Practical Report ยุทธศาสตร์ “บูรณาชนบท-นาคร” วิถี

โดย: ฤษณรส

1. วิเคราะห์สภาพการณ์

ก่อนหน้านี้ ผมไม่ได้ปฏิเสธชนบท เพียงแต่ไม่เห็นการเสนอยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม อาจมีการผุดบังเกิดขึ้นในชนบท ยิ่งกว่านั้นอาจเป็นจุดคานงัดอีกด้วย

สมาชิกเราท่านหนึ่งได้พูดถึง การท่องเที่ยวและเกษตร ทำให้หวนนึกถึงสิ่งที่เคยขบคิดในอดีต เรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ผมวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนแล้ว ได้ข้อสรุปว่า “บริการและเกษตรกรรม” คือ คำตอบ แต่ยังคิดไม่ออกว่าชนชั้นใดจะเข้ามาแบกรับภารกิจนี้ พอดีนึกถึงคำพูดของเขาที่ว่า “คุณน่าจะได้รับอิทธิพลจากอาจารย์อเนก มองข้ามชนบท” ผมเลย Blink ขึ้นมาทันทีว่า ชนบทสามารถแบกรับภารกิจนี้ได้ เพราะการบริการและเกษตรกรรมนั้น ชนบทเก่งเรื่องนี้ที่สุด อย่างไรก็ตามอาจมีคำโต้แย้งว่า ชนบทล้าหลังกว่าชาวเมือง ซึ่งผมเห็นด้วยในระดับหนึ่ง แต่ผมมีความเห็นของตนเองว่า ที่เขาล้าหลังเพราะขาดแคลน “ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเขา” แต่ถ้ามีคนเห็นความสำคัญของคนกลุ่มนี้ เช่น เหมาเจ๋อตุง เห็นว่าชนบทสามารถเป็นแกนนำในการเปลี่ยนแปลงแทนเมืองได้ จึงแสวงหายุทธศาสตร์ที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขความผิดพลาดที่พรรคได้ทำไว้ (เน้นที่เมืองมากเกินไป)

ไม่สำคัญว่าเป็นชนบทหรือเมือง ขอเพียงมียุทธศาสตร์ในการพัฒนาที่ถูกต้องย่อมเป็นแมวที่ดีได้ ยิ่งถ้าทั้งเมืองและชนบทมียุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง และร่วมกันพัฒนาชาติ ยิ่งเป็นเรื่องดีสำหรับสยามประเทศ

อย่างไรก็ตาม สมาชิกของเราอีกท่านหนึ่งได้แย้งว่าคนชนบทกับคนในเมืองแยกกันไม่ออก คนในชนบทที่ก้าวหน้ามักเป็นพวกที่เข้ามาทำงานในเมือง ในที่สุดผมจึงได้ข้อสรุปว่า “ชนบทประสานเมือง” น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด โดยเฉพาะคนชนบทที่ได้รับความสุขสบายในเมืองย่อมติดใจวิถีชีวิตแบบนี้ แต่พวกเขายังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการทำให้ชนบทบ้านเกิดของเขามีความสุข สบายทัดเทียมกัน

บางคนแย้งว่า การเข้ามาของนายทุนทำให้ชนบทเสื่อมทรามลง แต่พอใช้ยุทธศาสตร์พึ่งตนเอง กลับมีวิถีชีวิตที่ดี แต่ผมมองว่านั่นเป็นการมองแบบคับแคบเฉพาะส่วน เพราะวิถีแบบทุนนิยมเป็นการพยายามใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านกล ไกตลาด แม้จะมีข้อผิดพลาดบ้างแต่ยังดีกว่าระบบปิดและพึ่งพาตนเอง อย่างน้อยเราจะได้ระบบบริหารจัดการอันมีประสิทธิภาพ ได้คนที่มีความรู้ความสามารถมากมาย นั่นเป็นมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการจัดสรรทรัพยากรแบบทุนนิยม ซึ่งทำให้คนเก่งได้มีโอกาส สิ่งต่างๆได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น หากในชุมชนของเราไม่มีทรัพยากรเพียงพอย่อมสามารถหยิบยืมมาจากภายนอกได้ผ่าน กลไกตลาด การที่ชนบทในอดีตถูกทุนนิยมแทรกแซงและแพ้พ่ายนั้น เพราะชนบทไม่มียุทธศาสตร์เป็นของตนเอง จึงถูกกระทำ คนชนบทไม่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่หยิบยืมมาจากภายนอกได้อย่างมี ประสิทธิภาพ นั่นเพราะไม่ได้มีการเรียนรู้การใช้มีดจึงถูกมีดบาด แต่หากรู้จักวิธีการใช้ย่อมเอื้อประโยชน์ได้อย่างมากมาย ยุทธศาสตร์พึ่งตนเองที่เคยใช้ได้ผลในช่วงที่ผ่านมานั้นย่อมทำให้ชนบทแข็ง แรงขึ้นมาก(เปลี่ยนจากสถานะรับเป็นยัน) และพร้อมจะก้าวสู่ยุทธศาสตร์ขั้นใหม่ อาจพลิกสถานะจากยันเป็นรุกได้

บทเรียนความผิดพลาดในอดีตช่วยให้ชนบททะยานขึ้นอย่างมั่นคง สู่การทดสอบแนวต้านครั้งใหม่หลังจากปรับฐานไปเรียบร้อยแล้ว

เหมาเจ๋อตุง วิเคราะห์สังคมจีนว่าเป็น “กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา” เมื่อเชื่อว่าสภาพความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ การต่อสู้จึงต้องใช้กำลังอาวุธ ตามรูปแบบของศักดินา ขณะเดียวกันได้ใช้ประชาธิปไตยรวมศูนย์ในกองทัพ สร้างระเบียบวินัย และการบังคับบัญชาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรูปแบบของทุนนิยม จึงสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ สามารถเอาชนะได้ในที่สุด

ถ้าเราวิเคราะห์ว่า เมืองไทย ในปัจจุบันว่าเป็น “ทุนนิยม” ดังนั้นในการเอาชนะย่อมไม่อาจใช้กำลังอาวุธ ได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้การแข่งขันทางเศรษฐกิจเข้าชิงชัย โดยใช้พลังที่เหนือกว่าของ Open Source เข้าร่วมด้วย

เครดิตภาพ : วิกิพีเดีย : McDonald
2. ว่าด้วย “ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี”

ยุทธวิธี “เลี่ยงแข็ง ตีอ่อน”

คนไทยมีลักษณะ ไม่ลงลึกในความคิด สามารถทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่าเป็นพวกตน ดังนั้น จึงเหมาะกับธุรกิจบริการ ยิ่งสามารถทำให้ทุกสิ่งกลายเป็น “แบบไทยๆ” ไม่ว่าจะเป็นศาสนา การเมือง วัฒนธรรม ดังนั้น จึงสามารถนำสิ่งนี้มาสร้างเป็น Brand Name และอาจบรรลุถึงขั้น Originality แบบญี่ปุ่นได้
เมืองไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว มาแต่นมนาน ดังนั้นจึงเหมาะกับธุรกิจการเกษตร แต่ต้องมีลูกเล่น การตลาด และการบริหารจัดการเข้ามาช่วยเหลือ โดยนำข้าวไทย ซึ่งหอมหวานอร่อย และสินค้าเกษตรที่แข็งแกร่งอื่นๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเล่นตลาดระดับกลางและบน

เทคโนโลยีชั้นสูง เราคงสู้ เกาหลีใต้ ไต้หวันไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ญี่ปุ่น อเมริกา เนื่องจากเราไม่เคยคิดอย่างลึกซึ้ง ไม่มีระบบตรรกะที่ชัดเจน ดังนั้นจึงยากที่จะสร้างเทคโนโลยีที่จะสู้กับคนอื่นได้

พัฒนาจุดแข็ง ดีกว่าแก้ไขจุดอ่อนซึ่งอาจไม่มีหมดสิ้น

ซุนวู ปรมาจารย์พิชัยสงคราม กล่าวไว้ว่า ให้ทำสงครามโดยใช้เวลาสั้นที่สุด เพื่อไม่ให้กองทัพเหนื่อยล้า สิ้นเปลืองทรัพยากร อันจะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ในที่สุด เหมาเจ๋อตุง ได้นำมาประยุกต์ใช้ในด้านกลับ คือ ให้ศัตรูต้องทำสงครามยืดเยื้อ เพื่อให้กองทัพเหนื่อยล้า และพ่ายแพ้ในที่สุด

Buffet ปรมาจารย์ด้านการลงทุน ได้สอนไว้ว่า “จงลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจง่าย แต่สามารถปกป้องการแข่งขันได้” เขาจึงเลือกลงทุนใน Coca cola, See Candy และอาจเพิ่ม McDonald เข้าไป ขณะที่ปรมาจารย์ Soros ไปพ่ายแพ้สงครามใน Dot.com เฮีย Buffet กลับเอาตัวรอดสบายๆ และเรายังไม่เห็นว่าใครจะมาแข่งกับ Coca Cola หรือ McDonald ได้เลย

ดังนั้น เราอาจประยุกต์ด้านกลับได้ว่า ธุรกิจบริการและเกษตรที่เข้าใจง่ายนั้น สามารถสร้างมูลค่าให้ผู้สร้างธุรกิจได้อย่างมหาศาล ไม่ใช่แต่นักลงทุน Value เท่านั้น

อยากทำความเข้าใจตรงนี้ว่า การเมือง ยุทธศาสตร์ และธุรกิจ ไม่ได้แยกจากกัน แต่เป็น 2 ด้านของเหรียญเดียวกัน

  • มุ่งยึดครองจุดที่สำคัญที่สุด (จุดยุทธศาสตร์)
  • สร้างมูลค่าเพิ่ม (ส่วนเกิน หรือ กำไร)
  • ระดมไพร่พล (การทหารเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ)

อย่างมองทุนนิยมแบบแยกส่วน ขาว/ดำ ควรมองอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ความเห็นแก่ตัว การต่อสู้ขัดแย้ง การขูดรีด มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดมากในระบบทุนนิยม

ทำไม อเมริกา ยุโรป ชนะ communist เพราะความอดอยากลดลง welfare เพิ่มขึ้น แต่ welfare จะเพิ่มได้ เมื่อประสิทธิภาพและพลังการผลิตเพิ่ม การจะเพิ่มส่วนเกินนั้นเกิดจากคนที่มีความสามารถ ฉลาด กล้าหาญ มีความคิดสร้างสรรค์ เช่น คอมพิวเตอร์ ตลาดหุ้น รวมถึง กฎหมายสิ่งแวดล้อม แรงงานเด็ก ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ประเทศพัฒนาแล้ว ขณะเดียวกัน ย่อมส่งผลดีในบางด้านต่อสวัสดิการของคนในประเทศด้อยพัฒนา

มหาอำนาจมักใช้สิ่งที่เหนือกว่า เครื่องมือใหม่ มาบริหารจัดการบริวาร เราสามารถหาประโยชน์จากเครื่องมือใหม่ แทนที่จะต่อต้านหรือยอมจำนน

อเมริกาสามารถสร้าง win-win กับโลกที่สามได้จึงชนะ การเข้ามาให้การช่วยเหลือทางการเงิน สาธารณูปโภค บริหารจัดการ จึงเป็นโอกาสในการลงทุน แสวงหาประโยชน์ของอเมริกันชน

แต่รัสเซีย ไม่สามารถสร้าง win-win กับจีนและเวียตนามได้

ในสงครามเวียดนาม อเมริกาพ่ายแพ้ แต่ชนะทั้งกระดานในภายหลัง ไม่ใช่เพราะยุทธศาสตร์ดีวางแผนยอดเยี่ยมจนตีโต้กลับได้ในภายหลัง อเมริกาไม่สามารถทำอะไรกับภูมิภาคนี้ได้มากนัก แต่ระบบภายในของกลุ่มคอมมิวนิสต์มีปัญหาเอง ขณะที่อเมริกามีบุญเก่าในอดีตที่สร้างระบบไว้ดี มีคนมีฝีมือที่มาจากหลากหลายกลุ่ม Hippy ช่วยให้อเมริกาไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรกับเรื่องไร้สาระ หากยึดเวียดนามได้จริง ต้องทุ่มกำลังเงิน กำลังพลเข้ามาดูแล เข้ามาบริหารจัดการพัฒนาประเทศ และยังต้องเจอการคุกคามที่ยืดเยื้อจากจีนซึ่งอยู่ใกล้กว่า ผลสุดท้ายอาจทำให้พ่ายแพ้ทั้งกระดานได้

จุดอ่อนของนักวิชาการ NGO ชาวบ้าน คือ ไม่มียุทธศาสตร์ จึงไม่อาจเป็นฝ่ายกระทำ

ยุทธศาสตร์ย่อมไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แต่มีประโยชน์มาก ถ้านำไปใช้ถูกวิธี (win-win)

จากประวัติศาสตร์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ มักมียุทธศาสตร์ win-win ทำให้มีคนสนับสนุนมาก มีคนเก่งคนดีอยู่ในสังกัดเหลือหลาย แล้วนำขุมกำลังที่เหนือกว่าเข้าช่วงชิงความเป็นใหญ่ ขณะที่ผู้นำหลายคน แม้จะเป็นคนเก่ง คนดี แต่เนื่องจากยุทธศาสตร์ที่ใช้มีความคับแคบ ไม่มีผลประโยชน์ที่ดึงดูดให้คนส่วนใหญ่เข้าร่วมได้ ดังนั้นจึงพ่ายแพ้ต่อผู้นำที่อาจจะด้อยกว่าในช่วงแรก แต่มีความเหนือกว่าในทางยุทธศาสตร์

แต่เมื่อได้อำนาจแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่บางคนไม่สามารถสร้างระบบใหม่ขึ้นมารองรับได้ทัน ผลสุดท้ายสิ่งที่เพียรพยายามมาต้องพ่ายแพ้หมดสิ้น ยุทธศาสตร์จึงต้องมาพร้อมกับการสร้างระบบบริหารจัดการที่มีคุณค่าใหม่ ประสิทธิภาพใหม่ จึงจะสมบูรณ์ยั่งยืน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ถังไท่จง ที่สามารถช่วงชิงอำนาจรัฐ พร้อมกับสร้างระบบบริหารจัดการที่ดีได้ ราชวงศ์ถังจึงเป็นยุคทองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน การช่วงชิงอำนาจจากพี่ชายซึ่งเป็นรัชทายาทจึงเป็นเรื่องรองลงไป (ขณะที่หยางกว่าง ทำแบบเดียวกัน แต่ถูกประนามทั่วแผ่นดิน)

เคยเถียงกับสมาชิกของเราท่านหนึ่ง ว่าอเมริกาสามารถเปลี่ยนยุทธศาสตร์ที่ win-lose คุกคามประเทศอื่นไปทั่วมาเป็น win-win ได้หรือไม่ ผมมองว่าได้ โดยสถาปนาเป็น hegemony แบบยุโรป ซึ่งเหนือกว่าระบบกดขี่ทารุณของจักรพรรดิจีนและซาร์รัสเซีย จึงทำให้คอมมิวนิสต์เข้ามาก่อการไม่สำเร็จ ไทยก็เป็นตัวอย่างที่ใช้ win-win เอาตัวรอดในสงครามครั้งต่างๆ และอเมริกายังเคยใช้ยุทธศาสตร์นี้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ประสิทธิภาพ พลังการผลิต การเมือง เทคโนโลยี เป็นตัวดึงดูดบริวารอยู่แล้ว จึงมีความชอบธรรมสูง ดังนั้นมหาอำนาจย่อมครองความเหนือกว่าได้เสมอ ตราบใดที่ตนเองยังไม่หยุดพัฒนาตนเอง มหาอำนาจจึงต้องมี innovation ก่อให้เกิดการแบ่งงานกันทำกับประเทศบริวาร(แบ่งปันผลประโยชน์) คนท้าทายส่วนน้อย(จีน) จะโดนบริวารที่ได้ประโยชน์จากอเมริการุมกระหน่ำเอง หรือแค่เพียงกำแพงป้องกันการโจมตีย่อมเพียงพอแล้ว

ถ้าใช้ win-lose บริวารจะเอาใจออกห่าง โดนรุมกระหน่ำ และพ่ายแพ้ในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม จักรวรรดิ เมื่อเติบโตถึงจุดหนึ่ง พลังสร้างสรรค์มักอ่อนโทรมลง ดังนั้น การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆอาจเกิดขึ้นไม่มากนัก ส่วนเกินน้อย ผลประโยชน์ที่หยิบยื่นให้บริวารผ่านการแบ่งงานกันทำเริ่มลดลง สุดท้ายจึงต้องใช้วิธีการก้าวร้าว win-lose ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชั้นเลว

อเมริกาจะเลือกเส้นทางใด ? และหากเลือก win-win อเมริกาจะมีศักยภาพด้าน Innovation เพียงใด ?

สรุปแล้วการช่วงชิงความเป็นใหญ่ต้อง ยึดกุมจุดสำคัญ(ส่วนอื่นให้บริวารแบ่งปันกัน) พัฒนาส่วนเกินเพื่อแบ่งสรรประโยชน์ และดึงดูดคนเข้าร่วมให้มากที่สุด สามารถคัดสรรคนเก่งและผู้ช่วยมาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ จนได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

ต้องให้บริวารเห็นว่า อเมริกาให้ประโยชน์มากกว่าเสียประโยชน์ คนส่วนหนึ่งที่ได้ประโยชน์จะเข้าร่วมด้วย เมื่อมีคนเข้าร่วมมาก ประสิทธิภาพดี แบ่งงานกันทำ คนเห็นว่ากลุ่มนี้ชนะ ย่อมไม่กล้าเอาใจออกห่าง

โลกเป็นเช่นนี้เอง ของดีแย่งกัน ถ้าเราไม่รับข้อเสนอ มัวแต่รีรอ ต่อรองผลประโยชน์ คนอื่นก็เอาแทน เมื่อเวลาผ่านไป คนที่ฉลาดน้อยกว่าเริ่มรับรู้ถึงโอกาสและผลประโยชน์ที่ตนสูญเสียไป ย่อมพร้อมใจกันเข้าซื้อหาของดีนั้น ในระยะยาวแล้ว win-win ย่อมชนะเลิศ

Bill Gates ใช้ win-win ซื้อตัว ซื้อกิจการ (ลูกจ้างชอบ เจ้าของบริษัทบางคนก็ชอบ พวกส่วนน้อยที่ต่อต้านย่อมไม่มีความสำคัญ)

MIT ซื้อตัวอาจารย์ แล้วนำมาแสวงหาประโยชน์จากความดัง จากค่าเล่าเรียน งานวิจัย

รีล มาดริด ซื้อตัวนักเตะ ได้ถ้วย ได้แฟนคลับ ได้ค่าโฆษณา

อย่างไรก็ตาม โลกไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น เพราะโลกมีนวัตกรรมเสมอ ยุทธศาสตร์เดิมที่เคยใช้ได้ผล อาจมีประสิทธิภาพน้อยกว่ายุทธศาสตร์ใหม่
ถ้า Bill Gates ไม่ร่วมกับ Open Source เขาอาจจะพ่ายแพ้ แต่ถ้าปรับปรุง win-win ในรูปแบบใหม่ อาศัยการข้ามพ้นมุมมองธุรกิจแบบเดิม แสวงหาส่วนเกินจาก Open Source ด้วยมุมมองใหม่ วิธีใหม่ ความร่ำรวยของเขาอาจเพิ่มทวีอย่างน่าตระหนกเหนือชั้นขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การทหารเน้นที่คุณภาพ การรวบรวมไพร่พลคนเก่งต้องใช้วิธีการพิเศษ อาจใช้วิธีแบบคุณพิชัย สร้าง website วงเสวนา ถกเถียงแลกเปลี่ยนอย่างดุเดือด ในท้ายที่สุด ผู้มีสายตาแหลมคมจะมองเห็น คนเก่ง คนฉลาด ส่วนคนตามไม่ทัน จะถอยออกไป

ต้องผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วง เพชรแท้จึงจะเปล่งประกาย

“คอกม้าศึก” จัดหาม้าศึก ข่าวสาร กองทหารเป่ยฝู่ ให้กับขุมกำลังที่ช่วงชิงความเป็นใหญ่

ในยุคบ้านเมืองระส่ำระสาย เปลี่ยนผ่าน ผู้คนไม่เป็นตัวของตัวเอง ธุรกิจต้องขึ้นต่อการเมือง ทุกคนถูกแขวนอยู่กับการช่วงชิงความเป็นใหญ่ โชคดีที่ผู้คนในปัจจุบันยังมีทางเลือกมากกว่าอดีต

เมืองไทย ภายใต้การช่วงชิงความเป็นใหญ่แห่งยุค 2550 อาจเป็นกลียุคแบบยุค 5 ชนเผ่า 16 ประเทศของจีน แต่ก็อาจเป็นยุคที่ศิลปวัฒนธรรมเจริญรุ่งเรืองก็ได้ ภายหลังความปวดร้าวสูญเสีย สังคมจีนกลับค้นพบผู้นำใหม่ที่นำพาประเทศไปสู่ “ยุคทองผ่องอำไพ” ราชวงศ์ถังอันเกรียงไกร

3. พึ่งพาตนเอง สั่งสมกำลัง

กลุ่มออมทรัพย์เป็นการพึ่งพาตนเองแบบหนึ่ง บางกลุ่มมีเงินโตเป็นร้อยล้าน แต่จุดอ่อนคือไม่สามารถพัฒนาธุรกิจขึ้นมารองรับ กลุ่มออมทรัพย์อ้อมน้อยฯเคยนำเงินไปลงทุนซื้อข้าวมาขายได้กำไรดีมาก แต่ล้มเหลว เนื่องมาจากระบบบริหารจัดการ

การนำเงินจากกลุ่มออมทรัพย์ไปลงทุน ธุรกิจบริการและเกษตรนั้น เป็นธุรกิจที่ชาวชนบทไทย มีความชำนาญ เป็นจุดแข็ง เพียงแต่ยังขาดระบบบริหารจัดการที่ดี

ผมเคยไปกินไก่ทอดไม้ละ 5 บาท รู้สึกว่าอร่อยเหลือหลาย เหนือกว่า KFC หลายขุม ร้านนี้จึงขายดีมาก ขณะเดียวกันรุ่นพี่ที่ไปด้วย ติดใจในรสชาติ แต่ไม่กล้ากินมาก เพราะน้ำมันที่ใช้ไม่ได้คุณภาพ จึงนิยมไปกินที่ร้าน KFC มากกว่า น่าคิดว่า ถ้าสามารถพัฒนาคุณภาพให้มีความสะอาด จะสามารถเอาชนะ KFC ได้หรือไม่ ส้มตำร้านนี้มีมะนาวที่หอมมาก จึงเพิ่มรสชาติอย่างดี แต่ผู้เขียนไม่ชอบที่มีกลิ่นปลาร้าติดมา แต่ถ้าเป็นร้านส้มตำนัว หรือร้านที่มีการบริหารจัดการดี ย่อมมีการแยกครกที่ตำ เพื่อให้ลูกค้าส้มตำไทย ไม่หนีไปจากร้านเสียก่อน

ส้มตำนัว อร่อยมาก มีคนไปเข้าคิวรอซื้อมากมาย แต่ผู้เขียนมั่นใจว่า ชาวอีสานซึ่งเป็นต้นตำรับอาหารชนิดนี้ ย่อมมีฝีมือไม่แพ้ผู้อื่น ดังนั้นถ้านำจุดแข็งตรงนี้มาสร้างร้าน franchise แบบ McDonald? จะสามารถขยายสาขาไปครอบคลุมทั่วโลกได้หรือไม่ ?

ยิ่งปัจจุบัน ส้มตำปูปลาร้า ได้เป็นที่นิยมของสาวๆจำนวนมาก ชาวอีสานต้นตำรับ สามารถพัฒนาความสะอาดได้หรือไม่ ?

การบริหารจัดการ บางครั้งเป็นเรื่องยาก แต่บางครั้งก็ง่ายเหลือหลาย เช่น เรื่องความสะอาด การแยกครก แต่ในความเป็นจริงอาจทำไม่ได้ หรือไม่เหมาะสมในการทำ เนื่องจากความสลับซับซ้อนของตัวแปรต่างๆทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ความพยายามในส่วนนี้ ย่อมได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าแน่นอน

เราทำแฮมเบอร์เกอร์สู้ฝรั่งไม่ได้ เราทำข้าวปั้นสู้คนญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ฝรั่งและญี่ปุ่น ย่อมทำส้มตำสู้คนอีสานไม่ได้ นี่เป็นจุดแข็งที่ตีไม่ตาย สมตามคำของปรมาจารย์ Buffet “ป้อมปราการที่ไม่สามารถตีแตกได้” ขณะที่ microsoft มีหนามยอกอกเต็มไปหมด Toyota มีคู่แข่งมากมาย และไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งอาจโดนตีตาย

อาจารย์ท่านหนึ่งเคยเสนอว่า ถ้าเขาเปิดร้านอาหาร เขาจะเลือกเด็กปริญญาตรีมาเป็นพนักงานเสิร์ฟ เพราะเด็กคนนี้มีความฉลาด สามารถบริการลูกค้า พูดคุยกับลูกค้า สามารถพูดถึงข้าวหอมมะลิพันธุ์ดีที่ไม่เหมือนที่อื่นซึ่งเป็นส่วนประกอบทำ ให้อาหารอร่อย พูดถึงสมุนไพรที่ใส่ลงไปว่ามีสรรพคุณอย่างไร อาจารย์เสนออีกว่า ในประเทศสแกนดิเนเวีย พนักงานเช็ดรถจบปริญญาตรี เพราะเขาจะรู้เทคนิคการเช็ดรถที่ดี ไม่ให้เกิดรอยขูดขีด รู้จักเลือกใช้น้ำยาล้างรถที่เหมาะสม รู้จักพูดคุยทำความเข้าใจ ทำการตลาดกับลูกค้า ย่อมมีมูลค่าเพิ่มเหลือหลาย

ร้านอาหารของเราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการจ้างคนที่มีความรู้วัฒนธรรม ดีได้หรือไม่ ? สร้างร้านส้มตำให้เป็นพื้นไม้ มีหมอนอิง เพื่อคนกินส้มตำจะได้ดื่มดำบรรยากาศแบบอีสาน เฉกเช่นร้าน “ตำส้ม”

ถ้าทำเช่นนี้ได้ จะสามารถยกระดับคนงานปกน้ำเงิน เป็นคนงานปกขาวได้โดยอัตโนมัติ เพราะคนงานเหล่านี้ใช้มันสมอง ใช้ความรู้ ซึ่งสามารถเพิ่มพูนมูลค่าให้ธุรกิจและตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งทุนและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

ที่พูดมาอาจเพ้อฝันไปบ้าง แต่ได้อิงสิ่งที่คนกลุ่มอื่นเคยทำมาก่อน หากแต่ยังไม่เป็นระบบเพียงพอ ถ้าคนอีสานซึ่งได้เปรียบในทุกประการ ไม่รับภาระนี้ แล้วจะให้กลุ่มคนที่ถนัดน้อยกว่า แต่มีความฉับไวกว่าเป็นผู้รับประโยชน์ไปเช่นนั้นหรือ ?

โอกาส คล้ายกับการบริหารจัดการ บางครั้งดูง่ายเหลือแสน แต่หากคนไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีวิสัยทัศน์ ก็ยากจะได้ประโยชน์จากโอกาสนั้นได้ บางครั้งต้องรอให้คนภายนอก เข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้ก่อน จึงจะตรหนักรู้ และแน่นอนย่อมสายเกินไป

เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราอาจสร้าง น้ำสมุนไพร ที่มีรสชาติดี แบบ Coca Cola สร้างแบรนด์และส่งไปขายทั่วโลก

การนวดแผนโบราณของเรา ไม่เป็นรองชาติใด โดยเฉพาะได้สาวๆชาวอีสานที่มีจิตใจบริการ จนฝรั่ง GI ติดใจนำไปเป็นภรรยามากมาย ได้สาวชาวเหนือที่มีผิวขาวผ่อง มีภาษาที่ไพเราะเพราะพริ้ง ธุรกิจย่อมมีแนวโน้มสดใส แต่ขณะเดียวกันต้องมีระบบบริหารจัดการ ไม่ให้เกิดการทำพิเศษกันในร้าน เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ตลาดระดับบนยอมรับ โดยอาจหามูลค่าอื่นเสริม เช่น หาหมอที่มีความรู้ สามารถพูดคุยให้แขกพึงพอใจได้ เหมือนดั่ง โสเภณีชั้นสูงในสังคมกรีก-โรมัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้มาก เพียงแต่ต้องมีความรู้พอให้ตลาดบนรู้ว่าคุยภาษาเดียวกัน เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เข้าใจในอาชีพที่เขาทำ ลูกค้าจึงพึงพอใจที่มีคนรู้ใจ พูดภาษาเดียวกัน

California fitness สามารถขยายสาขาไปมากมาย โดยนำ “โยคะ Yoga” ซึ่งฝรั่งไม่ใช่ต้นตำรับมาเป็นจุดขายหนึ่งด้วย น่าคิดว่า “ร้านนวดไทย” ซึ่งไทยเป็นต้นตำรับเอง สามารถส่งออกไปทั่วโลกได้หรือไม่ ? ด้วยการบริการและนิสัยรักสนุกสนานไม่เคร่งเครียด เหมือนคนญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา ใครล่ะจะมีจุดแข็งด้านความสนุกสนาน บันเทิงเริงรมย์ เท่ากับชาติไทย มันเป็นพรสวรรค์ที่ชาติเราได้รับโดยกำเนิด ฝรั่งจะฝึกฝนอย่างไรเพื่อเอาชนะเราได้ เหมือนกับที่เราไม่สามารถคิดลึกซึ้งได้เท่าฝรั่ง เพราะมันเป็นจุดแข็งและธรรมชาติโดยกำเนิดของฝรั่ง

บางที สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกฝนกันได้ แต่ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของแต่ละประเทศ ลักษณะประจำชาติจึงคล้ายติดมาแต่กำเนิด การจะเลียนแบบย่อมต้องใช้เวลานาน ดังนั้น จึงเป็นจุดแข็งที่ตีแตกได้ยาก

การท่องเที่ยวแบบทุนนิยม กำลังเสื่อมทรามลง เพราะประเทศไหนก็เน้นการท่องเที่ยว แต่เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม เราต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ด้านหนึ่งต้องให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีความเป็นอยู่ของชนบท อย่างถึงแก่นแท้แห่งวิถี ไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยอย่างซาบซ่าน ขณะเดียวกัน สาธารณูปโภคต้องดีในระดับหนึ่ง ห้องน้ำต้องถูกอนามัย อาหารต้องทานแล้วไม่ท้องเสีย

ตลาดระดับบน ซึ่งแสวงหาความเหนือกว่า การท่องเที่ยวแบบทุนนิยม จะเข้ามาใช้บริการ

นี่เป็น “การเสพสุขแบบชนชั้นสูง” เช่นเดียวกับ ชนชั้นสูงในยุคอยุธยา เสพวรรณกรรมโคลงฉันท์ กาพย์กลอน สร้างวัฒนธรรมอันละเมียดละไม เช่นเดียวกับ โยคีเสพสุขจากฌาณสมาบัติ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

ที่สำคัญคือ คนที่มีสติปัญญา มักจะร่ำรวยเพราะแสวงหาความเหนือกว่า ความลึกซึ้งกว่า และพร้อมจะนำความมั่งคั่งนั้น มาตอบสนองกับสินค้าที่มีความลุ่มลึกละเอียดอ่อน นี่จึงเป็นโอกาสของเรา

ผู้เขียนเคยไปออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท แล้วมีความรู้สึกชอบมาก เป็นความสุขที่ไม่รู้ลืม ตอนแรกเข้าใจผิดว่าเพราะได้ช่วยคนอื่น แต่ความจริงแล้ว นับเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เหนือกว่าท่องเที่ยวแบบธรรมดา ผู้เขียนได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กนักเรียนและชาวบ้าน ท่ามกลางกิจกรรมที่ออกแบบโดยชาวค่าย ในตอนกลางคืนมีวงเสวนากันเอง ท่ามกลางเปลวเทียนและอ้อมอกแห่งดวงดาว เราพักกันที่โรงเรียน ซึ่งไม่มีฟูกนุ่มๆ แต่เรากลับสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก เราไปช่วยชาวบ้านสร้างศาลาพักร้อน แต่เราช่วยได้แค่แรงงานกรรมกร ไปขนปูน เป็นตัวเกะกะมากกว่าช่วยเหลือ แต่เราก็มีความสุขมาก ชาวบ้านก็มีความสุขเพราะได้ศาลามาฟรีๆ แถมซึ้งใจที่ชาวกรุงแต่งตัวดี หน้าตาดี ให้เกียรติพวกเขา แต่หากนำเงินลงมาอย่างเดียว เขาอาจมีความสุขน้อยกว่า เราก็ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา การทำแบบนี้จึงเป็นการท่องเที่ยวที่ดีที่สุด มีลักษณะ Win-Win? ที่ไม่เน้นแต่เงินและวัตถุ

เราสามารถสร้างการท่องเที่ยว ที่ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม เข้ามาให้ความสุขกับ ชาวเมืองที่ใฝ่ฝันถึงชีวิตชนบทอันโรแมนติค แต่ขณะเดียวกันต้องการสาธารณูปโภคที่สะอาด แต่ไม่ถึงกับสบายได้

เราสามารถใช้เงินจากกลุ่มออมทรัพย์ สามารถระดมทุนแบบ Franchise โดยใครมีที่ดิน สามารถเปิดร้านส้มตำได้ เปิดร้านนวดได้ โดยมีคนสร้างระบบบริหารจัดการให้

ถ้าทำสำเร็จ กองทัพทางเศรษฐกิจ ของพี่น้องชาวชนบทอันไพศาล ย่อมพร้อมที่จะประสานกับพี่น้องในเมือง เพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าได้

4. รอคอยจังหวะ

นายทุนอย่างทักษิณและพรรคพวก ย่อมรอในจุดที่ศักดินาอ่อนแอที่สุดคือ 2540 เข้ามายึดอำนาจรัฐ ชนบทจึงต้องรอเวลาที่นายทุนอ่อนแอที่สุด โดยอาจเป็นวิกฤติเศรษฐกิจรอบต่อไป เช่นเดียวกับ dot.com สบู่แตก แต่ Buffet ยังอยู่ได้

ระหว่างรอคอย หากสามารถพัฒนาธุรกิจ นำเงินเข้าประเทศได้ ย่อมมีเสียงดังทางการเมือง เพราะประเทศเรามักสนับสนุนพวกส่งออก ถ้าสามารถหาตัวเลขมาสนับสนุนว่า ธุรกิจในชนบท สามารถได้เงินตราต่างประเทศมากกว่าในเมือง ย่อมสร้างความได้เปรียบทางการเมือง
ยิ่งถ้าจำนวนเงินเป็นสัดส่วนต่อ GDP สูง ยิ่งสามารถอ้างได้ว่า ตนเองเป็นผู้ขับเคลื่อน GDP ไม่ใช่คนในเมือง ซึ่งเป็นการโต้กลับของวาทกรรมที่ว่า สังคมชนบท เป็นเพียงคนส่วนน้อย คนงานในเมืองเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

หากธุรกิจสร้างผลกำไรมากพอ คนในชนบทจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะระบบอาหารได้รับการปรับปรุง ให้มีความสะอาด วัฒนธรรมได้รับการปรับปรุงให้ลึกซึ้งขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวชั้นสูง ประทับใจ สถานที่พักได้รับการตกแต่งให้ถูกสุขอนามัย ที่สำคัญยังสามารถนำผลกำไรที่ได้ ไปสร้างมหาวิทยาลัย เพื่อผลิต “ปัญญาชนอินทรีย์” มารับใช้ชนชั้นตนได้อีกด้วย ปัญญาชนเหล่านี้ จะไม่กลัวว่าไม่มีงานทำ เพราะธุรกิจในชนบทนั่นเองจะเป็นตัวรองรับพวกเขา และคนเหล่านี้สามารถเป็นปัญญาชนในการสร้างอำนาจต่อรองกับชนชั้นนำไทยได้

5. สนับสนุนพลังก้าวหน้า

ถ้ามีอำนาจเงินจากธุรกิจ มีอำนาจการเมืองจากการส่งออกและขับเคลื่อน GDP ย่อมสามารถต่อรองกับนักการเมือง และนำพลังต่อรองนี้ไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองก้าวหน้าได้ สามารถกำหนดหาผู้ปกครองที่มีฝีมือมาบริหารจังหวัดของตนได้ง่าย

ขณะเดียวกัน กลุ่มพลังทางการเมืองที่เคยดูถูกว่าชนบทสามารถซื้อเสียงได้ง่าย จำต้องเปลี่ยนแนวคิด และพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า เพื่อแสวงหาการสนับสนุนจากชาวชนบท อันมีจุดแข็งด้านคะแนนเสียง อย่างที่คุณ ธนาพลบอกไว้นั่นเอง น่าสังเกตว่า คนกรุงที่ซื้อเสียงได้ยากนั้น อาจมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัย คือ การศึกษาและรายได้ ซึ่งยุทธศาสตร์ที่นำเสนอไป ได้ช่วยสร้าง 2 เงื่อนไขให้กับชนบท

อุตสาหกรรมของคนเมือง สามารถบรรจบประสานกับอุตสาหกรรมบริการและเกษตรของคนในชนบทได้ เพราะคนงานอุตสาหกรรมในเมือง เป็นคนชนบทนั่นเอง ส่วนการบริหารจัดการของคนในชนบท อาจให้คนเมืองช่วยเหลือในระยะเริ่มต้น บางคนแย้งว่า อาจถูกคนในเมืองหลอกใช้ได้ แต่นั่นเป็นการพูดโดยอยู่บนสมมติฐานว่า คนชนบทไม่มียุทธศาสตร์ของตนเอง แต่เมื่อใดก็ตามที่คนชนบทมีความเข้าใจในยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เขาย่อมเปลี่ยนจากสถานะถูกกระทำเป็นผู้กระทำได้ เขาย่อมใช้ประโยชน์จากความรู้การบริหารจัดการธุรกิจ การควบคุมคุณภาพของคนเมืองได้ เพราะอย่างที่ได้เน้นย้ำไปแล้วว่า ความร่วมมือที่จะสร้างเป็นแบบพันธมิตรไม่ใช่การเป็นลูกน้อง แต่การที่คนชนบทมักต้องเป็นลูกน้องเสมอนั้น เพราะไม่มียุทธศาสตร์เป็นของตนเอง หากมียุทธศาสตร์แล้วจะสามารถเปลี่ยนจากสถานะรับเป็นรุกได้ (ยุทธศาสตร์สงครามต่อต้านญี่ปุ่น เป็นยุทธศาสตร์ที่เหมาเจ๋อตุง ซึ่งเป็นตัวแทนชนบท ชิงเป็นฝ่ายรุกเจียงไคเชค ซึ่งเป็นตัวแทนของเมือง)

การสร้างมูลค่าเพิ่มนั้น เป็นเรื่องสำคัญมากในการพัฒนาประเทศ แต่เนื่องจากเป็นการสร้างสรรค์ จึงไม่อาจได้มาจากตรรกะปรกติ แต่ต้องเป็นการมองในมุมที่แตกต่างจากคนอื่น สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ชนบทยังมีธุรกิจ การค้า การลงทุนให้เข้าไปสร้างสรรค์อีกมาก เพียงแต่อาจขาดแคลนในหลายประการ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ไม่สามารถสร้างกำไรได้ กลับเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งคนอื่นมองข้าม การเข้าไปเป็นรายแรกจึงได้ส่วนเกินสูงเป็นธรรมดา

การบริหารจัดการ ไม่ใช่คำลวงที่นายทุนใช้หลอกลวงเพื่อขูดรีดแรงงาน แต่เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งมูลค่าเพิ่ม ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่ทุกกลุ่มคนและชนชั้นสามารถเรียนรู้และใช้ประโยชน์ได้ แต่คนชนบท อาจารย์ นักวิชาการ NGOs ไม่ค่อยให้ความสำคัญ พวกเขาจึงกีดกันนายทุน และนักบริหารออกไปจากชนบท ความคิดคับแคบเฉพาะส่วนเหล่านี้ ทำให้พลาดโอกาสในการพัฒนาประเทศไปอย่างน่าเสียดาย เพราะหากสองฝ่ายเปิดใจเข้าหากัน หา win-win solution เราจะพัฒนาประเทศผ่านการสร้าง Value-added ได้อีกมากมาย

ปัญหาในเมืองไทย คือ การพัฒนากระจุกตัวอยู่ในเมือง ไม่สามารถกระจายความเจริญสู่ชนบทได้ บทความนี้จึงพยายามเสนอ “ยุทธศาสตร์การพัฒนา” ซึ่งเป็นรูปธรรม และอาศัยจุดแข็งของชนบทเป็นตัวตั้ง เพื่อสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ในการต่อสู้เพื่อสถาปนาความเป็นธรรมท่ามกลางยุคทองอันรุ่งโรจน์ของ “สยามประเทศใหม่” ซึ่งพวกเราจะร่วมสร้างมันขึ้นมา

“ทาง คือ สิ่งที่ถูกสร้างออกมาจากที่ที่ไม่มีทาง

คือ สิ่งที่ถูกถากถางออกมาจากที่ซึ่งเต็มไปด้วยขวากหนาม

แต่ก่อนเคยมีทางเดี๋ยวนี้ก็ยังต้องมีทาง

“หลู่ซิ่น” มหากวีของประชาชน

  • เจริญชัย

    บทความเก่าของผมเอง ไม่คิดว่า คุณกานต์จะมา Recycle ใหม่
    น่าแปลกมาก ตอนนั้นคุณกานต์ไม่ค่อยเห็นคุณค่ามัน
    ตอนนี้กลับมาชื่นชม

    อยากให้มิตรสหายทั้งหลายช่วยดื่มด่ำกับอดีตกาลของผม

  • Lakkamol

    I agreed with you guys to connect up-country and big city together, then a new born society will develop and many thing will change in Thailand automatic .