Practical Report ฑูตญี่ปุ่นเปิดอก จะเป็นชาติสุดท้ายหากต้องไป แต่เสียดายโอกาสไทยเป็นผู้นำ

นายยูจิ คูมามารุ อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ การทำงานของรัฐบาลไทยในการแก้ปัญหามาบตาพุด รวมทั้งการสอบสวนหาผู้กระทำผิด อันเป็นเหตุให้นักข่าวชาวญี่ปุ่นจากสำนักข่าวรอยเตอร์ถึงแก่ชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ทำข่าวเหตุการณ์ความวุ่นวายในกรุงเทพมหานครก่อนหน้านี้ แต่จะขอให้กำลังใจและกระตุ้นให้รัฐบาลดำเนินการในด้านต่างๆให้มากขึ้นและรวดเร็วกว่านี้ “เรากำลังรอคอยความชัดเจนจากทั้ง 2 เรื่อง ซึ่งเราคาดหวังว่าจะได้ความชัดเจนในเร็ววัน ขณะเดียวกันก็สนใจประเด็นการปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังมีการพูดถึงกันมากในเวลานี้ด้วย”

อัครราชทูตญี่ปุ่นให้ความเห็นต่อปัญหามาบตาพุดกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ด้วยการลงลึกถึงไปในก้นบึ้งหัวใจของนักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ว่า ปัญหามาบตาพุดถือเป็นหัวข้อเดียวในขณะนี้ที่ญี่ปุ่นต้องการหยิบยกขึ้นมาเรียกร้องรัฐบาลไทย นี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าการแก้ ปัญหามาบตาพุดถือเป็นเรื่องสำคัญมากและต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

ที่ผ่านมาญี่ปุ่นพยายามแสดงความเห็น และเข้าหารือกับฝ่ายไทยในทุกระดับชั้นไม่เฉพาะในระดับสถานทูตแต่ครอบคลุมทั้งระดับนักธุรกิจ หอการค้า รัฐบาล และหน่วยงานราชการ ซึ่งก็พบว่าฝ่ายไทยให้การเปิดรับค่อนข้างดี

“เราตอกย้ำอยู่เสมอว่ามาบตาพุดต้องรีบทำยิ่งทำเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะนักลงทุนต้องการความชัดเจนไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุน เรายังพบด้วยว่าทุกคนรับฟังแต่ที่สุดแล้วกระบวนการยังคงล่าช้าเหมือนเดิม ล่าสุดยังถูกเลื่อนออกไปอีก 2 เดือน ในการออกประกาศกิจการที่เป็นอันตราย 18 ประเภท แต่เราก็ยังหวังว่า หลังจากนั้นไปจะมีความชัดเจนได้เสียที”

นายคูมามารุกล่าวด้วยว่า ปัญหาของนักลงทุนขณะนี้อยู่ที่ความไม่แน่นอนของนโยบาย ซึ่งทำให้ไม่สามารถตระเตรียมแผนการลงทุนใดๆได้เลย ขณะที่ขั้นตอนที่ออกมาภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นกังวล เพียงแต่ขอความชัดเจนเท่านั้นว่าจะต้องทำอย่างไรก็พอ เพราะการลงทุน และการทำธุรกิจอยู่ที่การประเมินขั้นตอนทั้งหมด และการคำนวณความเสี่ยงต่างๆนำไปสู่ต้นทุนการกู้ยืมเพื่อการลงทุน ซึ่งขณะนี้ ทุกขั้นตอนมีอันต้องหยุดนิ่งไปหมด

อัครราชทูตญี่ปุ่นกล่าวอีกว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดวงเฉพาะกับธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย แต่ขยายวงกว้างไปยังกลุ่มนักลงทุนจากประเทศต่างๆทั่วไปที่กำลังเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดและเห็นว่ารัฐบาลไทยไม่ควรประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่ำเกินไป “พวกที่เตรียมจะเข้ามาใหม่เขาไม่เคยเข้ามาลงทุนในไทยรวมทั้งในต่างประเทศในฐานะสถานทูต เราได้รับการติดต่อมามากมายว่าพวกเขากำลังรอคอยความชัดเจน”

เขาบอกกับเราด้วยว่า ในช่วงนี้มีกลุ่มทุนญี่ปุ่นจำนวนมากเตรียมขยายการลงทุนออกไปต่างประเทศ แน่นอนกลุ่มคนเหล่านี้มองโอกาสใหม่ๆสำหรับการลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก แม้จะถือเป็นการลงทุนครั้งแรกก็ตาม ฉะนั้นพวกเขาจึงต้องการข้อมูลมากและระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะยังไม่เคยออกต่างประเทศมาก่อน สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 มาโดยตลอดด้วยทำเลที่ตั้งต้นทุนในการทำธุรกิจ ตลอดจนความสัมพันธ์อันยาวนาน และบรรยากาศที่เป็นมิตรทำให้คนญี่ปุ่นถูกอัธยาศัยกับคนไทย แต่ปัญหามาบตาพุดที่ยังไม่มีความชัดเจนจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการดึงดูดธุรกิจญี่ปุ่นใหม่ๆ เหล่านี้ไป

“ถ้าเกิดอะไรขึ้นอาจพูดได้ว่าเราคงเป็นชาติสุดท้ายที่จะไปจากประเทศไทย และเราคงไปหลังนักลงทุนชาติอื่น ซึ่งน่าจะตัดสินใจได้ไวกว่า เพราะเราลงทุนในประเทศไทยมา กว่า 60 ปี คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่อยู่ๆจะจากไป เราจึงพยายามอย่างมากที่จะอยู่ แต่ที่สุดแล้วก็อย่างว่าคุณไม่มีวันรู้หรอกว่า อะไรจะเกิดขึ้น (Anyway, you never know) เพราะถ้าปัญหาต่างๆยังไม่จบลงเสียที เราก็คงต้องคิดอีกรอบ”

อัครราชทูตญี่ปุ่นกล่าวในตอนท้ายว่าที่สุดแล้วเขาเกรงว่าประเทศไทยอาจมีโอกาสที่จะสูญเสียความเป็นผู้นำในภูมิภาคไปและหากเป็นเช่นนั้น ญี่ปุ่นคงผิดหวังมาก เพราะญี่ปุ่นต้องการเห็นประเทศไทยคงบทบาทความเป็นประเทศผู้นำในภูมิภาคไว้และจะต้องเป็นผู้นำที่เข้มแข็งเช่นในอดีตที่ผ่านมาด้วย.

ที่มา – ไทยรัฐ

  • กกขนาก

    มาบตาพุดเสียหายไปเท่าไรแล้ว ไม่เห็นมีใครมาดูแลจริงจังเลย เล่นกันแต่ประเด็นการเมือง มาครองเมืองที่เศรษฐกิจห่วยๆ แล้วจะได้อะไรกัน