Practical Report กษิตพูดถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ็อปกินส์

นาย กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวปาฐกถาเรื่อง “การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทย” (Political and Economic Developments in Thailand) เมื่อวันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2553 ที่วิทยาลัยนานาชาติศึกษาชั้นสูง (School of Advanced International Studies หรือ SAIS) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ็อปกินส์



โดยส่วนใหญ่ของคำปาฐกถาได้กล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการขัดแย้งอย่างรุนแรงในปัจจุบัน แต่เขาก็มองอย่างแง่ดีว่าพลังต่างๆในสังคมไทยจะสามารถบรรลุถึงข้อตกลงกันได้ในการพูดคุยกัน และว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยเปรียบเสมือนกติกาการเล่นบาสเก็ตบอลที่มีผู้เล่นอยู่ 5 คน จึงง่ายต่อการทำความเข้าใจและแบบแผนของมัน แต่ในปัจจุบันมีลักษณะที่ประกอบด้วยผู้เล่นหลากหลายและมีจำนวนมากขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนการเล่นอเมริกันฟุตบอล โดยในปัจจุบันสังคมไทยก็ยังไม่สามารถทำความตกลงกันได้ว่าจะเดินหน้ากันไปอย่างไร

อย่างไรก็ตามในตอนหนึ่งของคำปาฐกถา นาย กษิตได้ระบุด้วยว่า ประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปสถาบันต่างๆ อย่างถ้วนหน้า อาทิเช่น สถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันกองทัพ ให้มีลักษณะก้าวหน้าเหมือนอย่างในประเทศพัฒนาแล้ว และสังคมไทยจะต้องกล้าพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มากขึ้น (คำบรรยายช่วงนี้อยู่ใน นาทีที่ 33:37) โดยท่านผู้สนใจสามารถคลิ้กเข้าฟังการบรรยายได้ที่ Thai Foreign Minister Kasit Spoke at SAIS on April 12

ด้วยคำปาฐกถาในลักษณะนี้ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) ในสังคมไทย (ดังที่นาย กษิต เองก็กล่าวถึงด้วยในคำปาฐกถา) โดย นาย กษิต กล่าวว่า “It is a process that we have to go through, and we should be brave enough to go through all of this and even talk about the taboo subject of monarchy.” หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์ ถึงกับระบุว่า “รัฐบาลไทยวางระยะห่างออกจากการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ครั้งนี้ของนาย กษิต” โดยอ้างคำสัมภาษณ์ของนายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล ซึ่งเขาได้ระบุเพียงสั้นๆว่า “รัฐบาลไม่มีความเห็นใดกับปาฐกถานั้น และนั่นไม่ใช่นโยบายอย่างเป็นทางการ แต่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว (ของนาย กษิต)”

ทั้งนี้ นาย กษิต ยังได้กล่าวถึง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ด้วยว่า “เขาจะต้องกลับมารับโทษจำคุก ก่อนจะพูดถึงเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษใดๆ”

ที่มา : เรียบเรียงจาก NYTimes