Practical Report Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo! ลาออกจากบริษัทแล้ว

เจอร์รี่ หยาง (Jerry Yang) หนึ่งในผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Yahoo! ประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งในบริษัทแล้ว หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการบริหาร และเสื่อมอิทธิพลภายในบริษัทลงมาก

Jerry Yang (ภาพจาก Yahoo!)

ย้อนตำนาน Yahoo!

Yahoo! เป็นอีกหนึ่งตำนานของอินเทอร์เน็ตที่เริ่มดับแสงไปในช่วงหลังเนื่องจากยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดต่อเนื่อง จนโดน Google แซงหน้าในฐานะราชาแห่งวงการค้นหา

Yahoo! ก่อตั้งเมื่อปี 1994 โดยนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด 2 คนคือ Jerry Yang และ David Filo และผงาดขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่แห่งโลกอินเทอร์เน็ตได้ในเวลาอันสั้น Yahoo! เข้าขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อย่างยิ่งใหญ่ในปี 2000 และเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่เอาตัวรอดจากฟองสบู่ดอตคอมแตกในปี 2001 มาได้

แต่ช่วงหลังจากนั้น Yahoo! หันไปเน้นธุรกิจด้านสื่อ (คำบรรยายบริษัทบนหน้าเว็บของ Yahoo! ใช้คำว่า “Yahoo! is the premier digital media company”) โดยเน้นที่ธุรกิจเว็บพอร์ทัลและข่าวสาร แทนที่จะเป็นการค้นหาและบริการดัชนีเว็บแบบในสมัยก่อตั้งบริษัท

ยุทธศาสตร์ของ Yahoo! ดูเหมือนจะถูกต้องในเวลานั้น แต่คลื่นลูกหลังอย่างกูเกิลที่ก่อตั้งในปี 1998 สามารถปฏิวัติวงการค้นหาด้วยระบบการค้นหาที่เหนือกว่า (ซึ่งเป็นผลมาจากงานวิจัยระดับปริญญาเอกของ Larry Page และ Sergey Brin สองผู้ก่อตั้งกูเกิล) ก็ทำให้ธุรกิจพอร์ทัลเริ่มหมดความหมาย ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเลิกเข้าเว็บจากพอร์ทัลรวมข่าวสาร และหันมาใช้บริการเครื่องมือค้นหาของกูเกิลเพื่อหาสิ่งที่ต้องการแทน

Jerry Yang และ David Filo (ภาพจาก Yahoo!)

การรุกเข้ามาในธุรกิจสื่อออนไลน์ขอ Yahoo! เริ่มชัดเจนขึ้นในปี 2001 เมื่อบริษัทเปลี่ยนตัวซีอีโอมาเป็น Terry Semel อดีตผู้บริหารจากเครือสื่อ Warner Brother เพื่อมาเน้นธุรกิจสายนี้โดยเฉพาะ ตัวของ Semel นั่งบริหาร Yahoo! เป็นเวลาถึงหกปี พยายามนำ Yahoo! เปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสื่อออนไลน์เต็มตัว แต่ก็ปรับตัวเพื่อต่อกรกับกูเกิลในสายธุรกิจค้นหาไปพร้อมๆ กัน ความพยายามของ Semel สำเร็จในระดับหนึ่ง โดย Yahoo! กลายเป็นเว็บไซต์ที่มีคนเข้าเป็นอันดับต้นๆ แต่ความพยายามในการต่อสู้กับกูเกิลนั้นล้มเหลว สุดท้าย Yahoo! กลายเป็นบริษัทที่ดูไม่เท่อีกต่อไปในโลกไอที

Jerry Yang ที่ขยับขึ้นไปนั่งเป็นบอร์ดบริหารในยุคที่ Semel เป็นซีอีโอ จึงกลับมาเป็นซีอีโอแทนในปี 2007 เพื่อหวังจะใช้พลังและบารมีของผู้ก่อตั้งบริษัท ฟื้นฟูความโดดเด่นของบริษัทกลับคืนมา เหตุการณ์สำคัญในสมัยของ Jerry เกิดขึ้นในปี 2008 เมื่อไมโครซอฟท์ที่ไม่สามารถเจาะตลาดค้นหาของกูเกิลได้ เสนอซื้อกิจการของ Yahoo! ด้วยมูลค่ารวม 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เหตุการณ์ยืดเยื้ออยู่เกือบปี และจบลงด้วย Jerry บอกปัดข้อเสนอของไมโครซอฟท์ด้วยเหตุผลว่าได้ราคาต่ำเกินไป

Jerry ถูกผู้ถือหุ้นที่ไม่พอใจในเรื่องบอกปัดข้อเสนอกดดันให้ลาออก ซึ่งเขาก็ลาออกจากตำแหน่งซีอีโอช่วงปลายปี 2008 แต่ยังมีที่นั่งในบอร์ดเหมือนเดิม

Yahoo! จ้างซีอีโอหญิงฝีปากกล้า Carol Bartz มารับตำแหน่งแทนในช่วงต้นปี 2009 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อฟื้นฟูกิจการของบริษัทที่แย่ลงเรื่อยๆ แต่ช่วงเวลาเกือบ 2 ปีที่เธอทำงานกลับยังไม่สามารถแสดงสัญญาณของการฟื้นฟูได้เท่าที่ควร และเธอโดนปลดแบบฟ้าผ่าในเดือนกันยายน 2011

Yahoo! ใช้เวลาอีกหลายเดือนหาซีอีโอคนใหม่อีกครั้ง และล่าสุดเพิ่งได้ Scott Thompson อดีตผู้บริหารของ PayPal เข้ามารับเผือกร้อนชิ้นนี้

Scott Thompson ซีอีโอคนปัจจุบัน (ภาพจาก Yahoo!)

Yahoo! ยุคผลัดใบ

ในขณะที่ David Filo ผู้ก่อตั้งอีกคนหนึ่งไม่ได้มีบทบาทมากนักในบริษัทยุคหลัง Jerry Yang กลับยังมีบทบาทอย่างมากในการบริหารบริษัทในระดับของบอร์ด ว่ากันว่าเขามีส่วนสำคัญในการปลด Carol Bartz และสร้างวิกฤตสุญญากาศทางอำนาจภายในบริษัท

การลาออกของ Jerry ครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่าเขาไม่มีพื้นที่ในบริษัทอีกแล้ว เพราะผลงานในฐานะซีอีโอของเขายังเป็นที่กังขา (โดยเฉพาะการปฏิเสธข้อเสนอซื้อของไมโครซอฟท์) และบทบาทในฐานะบอร์ดบริหารก็ไม่ได้แสดงความโดดเด่นในการกู้วิกฤตของบริษัทแต่อย่างใด สุดท้ายแล้ว Jerry ก็เหลือเพียงความเป็น “ผู้ก่อตั้ง” ที่ยังเป็นบารมีให้เขาเท่านั้น

กรณีของ Jerry Yang เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทไอทีที่ผู้ก่อตั้งบริษัทเริ่มไม่มีบทบาทในกิจการแล้ว แนวคิดของ Yang อาจแปลกใหม่และสร้างสรรค์ในช่วงก่อตั้งบริษัท แต่อาจกลายเป็นเรื่องเก่าไปสำหรับการแข่งขันในปัจจุบัน นอกจากนี้สไตล์การทำงานแบบ “เถ้าแก่ผู้ก่อตั้ง” อาจเหมาะกับช่วงเริ่มกิจการที่บริษัทยังมีขนาดเล็ก แต่ไม่เวิร์คสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ และยังมีเรื่อง “ความกระหายต่อความสำเร็จ” ที่ Yang อาจสูญเสียไปหมดแล้วก็ได้

ปัญหาของ Jerry Yang ไม่ใช่เรื่องใหม่ของวงการไอที และผู้ก่อตั้งกิจการส่วนใหญ่มักโอนถ่ายภาระทางการบริหารไปยังผู้บริหารมืออาชีพมารับช่วงต่อ แล้วขยับตัวเองไปทำงานเฉพาะทางในเชิงเทคโนโลยีแทน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Bill Gates ที่บริหารงานของไมโครซอฟท์ไปช่วงหนึ่ง แล้วโอนหน้าที่ซีอีโอให้กับ Steve Ballmer แทน ส่วน Gates ก็หันไปจับงานทางเทคนิคและยุทธศาสตร์ของบริษัท ซึ่งเป็นความถนัดของเขามากกว่า

นอกจาก Jerry Yang แล้ว กลุ่มบุคคลที่นักลงทุนมองว่าเป็นปัญหาต่อ Yahoo! ก็คือบอร์ดบริหารปัจจุบัน ที่มีชื่อเสียงว่าดูแลบริษัทได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าหลังจากการลาออกของ Yang แล้ว ผู้ถือหุ้นอาจกดดันให้เปลี่ยนตัวบอร์ดบริหารครั้งใหญ่ ซึ่งอาจรวมไปถึงเก้าอี้ของ Roy Bostock ประธานบอร์ดของ Yahoo! ที่นั่งตำแหน่งนี้มายาวนานด้วย

การแก้ปัญหาที่ตัวบุคคลอาจเป็นบันไดขั้นหนึ่งของการปฏิรูป Yahoo! ให้กลับมาแข่งขันได้ แต่ในเนื้องานของบริษัทเอง ก็เป็นงานหนักของ Scott Thompson ซีอีโอคนปัจจุบันที่จะต้องหา “จุดยืนที่แตกต่าง” ให้กับ Yahoo! อีกครั้ง ก่อนจะสายเกินไป

อ้างอิง ประกาศลาออกของ Jerry Yang

  • Anonymous

    เขียนเห็นลำดับเหตุการณ์ได้เข้าใจง่ายครับ เห็นกราฟชีวิตของ yahoo ชัดเจนเลย