บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เป็นสถานีโทรทัศน์สีแห่งแรกของประเทศไทย ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2510 อันเป็นยุคที่จอมพลประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นกำลังเรืองอำนาจ
เรวดี เทียนประภาส น้องสาวของท่านผู้หญิงไสว จารุเสถียร ภริยาจอมพลประภาส เป็นผู้ยื่นขอก่อตั้งบริษัท ซึ่งนอกจากเรวดีแล้วก็ยังมี เฑียร์ กรรณสูต (น้องสุชาติ กรรณสูต ซึ่งเป็นสามีของเรวดี ที่เสียชีวิตตั้งแต่ปี 2501), นาย ชาติเชื้อ กรรณสูต (บุตรชายคนโตของเรวดี), ร.ท. ชาญชัย กรรณสูต (บุตรชายคนรอง ภายหลังเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเทียรประภาสตามเรวดี เมื่อปี 2517), และนางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ (บุตรสาวคนเล็กของเรวดี) มีชื่อเป็นผู้เริ่มประกอบการอีกด้วย
ท่านผู้หญิงไสวได้รับเลือกให้นั่งเป็นประธานกรรมการบริษัทในการประชุมครั้งแรก ส่วนชวน รัตนรักษ์ บิดาของ กฤตย์ รัตนรักษ์ อภิมหาเศรษฐีคนหนึ่งของเมืองไทยที่ไม่ว่าฟอร์ปส์จะจัดอันดับให้เขากี่ครั้งก็ต้องติด 1 ใน 10 เสมอ ถูกดึงตัวเข้ามาในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและสหายสนิทของจอมพลประภาส แม้ชวนจะมีเพียง 50 หุ้น แต่เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นรองประธานกรรมการบริษัท
ภาพจอมพล ประภาส จารุเสถียร, ที่มา วิกิพีเดีย
ชวนนั้นยุ่งกับธุรกิจทั้งในธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารนครหลวงไทย และปูนซีเมนต์นครหลวงไทย การบริหารงานในบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด โดยส่วนใหญ่จึงตกเป็นของคนในตระกูลกรรณสูต จากชาญชัย ถ่ายทอดมาเป็น ชาติเชื้อ และ สุรางค์ เปรมปรีดิ์หรือ “คุณแดง” ในที่สุด
แต่เมื่อเหตุการณ์วิกฤติการเงิน 2540 ทำให้ตระกูลรัตนรักษ์ต้องยอมถอยออกจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา พร้อมกับการเข้ามาของ บริษัท จีอี แคปปิตอล อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง คอร์ปอเรชั่น (GECIH) ตอนนี้เองกฤตย์ รัตนรักษ์ ทายาทชวน รัตนรักษ์ จึงเริ่มให้ความสนใจธุรกิจสื่อมากขึ้น

ภาพชาลอต โทณะวณิก บิ๊กบอส ค่ายมีเดียออฟมีเดียส์, ที่มา – สยามดารา
มีข่าวว่าชาลอตมีความขัดแย้งกับ “คุณแดง” และทำงานไม่ลงรอยกัน
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรบทบาทและอำนาจของ “คุณแดง” เริ่มถูกทอนลงทุกระยะ จากที่เคยคุมทั้งผังรายการ ทั้งหมดโดยเฉพาะช่วงไพรม์ไทม์ ข่าว และละคร ต่อมาเมื่อ 5-6 ปี ก็ไม่ได้คุมรายการข่าว เหลือเพียงไพรม์ไทม์ และละคร ต่อมาเมื่อปีที่แล้วก็เหลือแค่คุมละครอย่างเดียว
บางทีผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทอาจจะเป็นตัวเร่งการตัดสินใจของ “คุณแดง” ให้เร็วมากขึ้น

ส่วนแบ่งตลาดเม็ดเงินโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์, ที่มา Nielsen Media Research/Kelive
พร้อมกับมีกระแสข่าวที่ว่า Unilever มีการทยอยถอนโฆษณาในรายการส่วนใหญ่ทางช่อง 7 หลังจากที่ช่อง 7 ได้ยกเลิกการให้ส่วนลดค่าโฆษณา หากข่าวนี้เป็นจริงจะส่งผลบวกต่อสถานีอื่นๆ โดยเฉพาะช่อง 3 ซึ่งมีรายการที่ใกล้เคียงกันและมีฐานผู้ชมมากกว่าสถานีอื่นๆ ที่เหลืออยู่ เนื่องจาก Unilever เป็นผู้ใช้งบโฆษณารายใหญ่ที่สุดด้วยเม็ดเงินโฆษณาทางโทรทัศน์ 4,000 ล้านบาท/ปี คิดเป็นประมาณ 8% ของโฆษณาทางโทรทัศน์โดยรวม
การขับเคี่ยวระหว่างช่อง 3 และ ช่อง 7 ยังคงมีอย่างดุดันต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าช่อง 3 จะรุกด้านข่าวได้มากขึ้น แต่จุดแข็งของช่อง 7 ยังอยู่ที่ละคร แม้ว่าความนิยมจะอยู่ในต่างจังหวัดมากกว่า ช่อง 3 ที่ได้รับความนิยมจากแฟนๆในกรุงเทพ แต่ละครยังเป็นจุดแข็งของช่อง 7 ประวิทย์ มาลีนนท์ บิ๊กบอส ช่อง 3 เคยบอกว่า กำลังของช่อง 7 มีพอที่จะถ่ายทำไป ออกอากาศไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่องอื่นยังทำตามไม่ได้ เรตติ้งโฆษณาสูงสุดในช่วงละครคือ 4.5 แสนบาทต่อนาที นี่จึงเป็นยุทธภูมิหลักของสื่อโทรทัศน์

อาจไม่ได้เห็นคุณแดงคุมวิก 7 สีอีกแล้ว
อุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์
ถามว่าบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด มีความสำคัญขนาดไหน
ในรายงานจัดอันดับ 1,000 บริษัทของประเทศไทยประจำปี 2551 โดย Business.com บริษัทแห่งนี้อยู่ในลำดับที่ 477 ด้วยรายได้ 5.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 5.5 พันล้านบาท แต่ถ้าจัดลำดับโดยเรียงตามผลกำไรของกิจการ บริษัทแห่งนี้จะอยู่ในอันดับที่ 82 จากทั้งหมด 1,000 บริษัท เหตุเพราะมีกำไรสุทธิในปี 2551 รวมทั้งสิ้น 2.12 พันล้านบาท หรือ profit margin ที่ 41.94%
ส่วนบริษัท บีอีซี เวิร์ล จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับสัมปทานบริหารช่อง 3 อยู๋ในลำดับที่ 632 ด้วยรายได้ 4.4 พันล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่ 2.6 พันล้านบาท แต่ผลจากกำไร 3.1 พันล้านบาท หรือคิดเป็น profit margin 89% ทำให้บริษัทแห่งนี้ เมื่อเรียงตามผลกำไรจะอยู่ที่อันดับ 53
อัตรากำไรสูงขนาดนี้ อาจเป็นเพราะนอกจากอัตราการเข้าถึงของประชาชนที่ 95% จากผลสำรวจของ AC Nielsen Telescope (2001) แล้ว รายงานการวิจัย เรื่อง โครงสร้างตลาดสื่อวิทยุและโทรทัศน์ โดย ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยังระบุว่า ตลาดสื่อโทรทัศน์ของไทยมีลักษณะคล้ายตลาดกึ่งผูกขาด โดยผู้ประกอบการรายใหญ่สองราย (duopolistic market) เพราะสื่อโทรทัศน์รายใหญ่ทั้งสองรายมีอำนาจในการกำหนดอัตราค่าโฆษณา ซึ่งมีผลจากอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่
ข้ามไม่พ้นเงา สัมปทาน-ทหาร
สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7, ที่มา -วิกิพีเดีย
สื่อโทรทัศน์ไทย จึงเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่เติบโตจาก อำนาจทหาร ผ่านการให้สัมปทาน และการผูกขาดของผู้ให้บริการน้อยราย เรื่องอย่างนี้บ่งชี้ว่า นอกจาก “ผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ” แล้ว สังคมไทยยังเผชิญปัญหา “ผู้มีอำนาจเหนือตลาด” อีกด้วย
นี่เป็นเพราะผลที่เกิดจากการไม่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์ให้พ้นจาก “ระบบสัมปทาน” ไปได้ หากการก่อตั้ง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ไม่ว่าจะมีทิศทางจะให้ก่อตั้งเพียงองค์กรแยกออกจาก กทช. หรือจัดตั้งรวมกัน ยังคงล่าช้าออกไปอยู่แบบนี้
