คุฏบะฮฺ (คำเทศนา) ของผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน : อายะตุลลอฮฺสัยยิดอะลี คอเมเนอีย์ ที่มหาวิทยาลัยเตหะราน
June 22, 2009
เพื่อความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่านอย่างรอบด้านของท่านผู้อ่าน SIU ตัดสินใจนำเอา “คำแปล” ของคุฏบะฮฺ (คำเทศนา) ของผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน อายะตุลลอฮฺสัยยิดอะลี คอเมเนอีย์ ที่มหาวิทยาลัยเตหะราน เมื่อวันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2009 ซึ่งใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยมีประชาชนชาวอิหร่านเข้าร่วมนมาซและร่วมให้สัตยาบันต่อผู้นำทางจิตวิญญาณและการปฏิวัติอิสลามเป็นจำนวนมาก
คำแปลนี้จัดทำขึ้นโดย คุณสายธารพิสุทธิ์ จากเว็บไซต์ อิสลามิคโฮมเพจ แปลจาก TABNAK (ดูความหมายบางส่วนจากการแปลอัตโนมัติที่ Google Translation)
หมายเหตุ :- ส่วนที่เป็นฟอนท์สีแดงตัวอักษรหนา ส่วนใหญ่จะหมายถึงช่วงที่ประชาชนพึงพอใจและกล่าวตักบีรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ
ในขณะที่ท่านผู้นำเดินเข้าสู่สถานที่นมาซ ประชาชนได้กู่ก้องร้องตะโกนคำขวัญ :-
“ขออุทิศโลหิตในเส้นเลือด เป็นของขวัญแด่ผู้นำของเรา” ,
“กองทัพนี้เดินทางมาเพราะความรักท่านผู้นำ” ,
“ลับบัยกะ ยา คอเมเนอีย์ คือลับบัยกะ ยา หุสัยน์” (การตอบคำเรียกร้องคอเมเนอีย์ คือการตอบคำเรียกร้องของหุสัยน์),
“เราพร้อมแล้ว ขอเพียงคอเมเนอีย์ประกาศญิฮาด”
นอกจากนี้ ประชาชนได้กล่าวแสดงความรักความผูกพันอย่างสุดซึ้งต่อท่านผู้นำเป็นเวลายาวนาน ก่อนที่ท่านจะเริ่มอ่านคุฏบะฮฺ (เทศนา)
ท่านผู้นำได้ชี้ให้เห็นถึงวิกฤติ – อุปสรรคปัญหานานัปการที่ถาโถมสู่รัฐอิสลามตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
ทว่า นาวาแห่งการปฏิวัติที่แล่นอยู่ในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยคลื่นลมและมรสุมร้ายไม่เคยประสบกับความอัปปาง
สิ่งนี้บ่งชี้ถึงความกรุณาปรานีอันหาที่เปรียบมิได้ของพระผู้เป็นเจ้า
ดังนั้น ขอให้ประชาชนช่วยกันพิทักษ์รักษาความโปรดปรานนี้ให้คงอยู่อย่างสถาพร
ท่านผู้นำยังย้ำเตือนว่า จงอย่าให้ทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างกันกลายเป็นเงื่อนไขให้เราต้องหลงลืมพระองค์
จงอย่าให้ความไม่ลงรอยกันทำให้เราลืมอุดมการณ์และเป้าหมายจนไม่รู้ว่าจะเดินไปสู่ทิศทางใด ?
และจะไปอย่างไร ?
ประชาชนของเราเป็นผู้มีศรัทธามั่น แม้กระทั่งผู้คนที่ดูผิวเผิน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ทว่า ภายในหัวใจของพวกเขากลับมีศรัทธาที่มั่นคง
ในคุฏบะฮฺแรก ท่านผู้นำ ได้เรียกร้องเชิญชวนให้ประชาชนมีความตักวา – ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ เตือนให้ระมัดระวังคำสั่งใช้ของพระองค์ และพยายามขัดเกลาตัวตนให้ผ่องแผ้วอยู่เสมอ
ในคุฏบะฮฺที่สอง ท่านผู้นำได้เข้าสู่ประเด็นการเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ว่า
“ข้าพเจ้าจะขอกล่าวถึงคน 3 กลุ่มต่อไปนี้คือ :-
ลำดับแรก ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงประชาชนผู้มีเกียรติของเรา
ลำดับที่สอง ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงนักการเมือง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสี่ท่าน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกตั้งครั้งนี้
ลำดับสุดท้าย ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงเหล่าผู้นำประเทศมหาอำนาจและสื่อสารมวลชนที่ขึ้นตรงกับพวกเขาทั้งหมด
สำหรับประชาชนผู้มีเกียรติชาวอิหร่าน
ประเด็นแรกเกี่ยวกับประชาชนผู้มีเกียรติที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงก็คือ ท่านทั้งหลายคู่ควรต่อการยกย่องเทอดทูนและคู่ควรต่อการกล่าวคำขอบคุณ
ข้าพเจ้าไม่ชอบที่จะกล่าวกับคู่สนทนาเกินเลยไปจากความเป็นจริง
แต่สำหรับในครั้งนี้ ไม่ว่าข้าพเจ้าจะกล่าวเช่นไร ก็คงไม่มีข้อตำหนิ เพราะพวกท่านได้ปฏิบัติภารกิจที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ
การเลือกตั้งเมื่อวันศุกร์ที่ 22 โครฺดอด (12 มิถุนายน 2009) เป็นการสำแดงพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่กลั่นออกมาจากจิตใจของประชาชนในการกำหนด ชะตากรรมของประเทศ
คนหนุ่มคนสาวที่เป็นชนรุ่นใหม่ของเรามีความตื่นตัวทางการเมือง เสมือนที่ชนรุ่นแรกของการปฏิวัติได้เคยสำแดง
เพียงแต่มีข้อแตกต่างตรงที่ในช่วงแรกของการปฏิวัติและทำสงครามกับอิรักนั้น เต็มไปด้วยความคุกรุ่นและผูกพันกับการปฏิวัติและสงคราม
ทว่า บัดนี้ สิ่งเหล่านั้นได้อันตรธานหายไปแล้ว ถึงกระนั้น จิตสำนึกและความรับผิดชอบที่ทรงคุณค่าของประชาชนก็ยังคงมีต่อประเทศชาติและ การปฏิวัติอย่างไม่เสื่อมคลาย
การเลือกตั้งในครั้งนี้ คือแผ่นดินไหวทางการเมืองสำหรับศัตรูของพวกท่าน !
ทว่า เป็นการเฉลิมฉลองครั้งประวัติศาสตร์สำหรับมวลมิตรของพวกท่าน
เป็นการให้สัตยาบันกับท่านอิมามและการปฏิวัติอีกคำรบหนึ่ง
เป็นการเปิดโอกาสให้ลมหายใจครั้งใหม่เข้ามา
และให้นาวาแห่งรัฐอิสลามได้ขับเคลื่อนก้าวไปอย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้ง
การเลือกตั้งที่อยู่บนบรรทัดฐานแห่งเสียงของปวงชนที่ยึดมั่นในศาสนา (ประชาธิปไตยแบบอิสลาม = ผู้แปล) ในครั้งนี้ ได้สร้างความตะลึงงันให้กับประชาคมโลก
และทำให้ประชาคมโลกได้ประจักษ์ว่าระบอบประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในคุณค่าของศาสนานั้นเป็นเช่นไร ?
ความเชื่อมั่นในระบบ (อิสลาม) ได้สำแดงออกมาในการเลือกตั้งครั้งนี้
ในขณะที่เหล่าศัตรูพยายามกระชากความเชื่อมั่นนี้ไปจากประชาชน
ความเชื่อมั่นที่ถือเป็นต้นทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบ (อิสลาม) เหล่าศัตรูต้องการกระชากความเชื่อมั่นนี้ไปจากพวกท่าน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ความเสียหายของมันจะร้ายแรงยิ่งกว่าการเผาธนาคารและรถบัสหลายเท่าทวีคูณ
การแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นการขับเคี่ยวที่เป็นไปด้วยความอิสระเสรี จริงจัง และโปร่งใสอย่างแท้จริง
ทุกคนต่างได้เห็นเป็นประจักษ์พยานว่าการขับเคี่ยวกัน การแข่งขัน และการ DEBATE เป็นไปอย่างโปร่งใสชัดเจน ถึงขนาดฝ่ายคัดค้านสามารถนำเสนอเหตุผลของตนอย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องน่า เชื่อถือในระดับที่น่าพอใจ
ผู้สมัครชิงชัยการเลือกตั้งทั้งสี่ท่านล้วนเป็นผู้มีส่วนสัมพันธ์และมีบทบาทกับรัฐอิสลาม
ท่านหนึ่งคือประธานาธิบดีรัฐอิสลามผู้ปวารณาตนรับใช้ประชาชน และเป็นคนที่เชื่อถือได้
ท่านหนึ่งคือ (อดีต) นายกรัฐมนตรีในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นประธานาธิบดี 8 ปี
ท่านหนึ่งคือผู้บัญชาการรบในช่วงสงครามพิทักษ์อันศักดิ์สิทธิ์ (ในการรบกับอิรักเป็นเวลา 8 ปี)
ท่านหนึ่งคืออดีตประธานรัฐสภา 2 สมัย
เป็นการขับเคี่ยวแข่งขันกันระหว่างผู้มีบทบาทต่อรัฐอิสลาม ระหว่างองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการปกครองซึ่งข้าพเจ้ารู้จัก มักคุ้น รู้จักคุณสมบัติและวัตรปฏิบัติของทั้งสี่ท่านดี และได้มีโอกาสร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับท่านทั้งสี่
อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าข้าพเจ้าจะยอมรับทัศนะหรือแนวคิดทุกอย่างของทุกคน และข้าพเจ้าเชื่อว่าบางท่านมีความเหมาะสมคู่ควรในการรับใช้ประเทศ (ในฐานะประธานาธิบดี = ผู้แปล) มากกว่าท่านอื่น ๆ
ทว่า การตัดสินชี้ขาดเป็นหน้าที่ของประชาชน
ความในใจของข้าพเจ้าไม่เคยถูกแพร่งพรายให้กับใครทั้งสิ้น และมิใช่วิสัยที่จะต้องแพร่งพรายความในใจในเรื่องนี้
การถกเถียง – ทะเลาะกันในการเลือกตั้ง เป็นการทะเลาะกันภายในระบบ ไม่ใช่ทะเลาะเบาะแว้งนอกระบบ … ประชาชนก็ต้องปฏิบัติไปตามกฎระเบียบ อยู่ภายใต้ระบบ
DEBATE ในทัศนะของท่านผู้นำ
ข้าพเจ้าก็นั่งชมการถ่ายทอดสดการดีเบทของผู้สมัครรับเลือกตั้งเหมือนกับพี่น้องประชาชนทั้งหลาย
หลัก ๆ ของการดีเบทเป็นไปด้วยดี และยังสามารถ “ซัดปาก” ของบางคนที่กล่าวหาว่าเป็นแค่ “ละคร” ที่ “เตี๊ยม” กันมาก่อน
การดีเบทครั้งนี้มีทั้งส่วนที่ดี – มีทั้งส่วนที่บกพร่อง
ในส่วนที่ผู้สมัครทุกท่านได้แสดงทัศนะออกมาอย่างโปร่งใสและเป็นไปอย่าง ลื่นไหล และสามารถดึงให้อีกฝ่ายตอบข้อข้องใจได้นั้น ถือเป็นจุดเด่นและเป็นผลบวก
ทว่า ในหลาย ๆ กรณีที่การดีเบทครั้งนี้เป็นไปเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม สร้างรอยด่างดำให้กับยุคปัจจุบันและอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย
ในส่วนที่เกี่ยวกับการกล่าวหา – ใส่ร้าย
มีข้อกล่าวหาจำนวนหนึ่งที่ปราศจากหลักฐานและข้อพิสูจน์ มีคำพูดที่พาดพิงถึงรัฐบาลนี้ (อะหฺมะดีย์นิญอด = ผู้แปล) และรัฐบาลก่อน ๆ อย่างขาดความชอบธรรม ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้อารมณ์เข้าห้ำหั่นโดยแทรกคำให้ร้ายเข้าไปในถ้อยคำ ที่ดี ๆ ของตน สิ่งนี้มีด้วยกันทั้งสองฝ่าย (คู่ดีเบท)
ข้าพเจ้าในฐานะผู้อ่านคุฏบะฮฺ ซึ่งคุฏบะฮฺเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการนมาซวันศุกร์ที่จะต้องกล่าวแต่ความจริง ล้วน ๆ (เงื่อนไขหนึ่งของนมาซวันศุกร์คือการอ่านคุฏบะฮฺ และเงื่อนไขหนึ่งของคุฏบะฮฺคือการกล่าวแต่ความจริง = ผู้แปล)
คู่กรณีที่ดีเบทกันล้วนต่างมีข้อบกพร่องทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาใส่ร้ายอย่างสาดเสียเทเสียอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อ ประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฎหมาย ซึ่งการกล่าวหาใส่ร้ายได้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายเดือนก่อนการเลือกตั้งด้วยซ้ำ ….
กล่าวหาใส่ร้ายว่าประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฎหมายเป็นคนโกหกตะลบตะแลง ….
กล่าวหาใส่ร้ายประธานาธิบดีอย่างน่าละอายที่สุด เช่น กล่าวหาว่าเป็นคนลวงโลก เป็นต้น
ในขณะที่อีกฝ่ายได้ลดดีกรีการปฏิวัติอิสลามที่มีมาเนิ่นนานตลอด 30 ปีให้ขาดความน่าเชื่อถือลงไป
ในดีเบทหลายครั้งได้มีการพยายามเอ่ยนามบุคคลสำคัญที่ได้ทุ่มเทเสียสละให้กับระบบการปกครองตลอดชีวิตของตน
ปกติ ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวนามบุคคลใดในคุฏบะฮฺ
แต่เนื่องจากหลายคนถูกเอ่ยนามในการดีเบทหลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงจำต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านเหล่านั้น ณ ที่นี้ โดยเฉพาะ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ (รัฟซันญานีย์) และ ฯพณฯ นาฏิก นูรีย์
ข้าพเจ้ารู้จักมักคุ้นกับ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ มานับตั้งแต่ปี 1336 (1957 – 2500) กล่าวคือตั้งแต่ 52 ปีที่แล้ว ท่านผู้นี้คือแกนนำสำคัญของขบวนการต่อสู้และการปฏิวัติมาโดยตลอด ข้าพเจ้ารู้จักอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่ยุคสมัยที่มีการต่อสู้
ภายหลังการปฏิวัติอิสลาม ท่านก็ยังคงมีบทบาทสำคัญที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างท่านอิมาม (โคมัยนีย์) และหลังจากนั้นก็ยืนหยัดอยู่เคียงข้างข้าพเจ้าจวบจนกระทั่งถึงวันนี้
ท่านเกือบจะเป็นชะฮีดครั้งแล้วครั้งเล่า และได้เสียสละทรัพย์สินของตนเพื่อการปฏิวัติ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เยาวชนคนหนุ่มสาวควรจะต้องรับรู้
หลังการปฏิวัติเป็นต้นมา เราไม่เคยพบว่าท่านจะทำตัวหมางเมินและเหินห่างจากการปฏิวัติ
อย่างไรก็ตาม ในหลาย ๆ กรณีที่ข้าพเจ้ามีทัศนะที่ขัดแย้งกับ ฯพณฯ ฮาชิมีย์ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
ทว่า ประชาชนจะต้องไม่ตีความและเข้าใจไขว้เขวสับสน
นอกจากนี้ ระหว่างท่านกับประธานาธิบดี (คนปัจจุบัน) ก็มีความขัดแย้งกันในทางความคิด ทั้งนโยบายต่างประเทศ นโยบายภายใน นโยบายด้านวัฒนธรรมนโยบายทางเศรษฐกิจ ฯลฯ
ทว่า ทัศนะของประธานาธิบดีมีความใกล้เคียงสอดคล้องกับทัศนะของข้าพเจ้ามากกว่า
กรณีของ ฯพณฯ นาฏิก นูรีย์ ก็เช่นกัน ท่านเป็นบุคคลที่ใช้ประชาชน และไม่มีข้อคลางแคลงสงสัยในความเป็นผู้มีจิตใจผูกพันกับการปฏิวัติและรัฐ อิสลามแต่อย่างใด
ข้าพเจ้าได้กล่าวตักเตือนประธานาธิบดีนับตั้งแต่ช่วงนั้น (หลังจากวันดีเบทกับมีรฺหุสัยน์ มูสาวีย์ = ผู้แปล) แล้ว เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าผลลัพท์ที่ดีจะต้องค่อย ๆ ปรากฎในภายหลัง
การแข่งขันได้สิ้นสุดยุติลงแล้ว ประชาชนที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครทั้งสี่ โดยมีเนียตกุรฺบะตัลอิลัลลอฮฺ (เจตนาเพื่ออัลลอฮฺ) จะต้องได้รับรางวัลตอบแทนจากพระองค์ อินชาอัลลอฮฺ
แถวแห่งการปฏิวัติจำนวน 40 ล้านเสียง คิดเป็น 85 เปอร์เซนต์ของผู้มีสิทธิออกเสียง มิใช่แค่เพียง 24 ล้าน 5 แสนเสียงที่ลงคะแนนให้กับประธานาธิบดี (หมายถึงผู้ที่ผูกพันกับการปฏิวัติมิได้มีเพียงแค่ 24 ล้าน 5 แสนคนที่ลงคะแนนให้กับอะหฺมะดีนิญอด ทว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง 40 ล้านคนต่างมีความรักความผูกพันต่อการปฏิวัติเหมือนกัน = ผู้แปล)
คำตอกย้ำให้ยอมรับเสียงสวรรค์ของปวงชน
ท่านผู้นำได้กล่าวย้ำอีกครั้งว่า :- “คะแนนเสียงที่แตกต่างกันถึง 11 ล้านเสียง แล้วจะฉ้อโกงด้วยวิธีใด ?
ถึงกระนั้น ถ้ามีใครข้องใจในผลการเลือกตั้ง ก็ต้องดำเนินไปภายใต้กรอบขอบเขตของกฎหมาย
ข้าพเจ้าจะไม่มีวันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบิดอะฮฺ (ความคิดอุตริ) ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ถ้าวันนี้กรอบกฎหมายถูกทำลายลงไป จะไม่มีการเลือกตั้งใดในอนาคตบริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่อไป
ถ้อยคำถึงนักการเมือง
ท่านผู้นำได้เรียกร้องให้นักการเมืองทั้งหลายยุติความคิดที่สุดโต่ง โดยท่านกล่าวว่า ถ้านักการเมืองระดับแกนนำเหล่านั้นยังไม่ลดลาวาศอกต่อกัน ไม่ว่าจะทำไปโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในผลลัพท์ของมันก็คือพวกคนเหล่านั้นนั่นเอง …
จงจับตามองมือลึกลับของพวกต่างชาติที่ไม่หวังดีให้จงหนัก
บทพิสูจน์ว่าประชาชนต้องการใคร คือคะแนนเสียงในหีบบัตร มิใช่การออกมาเดินขบวนบนท้องถนน
ถ้าภายหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างชักชวนกองเชียร์ให้ออกมาเดินขบวนบนท้องถนน
แล้วจะมีการเลือกตั้งเพื่ออะไร ?
ความผิดของประชาชนอยู่ตรงไหน ?
ประชาชนมีความผิดอะไรที่จะต้องไปชักชวนพวกเขาให้ออกมาเผชิญหน้ากัน ?
ในส่วนของพวกก่อการร้าย โอกาสใดเล่าที่จะวิเศษเท่าการแฝงเร้นเข้าไปในหมู่ประชาชนในสภาวการณ์เช่นนี้ ?
ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเลือดของผู้คนที่ต้องหลั่งในครั้งนี้ ?
สภาพเช่นนี้ทำให้หัวใจผู้คนคุกรุ่นไปด้วยโลหิต
ลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศในมหาวิทยาลัยซิ
ลองเข้าไปสัมผัสกับเยาวชนคนหนุ่มสาวซิ
ลองเข้าไปสัมผัสกับนักศึกษาที่เป็นศรัทธาชนที่รักและหวงแหนการปฏิวัติซิว่าพวกเขามีความรู้สึกเช่นไร ?
ไม่ใช่ไปสัมผัสกับพวกที่พยายามสร้างสถานการณ์ ปลุกปั่น ยุแยงตะแคงรั่วให้เกิดการจลาจล
คำเตือนถึงนักประท้วงข้างถนน
การใช้กำลังคุกคามตามท้องถนนหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติวิธีการเช่นนี้
และถ้ายังไม่ยอมหยุดยั้ง พวกเขาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพท์ที่ติดตามมาทั้งหมด
เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ที่เพ้อฝันว่าการใช้วิธีกดดันบนท้องถนน จะสามารถบีบคั้นให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยอมจำนน
อย่าลืมว่าการบีบบังคับให้เป็นไปตามอำเภอใจโดยผิดกฎหมายนั้น คือการเริ่มต้นใช้อำนาจเผด็จการ ….
ใครก็ตามที่ยังจะใช้วิธีการนี้ต่อไป เมื่อถึงเวลานั้น ข้าพเจ้าจะออกมาอีกครั้ง
และข้าพเจ้าจะกล่าวกับประชาชนให้ชัดยิ่งกว่าเดิม
ปัญหาสำคัญของศัตรูคู่แค้นของอิหร่านก็คือ จนถึงขณะนี้พวกเขาก็ยังไม่รู้จักประชาชาติอิหร่าน
พวกเขาคิดว่าที่นี่คือ “ประเทศจอร์เจีย” ที่ปฏิวัติด้วยผ้ากำมะหยี่ (เรียกเสียงฮาจากประชาชนดังครืน = ผู้แปล)
คำเตือนฝากถึงศัตรู
อเมริกาและพลพรรคของมันที่ในช่วงเวลานี้พยายามเสแสร้งว่าห่วงใยประชาชน อิหร่าน และขนานนามตนเองว่าคือ “ผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน” ก็คือชนกลุ่มเดียวกันกับที่ได้จุดไฟเผาสมาชิกลัทธิ “ดาวูดีย์” ทั้งลูกเล็กเด็กแดง สตรี และคนชรา จำนวน 80 คน ให้ตายทั้งเป็นในบ้านที่ตั้งตระหง่านในประเทศอเมริกา และเหตุการณ์ครั้งนั้นก็อุบัติขึ้นในยุคสมัยที่สามีของสตรีนางนี้ (หมายถึงนางฮิลลารี คลินตัน) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกา ที่กำลังออกมาฟาดงวงฟาดหางอยู่ในขณะนี้ (เรียกเสียงฮาครืนของผู้ฟังอีกครั้งหนึ่ง = ผู้แปล) นี่ยังไม่นับกรณีที่ยกทัพไปเข่นฆ่าผู้คนในประเทศอัฟกานิสถาน อิรัก และปากีสถาน ฯลฯ
ท่านผู้นำยังกล่าวอีกด้วยว่า “น้ำหน้าอย่างอเมริกาไม่มีสิทธิมาสอนสั่งปัญหาสิทธิมนุษยชนกับอิหร่าน”
ท่านผู้นำยังกล่าวถึงประเทศมหาอำนาจที่พยายามยุยงปลุกปั่นทั้งวิธีทางการ ทูตและใช้สื่อสารมวลชนของตนทำลายภาพลักษณ์ของการเลือกตั้งและการปฏิวัติ อิสลามว่า
ประเทศที่อาศัยวิธีการที่สกปรกโสมมที่สุดก็คืออังกฤษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BBC ที่ถือเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลประเทศนี้ และได้รับงบประมาณจำนวนมหาศาลในแต่ละปีเพื่อล้มล้างรัฐอิสลาม
ปัจฉิมวาทะ …
ในช่วงสุดท้ายของคำเทศนา ท่านผู้นำการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวถึงท่านอิมามมะฮฺดีย์ (อัจญะลัลลอฮฺฟะเราะญะฮุจชะรีฟ) ด้วยหัวใจที่ขมขื่นและปวดร้าวซึ่งทำให้ประชาชนหลายล้านคนที่อยู่ในสถานที่ นมาซ และผู้ชมที่เฝ้าชมการถ่ายทอดสดอยู่ทางบ้านอีกหลายสิบล้านคนต้องหลั่งน้ำตา ออกมาอย่างยาวนาน ว่า
“โอ้ สัยยิด (นาย) ของข้าฯ
โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของข้าฯ
ข้าฯ มีเพียงชีวิตที่ไร้ค่า
มีร่างกายที่พิการ (มือของท่านต้องพิการจากการที่พวกมุนาฟิกีนวางระเบิดในขณะที่ท่านกำลังอ่าน คุฏบะฮฺวันศุกร์ หลังการปฏิวัติอิสลาม = ผู้แปล)
มีเกียรติอันน้อยนิด
ที่ท่านมอบทั้งหมดนี้แด่ข้าฯ
ที่ข้าฯ พร้อมยอมพลีอุทิศแด่การปฏิวัติและแด่ท่าน
โอ้ สัยยิด (นาย) ของเรา
โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของเรา
โปรดดุอาอ์ให้เราด้วยเถิด
เพราะการปฏิวัติเป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน”
Comments
Got something to say?





