคืนห้าร้อยบาทต่อวัน คิดเป็นดอกเบี้ยสองร้อยบาท เงินต้นสามร้อยบาททุกวัน ถ้าจ่ายครบหมดจะหมดหนี้ภายใน 34 วัน แต่ต้องจ่ายทั้งต้นทั้งดอกรวม 17,000 บาท ทั้งที่ความจริงแล้ว เมื่อจ่ายต้นเงินหักออกไปสมควรจะคำนวณมาหักลดดอกเบี้ยด้วย
1.3 การล้มยอดหนี้เดิม เกิดขึ้นเมื่อการจ่ายเงินตามข้อ 1.2 ผ่านไประยะหนึ่ง แล้วลูกหนี้ต้องการเงินเพิ่ม นายทุนก็จะหักยอดเงินทั้งหมดที่ควรได้เต็ม มาลบกับเงินที่ส่งหนี้ไปแล้ว จากนั้นจึงเพิ่มเติมเงินส่วนเกินคืนให้กับลูกหนี้ เช่นกรณี 1.2 ที่ลูกหนี้จ่ายเงินมา 15 วันเป็นเงิน 7,500 บาท ต้องการเงินเพิ่มเป็นยอดหนี้ 15,000 บาท นายทุนก็จะคิดยอดเดิมเต็มบวกต้นและดอกที่ 17,000 บาท หักไป 7,500 บาท เหลือยอดหนี้ 9,500 บาท นายทุนเพิ่มเงินให้อีก 5,500 บาท ก็กลายเป็นว่าลูกหนี้ผู้นี้ต้องถือยอดหนี้เต็ม 15,000 เริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันแรก คิดดอกเบี้ยวันละ 300 บาททบต้นไปตามลำดับ
1.4 การคิดค่าป่วยการจิปาถะ เช่น ค่าสมุดบัญชีหนี้, ค่าทำสัญญา, ค่าค้ำประกัน, ค่าทวงถาม, ค่าปรับล่าช้า จากที่พบนั้น เมื่อต้องการกู้เงินเจ้าหนี้รายใด จะมีค่าสมุดบัญชีเพื่อเปิดการกู้ 200 บาท, ค่าทำสัญญา 200 บาท, ค่าค้ำประกันคนละ 100 บาท, ถ้าไม่ไปพบคนเก็บเงินตามเวลา จะคิดค่าทวงถาม 40 บาท, ถ้าจ่ายเงินล่าช้า คิดเพิ่มร้อยละสิบของดอกเบี้ยประจำวันต่อวัน อีกทั้งเมื่อเริ่มกู้ก็จะถูกหักดอกเบี้ยวันแรกไปทันที ดังนั้น หากกู้เงินหนึ่งหมื่นบาท จะเหลือเงินออกมาจริงๆ ประมาณ 9,500 – 9,200 บาทเท่านั้น
1.5 การให้ลูกหนี้เซ็นสัญญาลอยไม่ระบุตัวเลขเงินกู้พร้อมกับสัญญาค้ำประกัน โดยมีสมุดบัญชีแยกคำนวณต่างหาก เมื่อถึงขั้นจำเป็นต้องใช้อำนาจศาลในการฟ้องเรียกเงิน ก็จะกรอกตัวเลขที่รวมต้นเงินและดอกเบี้ยแล้วเป็นตัวเลขยอดเงินที่ใช้ฟ้อง เนื่องจากเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูงดังกล่าว ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 มีระวางโทษจำคุกหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตรานั้นจะเป็นโมฆะ ส่วนยอดเงินต้นยังคงอยู่สมบูรณ์ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1913/2537) การกรอกยอดเงินว่างเปล่าไว้จึงเป็นการป้องกันตัวเองของนายทุนอีกทางหนึ่ง ซึ่งในกรณีที่มีพยานเอกสารชัดเจนแล้ว จำเลย ซึ่งก็คือลูกหนี้เงินกู้ จะนำสืบพยานบุคคลมาหักล้างพยานเอกสารไม่ได้ หากไม่ยื่นคำให้การคัดค้านว่าเป็นเอกสารปลอมเสียก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 ซึ่งส่วนมากจำเลยที่ขาดความรู้ทางกฎหมาย ก็มักจะยอมแพ้ตั้งแต่เห็นหมายศาลมาส่งถึงบ้าน หรือหากทนายจำเลยนั้นไม่รอบคอบ หรือเป็นใจกับนายทุน ก็จะไม่ให้การต่อสู้ในประเด็นนี้ซึ่งจะทำให้แพ้คดีไปในที่สุด ทั้งที่หากต่อสู้คดีถูกต้องแล้วก็จะชนะได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 286/2507, 1375/2508, 1372/2526)
อย่างไรก็ตาม นายทุนเจ้าหนี้ที่ใช้ศาลเป็นเครื่องมือข่มขู่ จะถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ของศาล รวมถึงตำรวจ อีกทั้งยังไม่เป็นที่เชื่อใจของผู้ต้องการเงินทุน เพราะลูกหนี้ทุกคนมีศักดิ์ศรีหน้าตาเป็นของตนเอง เจ้าหนี้จึงต้องรักษาหน้าตาของลุกหนี้ไว้เพื่อให้ยังมีความสามารถมาจ่ายดอกเบี้ยคืนได้เรื่อยๆ ดีกว่าจะบีบคั้นจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล รวมถึงการมีนายทุนหลายคนแข่งขันกันเองในอำเภอ จึงเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ให้บริการในตลาดเงินทุนเสรีอันมีขอบเขตคือการไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้นายทุนต้องเอาใจลูกหนี้ไว้ส่วนหนึ่งด้วย

กลายสภาพเป็นคนแบกหนี้อย่างสมบูรณ์แบบ
2. เงินกู้หักเงินเดือนผ่านเอทีเอ็ม
นวัตกรรมเงินกู้รูปแบบนี้เกิดขึ้นตามวิธีจ่ายเงินเดือนสมัยใหม่ของบริษัทห้างร้าน ราชการ และองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น พัฒนามาจากระบบการเซ็นเชื่อของข้าราชการในยุคก่อน เป็นการยึดบัตรเอทีเอ็มบัญชีที่มีเงินเดือน หรือค่าจ้างรายวิก(15 วัน) ของพนักงานลูกจ้างต่างๆ ทั้งข้าราชการ ลุกจ้างเทศบาล อบต. จนถึงพนักงานโลตัส โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน หักดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นจนกว่าจะหมดหนี้
ตัวอย่างเช่น พนักงานโลตัสผู้หนึ่งกู้เงิน 10,000 บาท โดยมอบบัตรเอทีเอ็มธนาคารกสิกรไทยซึ่งเป็นบัญชีเงินค่าจ้างไว้เป็นประกัน ค่าจ้างออกทุกวันที่ 10 และ 25 นายทุนก็จะไปกดเงินออกจากบัญชีทั้งหมด แล้วหักไว้ 750 บาท ต่อครั้ง แล้วจ่ายเงินส่วนที่เหลือคืนให้พร้อมสลิปเอทีเอ็มเป็นหลักฐาน หักเงินทั้งหมด 20 ครั้ง เป็นเวลา 10 เดือน หนี้ก็จะหมดพอดี คิดเป็นดอกเบี้ยรวมร้อยละ 50 ของเงินต้น โดยหากอยากได้เงินเพิ่มระหว่างผ่อนจ่ายหนี้ ก็จะเกิดรูปแบบการล้มยอดหนี้เช่นเดียวกับกรณี 1.3
ความเสี่ยงของนายทุนกรณีนี้คือการออกจากงานของพนักงาน แล้วหนีหายไปจากชุมชน อย่างไรก็ตาม ปกติพนักงานเทศบาล อบต. หรือแม้กระทั่งพนักงานเซเว่นอีเลฟเว่นและโลตัส จะเป็นคนในชุมชนที่มีญาติมิตรอยู่ครบถ้วน จึงยากที่จะหนีไปได้หากไม่จำเป็นถึงขั้นเลวร้ายจริงๆ
3. การจำนอง-ขายฝาก ที่ดิน
เดิมการจำนองที่ดินที่มีทะเบียนแสดงกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น น.ส. 3 ก. หรือโฉนด เป็นกิจกรรมที่แพร่หลายมากในหมู่นายทุนระดับอำเภอตามชนบท เนื่องจากมักจะหลุดเป็นของนายทุนเสียส่วนใหญ่เมื่อคิดดอกเบี้ยทบกันไป อย่างไรก็ตาม จากการแก้ไขกฎหมายแพ่งในกรณีเอกเทศสัญญาจำนองหลายครั้ง ทำให้การจำนองไม่หลุดตกเป็นของนายทุนได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน ต้องฟ้องบังคับจำนองและขายทอดตลาด โดยเงินได้จากการขายทอดตลาดที่เหลือต้องคืนให้เจ้าของที่ดิน อีกทั้งหากขายที่ดินทอดตลาดแล้วไม่พอต่อมูลหนี้จำนองเป็นประกัน ถือว่าหนี้จำนองนั้นเป็นอันระงับเรียกร้องเพิ่มอีกไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733
นายทุนปัจจุบันจึงเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการให้ผู้ต้องการกู้เงินจดทะเบียนขายฝากมีระยะเวลากำหนดแน่นอน โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 ถึงร้อยละ 3 ต่อเดือน ผู้ต้องการกู้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งหมดด้วยตนเอง ทำให้ผู้กู้แบกรับภาระสองประการ คือ ภาระค่าจดทะเบียนการโอน เนื่องจากการขายฝากถือเป็นนิติกรรมประเภทขาย ต้องเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน เมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียมในการจดจำนองร้อยละ 1 และเมื่อไถ่ถอน ผู้ไถ่ถอนการขายฝากต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนกลับเสมือนการขายอีกรอบหนึ่งร้อยละ 2 บวกกับภาษีธุรกิจเฉพาะเพราะเป็นการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่มีการครอบครองน้อยกว่า 5 ปีอีกร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนจำนองเพียง 50 บาทจะเกิดความแตกต่างที่เป็นภาระของลูกหนี้อย่างมาก และหากผู้กู้ไม่มาไถ่ถอนจากการขายฝาก นายทุนก็สามารถจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของตนได้เลยโดยไม่ต้องรอบังคับจำนอง
เช่น ชาวสวนยาสูบผู้หนึ่ง จดทะเบียนขายฝากที่ดินกับนายทุน 200,000 บาท โดยราคาประเมินที่ดินอยู่ที่ 200,000 บาทเท่ากัน เขาจะได้เงินจริงๆ แค่ 196,000 บาท และเมื่อมาไถ่ถอน เขาต้องเสียเงินค่าโอนเพิ่มอีก 10,600 บาท เพื่อให้ได้ที่ดินคืน เมื่อเปรียบเทียบกับการจำนองที่เขาจะเสียค่าธรรมเนียมเพียง 2,050 บาท อีกทั้งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้งหมดเป็นไปเพียงเพื่อประโยชน์ของผู้ให้กู้ทั้งสิ้น อีกทั้งเขายังต้องจ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนร้อยละ 2 หรือ 3 คิดเป็นร้อยละ 24 ถึง 36 ต่อปี มากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ธนาคารในปัจจุบันอยู่ 4-6 เท่า
ยิ่งนายทุนเงินกู้เลือกใช้เครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนสูงเท่าไร ยิ่งต้องเลี้ยงนักเลงหัวไม้ จ่ายส่วย หรือสร้างกลุ่มอิทธิพลให้แข็งแรงขึ้นเท่านั้น กลุ่มนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยรายวัน หรือเรียกกันว่า สลัดดอกนั้น จะจ้างวัยรุ่นขับรถจักรยานยนต์สีดำคันใหญ่ สวมหมวกกันน็อกสีดำ สะพายกระเป๋าสตางค์คาดเอว ไปวิ่งรอกเก็บเงินตามร้านค้าหรือบ้านเรือนของผู้กู้ หากไม่ยอมจ่ายเงินตามกำหนดก็จะมีการด่าทอไปจนถึงทำร้ายร่างกาย ซึ่งนายทุนต้องจ่ายส่วยป้องกันตำรวจ หรือตำรวจนั่นเองที่เป็นนายทุนจ่ายเงินกู้ ส่วนนายทุนที่เก็บเงินเอทีเอ็ม หรือรับจำนอง จะใช้อิทธิพลผ่านทางธนาคารและสำนักงานที่ดินโดยการฝากเงินก้อนใหญ่กับธนาคาร ซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินกับธนาคารเมื่อผู้จัดการสาขาต้องการทำยอด และจ่ายเงินอุดหนุนใต้โต๊ะบนโต๊ะแก่เจ้าพนักงานที่ดิน
ไม่ว่าการเงินนอกระบบหรือในระบบ นายทุนก็ต้องแสวงหากำไรสูงสุดมากเท่าที่จะเป็นไปได้ การเงินในระบบสถาบันการเงินนั้น มีกฎหมายต่างๆ เฉพาะกิจ เป็นเครื่องกำกับดูแล ทั้งกฎหมายสถาบันการเงิน กฎหมายประกันภัย กฎหมายตลาดทุน ส่วนการเงินนอกระบบมีเพียงความไว้เนื้อเชื่อใจ ความยึดมั่นในศักดิ์ศรีและหน้าตาทางสังคม ความเกรงกลัว และกฎหมายแพ่งที่ดำเนินคดีอย่างล่าช้าอืดอาดเท่านั้นเป็นหลักประกัน ดังนั้น นวัตกรรมทางการเงินของการเงินนอกระบบ จึงมีกลเม็ดลูกเล่นแพรวพราวไม่แพ้การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินของพ่อมดผู้ชาญฉลาดในสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของนายทุนให้มากที่สุดและป้องกันกลโกงของลูกหนี้ที่แพรวพราวไม่แพ้กัน
เมื่อนวัตกรรมทางการเงินนอกระบบเกิดขึ้นในท้องที่หนึ่ง ก็จะถูกเลียนแบบหรือขยายวงไปยังท้องที่อื่นอย่างรวดเร็วเพื่อทำให้เกิดความเท่าเทียม ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันในเหล่านายทุน จึงเป็นไปได้ว่า นวัตกรรมทางการเงินนอกระบบเหล่านี้ จะมีมาตรฐานคล้ายคลึงกันทั้งประเทศโดยไม่ต้องมีกฎหมายบังคับแบบสถาบันการเงินแต่อย่างใด ตราบใดที่แหล่งทุนในการทำมาหากินของประชาชนยังเข้าถึงยาก และกฎหมายที่ควบคุมกลุ่มอิทธิพลทางการเงิน ดูแลการฟอกเงินยังไม่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มแข็ง นวัตกรรมการเงินนอกระบบต่างๆ ก็จะถูกคิดค้นมาพลิกแพลงตามสมัยและกฎหมายไปไม่สิ้นสุด
