Practical Report Caesar บุรุษผู้ยืนอยู่หน้าทุกผู้คนในโลก

บทความนี้ คัดลอกและดัดแปลงเพียงเล็กน้อย จาก

นิตยสาร MBA ฉบับที่ 113 ประจำเดือน สิงหาคม 2008 หน้า 70-71
เนื้อหาหลักของเล่มนี้ ว่าด้วย “Shakespeare on Management” (เชคสเปียร์ ยอดนักบริหาร)

ขอได้รับคำขอบคุณจาก “ทีมงานเว็บไซด์” Siam Intelligence Unit
www.siamintelligence.com

ในบทความนี้จะพูดถึง “บทเรียนเชิงบริหาร” ที่ได้จากบทละครเรื่อง “Julius Caesar” แต่ที่ยกมานั้น คือ ส่วนเกริ่นนำ ซึ่งบรรยายถึง “บุคลิกภาพ Character” ของ Caesar มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาอาณาจักรโรมัน เขามีความเป็นเลิศในหลากหลายสาขาที่แตกต่างกัน ชีวิตมีความผันผวนสุดหยั่ง ทั้งทุกข์และสุข หวุดหวิดหวาดเสียวหลายครั้งครา เริ่มต้นด้วยความสำมะเลเทเมา สร้างหนี้สินมหาศาล แต่มากลับตัวได้เมื่อตอนอายุสามสิบสี่ หลังจากเกิดแรงบันดาลใจหน้ารูปปั้น “อเลกซานเดอร์มหาราช” โดยเปรียบเทียบกับตัวเองว่า อายุ 34 แล้วยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ขณะที่มหาบุรุษเบื้องหน้านั้น ครอบครองเกือบครึ่งค่อนโลก เมื่อตอนอายุเพียง 32

หลังจากวันนั้น ความสามารถในการรณรงค์สงคราม ร้องเรียงบทกวี ศิลปะการพูด การประพันธ์ การบริหารจัดการ และ การเมือง ฯลฯ ต่างเปล่งประกายออกมาจากตัว Caesar สร้างผลงานประกาศศักดายิ่งใหญ่แห่งมหาอาณาจักรโรมันจนถึงจุดสูงสุด ได้รับความชื่มชมเคารพรักจากมหาชนชาวโรม ขึ้นสู่สุดยอดของอำนาจการเมือง ที่ไม่มีชายชาวโรมันคนใดก่อนหน้านี้จะนึกฝัน แต่แล้วกลับต้องพบจุดจบอย่างเป็นปริศนา ใต้รูปปั้น “ปอมปีย์” ยอดนายพลโรมัน ผู้เป็นทั้งเพื่อน พันธมิตร และศัตรู ซึ่งได้ล่วงลับไปแล้วก่อนหน้านี้

ในภาวะวิกฤตหดหู่ช่วงนี้ จึงอยากให้แฟนพันธ์แท้ SIU ได้ชื่นชมดื่มด่ำรื่นรมย์ บรรเจิดแรงบันดาลใจ จากชีวิตของชายคนหนึ่ง ที่มีทั้งความผันผวนแห่งโชคชะตา ความสามารถไร้ขีดจำกัด และที่สำคัญ การทำงานหนัก แม้ในยามกรีธาทัพผ่านเทือกเขาแอลป์ที่สุดแสนโรแมนติค เขากลับไม่สนใจชื่นชมรื่นรมย์ความงาม หากหมกมุ่นแต่การประพันธ์หนังสือเสียนั่น

………………………………………………………………………………………………..

“Shakespeare on Management เชคสเปียร์ ยอดนักบริหาร”
องก์ที่ 3 การสร้างบทบาทในโลกธุรกิจ

“Things Won Are Done. Joy’s Soul Lies in the Doing.
ความสำเร็จย่อมต้องเริ่มจากการกระทำก่อน ความยินดีอยู่ที่การได้กระทำ”

การวางแผนกับการปฏิบัติตามแผนนั้นเป็นคนละสิ่งกัน การเปลี่ยนความตั้งใจให้เป็นผลลัพธ์ยังคงประกอบด้วยรายละเอียดของธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในยุคปัจจุบันหรือโรมัน กำไร เป็นเรื่องสำคัญ แต่ความสุขของการดำเนินธุรกิจ มักอยู่กับการได้ทำสิ่งใหม่ ๆ ทุกวัน เช่นเดียวกับที่คราสสิด้าได้กล่าวไว้ข้างต้นจากบทประพันธ์ Triolus and Cressida และ ในบทประพันธ์ Julius Caesar ซึ่งเป็นบทประพันธ์ที่คล้ายธุรกิจมากกว่าละคร ตัวละครเอกเป็นมนุษย์องค์กร (organization men) ผู้ซึ่งใช้เวลาส่วนมากในองค์กรและมีความเข้าใจในบทบาทของตนเองเป็นอย่างดี

บุคคลที่มีความใฝ่ฝันจะต้องสร้างทีมโดยการพิจารณาบุคคลอื่นๆ อย่างใกล้ชิด ผู้นำต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างทีมและแผนงานแม้ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้าย รับฟังความเห็นของส่วนรวมและสื่อถึงความต้องการของเขาอย่างแยบยลและประสบความสำเร็จ พวกเขาจะมีความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่องเพราะปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ปัญหาส่วนใหญ่จะได้รับการแก้ไข บทประพันธ์เชกสเปียร์ได้สร้างให้ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตัวละครแต่ละตัวจะต้องพบกับทางเลือกและต้องเผชิญกับสถานการณ์ด้วยความสามารถที่ดีที่สุด และแน่นอนว่าบางคนจะต้องมีข้อผิดพลาดและได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดี โดยสรุปตัวละครเหล่านี้ใช้ความขยันขันแข็งเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

บทนำ

โรม อยู่ในภาวะเฟื่องฟูทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการขยายตัวของอาณาจักรและประชาชนทั่วไปให้ความเคารพนับถือต่อผู้นำของพวกเขา จูเลียส ซีซาร์ แต่ขุนนางบางคนเช่น แคสเซียส กลับไม่นิยมในตัวจักรพรรดิ ไม่ใช่ไม่ชอบสิ่งที่ซีซาร์ทำ แต่ไม่ชอบคนที่เก่งกาจและจองหอง แคสเซียสนั้นเป็นผู้ที่เข้มแข็งและชาญฉลาด แต่มีความอ่อนแอซ่อนอยู่ภายในใจ เขามักบ่นเสมอว่า “ข้าแทบทนซีซาร์ไม่ได้” และมักจะประเมินผู้อื่นด้วยลักษณะที่คนคนนั้นปฏิบัติต่อเขา แคสเซียสนั้นต้องการกำจัด จูเลียส ซีซาร์ งานนี้ต้องใช้ความรวดเร็ว การรักษาความลับ และการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เพราะความสำเร็จเพียง 90 % ถือว่าไม่เพียงพอ

ความสามารถของแคสเซียสนั้นถือว่าเหมาะสมที่จะวางแผนการก่อการร้าย เขามีความกระตือรือร้นสูง เจ้าเล่ห์และมีความกล้าหาญอย่างที่ซีซาร์เรียกว่า “คนขลาดตายหลายครั้งก่อนที่พวกเขาจะตายจริง คนกล้าตายเพียงครั้งเดียว” ในงานครั้งนี้ แคสเซียสต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญเพราะในโครงการนี้เป็นโครงการที่ซับซ้อนและผู้บริหารที่ชาญฉลาดเข้าใจว่ามีบางสิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว

ในบทประพันธ์ของเชกสเปียร์นั้น มักพูดถึงกษัตริย์ที่ได้รับ “อำนาจจากสวรรค์ (divine right)” แต่พวกเขาส่วนใหญ่มักไม่มีอำนาจ แต่ในบทประพันธ์เรื่องนี้ เขาได้เขียนถึงมนุษย์ผู้สร้างทุกสิ่งด้วยตนเอง รวมทั้งการสร้างอำนาจจากสวรรค์ แม้ว่าจะปรากฏเพียงสามฉาก ด้วยบทพูดเพียง 150 ประโยค และตายในกลางเรื่อง จูเลียส ซีซาร์ยังคงเป็นตัวละครสำคัญของละครเรื่องนี้

ความสำเร็จของซีซาร์นั้นถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ เขาเป็นนักยุทธศาสตร์อัจฉริยะที่ขยายกรุงโรมจนถึงชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค และในระหว่างชัยชนะครั้งต่างๆ เขายังได้ขยายเศรษฐกิจของโรม ร่างกฏหมาย สร้างหอสมุด และสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ นอกจากนั้น ความสำเร็จส่วนบุคคลยังยิ่งใหญ่ โดยมีความสนใจทั้งด้านการปกครอง การราชการ ปรัชญา และกิจกรรมสาธารณะกุศล อาจกล่าวได้ว่า ความคิดของเขานั้นมีความสามารถสูงกว่ากองทัพของเขาเสียอีก ความสามารถด้านวรรณกรรมของซีซาร์เป็นที่ประจักษ์ในหนังสือที่เขาเขียน คือ Commentaries

ว่ากันว่า เมื่อครั้งที่เขาข้ามเทือกเขาแอลป์ เขาได้เขียนตำราไวยากรณ์และบทความด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ และในช่วงเวลาว่างเขาได้ประดิษฐ์ปฏิทินที่ใช้ในปัจจุบัน (และเดือนกรกฏาคม-July) ก็ถูกตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ในบทประพันธ์นั้นความสำเร็จของเขาเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป มาร์ค แอนโทนี เรียกเขาว่า “ผู้มีเกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก” และแม้แต่ศัตรูอย่างแคสเซียสยังยกย่องเขา บรูตัสเรียกเขาว่า “บุรุษผู้ยืนอยู่หน้าทุกผู้คนในโลก”

แต่เชกสเปียร์ยังคงสร้างภาพให้ซีซาร์เป็นปุถุชนธรรมดา แคสเซียสได้พูดถึงซีซาร์ในวัยเด็กที่เกือบจมน้ำตาย เมื่อพวกเขาว่ายน้ำด้วยกัน หรือเรื่องที่ซีซาร์หกล้มในที่สาธารณะ หรือเมื่อครั้งที่ซีซาร์เดินตรวจตราโดยทั่วไปและได้ขอให้แอนโทนีให้ “มาทางขวามือของข้า เพราะหูข้างนี้ของข้ามันหนวก” และด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ ซีซาร์ก็มีข้อบกพร่อง เขามักกล่าวว่าเขาไม่กลัวอะไร แต่ภรรยาของเขาสามารถทำให้เขากลัวจับใจเมื่อเธอได้เล่าความฝันของเธอให้ฟัง เขากล่าวว่า เขามั่นคงเหมือนกับดาวเหนือ แต่กลับกลัวที่จะไปทำงานในวันที่ 15 มีนาคม (Ides of March) เขากล่าวว่า ไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง แต่เขากลับมีชีวิตชีวาเมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชน และเขาก็ขาดความมั่นใจเมื่ออยู่คนเดียว ซีซาร์อาจเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็ประสบความสำเร็จมากเกินพอที่จะชดเชยข้อบกพร่องของเขา…

หมายเหตุ (เพิ่มเติมโดย “เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์” นักกลยุทธ์ประจำ SIU)

หากสนใจอยากรู้ประวัติของ Caesar สามารถติดตามภาคภาษาไทยได้ใน

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%AA_%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C

สำหรับ หนังสือชีวประวัติ Caesarที่ Shakespeare น่าจะใช้เป็นข้อมูลประกอบการประพันธ์ คือ ฉบับของPlutarch
ชาวกรีกท่านนี้ ได้เขียนชีวิตของผู้ยิ่งใหญ่ไว้มากมาย นับเป็นหนังสือ Classic ยิ่งใหญ่เล่มหนึ่งของโลก

http://classics.mit.edu/Plutarch/caesar.html

ที่ผมนำมาคือ ส่วนที่เป็นประวัติของ Caesar แปลโดย John Dryden กวีเลื่องชื่อคนหนึ่งของเกาะอังกฤษ แม้จะไม่ถึงระดับ Sublime (ยอดยิ่ง) เทียบเท่าShakespere และ Milton ก็ตาม
(นักเขียนอังกฤษที่ได้รับยกย่องระดับ Sublime มีเพียง 2 ท่านนี้เท่านั้น ผมได้รับข้อมูลนี้มาจากหนังสือ “ปริทรรศน์แห่งวรรณคดีอังกฤษ” แต่งโดย “เปลื้อง ณ นคร” ซึ่งน่าสนใจมาก)

นอกจากนี้ ยังมีหนังสือ “โลกเร้นลับของซีซาร์ฯ” ประพันธ์โดย “บรรยง บุญฤทธิ์”

http://www.se-ed.com/eShop/Book/BookDetail.aspx?no=9789747379624&TypeMCode=BK

ผมชอบตอนหนึ่งที่กล่าวไว้ประมาณว่า

“ซีซาร์จะนำหน้าทหารเข้ารบก่อนเสมอ บางครั้งก็ไม่ได้ใส่เกราะ แต่แปลกที่ว่า อเล็กซานเดอร์มหาราชที่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกันนั้น กลับได้รับบาดแผลเต็มตัว ขณะที่ไม่พบว่า ซีซาร์ได้รับบาดเจ็บใดๆเลย จากการสงคราม”

  • เจริญชัย

    วันนี้ไปสัมภาษณื คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์มาครับ

    ฟังแล้วทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น ทั้งในรายการและหลังไมค์

    ใครที่สนใจแนวคิดเชิงบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ ไม่ควรพลาด

  • http://g41act.multiply.com Ink

    รออยู่เลยครับ ผมสนใจอยากฟังมากเลยครับ ผมว่าคุณก่อศักดิ์นี่แหละครับ คนที่เก่งจริงๆ เป็น Role Model ของผมเลย

    BTW, เดี๋ยวนี้ SIU มี sponsor แล้วเหรอครับ ผมเห็นโฆษณาบนเว็บ :D

  • เจริญชัย

    อดใจสักหน่อยครับ น่าจะประมาณสัปดาห์หน้า

  • http://g41act.multiply.com Ink

    คุณเจริญชัยครับ ผมติดแหง๊กอยู่ครับ ไม่รู้จะกลัับบ้านได้ไหม :<

  • เจริญชัย

    ผมสงสารจริงๆครับ
    ถ้ายังไงก็คิดเสียว่า “พักผ่อน” อีกสักระยะ
    ไหนๆไปเรียนก็เหนื่อยเต็มที่
    เที่ยวให้ฉ่ำใจสักหน่อย

    Caesar ไปหมกตัวอยู่ในแคว้น Gaul (ฝรั่งเศส)
    ตั้งหลายปี
    สุดท้ายกลับมาอย่าง “ราชัน”

    บางทีการอยู่ต่างประเทศอีกสักหน่อย อาจได้พบอะไรดีๆ
    แบบในหนังสือ Angel inside ก็ได้นะ

  • http://g41act.multiply.com Ink

    ขอบคุณครับคุณจริญชัย ส่วนตัวผมแล้วผมจัดการได้ครับ แต่ผมสงสารพวกธุรกิจส่งออกที่มีกำหนดเวลาต้องส่งของ พวกธุรกิจท่องเที่ยวนเมืองไทยจับใจเลยครับ ถ้าผู้ประกอบการเหล่านี้ล้มละลาย จะต้องเลิกจ้างคนเท่าไหร่ พอเกิดการเลิกจ้างแล้ว มันจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ เป็นลูกโซ่เท่าไหร่ คนไม่มีเงิน ไม่มีอันจะกินนี่มันไม่มีจริงๆ นะครับ เค้าต้องอดตายเพียงเพราะว่าพันธมิตรไม่ได้ดังใจแค่นั้นเหรอครับ

    พันธมิตรมีคำตอบให้คำถามเหล่านี้ไหม เหมือนกับว่าต้องการให้ทุกคนเดือดร้อนกันหมด เพื่อตนจะได้สิ่งที่ตนต้องการ ผมว่านี่ไม่ใช่หลักการอหิิงสาที่ผมเคยสนับสนุนแล้วนะครับ

  • เจริญชัย

    กรณีนี้มันพูดยากนะครับ ผมอยากจะชี้แจงแบบนี้ (สมัยก่อนผมไม่เข้าใจ แต่เนื่องจากเคยได้ฟังคุณกานต์ lecture ทางการเมือง ทำให้ผมเข้าใจบางอย่าง และมาประยุกต์ใช้อธิบายเหตุการณ์นี้)

    1.คนส่วนใหญ่มักเป็น free rider ดังนั้น ปัญหาบ้านเมืองจึงถูกละเลย สุดท้าย พวกที่เข้ามาทำงานการเมือง จึงต้องหาค่าตอบแทนผ่านการเข้ามาทำงานแทน
    2. ความซวย คือ คนจน อาจจะอยากมีส่วนร่วม แต่เนื่องจากขาดความรู้ ขาดเวลา จึงทำให้ไม่มีส่วนกำหนดการเมือง พอถึงเวลาซวย คนจน ซวยหนักกว่าคนอื่น (ขณะที่ประหยัดเวลาในการไม่เข้าร่วมนั้น เท่ากัน)

    3. บางครั้ง เรามองแบบ “ผลประโยชน์” อย่างเดียวไม่ได้ สมัยก่อน ผมมองว่า ทำไม พันธมิตร และรัฐบาล จึงไม่คิดแบบถอยคนละก้าว อาจได้ประโยชน์ทั้งคู่ บ้านเมืองก็ได้
    แต่สำหรับเกมการเมือง บางครั้ง มันไม่เปิดโอกาสให้ทำ ไม่ใช่เพราะว่า แกนนำทั้งสองฝ่ายจะทำเพื่ออุดมการณ์นะครับ ไม่ใช่ แต่เพราะ Rule of Political Games มันไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น

    4. การปลุกระดมมวลชนนั้น บางครั้งคุณไม่เป็นตัวของตัวเอง แม้คุณจะได้รับการยื่นข้อเสนอที่คุณพอใจแล้ว แต่คุณก็หยุดมันไม่ได้ เพราะมวลชนอาจไม่พอใจ และหนีจากคุณไป
    ฝ่ายรัฐบาลก็เช่นกัน บางครั้ง การถอยให้พันธมิตร อาจดีกว่า แต่ก็อาจทำให้ “มวลชนเสื้อแดง” ไม่พอใจ

    5. การเมืองสามารถยุติด้วยการไม่นองเลือดได้ โดยการแสวงหา Equilibrium เพียงแต่ว่า จุดสมดุลนั้น อาจไม่ใช่ อย่างที่เราคิด บางทีอาจเป้นการรับฟัง หรืออาจเป็นอย่างอื่น อันนี้ผมไม่แน่ใจเพราะไม่เชี่ยวชาญด้านนี้

    6. การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนั้น บางครั้งต้องอาศัย Paradigm Shift และผมคิดว่า ปัญหาครั้งนี้มันคือ รากฐาน มันเป็นจุดก้าวกระโดดที่ต้องเปลี่ยน ดังนั้น คำตอบจึงไม่อาจแก้ได้โดยคนเก่าๆ คนรุ่นใหม่เท่านั้นที่แก้ได้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

    7.จากข้อ 3-6 ทำให้ผมเห็นใจ และเข้าใจพันธมิตร รวมถึงรัฐบาล มากขึ้น เกมส์มันไม่ง่าย ผู้เล่นก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง ที่สำคัญ คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็น “คนรุ่นเก่า” แต่ปัญหากลับใหม่กว่ามาก และไม่สามารถแก้ด้วย “วิธีคิดแบบเดิม”

    8. Kuhn ผู้เป็นเจ้าของแนวคิดเรื่อง Paradigm Shift นั้น เคยแสดงความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงความคิดในวงการวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในสมัยของไอนสไตน์ ไม่ใช่เกิดจากคนรุ่นเก่ามายอมรับ แต่เกิดจากคนรุ่นเก่าตายไป และบางส่วนก็เกิดจากคนที่เคยทำงานสายอื่นมาก่อน เพราะคนเหล่านี้จะไม่ติดในกรอบเดิม

    http://astore.amazon.com/siaminteunit-20/detail/0226458083

    http://astore.amazon.com/siaminteunit-20/detail/0674171039

    9. บ้านเมืองต้องการแก้ปัญหาใน 2-3 ปีนี้ ซึ่งบางทีเราอาจรอให้คนรุ่นเก่าตายไม่ได้ ดังนั้น คนรุ่นใหม่ จึงต้องผนึกพลัง และเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

    อย่าดูถูกพลังของตัวเอง อย่าดูถูกพลังของ Paradigm Shift

  • Lert

    ส่วนใหญ่ผมเห็นด้วยกับพี่บิ๊กนะ … เป็นคนเล่นเกมย่อมมีแฟคเตอร์แฝงมากกว่าเหล่านักวิเคราะห์อยู่แล้ว …

    ผมเห็นแย้งนิดหน่อย …. ถึงจะเป็นคนรุ่นเก่า แต่ผมเชื่อว่ากรอบของแต่ละคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่ต้องรอคนรุ่นใหม่แบบที่พี่บอก ขึ้นอยู่กับว่าเขาเหล่านั้นสลัดกรอบนั้นได้หรือไม่ …. ในกรณีนี้ ผมมองว่าการเมืองใหม่ของพันธมิตร อาจจะเป็นกรอบใหม่ที่คนรุ่นเก่าเหล่านั้นแสวงหาอยู่ ในขณะที่ฝั่งทักสินเองก็กำลังหากรอบใหม่เช่นกัน …. ทั้งนี้ กรอบใหม่อาจเกิดจากพวกเขาเอง หรือเกิดจากคนกลุ่มอื่นก็ได้ หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้

    …. ลองคิดกันดูเล่นๆ นะครับ ว่าคนเดินเกมทั้งสองฝ่ายกำลังคิดอะไรในใจ ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้มองเห็นเกมไปจนสุดกระดานแล้ว หรืออาจจะเหลือแค่หมากปิดกระดานเท่านั้น ที่เราคิดๆ กันอยู่นี้ ทำไมเขาจะคิดไม่ได้??

  • เจริญชัย

    เห็นด้วยว่า เปลี่ยนได้
    แต่อาจจะมีจำนวนที่น้อยเกินไปจนไม่มีมัยสำคัญ หรือถูกขัดขวางโดยคนรุ่นเดียวกันที่ยังไม่เปลี่ยน

    จริงๆ อยากบอกว่า มีหลายเรื่องที่น่าจะพูดคุย แต่ก็ไม่ค่อยอยากแสดงความเห็นมากนัก แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว 555