โดย ชญานิน เตียงพิทยากร
ผมเห็นด้วยกับ พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ ในข้อสังเกตที่เขาตั้งว่า ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ กำลังทำหน้าที่สร้างอนุสาวรีย์ทางความคิดให้เป็นมรดกกับคนรุ่นต่อๆ ไป แต่เห็นต่างในรายละเอียดบางส่วน เพราะการสร้างอนุสาวรีย์ทางความคิดของหนังชุดนี้ กลับไม่ได้พึ่งพิงภาษาหรือพลังทางภาพยนตร์เพื่อโน้มน้าวผู้ชมให้โอบรับสารระหว่างบรรทัดและทัศนคติต่างๆ ที่บรรจุไว้ แบบเดียวกับภาพยนตร์เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ชาติอื่นผลิต
ว่ากันตามตรง หนังภาคสามของ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ นั้นว่างเปล่าและแทบไม่มีอะไรให้จับต้อง ต่อให้เราสวมแว่นมอง ‘ยุทธนาวี’ ด้วยทัศนคติแบบอนุรักษ์นิยม, ราชาชาตินิยม ตามครรลองที่หนังยืนพื้นตนเองอยู่ ตั้งแต่สมัยที่หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล สร้าง ‘สุริโยไท’ กับนเรศวรสองภาคแรก (องค์ประกันหงสา, ประกาศอิสรภาพ) และได้รับการขนานนามให้เป็นหนังแห่งสยามประเทศ หนังภาคสามกลับไม่อาจบรรลุจุดประสงค์ขั้นต้นได้แม้เพียงนิด
จะบรรลุได้อย่างไรในเมื่อส่วนประกอบของหนังเรื่องนี้เป็นเพียงเศษฝุ่นผงของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์(ที่ยังต้องถกเถียงกันต่อไปอีกยาวเรื่องข้อเท็จจริงกับทัศนคติ) และตลอดเวลาฉายของ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช: ภาค ๓ ยุทธนาวี’ กลับเต็มไปด้วยเหล่าตัวละครนอกประวัติศาสตร์ ออกมาวาดลวดลายของตนเองอย่างเอิกเกริก ที่นอกจากจะแทบไม่เกี่ยวข้องกับแกนหลักของเรื่องคือการเชิดชูวีรกรรมกู้ชาติของเจ้าเหนือหัวองค์ดำแล้ว ยังร้อยเรียงทางภาพยนตร์อย่างขาดตกบกพร่องชวนสับสน ไร้ความละเอียดประณีตในเนื้องานขั้นอุกฤษฎ์ (หรือที่เรียกด้วยคำศัพท์เรียบง่ายไม่ซับซ้อนว่า “ชุ่ย”)
ถึงขนาดที่คนดูจับได้ว่ายังมีเทปกาวมาร์คตำแหน่งนักแสดงติดอยู่ที่พื้น, ต้นไม้ประกอบจำนวนมากเพิ่งถูกขุดล้อมเลื่อยเฉือนจากที่อื่นมาปลูกเข้าฉากกันสดๆ ร้อนๆ และไม่มีการตบแต่งให้แนบเนียนสมจริง เป็นอาทิ
หน้าที่ของพวกนอกประวัติศาสตร์
หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิมไม่เคยปิดบังว่าเขาได้ดัดแปลงแต่งเติมเรื่องราวในประวัติศาสตร์บ้างเพื่อผลทางภาพยนตร์ ตั้งแต่ตอนที่เขาทำ ‘สุริโยไท’ (และเป็นเหตุผลให้เขาเลือกสะกดชื่อหนังเช่นนี้แทนที่จะเป็น ‘สุริโยทัย’ เพื่อสื่อนัยยะ เช่นเดียวกับการใช้คำว่า ‘ตำนาน’ อธิบายวีรกรรมขององค์ดำ) ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยใดๆ เพราะซีรี่ส์เกาหลียอดฮิตอย่าง ‘แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง’ ที่อิงกับประวัติศาสตร์ยุคโชซอน ก็หยิบเอาตัวละครเล็กๆ ในประวัติศาสตร์มาขยายเป็นเรื่องยาวด้วยสูตรของหนังเมโลดราม่า ที่มีเนื้อเรื่องโยงกับการแย่งชิงอำนาจในวัง
สำหรับหนังชุดพระนเรศวร ได้ใช้ตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งชูรส รวมถึงการแต่งเติมประวัติศาสตร์ของตัวละครบางตัวให้เข้มข้นน่าติดตามขึ้น เช่น พระราชมนู(นพชัย ชัยนาม), พระชัยบุรี (ปราปต์ปฏล สุวรรณบาง) และ พระศรีถมอรัตน์ (พันตรีคมกริช อินทรสุวรรณ) ที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้เขียนถึงพวกเขาแบบเป็นชิ้นเป็นอัน จนกลายเป็นตัวละครที่คนดูชื่นชอบ
ส่วนตัวละครหลักที่เป็นเจ้าอย่างสมเด็จพระนเรศวร (พันโทวันชนะ สวัสดี) และพระเอกาทศรถ (พันโทวินธัย สุวารี) ไม่มีหน้าที่อะไรนอกจาก ‘เลคเชอร์’ คนดูให้รักชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของแผ่นดิน ไม่ต่างกับครูสอนวิชารักษาดินแดนที่เปิดสไลด์เสียดินแดนให้นักเรียนดูซ้ำทุกปี ตัวละครเหล่านี้จะอยู่ในสภาพแข็งทื่อ สัมผัสจับต้องไม่ได้ และไร้อารมณ์ความรู้สึก (ที่ตลกคือส่วนใหญ่ผู้แสดงในบทเหล่านี้ก็คือทหาร) เพราะภารกิจเดียวที่พวกเขาต้องทำคือการกู้ชาติ กู้เอกราช ให้แก่สยามประเทศ (ซึ่งไม่มีจริงในสมัยอยุธยา) และกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร – ต่อให้มีเนื้อเรื่องส่วนของมณีจันทร์ (ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ) เข้ามาเพิ่มมุมหวาน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ผมเชื่อว่าฉากพระนเรศลั่นพระแสงปืนข้ามลำน้ำสะโตงที่เป็นจุดขายหลักซึ่งยึดโยงกับเรื่องเอกราชและการกู้ชาติ ไม่ได้เป็นที่จดจำมากเท่าฉากรักดูดดื่มกลางลำน้ำระหว่างพระราชมนูกับเลอขิ่น (อินทิรา เจริญปุระ) และฉากกุมมือหยอกล้อระหว่างพระชัยบุรีกับพระศรีถมอรัตน์ หลังถูกสะเก็ดระเบิดจนเจ็บหนัก
ทว่าเมื่อมหากาพย์ชุดนี้ดำเนินมาถึง ‘ยุทธนาวี’ – หน้าที่ของตัวละครชูรสเหล่านี้ก็ถูกปรับเปลี่ยน เพราะแทนที่จะเป็นเพียงตัวประกอบเพิ่มสีสัน เวลากว่า 2 ชั่วโมง (จาก 2 ชั่วโมง 40 นาทีโดยประมาณ) ของหนังกลับเล่าเรื่องของตัวละครเหล่านี้อย่างยืดยาวและเลอะเทอะ บางทีชื่อภาค ‘ยุทธนาวี’ ของภาคสามแห่งตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจไม่ได้หมายถึงการรณรงค์รบพุ่งทางชลมารค แต่หมายถึงเหล่าคนดูที่ถูกพา ‘ออกทะเล’ แล้วต้องต่อสู้กับคลื่นลมและน้ำท่วมทุ่งที่ถาโถมเข้าใส่ต่างหาก
บทรัตนาวดีกับอังกาบ นางในสองสาวประจำพระราชวังอโยธยา เป็นเจ้าของฉากไล่ล่าที่กินเวลานานไม่น้อย ทั้งที่จริงๆ มีสถานะเป็นเพียงตัวประกอบเรื่อง และไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เมื่อนางแรกกระแดะนั่งช้างวังออกมาหวังปรายตาดูพวกพม่ารามัญว่าสูงสองวาจริงดังเสียงเล่าอ้างหรือไม่ แล้วช้างเตลิดหนีเพราะเสียงปืน ก่อนจะจบฉากด้วยการเพิ่มพล็อตให้พระราชมนู (ซึ่งกำลังช้ำใจเพราะเลอขิ่นไปพบคนรักเก่า – ซึ่งก็เป็นตัวละครที่ถูกเพิ่มเข้ามาเหมือนกัน) กับรัตนาวดีดูเหมือนจะชอบพอกัน
ตัวละครเหล่านี้ต้องแบกรับหน้าที่มากกว่าแค่เพิ่มความสนุกในฐานะพวงเครื่องปรุง แต่กลายเป็นเครื่องประวิงเวลาของหนังชุดนี้ไปโดยปริยาย ไม่ได้หมายถึงแค่เวลาบนจอหนัง แต่หมายถึงเวลาในการถ่ายทำภาพยนตร์ชุดนี้ด้วย ราวกับว่าวิธีการ ‘ยืด’ หนังชุดนี้ให้ยาวขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาจากการที่ยังถ่ายทำไม่จบไม่สิ้น (ปัจจุบันย่างเข้าสู่ปีที่ 9) ก็คือการจ้างนักแสดงมาเล่นเพิ่มในบทที่ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ แล้วถ่ายทำเพื่อนำส่วนเนื้อเรื่องตรงนี้มากินเวลาของเส้นเรื่องหลัก ซึ่งส่วนที่เพิ่มมานี้ราวกับเป็นหนังคนละเรื่อง เพราะถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้ที่มาที่ไป ไร้ความเชื่อมโยง และมีแนวโน้มว่าจะยืดเรื่องให้ยาวได้ชนิดไม่มีจุดจบ ตราบใดที่ตัวละครกลุ่มนี้จะไม่กระทบกับเส้นเรื่องขององค์ดำและการกอบกู้เอกราชจากหงสา
ตัวอย่างที่ชัดเจนใน ‘ยุทธนาวี‘ โปรดดูบทบาทของรัตนาวดีกับอังกาบ, การปรากฏตัวของ ค่อม ชวนชื่น ในบทชาวบ้านหนีพม่านิรนามที่ปรากฏตัวเพื่อกล่าวบทพูดขบขันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไปจนถึงให้พระราชมนูเคลิ้มฝิ่นจนกลายสภาพเป็นไอ้หนุ่มหมัดเมา วิ่งไล่ตามสมุนของพระยาจีนจันตุ (เจ้าของเรือสำเภาราคาสามสิบล้านบาทที่หนังเอามาเป็นจุดขายใหญ่โต) ออกมาจากสำนักนางโลมจีน จนช่วงนั้นกลายเป็นคารวะหนังจีนกำลังภายในไปแล้ว!
ประเด็นที่ชวนให้นึกขำอีกข้อก็คือ ปกติแล้วการบันทึกประวัติศาสตร์ที่แท้คือการบันทึกเรื่องราวของสามัญชน ผู้ไม่มียศถาห้อยเป็นสร้อยท้ายยาวเหยียด หาใช่การพูดถึงชนชั้นสูง เจ้าเหนือหัว แล้วนำมาหมายรวมเป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติ – ‘ยุทธนาวี’ ก็เล่าเรื่องของสามัญชนเหล่านั้นเช่นกัน แต่กลับไม่ได้แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์หรือมุมมองอื่นนอกจากมุมสูงบนบัลลังก์กับหลังช้างของเจ้า และสามัญชนเหล่านี้มีหน้าที่เพียงแค่ช่วยทำให้เรื่องราวของเจ้าเหนือหัวอันเป็นแก่นกลางของ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ กลับกลายเป็นมหากาพย์ที่ยืดยาวยืดยาด เสมือนว่ายิ่งใหญ่เหลือประมาณเสียจนไม่อาจเล่าอย่างกระชับได้
หากเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นก๋วยเตี๋ยว ในชามจะประกอบด้วยน้ำตาล, พริกป่น, น้ำส้มสายชู, น้ำปลา และลูกชิ้นสองลูก – ผมไม่อาจเข้าใจคนที่ทานก๋วยเตี๋ยวชามนี้แล้วยังยกนิ้วชื่นชมว่าอร่อยได้เลย
Propaganda ที่ไร้พลังทางภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่อง Triumph of the Will (1935) ไม่ได้ถูกขนานนามให้เป็นต้นแบบของหนังโฆษณาชวนเชื่อเพียงเพราะถูกสร้างขึ้นในยุคฮิตเลอร์เรืองอำนาจ – Leni Riefenstahl หญิงสาวที่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ถูกยกย่องข้ามยุคสมัยในวงการการศึกษาภาพยนตร์ ด้วยเหตุผลเพียงว่าเธอทำงานรับใช้พรรคนาซีและอาณาจักรไรช์ที่สามอย่างจงรักภักดีก่อนถึงคราวล่มสลายของระบอบ
หนังโฆษณาชวนเชื่อไม่อาจชวนให้ใครเชื่อได้ ถ้าขาดความเป็นภาพยนตร์ที่สูงส่งเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้คนดูโอบรับตรรกะบางประการที่เว้าแหว่ง ชวนโต้แย้ง รื้อถอน – ตัวอย่างของหนังที่ปลุกเร้าความฮึกเหิมในความเป็นชาติ ความเป็นปึกแผ่น หรือความภักดีต่อระบอบการปกครองในยุคหลังที่ใช้พลังทางภาพยนตร์ผลักดันให้ถึงจุดสูงสุดได้ ยกตัวอย่างใกล้ๆ ก็คือ บางระจัน ของธนิตย์ จิตนุกูล และภาพยนตร์ชาตินิยมจำนวนมากจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่แตกหน่อเป็นภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ ที่เข้าถึงคนดูกระแสหลัก ไม่ได้จำกัดแค่หนังประวัติศาสตร์อลังการอย่าง มังกรสร้างชาติ (The Founding of a Republic) เพียงแบบเดียว
ลองดูฉาก ‘ยุทธนาวี’ อันเป็นจุดขายของหนัง เพียงแค่ยกไปเทียบกับฉากที่กล่าวลำลองได้ว่าเป็น ‘ยุทธนาวี’ เช่นกันใน สุริโยไท ก็จะจับสังเกตได้ถึงความห่างชั้นราวกับเป็นหนังของผู้กำกับคนละคน ยุทธนาวีของนเรศวรนั้นคือการเอาเรือพระที่นั่งแบบที่เราเห็นในงานพิธีพยุหยาตราทางชลมารคมาเป็นเรือเร็วในสงคราม พาย(อยู่กับที่)ไล่ตามเรือสำเภาจีน(ที่ลอยอยู่กับที่เช่นกัน) ซึ่งให้เพียงความรู้สึกด้านชาและไม่สมจริง ต่างกับการหักเหลี่ยมเฉือนคมและวางยุทธวิธีของกลเรือใน สุริโยไท อย่างสิ้นเชิง ที่ทำให้ฉากนั้นกลายเป็นหนึ่งในฉากชวนระทึกอันน่าจดจำ
ที่น่าตลกกว่าเดิมคือฉากในสุริโยไทซึ่งทำได้ดีกว่าชนิดไม่เห็นฝุ่น ไม่ได้มีเนื้อหาว่าด้วยการกอบกู้เอกราชชาตินิยมใดๆ แต่เป็นการดัดหลังเพื่อกำจัดขุนวรวงศาธิราช (จอนนี่ แอนโฟเน่) กับท้าวศรีสุดาจันทร์ (ใหม่ เจริญปุระ) ลงจากอำนาจต่างหาก – นี่คืออีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความเป็นปึกแผ่นและความเป็นชาติในหนังทั้งสองชุดนี้ ไม่ได้เรียกร้องพลังทางภาพยนตร์มาช่วยเกื้อหนุนเลย
ในทางหนึ่ง ที่กล่าวมานี้ก็คล้ายกับการสร้างอนุสาวรีย์ ซึ่งพิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณใช้อธิบายหน้าที่ของ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ทุกภาค
ผมกลับมองต่าง เพราะทั้ง สุริโยไท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ผลงานประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมอลังการของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ไม่ได้พึ่งพิงตนเองอยู่กับพลังทางภาพยนตร์เลย หากแต่ใช้ปัจจัยบริบทรายล้อมจำนวนมหาศาล ผลักดันให้ผู้คนพร้อมใจจุดธูปเทียนบูชาพิมพ์เขียวของอนุสาวรีย์ ราวกับว่าได้เกิดอนุสาวรีย์ที่แท้จริงขึ้นแล้ว หนังทั้งสี่เรื่อง (หรือสองชุด) ถูกตั้งสมญาเสียตั้งแต่ยังไม่ออกฉายว่าเป็น ‘หนังแห่งสยามประเทศ’
คราวสุริโยไทนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสับสนในการดำเนินเรื่อง (พูดง่ายๆ คือดูไม่รู้เรื่อง) วิธีแก้ของหนังเรื่องนี้คือการป่าวประกาศเสียแต่เนิ่นๆ ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ผู้ชมจำต้อง ‘ศึกษา’ ประวัติศาสตร์ก่อนชม มีการแจกเอกสารแจกแจงตัวละครละเอียดยิบว่าใครเป็นลูกใคร ทำอะไรที่ไหน ครองราชย์เมื่อไร ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยวิธีการใด หักหลังหรือรักกับใคร นักแสดงคนไหนรับบทนั้น ผู้ชมที่หลงกลอ่านรายละเอียดเหล่านี้ก็จะมองข้ามความสับสน โดดไปโดดมาของเส้นเรื่องได้โดยง่าย เพราะมีข้อมูลอัดแน่นพร้อมอุดช่องโหว่มากมายในหนังเรียบร้อยแล้ว
หรือถ้าหากอ่านแล้วยังไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงลำดับเรื่องราวอีก วิธีแก้สุดท้ายก็คือ ‘ดูซ้ำอีกหลายๆ รอบ’ บัดเดี๋ยวนี้ เฉกเช่นเหล่าผู้แข่งขัน ‘แฟนพันธุ์แท้’ นั่นปะไร เขาดูกันแปดรอบสิบรอบถึงได้บรรลุถึงขั้นโสดาบันแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย
หนังสองชุดนี้จึงไม่ได้อยู่ในฐานะภาพยนตร์ แต่เป็นการผลิตซ้ำตำราเรียนในลักษณะของภาพเคลื่อนไหว มันไม่ได้เรียกร้องให้เราชื่นชมมันในฐานะภาพยนตร์ที่ดี หรือภาพยนตร์ที่สนุกตื่นเต้นในแบบหนังสงคราม (ย้อนแย้งดีไม่น้อยเมื่อพิจารณาว่าลักษณะการดีไซน์หลายสิ่งในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากหนังแฟนตาซีอย่าง The Lord of the Rings อยู่ไม่ใช่น้อย) เพราะความเป็นภาพยนตร์ยังสามารถก่อให้เกิดข้อถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามกับสารที่หนังกำลังสื่อ แต่แบบเรียนไม่ได้กำเนิดมาเพื่อให้เกิดสิ่งเหล่านั้น มันเกิดมาเพื่อสถาปนาความจริงชุดเดียวให้เป็น ‘ความจริงแท้’
นอกจากสุริโยไทและนเรศวรจะอ้างว่าตนเป็นภาพยนตร์งานสร้างระดับโลก ทัดเทียมหนังฝรั่ง ความคิดเรื่องภาพยนตร์ของตนในฐานะแบบเรียนประวัติศาสตร์หรืออนุสาวรีย์สำหรับกราบไหว้บูชา ยังทำให้ผู้สร้างไม่ขอรับการพิจารณารางวัลภาพยนตร์ไทย ไม่ว่าจะรางวัลใดก็ตาม (แต่กลับยินดีรับตำแหน่งเป็นตัวแทนประเทศไทยไปชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม) ด้วยเหตุผลว่ากลัวจะกวาดกลับบ้านมาเสียทุกรางวัลจนไม่เหลือที่ให้หนังเรื่องอื่น (กล่าวตามสัตย์ หากพิจารณาด้วยสติสัมปชัญญะแบบวิญญูชนอย่างแท้จริง เห็นทีจะไม่เป็นเช่นที่ว่า)
แต่เมื่อได้สัมผัสกับคุณภาพทางภาพยนตร์ที่ด้อยจนน่าใจหายใน ‘ยุทธนาวี’ (ที่แม้เทียบกับสุริโยไท, องค์ประกันหงสา และประกาศอิสรภาพ ที่ไม่ได้เป็นสุดยอดภาพยนตร์มาจากไหนยังด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังที่แจกแจงไปแล้ว) ก็ได้ตั้งคำถามว่างบประมาณจากรัฐบาลที่ส่งเสริมไปถึง 376 ล้านบาท จากกระทรวงพาณิชย์และงบไทยเข้มแข็งของกระทรวงวัฒนธรรมนี้นำภาษีประชาชนไปใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าแล้วหรือ การใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเพียงนี้กับหนังเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับการสนับสนุนมหาศาลจากราชสำนักและเอกชนเป็นทุนเดิม ก็ควรค่าแก่การตั้งคำถามอยู่แล้ว เมื่อเห็นผลงานที่งอกเงยออกมาจากเงินจำนวนนั้นกลับออกมาเป็นงานชั้นรอง งานด้อยคุณภาพ เราไม่ยิ่งควรตั้งคำถามอีกหรือว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นสิ่งผิดปกติหรืออย่างไร และควรมีผู้รับผิดชอบหรือไม่ เมื่อเงินที่นำไปลงทุนนั้นเกือบกึ่งหนึ่ง (ข้อมูลประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์อ้างว่าใช้งบประมาณทั้งหมด 940 ล้านบาท สำหรับ ‘ยุทธนาวี’ และ ‘ยุทธหัตถี’) มาจากประชาชน
เรต ‘ส่งเสริม’ ที่หนังได้รับ ทำให้ ‘ยุทธนาวี’ กลายเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับเรตนี้ และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกนับตั้งแต่ใช้เรตติ้งคัดแยกประเภทภาพยนตร์ ที่ได้รับเรตส่งเสริมโดยไม่ได้เป็นภาพยนตร์สารคดี (หนังสามเรื่องแรกที่ได้รับเรตนี้คือ Young@Heart, Jurassic 3D และ Under the Sea 3D) นอกจากคำถามเรื่องความชอบธรรมของเรตพิสดารนี้ ที่พิจารณาโดยไม่สนใจเรื่องเพศและความรุนแรงในหนัง (เพียงแค่บอกว่าเป็นหนังประวัติศาสตร์แห่งสยามประเทศ ต่อให้มีการพูดหยาบคาย มีฉากเรื่องเพศ มีฉากสยดสยองเลือดสาดฆ่ากันตายในสงครามจำนวนมาก ก็ยังควรให้คนไทยทุกคนดูอยู่ดี) ยังน่าตั้งคำถามกับการ ‘โอ๋’ หนังเรื่องนี้อย่างเกินจริง ดังที่ได้อธิบายไปตอนต้นบทความแล้วว่าเส้นเรื่องประวัติศาสตร์ของ ‘ยุทธนาวี’ แทบไม่ได้เป็นใจความสำคัญของเรื่อง การส่งเสริมหนังเรื่องนี้ในฐานะภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ในฐานะอนุสาวรีย์ ในฐานะแบบเรียน ว่าเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลแล้วหรือ แม้จะสวมแว่นมองจากมุมอนุรักษ์นิยมสุดขีด ราชาชาตินิยมสุดขีดแล้วก็ตาม – การส่งเสริมนี้ยืนอยู่ที่ความน่าส่งเสริมของตัวภาพยนตร์ที่สร้างเสร็จสิ้น หรืออยู่ที่ ‘เจ้าของเรื่อง’ กันแน่?
ไม่ยิ่งควรตั้งคำถามหรือว่าเพราะเหตุใดหนังประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมจึงได้รับการสนับสนุนมหาศาลถึงเพียงนี้อยู่แค่เรื่องเดียว ในขณะที่หนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นที่ทุ่มทุนสร้างมากมาย บางเรื่องได้งบสนับสนุนจากรัฐเพียงระดับ ‘เจียดเศษ’ และบางเรื่องไม่ได้รับการเหลียวแลด้วยซ้ำ ได้แต่ปล่อยให้เข้าฉายตามยถากรรม เจ๊งไปตามยถากรรม และถูกคนดูสาปแช่งก่นด่าไปตามยถากรรม
หนังประวัติศาสตร์ชาตินิยมประเภทเดียวกันอย่าง สียามา (ปรีชา สงสกุล), คนไททิ้งแผ่นดิน (นิรัตติศัย กัลย์จาฤก), บางระจัน ๒ (ธนิตย์ จิตนุกูล) และ ซามูไรอโยธยา (นพพร วาทิน) ได้แต่มองตาปริบๆ ว่าทำไมไม่เห็นมีใครช่วยโหมกระแสโปรโมตให้เป็นอีเวนต์ระดับชาติ ชนิดที่ผู้ถือสัญชาติไทยทุกคนต้องถูกเกณฑ์เข้าโรงภาพยนตร์ แบบหนังของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิมบ้าง – หรือได้รับทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาลระดับหลายร้อยล้านจากภาษีประชาชนเช่นนี้บ้าง
ในขณะที่หนังกลุ่มหลังนี้ถูกคนดูวิจารณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา ว่ามีจุดดีจุดด้อยอย่างไร แต่กับ ‘ยุทธนาวี’ ได้อาศัยอานิสงส์ต่างๆ ดังที่ได้เขียนไปแล้ว ทำให้ตัวเองอยู่จุดเหนือการวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถาม โดยที่ไม่ใช้ความดีงามของตนเองเข้าสู้ และไม่ใช้พลังทางภาพยนตร์เข้าสู้ เลยด้วยซ้ำ แต่ใช้สถานะความเป็นอนุสาวรีย์และความเป็นแบบเรียนอย่างแข็งขัน ป่าวประกาศทั่วไปภายใต้คราบของความเป็นหนังแห่งสยามประเทศ หนังเพื่อความสมานฉันท์สามัคคี หนังเพื่อความรักชาติ หนังประวัติศาสตร์บรรพชนเพื่อคนรุ่นหลัง หนังที่เจตนาดีบริสุทธิ์ขาวสะอาด ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน
เช่นนี้ต่างอะไรกับการกราบไหว้อนุสาวรีย์ทั้งที่มันยังเป็นเพียงพิมพ์เขียวหรือ? ต่างอะไรกับการกราบไหว้ยกย่องสรรเสริญคุณงามความดีของคน ทั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กในครรภ์หรือ?



