ธานี ชัยวัฒน์
Fiat Group เป็นธุรกิจครอบครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี เป็นกลุ่มบริษัทยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของอิตาลี และใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่ 9 ของโลก (ข้อมูลในปี 2009 ที่ยังไม่รวมมูลค่าของกลุ่ม Chrysler ที่เฟียตเข้าไปซื้อกิจการ) นอกจากนี้ จากข้อกล่าวหามากมายที่ว่า กลุ่มเฟียตคือผู้อยู่เบื้องหลังสถานการณ์ความ”ไม่”พัฒนาของระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในอิตาลี โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศยุโรปอื่นๆ ก็ย่อมแน่ใจได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเฟียตกับรัฐบาลอิตาลีย่อมไม่ธรรมดาเป็นแน่
ปัจจุบัน กลุ่มเฟียตเป็นผู้ผลิตรถยนต์ 12 ยี่ห้อ โดยเป็น 7 ยี่ห้อของกลุ่มเฟียตเดิม ได้แก่ Fiat, Alfa Romeo, Lancia, Fiat Professional (รถตู้และรถบรรทุก), Abarth, Ferrari, Maserati และอีก 5 ยี่ห้อจากการเข้าซื้อกิจการ Chrysler Group ได้แก่ Jeep®, Chrysler, Dodge, Ram Truck, Mopar®
ครั้งหนึ่ง กลุ่มเฟียตเคยเป็นบริษัทยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ของยุโรป โดยเฉพาะในประเทศตัวเองอย่างอิตาลี แต่นับจากนี้ สถานการณ์แบบนั้นอาจไม่กลับมาอีกแล้ว วิกฤตหนี้ของยุโรปส่งผลให้ยอดซื้อรถยนต์ของประเทศลูกค้าของกลุ่มเฟียตที่ส่วนใหญ่อยู่ยุโรปและอเมริกาเหนือลดลงอย่างมาก ขณะที่ยอดขายรถยนต์ในอิตาลีเองก็ลดลงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 15 ปี
นักวิเคราะห์ในอิตาลีมองว่า ในปี 2011 นี้ ยอดขายรถยนต์ของกลุ่มเฟียตจะแตะจุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี และมีมูลค่าลดลงกว่าเกือบ 1 พันล้านยูโร นอกจากนี้ Sergio Marchionne ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเฟียตเองก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าปี 2012 ก็จะยังคงเป็นปีที่ยากลำบากของกลุ่มเฟียตต่อไป
Marchionne ยอมรับว่า ปัญหาของกลุ่มเฟียตคือ ผลิตภาพการผลิตที่ต่ำ ต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่สูง และสัญญาที่ไม่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะในประเทศแม่อย่างอิตาลีเอง
ลองนึกง่ายๆ ว่าในปัจจุบัน กลุ่มเฟียตมีโรงงานจำนวน 5 แห่งในอิตาลี จ้างงาน 22,000 คน และมียอดการผลิตรถยนต์อยู่ที่ 650,000 คันต่อปี เปรียบเทียบกับโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวอย่างเมือง Tichy ประเทศโปแลนด์ ทำยอดการผลิตได้ใกล้เคียงกันอยู่ที่ 600,000 คันต่อปี แต่ใช้แรงงานเพียง 6,000 คนเท่านั้น แม้ว่าจะมีการอ้างว่ารถยนต์เฟียตรุ่นที่ผลิตในอิตาลีจะเป็นรุ่นที่ซับซ้อนและทันสมัยมากกว่ารุ่นที่ผลิตในโปแลนด์ แต่ตัวเลขที่แสดงออกมาก็บอกให้รู้ว่าการลงทุนที่ประเทศอื่นดูน่าสนใจกว่าจริงๆ
อย่างไรก็ดี โชคก็ไม่ได้เข้าข้างกลุ่มเฟียตมากนัก ก่อนหน้านี้ กลุ่มเฟียตได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของ Confidustria หรือสภาอุตสาหกรรมของอิตาลี โดยจะมีผลในเดือนมกราคม 2012 ทั้งนี้เพื่อลดข้อจำกัดหลายๆ อย่างเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานและสวัสดิการที่มากเกินไป แต่ต่อมาไม่นาน FIOM (Federazione Impiegati Operai Metallurgici) ซึ่งเป็นกลุ่มสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของอิตาลี และพนักงานของกลุ่มเฟียตก็เป็นสมาชิกอยู่ ทำการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ แน่นอนว่ามีผลกระทบทันทีต่อกลุ่มเฟียตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจึงต้องเป็นกลุ่มเฟียตเองที่เข้าไปสัญญาว่าจะเพิิ่มการลงทุนภายในอิตาลีอีก 20 ล้านยูโรจนกระทั่งถึงปี 2014 แต่เรื่องการถอนตัวออกจากความเป็นสมาชิกก็ยังคงดูคลุมเครืออยู่
แต่โชคร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศอิตาลี กลับสวนทางกับนอกประเทศอย่างมากทีเดียว เมื่อ Marchionne ได้รับเลือกเป็นประธานของสมาคมผู้ผลิตยายนยนต์แห่งยุโรป (The European Automobile Manufacturers Association (ACEA)) ส่งผลให้หนทางในยุโรป(นอกประเทศอิตาลี)ของกลุ่มเฟียต ทั้งการขยายตลาดและการขยายฐานการผลิตูสดใสมากขึ้น
ประกอบกับการเข้าซื้อกิจการของ Chrysler เมื่อปี 2009 ของกลุ่มเฟียตส่งผลให้ใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2011 สองในสามของกำไรในกลุ่ม Fiat-Chrysler ที่คาดการณ์ว่าน่าจะมากกว่า 2.1 พันล้านยูโร มาจากยอดขายของ Chrysler ซึ่งกลายเป็นว่าจากกลุ่มเฟียตที่เคยเข้าอุ้มชู Chrysler ตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มาเป็น Chrysler ที่อุ้มชูกลุ่มเฟียตในปัจจุบันแทน
สถานการณ์ภายนอกไม่ได้ดูสดใสแค่ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มเฟียตอย่างอเมริกาเหนือและยุโรปเท่านั้น ก่อนหน้านี้ กลุ่มเฟียตก็ได้ร่วมลงทุนกับกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของจีนอย่าง กลุ่มยานยนต์กวางโจว (Guangzhou Automobile groups) เพื่อผลิตรถยนต์ Alfa Romeo ป้อนให้กับตลาดจีนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2012 ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 140,000 คัน
ในช่วง 3-11 ธันวาคม 2011 นี้ อิตาลีเองก็มีงานแสดงรถยนต์ครั้งใหญ่ ณ เมืองโบโลญญ่าคือ Bologna Motor Show 2011 แม้ว่าวันที่เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้น งาน Motor Show จะยังไม่จบ จึงไม่ได้มีตัวเลขยอดจองรถยนต์มาแสดงให้เห็นกัน แต่จากการได้ลงพื้นที่พูดคุยกับพนักงานขายที่นั่น ประกอบกับสถิติที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ก็แสดงให้เห็นสถานการณ์ที่ซบเซาของอิตาลีอย่างชัดเจน
พนักงานขายคนหนึ่งได้บอกว่า “ส่วนหนึ่งของยอดขายกลุ่มเฟียตมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลให้รถยนต์เฟียตเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการด้วย แต่เมื่อรัฐบาลปรับลดงบประมาณ ซ้ำด้วยการเตรียมปรับขึ้นภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาลอีก ก็ยิ่งส่งผลให้กำลังซื้อของชาวอิตาเลียนลดลงอย่างมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มเฟียตมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายตลาดต่างประเทศ และเข้าซื้อกิจการกลุ่มบริษัทรถยนต์อื่นๆ จนทำให้รายได้โดยรวมของกลุ่มบริษัทเฟียตยังเป็นบวกอยู่”
ในอดีต บริษัทยักษ์ใหญ่ของอิตาลีอย่างกลุ่มเฟียตที่เคยพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก โดยไม่เคยสนใจตลาดต่างประเทศ จนได้รับฉายาว่า FIAT = Failure In Automobile Technology หรืถ้าเลวร้ายกว่านั้นก็ FIAT = Fucking Italian Attempt at Transportation แต่อยู่ได้เรื่อยมาเพราะอาศัยสายสัมพันธ์กับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยอย่างเหนียวแน่น ซึ่งเป็นแบบแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทดั้งเดิมทั่วไปของอิตาลี คงถึงเวลาที่ต้องปรับตัวไปเป็นบริษัทที่มีแผนการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ เลือกทำเลการผลิตที่เหมาะสม และจับกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง โดยเน้นจุดขายคือความเป็นอิตาเลียนที่ดูดี อย่างเช่นบริษัทแฟชั่นที่ประสบความสำเร็จไปมากมายก่อนหน้านี้
นี่คงเป็นเหตุผลที่บริษัทยานยนต์ของอิตาลีเองก็เริ่มผนวกกับบริษัทแฟชั่น ซึ่งมีให้เห็นในกรณีของ Ferrari ไปพอสมควรแล้วก่อนหน้านี้ แต่ในงานนี้ที่โดดเด่นคือ FIAT และ Gucci ที่ออกรถยนต์รุ่น FIAT 500 by Gucci ออกมา
ที่สำคัญที่สุดคือ การปรับตัวอย่างที่ว่ามาก็ดูเหมือนไม่ง่ายสำหรับบริษัทที่อยู่ในโครงสร้างสังคมแบบประเทศอิตาลี แต่หลายฝ่ายก็หวังว่า วิกฤตครั้งนี้จะทำให้มันเกิดขึ้นได้ แต่ก็ด้วยความหวังอันริบหรี่เหลือเกิน
สำหรับบรรยากาศของงาน Bologna Motor Show 2011 ขอเชิญแวะเวียนเข้าไปดูได้ที่ Motor Show ที่ Italy หน้าตาเป็นอย่างไร? โดย [เสด-ถะ-สาด].com.




