Practical Report อดีตผู้นำญี่ปุ่น เคยขอให้มะกันใช้นิวเคลียร์ถล่มจีน ถ้าเกิดสงคราม

สำนักข่าวเกียวโตรายงานว่า จากเอกสารรัฐบาลที่ถูกนำมาเปิดเผยใหม่ ได้ระบุว่า นายเอซากุ ซาโตะ (Eisaku Satō : 佐藤榮作) อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เคยขอให้สหรัฐอเมริกาใช้อาวุธนิวเคลียร์กับประเทศจีน หากเกิดสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นขึ้น ในปี พ.ศ. 2508 โดยคำขอนี้เกิดขึ้นในระหว่างการเยือนกรุงวอชิงตันครั้งแรกของผู้นำญี่ปุ่น ซึ่งเขาได้กล่าวกับนายโรเบิร์ต แม็คนามารา (Robert McNamara) รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐว่า กองทัพสหรัฐจะต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีจีนจากทางทะเล หากจำเป็นต้องทำ



นายกรัฐมนตรีซาโตะ ของญี่ปุ่น และประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน ในระหว่างการเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา (ภาพจาก กูเกิ้ล – ไลฟ์)

นายซาโตะเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ร่วมกับนาย ฌอน แม็คไบรด์ (Seán MacBride) ในปี พ.ศ. 2517 จากการที่เขานำญี่ปุ่นลงนามใน สนธิสัญญาการระงับการเพิ่มอาวุธนิวเคลียร์ และเขายังเป็นผู้แนะนำ”หลักการสามไม่ของนิวเคลียร์” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2510 ซึ่งได้แก่การ ไม่ผลิต, ไม่ครอบครอง และไม่แนะนำ อาวุธนิวเคลียร์ ข้อมูลใหม่ที่ถูกเปิดเผยนี้จึงแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของเขา ที่แสดงออกว่าเป็นผู้ไม่สนับสนุนนิวเคลียร์อย่างแข็งขันตลอดมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของท่าทีที่ไม่ไว้วางใจต่อจีน

หลังจากได้รับรางวัลโนเบลเพียง 1 ปีเขาก็เสียชีวิตอย่างสงบที่กรุงโตเกียว

ที่มา – The Standard, วิกิพีเดีย

  • pichaya

    สมควรเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อจริงๆ

  • http://www.palawat.com kan

    คุณ pichaya:
    มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่งมากนะครับ

    เรื่องนี้มองได้สองมุม ถ้ามองแบบ skeptic (ดังที่โทนของข่าวส่วนใหญ่มักนำเสนอ) คือซาโตะ ใช้ภาพความเป็นนักสันติวิธี – ต้านนิวเคลียร์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตนเอง เรื่องนี้ถูกปิดลับไปจนถึงเมื่อไม่นานนี้เอง นานทีเดียวหลังจากการเสียชีวิตของเขา

    ถ้ามองอย่างที่เราเข้าใจมนุษย์ ก็อาจมองได้ว่า ในด้านหนึ่งผมเชื่อว่าจากประสบการณ์ของญี่ปุ่นเองที่นางาซากิ และฮิโรชิมา ทำให้ซาโตะ ก็ต้องการต่อต้านนิวเคลียร์จริงๆ แต่ในอีกด้านหนึ่งเขาก็ต้องเผชิญความกดดันในเรื่องภัยคุกคามจากจีน (ในตอนนั้น) ภาวะขัดแย้งในใจคงสร้างแรงกดดันเป็นเวลานาน และคงสร้างความรู้สึกผิด เมื่อเขาทราบว่าเขาได้รับรางวัลโนเบลจึงเสียชีวิตในปีต่อมา นี่จึงเป็นโศกนาฏกรรม

    สุดแท้แต่คนมองล่ะครับ นี่จึงเป็นเสน่ห์ของการตีความประวัติศาสตร์ทีเดียว