Practical Report ตํานานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 : จุดธูปเทียนบูชาพิมพ์เขียวอนุสาวรีย์

โดย ชญานิน เตียงพิทยากร

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ผมเห็นด้วยกับ พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ ในข้อสังเกตที่เขาตั้งว่า ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ กำลังทำหน้าที่สร้างอนุสาวรีย์ทางความคิดให้เป็นมรดกกับคนรุ่นต่อๆ ไป แต่เห็นต่างในรายละเอียดบางส่วน เพราะการสร้างอนุสาวรีย์ทางความคิดของหนังชุดนี้ กลับไม่ได้พึ่งพิงภาษาหรือพลังทางภาพยนตร์เพื่อโน้มน้าวผู้ชมให้โอบรับสารระหว่างบรรทัดและทัศนคติต่างๆ ที่บรรจุไว้ แบบเดียวกับภาพยนตร์เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ชาติอื่นผลิต

ว่ากันตามตรง หนังภาคสามของ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ นั้นว่างเปล่าและแทบไม่มีอะไรให้จับต้อง ต่อให้เราสวมแว่นมอง ‘ยุทธนาวี’ ด้วยทัศนคติแบบอนุรักษ์นิยม, ราชาชาตินิยม ตามครรลองที่หนังยืนพื้นตนเองอยู่ ตั้งแต่สมัยที่หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล สร้าง ‘สุริโยไท’ กับนเรศวรสองภาคแรก (องค์ประกันหงสา, ประกาศอิสรภาพ) และได้รับการขนานนามให้เป็นหนังแห่งสยามประเทศ หนังภาคสามกลับไม่อาจบรรลุจุดประสงค์ขั้นต้นได้แม้เพียงนิด

จะบรรลุได้อย่างไรในเมื่อส่วนประกอบของหนังเรื่องนี้เป็นเพียงเศษฝุ่นผงของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์(ที่ยังต้องถกเถียงกันต่อไปอีกยาวเรื่องข้อเท็จจริงกับทัศนคติ) และตลอดเวลาฉายของ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช: ภาค ๓ ยุทธนาวี’ กลับเต็มไปด้วยเหล่าตัวละครนอกประวัติศาสตร์ ออกมาวาดลวดลายของตนเองอย่างเอิกเกริก ที่นอกจากจะแทบไม่เกี่ยวข้องกับแกนหลักของเรื่องคือการเชิดชูวีรกรรมกู้ชาติของเจ้าเหนือหัวองค์ดำแล้ว ยังร้อยเรียงทางภาพยนตร์อย่างขาดตกบกพร่องชวนสับสน ไร้ความละเอียดประณีตในเนื้องานขั้นอุกฤษฎ์ (หรือที่เรียกด้วยคำศัพท์เรียบง่ายไม่ซับซ้อนว่า “ชุ่ย”)

ถึงขนาดที่คนดูจับได้ว่ายังมีเทปกาวมาร์คตำแหน่งนักแสดงติดอยู่ที่พื้น, ต้นไม้ประกอบจำนวนมากเพิ่งถูกขุดล้อมเลื่อยเฉือนจากที่อื่นมาปลูกเข้าฉากกันสดๆ ร้อนๆ และไม่มีการตบแต่งให้แนบเนียนสมจริง เป็นอาทิ

อังกาบ (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา) รัตนาวดี (อคัมย์สิริ สุวรรณสุข) นเรศวร

อังกาบ (ศิรพันธ์ วัฒนจินดา), รัตนาวดี (อคัมย์สิริ สุวรรณสุข)

หน้าที่ของพวกนอกประวัติศาสตร์

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิมไม่เคยปิดบังว่าเขาได้ดัดแปลงแต่งเติมเรื่องราวในประวัติศาสตร์บ้างเพื่อผลทางภาพยนตร์ ตั้งแต่ตอนที่เขาทำ ‘สุริโยไท’ (และเป็นเหตุผลให้เขาเลือกสะกดชื่อหนังเช่นนี้แทนที่จะเป็น ‘สุริโยทัย’ เพื่อสื่อนัยยะ เช่นเดียวกับการใช้คำว่า ‘ตำนาน’ อธิบายวีรกรรมขององค์ดำ) ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยใดๆ เพราะซีรี่ส์เกาหลียอดฮิตอย่าง ‘แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง’ ที่อิงกับประวัติศาสตร์ยุคโชซอน ก็หยิบเอาตัวละครเล็กๆ ในประวัติศาสตร์มาขยายเป็นเรื่องยาวด้วยสูตรของหนังเมโลดราม่า ที่มีเนื้อเรื่องโยงกับการแย่งชิงอำนาจในวัง

สำหรับหนังชุดพระนเรศวร ได้ใช้ตัวละครเหล่านี้เป็นสิ่งชูรส รวมถึงการแต่งเติมประวัติศาสตร์ของตัวละครบางตัวให้เข้มข้นน่าติดตามขึ้น เช่น พระราชมนู(นพชัย ชัยนาม), พระชัยบุรี (ปราปต์ปฏล สุวรรณบาง) และ พระศรีถมอรัตน์ (พันตรีคมกริช อินทรสุวรรณ) ที่ประวัติศาสตร์ไม่ได้เขียนถึงพวกเขาแบบเป็นชิ้นเป็นอัน จนกลายเป็นตัวละครที่คนดูชื่นชอบ

ส่วนตัวละครหลักที่เป็นเจ้าอย่างสมเด็จพระนเรศวร (พันโทวันชนะ สวัสดี) และพระเอกาทศรถ (พันโทวินธัย สุวารี) ไม่มีหน้าที่อะไรนอกจาก ‘เลคเชอร์’ คนดูให้รักชาติ ตระหนักถึงความสำคัญของแผ่นดิน ไม่ต่างกับครูสอนวิชารักษาดินแดนที่เปิดสไลด์เสียดินแดนให้นักเรียนดูซ้ำทุกปี ตัวละครเหล่านี้จะอยู่ในสภาพแข็งทื่อ สัมผัสจับต้องไม่ได้ และไร้อารมณ์ความรู้สึก (ที่ตลกคือส่วนใหญ่ผู้แสดงในบทเหล่านี้ก็คือทหาร) เพราะภารกิจเดียวที่พวกเขาต้องทำคือการกู้ชาติ กู้เอกราช ให้แก่สยามประเทศ (ซึ่งไม่มีจริงในสมัยอยุธยา) และกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร – ต่อให้มีเนื้อเรื่องส่วนของมณีจันทร์ (ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ) เข้ามาเพิ่มมุมหวาน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ผมเชื่อว่าฉากพระนเรศลั่นพระแสงปืนข้ามลำน้ำสะโตงที่เป็นจุดขายหลักซึ่งยึดโยงกับเรื่องเอกราชและการกู้ชาติ ไม่ได้เป็นที่จดจำมากเท่าฉากรักดูดดื่มกลางลำน้ำระหว่างพระราชมนูกับเลอขิ่น (อินทิรา เจริญปุระ) และฉากกุมมือหยอกล้อระหว่างพระชัยบุรีกับพระศรีถมอรัตน์ หลังถูกสะเก็ดระเบิดจนเจ็บหนัก

ทว่าเมื่อมหากาพย์ชุดนี้ดำเนินมาถึง ‘ยุทธนาวี’ – หน้าที่ของตัวละครชูรสเหล่านี้ก็ถูกปรับเปลี่ยน เพราะแทนที่จะเป็นเพียงตัวประกอบเพิ่มสีสัน เวลากว่า 2 ชั่วโมง (จาก 2 ชั่วโมง 40 นาทีโดยประมาณ) ของหนังกลับเล่าเรื่องของตัวละครเหล่านี้อย่างยืดยาวและเลอะเทอะ บางทีชื่อภาค ‘ยุทธนาวี’ ของภาคสามแห่งตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อาจไม่ได้หมายถึงการรณรงค์รบพุ่งทางชลมารค แต่หมายถึงเหล่าคนดูที่ถูกพา ‘ออกทะเล’ แล้วต้องต่อสู้กับคลื่นลมและน้ำท่วมทุ่งที่ถาโถมเข้าใส่ต่างหาก

บทรัตนาวดีกับอังกาบ นางในสองสาวประจำพระราชวังอโยธยา เป็นเจ้าของฉากไล่ล่าที่กินเวลานานไม่น้อย ทั้งที่จริงๆ มีสถานะเป็นเพียงตัวประกอบเรื่อง และไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เมื่อนางแรกกระแดะนั่งช้างวังออกมาหวังปรายตาดูพวกพม่ารามัญว่าสูงสองวาจริงดังเสียงเล่าอ้างหรือไม่ แล้วช้างเตลิดหนีเพราะเสียงปืน ก่อนจะจบฉากด้วยการเพิ่มพล็อตให้พระราชมนู (ซึ่งกำลังช้ำใจเพราะเลอขิ่นไปพบคนรักเก่า – ซึ่งก็เป็นตัวละครที่ถูกเพิ่มเข้ามาเหมือนกัน) กับรัตนาวดีดูเหมือนจะชอบพอกัน

ตัวละครเหล่านี้ต้องแบกรับหน้าที่มากกว่าแค่เพิ่มความสนุกในฐานะพวงเครื่องปรุง แต่กลายเป็นเครื่องประวิงเวลาของหนังชุดนี้ไปโดยปริยาย ไม่ได้หมายถึงแค่เวลาบนจอหนัง แต่หมายถึงเวลาในการถ่ายทำภาพยนตร์ชุดนี้ด้วย ราวกับว่าวิธีการ ‘ยืด’ หนังชุดนี้ให้ยาวขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาจากการที่ยังถ่ายทำไม่จบไม่สิ้น (ปัจจุบันย่างเข้าสู่ปีที่ 9) ก็คือการจ้างนักแสดงมาเล่นเพิ่มในบทที่ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ แล้วถ่ายทำเพื่อนำส่วนเนื้อเรื่องตรงนี้มากินเวลาของเส้นเรื่องหลัก ซึ่งส่วนที่เพิ่มมานี้ราวกับเป็นหนังคนละเรื่อง เพราะถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้ที่มาที่ไป ไร้ความเชื่อมโยง และมีแนวโน้มว่าจะยืดเรื่องให้ยาวได้ชนิดไม่มีจุดจบ ตราบใดที่ตัวละครกลุ่มนี้จะไม่กระทบกับเส้นเรื่องขององค์ดำและการกอบกู้เอกราชจากหงสา

ตัวอย่างที่ชัดเจนใน ‘ยุทธนาวี‘ โปรดดูบทบาทของรัตนาวดีกับอังกาบ, การปรากฏตัวของ ค่อม ชวนชื่น ในบทชาวบ้านหนีพม่านิรนามที่ปรากฏตัวเพื่อกล่าวบทพูดขบขันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไปจนถึงให้พระราชมนูเคลิ้มฝิ่นจนกลายสภาพเป็นไอ้หนุ่มหมัดเมา วิ่งไล่ตามสมุนของพระยาจีนจันตุ (เจ้าของเรือสำเภาราคาสามสิบล้านบาทที่หนังเอามาเป็นจุดขายใหญ่โต) ออกมาจากสำนักนางโลมจีน จนช่วงนั้นกลายเป็นคารวะหนังจีนกำลังภายในไปแล้ว!

ประเด็นที่ชวนให้นึกขำอีกข้อก็คือ ปกติแล้วการบันทึกประวัติศาสตร์ที่แท้คือการบันทึกเรื่องราวของสามัญชน ผู้ไม่มียศถาห้อยเป็นสร้อยท้ายยาวเหยียด หาใช่การพูดถึงชนชั้นสูง เจ้าเหนือหัว แล้วนำมาหมายรวมเป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติ – ‘ยุทธนาวี’ ก็เล่าเรื่องของสามัญชนเหล่านั้นเช่นกัน แต่กลับไม่ได้แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์หรือมุมมองอื่นนอกจากมุมสูงบนบัลลังก์กับหลังช้างของเจ้า และสามัญชนเหล่านี้มีหน้าที่เพียงแค่ช่วยทำให้เรื่องราวของเจ้าเหนือหัวอันเป็นแก่นกลางของ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ กลับกลายเป็นมหากาพย์ที่ยืดยาวยืดยาด เสมือนว่ายิ่งใหญ่เหลือประมาณเสียจนไม่อาจเล่าอย่างกระชับได้

หากเปรียบหนังเรื่องนี้เป็นก๋วยเตี๋ยว ในชามจะประกอบด้วยน้ำตาล, พริกป่น, น้ำส้มสายชู, น้ำปลา และลูกชิ้นสองลูก – ผมไม่อาจเข้าใจคนที่ทานก๋วยเตี๋ยวชามนี้แล้วยังยกนิ้วชื่นชมว่าอร่อยได้เลย

ยุทธนาวี (ตำนานสมเด็จพระนเรศวร)

ฉาก 'ยุทธนาวี' อันเป็นจุดขาย (ภาพในหนังเป็นตอนกลางคืน)

Propaganda ที่ไร้พลังทางภาพยนตร์

ภาพยนตร์เรื่อง Triumph of the Will (1935) ไม่ได้ถูกขนานนามให้เป็นต้นแบบของหนังโฆษณาชวนเชื่อเพียงเพราะถูกสร้างขึ้นในยุคฮิตเลอร์เรืองอำนาจ – Leni Riefenstahl หญิงสาวที่นั่งเก้าอี้ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ถูกยกย่องข้ามยุคสมัยในวงการการศึกษาภาพยนตร์ ด้วยเหตุผลเพียงว่าเธอทำงานรับใช้พรรคนาซีและอาณาจักรไรช์ที่สามอย่างจงรักภักดีก่อนถึงคราวล่มสลายของระบอบ

หนังโฆษณาชวนเชื่อไม่อาจชวนให้ใครเชื่อได้ ถ้าขาดความเป็นภาพยนตร์ที่สูงส่งเพียงพอที่จะโน้มน้าวให้คนดูโอบรับตรรกะบางประการที่เว้าแหว่ง ชวนโต้แย้ง รื้อถอน – ตัวอย่างของหนังที่ปลุกเร้าความฮึกเหิมในความเป็นชาติ ความเป็นปึกแผ่น หรือความภักดีต่อระบอบการปกครองในยุคหลังที่ใช้พลังทางภาพยนตร์ผลักดันให้ถึงจุดสูงสุดได้ ยกตัวอย่างใกล้ๆ ก็คือ บางระจัน ของธนิตย์ จิตนุกูล และภาพยนตร์ชาตินิยมจำนวนมากจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่แตกหน่อเป็นภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ ที่เข้าถึงคนดูกระแสหลัก ไม่ได้จำกัดแค่หนังประวัติศาสตร์อลังการอย่าง มังกรสร้างชาติ (The Founding of a Republic) เพียงแบบเดียว

ลองดูฉาก ‘ยุทธนาวี’ อันเป็นจุดขายของหนัง เพียงแค่ยกไปเทียบกับฉากที่กล่าวลำลองได้ว่าเป็น ‘ยุทธนาวี’ เช่นกันใน สุริโยไท ก็จะจับสังเกตได้ถึงความห่างชั้นราวกับเป็นหนังของผู้กำกับคนละคน ยุทธนาวีของนเรศวรนั้นคือการเอาเรือพระที่นั่งแบบที่เราเห็นในงานพิธีพยุหยาตราทางชลมารคมาเป็นเรือเร็วในสงคราม พาย(อยู่กับที่)ไล่ตามเรือสำเภาจีน(ที่ลอยอยู่กับที่เช่นกัน) ซึ่งให้เพียงความรู้สึกด้านชาและไม่สมจริง ต่างกับการหักเหลี่ยมเฉือนคมและวางยุทธวิธีของกลเรือใน สุริโยไท อย่างสิ้นเชิง ที่ทำให้ฉากนั้นกลายเป็นหนึ่งในฉากชวนระทึกอันน่าจดจำ

ที่น่าตลกกว่าเดิมคือฉากในสุริโยไทซึ่งทำได้ดีกว่าชนิดไม่เห็นฝุ่น ไม่ได้มีเนื้อหาว่าด้วยการกอบกู้เอกราชชาตินิยมใดๆ แต่เป็นการดัดหลังเพื่อกำจัดขุนวรวงศาธิราช (จอนนี่ แอนโฟเน่) กับท้าวศรีสุดาจันทร์ (ใหม่ เจริญปุระ) ลงจากอำนาจต่างหาก – นี่คืออีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความเป็นปึกแผ่นและความเป็นชาติในหนังทั้งสองชุดนี้ ไม่ได้เรียกร้องพลังทางภาพยนตร์มาช่วยเกื้อหนุนเลย

ในทางหนึ่ง ที่กล่าวมานี้ก็คล้ายกับการสร้างอนุสาวรีย์ ซึ่งพิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณใช้อธิบายหน้าที่ของ ‘ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช’ ทุกภาค

ผมกลับมองต่าง เพราะทั้ง สุริโยไท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ผลงานประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมอลังการของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ไม่ได้พึ่งพิงตนเองอยู่กับพลังทางภาพยนตร์เลย หากแต่ใช้ปัจจัยบริบทรายล้อมจำนวนมหาศาล ผลักดันให้ผู้คนพร้อมใจจุดธูปเทียนบูชาพิมพ์เขียวของอนุสาวรีย์ ราวกับว่าได้เกิดอนุสาวรีย์ที่แท้จริงขึ้นแล้ว หนังทั้งสี่เรื่อง (หรือสองชุด) ถูกตั้งสมญาเสียตั้งแต่ยังไม่ออกฉายว่าเป็น ‘หนังแห่งสยามประเทศ’

คราวสุริโยไทนั้นก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสับสนในการดำเนินเรื่อง (พูดง่ายๆ คือดูไม่รู้เรื่อง) วิธีแก้ของหนังเรื่องนี้คือการป่าวประกาศเสียแต่เนิ่นๆ ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ผู้ชมจำต้อง ‘ศึกษา’ ประวัติศาสตร์ก่อนชม มีการแจกเอกสารแจกแจงตัวละครละเอียดยิบว่าใครเป็นลูกใคร ทำอะไรที่ไหน ครองราชย์เมื่อไร ถูกลอบปลงพระชนม์ด้วยวิธีการใด หักหลังหรือรักกับใคร นักแสดงคนไหนรับบทนั้น ผู้ชมที่หลงกลอ่านรายละเอียดเหล่านี้ก็จะมองข้ามความสับสน โดดไปโดดมาของเส้นเรื่องได้โดยง่าย เพราะมีข้อมูลอัดแน่นพร้อมอุดช่องโหว่มากมายในหนังเรียบร้อยแล้ว

หรือถ้าหากอ่านแล้วยังไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงลำดับเรื่องราวอีก วิธีแก้สุดท้ายก็คือ ‘ดูซ้ำอีกหลายๆ รอบ’ บัดเดี๋ยวนี้ เฉกเช่นเหล่าผู้แข่งขัน ‘แฟนพันธุ์แท้’ นั่นปะไร เขาดูกันแปดรอบสิบรอบถึงได้บรรลุถึงขั้นโสดาบันแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย

หนังสองชุดนี้จึงไม่ได้อยู่ในฐานะภาพยนตร์ แต่เป็นการผลิตซ้ำตำราเรียนในลักษณะของภาพเคลื่อนไหว มันไม่ได้เรียกร้องให้เราชื่นชมมันในฐานะภาพยนตร์ที่ดี หรือภาพยนตร์ที่สนุกตื่นเต้นในแบบหนังสงคราม (ย้อนแย้งดีไม่น้อยเมื่อพิจารณาว่าลักษณะการดีไซน์หลายสิ่งในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากหนังแฟนตาซีอย่าง The Lord of the Rings อยู่ไม่ใช่น้อย) เพราะความเป็นภาพยนตร์ยังสามารถก่อให้เกิดข้อถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามกับสารที่หนังกำลังสื่อ แต่แบบเรียนไม่ได้กำเนิดมาเพื่อให้เกิดสิ่งเหล่านั้น มันเกิดมาเพื่อสถาปนาความจริงชุดเดียวให้เป็น ‘ความจริงแท้’

นอกจากสุริโยไทและนเรศวรจะอ้างว่าตนเป็นภาพยนตร์งานสร้างระดับโลก ทัดเทียมหนังฝรั่ง ความคิดเรื่องภาพยนตร์ของตนในฐานะแบบเรียนประวัติศาสตร์หรืออนุสาวรีย์สำหรับกราบไหว้บูชา ยังทำให้ผู้สร้างไม่ขอรับการพิจารณารางวัลภาพยนตร์ไทย ไม่ว่าจะรางวัลใดก็ตาม (แต่กลับยินดีรับตำแหน่งเป็นตัวแทนประเทศไทยไปชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม) ด้วยเหตุผลว่ากลัวจะกวาดกลับบ้านมาเสียทุกรางวัลจนไม่เหลือที่ให้หนังเรื่องอื่น (กล่าวตามสัตย์ หากพิจารณาด้วยสติสัมปชัญญะแบบวิญญูชนอย่างแท้จริง เห็นทีจะไม่เป็นเช่นที่ว่า)

แต่เมื่อได้สัมผัสกับคุณภาพทางภาพยนตร์ที่ด้อยจนน่าใจหายใน ‘ยุทธนาวี’ (ที่แม้เทียบกับสุริโยไท, องค์ประกันหงสา และประกาศอิสรภาพ ที่ไม่ได้เป็นสุดยอดภาพยนตร์มาจากไหนยังด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ดังที่แจกแจงไปแล้ว) ก็ได้ตั้งคำถามว่างบประมาณจากรัฐบาลที่ส่งเสริมไปถึง 376 ล้านบาท จากกระทรวงพาณิชย์และงบไทยเข้มแข็งของกระทรวงวัฒนธรรมนี้นำภาษีประชาชนไปใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าแล้วหรือ การใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเพียงนี้กับหนังเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับการสนับสนุนมหาศาลจากราชสำนักและเอกชนเป็นทุนเดิม ก็ควรค่าแก่การตั้งคำถามอยู่แล้ว เมื่อเห็นผลงานที่งอกเงยออกมาจากเงินจำนวนนั้นกลับออกมาเป็นงานชั้นรอง งานด้อยคุณภาพ เราไม่ยิ่งควรตั้งคำถามอีกหรือว่าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร ไม่มีผู้ใดเห็นเป็นสิ่งผิดปกติหรืออย่างไร และควรมีผู้รับผิดชอบหรือไม่ เมื่อเงินที่นำไปลงทุนนั้นเกือบกึ่งหนึ่ง (ข้อมูลประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์อ้างว่าใช้งบประมาณทั้งหมด 940 ล้านบาท สำหรับ ‘ยุทธนาวี’ และ ‘ยุทธหัตถี’) มาจากประชาชน

เรต ‘ส่งเสริม’ ที่หนังได้รับ ทำให้ ‘ยุทธนาวี’ กลายเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้รับเรตนี้ และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกนับตั้งแต่ใช้เรตติ้งคัดแยกประเภทภาพยนตร์ ที่ได้รับเรตส่งเสริมโดยไม่ได้เป็นภาพยนตร์สารคดี (หนังสามเรื่องแรกที่ได้รับเรตนี้คือ Young@Heart, Jurassic 3D และ Under the Sea 3D) นอกจากคำถามเรื่องความชอบธรรมของเรตพิสดารนี้ ที่พิจารณาโดยไม่สนใจเรื่องเพศและความรุนแรงในหนัง (เพียงแค่บอกว่าเป็นหนังประวัติศาสตร์แห่งสยามประเทศ ต่อให้มีการพูดหยาบคาย มีฉากเรื่องเพศ มีฉากสยดสยองเลือดสาดฆ่ากันตายในสงครามจำนวนมาก ก็ยังควรให้คนไทยทุกคนดูอยู่ดี) ยังน่าตั้งคำถามกับการ ‘โอ๋’ หนังเรื่องนี้อย่างเกินจริง ดังที่ได้อธิบายไปตอนต้นบทความแล้วว่าเส้นเรื่องประวัติศาสตร์ของ ‘ยุทธนาวี’ แทบไม่ได้เป็นใจความสำคัญของเรื่อง การส่งเสริมหนังเรื่องนี้ในฐานะภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ในฐานะอนุสาวรีย์ ในฐานะแบบเรียน ว่าเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลแล้วหรือ แม้จะสวมแว่นมองจากมุมอนุรักษ์นิยมสุดขีด ราชาชาตินิยมสุดขีดแล้วก็ตาม – การส่งเสริมนี้ยืนอยู่ที่ความน่าส่งเสริมของตัวภาพยนตร์ที่สร้างเสร็จสิ้น หรืออยู่ที่ ‘เจ้าของเรื่อง’ กันแน่?

ไม่ยิ่งควรตั้งคำถามหรือว่าเพราะเหตุใดหนังประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมจึงได้รับการสนับสนุนมหาศาลถึงเพียงนี้อยู่แค่เรื่องเดียว ในขณะที่หนังแนวเดียวกันเรื่องอื่นที่ทุ่มทุนสร้างมากมาย บางเรื่องได้งบสนับสนุนจากรัฐเพียงระดับ ‘เจียดเศษ’ และบางเรื่องไม่ได้รับการเหลียวแลด้วยซ้ำ ได้แต่ปล่อยให้เข้าฉายตามยถากรรม เจ๊งไปตามยถากรรม และถูกคนดูสาปแช่งก่นด่าไปตามยถากรรม

หนังประวัติศาสตร์ชาตินิยมประเภทเดียวกันอย่าง สียามา (ปรีชา สงสกุล), คนไททิ้งแผ่นดิน (นิรัตติศัย กัลย์จาฤก), บางระจัน ๒ (ธนิตย์ จิตนุกูล) และ ซามูไรอโยธยา (นพพร วาทิน) ได้แต่มองตาปริบๆ ว่าทำไมไม่เห็นมีใครช่วยโหมกระแสโปรโมตให้เป็นอีเวนต์ระดับชาติ ชนิดที่ผู้ถือสัญชาติไทยทุกคนต้องถูกเกณฑ์เข้าโรงภาพยนตร์ แบบหนังของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิมบ้าง – หรือได้รับทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาลระดับหลายร้อยล้านจากภาษีประชาชนเช่นนี้บ้าง

ในขณะที่หนังกลุ่มหลังนี้ถูกคนดูวิจารณ์ได้อย่างตรงไปตรงมา ว่ามีจุดดีจุดด้อยอย่างไร แต่กับ ‘ยุทธนาวี’ ได้อาศัยอานิสงส์ต่างๆ ดังที่ได้เขียนไปแล้ว ทำให้ตัวเองอยู่จุดเหนือการวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถาม โดยที่ไม่ใช้ความดีงามของตนเองเข้าสู้ และไม่ใช้พลังทางภาพยนตร์เข้าสู้ เลยด้วยซ้ำ แต่ใช้สถานะความเป็นอนุสาวรีย์และความเป็นแบบเรียนอย่างแข็งขัน ป่าวประกาศทั่วไปภายใต้คราบของความเป็นหนังแห่งสยามประเทศ หนังเพื่อความสมานฉันท์สามัคคี หนังเพื่อความรักชาติ หนังประวัติศาสตร์บรรพชนเพื่อคนรุ่นหลัง หนังที่เจตนาดีบริสุทธิ์ขาวสะอาด ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน

เช่นนี้ต่างอะไรกับการกราบไหว้อนุสาวรีย์ทั้งที่มันยังเป็นเพียงพิมพ์เขียวหรือ? ต่างอะไรกับการกราบไหว้ยกย่องสรรเสริญคุณงามความดีของคน ทั้งที่ยังเป็นเพียงเด็กในครรภ์หรือ?

 

  • พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ

    ผมกับคุณชญาณิน มองกันในคนละบริบทครับ คือผมมองในมุมนักประวัติศาสตร์ คุณชญาณินมองในมุมของพวกเชี่ยวชาญภาพยนตร์ ผมจึงไม่ได้ให้นำ้หนักกับเนื้อหาของหนังมากนักแต่ผมเน้น “วิธีคิด”ก่อนที่จะเป็นหนัง ซึ่งก็อยากจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้ภาคสุดท้ายจะขมวดปมอย่างไร? เป้นกำลังใจให้กับงานเขียนครับ

  • กระต่าย

    จะมีการทำหนังเรื่อง พระเจ้าตากสินใหม เพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่ได้กอบกู้เอกราชครั้งที่ 2

  • จันทรา

    เขียนบทความได้คมคายวิจารณ์อย่างเป็นกลาง เพราะเคยคิดเหมือนกันว่าทำไมต้องเสียภาษีไปให้ท่านมุ้ยทำหนังซะขนาดนี้ อยากให้นำเวินเหยียบพันล้านมาสร้างอคาเดมีทางภาพยนตร์ดีๆให้เยาวชนไทยดีกว่าค่ะ. ชื่นชมนะคะ

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    ขอบคุณคุณพิเชฐครับ

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    ขอบคุณคุณจันทราด้วยครับ

  • Toy Nok

    เห็นด้วยกับคุณ จันทรา

  • ณพสิทธิ์

    ในความคิดเห็นของผมนะ จะวิจารณ์อย่างไรก็ได้ แต่อยากให้มองถึงจุดประสงค์ของคนที่สร้างว่าต้องการสื่อให้คนไทย
    รู้สึกอย่างไร คิดถึงบรรพบุรุษของเราว่าได้ช่วยกันสร้างได้ส่งต่อให้เราได้อยู่กันอย่างสุขสบายอย่างไร วิจารณ์อย่างเดียวแต่ไม่ช่วยกันคิด ไม่ช่วยกันทำ ไม่ช่วยช่วยกันรณรงค์ อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร

  • นพดล

    ไม่วิจารณ์ ไม่พูดในสิ่งที่คิด ปล่อยให้มีการใช้ “อภิสิทธิ์” ใช้เงินจำนวนมหาศาลไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่มีมาตรฐานในการทำงาน การประเมิน การตรวจสอบที่เท่าเทียมกันในการบริหารงบประมาณ ที่มาจากภาษีของประชาชน

    ไม่ช่วยกันคิด ไม่ช่วยกันถาม ไม่ช่วยกันรณณรงค์ อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร

  • หลานเสรีไทย ผู้เกรียงไกร

    ผมว่า ท่านมุ้ยต้องการสื่อ และโยงอะไรบ้างอย่าง ไปสู่ ตอนจบที่ เราเอง หรือ แม้แต่คุณเอง ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ เพราะฉะนั้น ศิลปะ บางครั้ง หากยังเสพไม่สุด ก็ไม่ควรประกาศกร้าว เพราะ ภาพที่คุณยังเห็นไม่ชัด คุณจะเอามาตัดสินได้ไง สังคมเมืองไทย มากมายคน วิจารณ์ แต่น้อยนักคนที่สร้างสรรค์ เปลี่ยนชื่อ เป็น คุณเก่งจัง หลังเครื่องคอม กันทั้งประเทศเลยเนอะ ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกันมั้งครับ

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    @หลานเสรีไทย – ผมต้องรอจนท่านมุ้ยทำภาคอวสานก่อนถึงจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้งั้นหรือครับ?

  • เทิดศักดิ์

    เห็นด้วยครับ โดยส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะทำภาคนี้ออกมาด้วย เนื้อหาไม่มีอะไรเลย ตามจับจีนคนเดียว แล้วยังจับไม่ได้ด้วย ยังใช้ชื่อ ยุทธนาวี อีก ช่างออกทะเลจริง ไม่นับเรื่องความสมจริงอีก สรุปว่า แย่ครับ

  • มนูญ

    ผมกลับเห็นในสิ่งที่นำเสนอในหนังครับ

    นางในสองคนที่แสดง และ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมี ผมกลับเห็นว่าเป็นตัว “เชื่อม” ให้เห็นว่าภายในราชสำนักเอง ข้าศึกมาถึงไหนแล้ว ยังไม่รู้ร้อนหนาว

    หนังมีแง่ให้ดู และให้ถาม ถ้าคิดจะถามต่อนะ

    หรือเรื่องที่ชาวบ้านร่ำลือว่า พม่ารามัญ สูงสองวา ยกควายได้ทั้งตัว นั่นก็สื่อให้เห็นถึงข่าวลือ ที่อาจจะปล่อยจากฝ่านศัตรู ซึ่งเป็นกลยุทธ์อย่างนึงในสมัยนั้น ก่อให้เกิดความหวาดกลัว อย่าลืมว่าสมัยนั้นไม่มีโทรทัศน์นะ

    ส่วนสามก๊ก ศึกผาแดง ก็ด้อยกว่าอ่านในหนังสือซะอีก ยำหนังซะจนไร้สาระ ถึงจะถูกนำเสนออีกมุมของคนที่มองจิวยี่ก็เถอะ

    ส่วนไอ้หนัง มังกรกู้ชาติ สำหรับผม โครตอ่อนในแง่เนื้อหา ยกหางประธานเหมาซะจนเกินงาม ตามภาษิต คนชนะเขียนประวัตศาสตร์

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    @มนูญ – ผมมองว่าส่วนที่เชื่อมเรื่องราชสำนักอย่างที่คุณมนูญบอก ไม่ได้เล่าผ่านนางในสองคนนี้เท่าไรนักครับ เพราะมีส่วนที่พระนเรศวรไปพูดกับคนในวังอื่นๆ ในฉากที่บอกให้ออกไปแจกข้าวปลาอาหาร (ซึ่งไม่สมจริงและดูเฟคมากๆ ชาวบ้านกับราชสำนักในสมัยนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบเดี๋ยวนี้นะครับ) นางในสองคนนี้เข้ามาเพื่อพล็อตแนวรักๆ ใคร่ๆ มากกว่าครับ

  • Siu

    เสียดายเงิน ที่ดูจัง ตั้ง 140 บาท แนะ ตอนเข้าไปดู ก้อ ค้น กระเป๋าเสียระเอียดหยิบ
    กลัวว่า จะเอากล้องเข้าไปซูมหนัง กะว่า จะเดินออกไม่ดูแล้ว

    เพราะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ แต่เวลาว่างมันเยอะ เลยต้องดู วันที่ 13 เมษา ไปดู สงครามยึดโลกดีกว่า
    ใครไปมั้ง บอกด้วย

  • http://kritdikornwongswangpanich.wordpress.com กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

    เป็นหนึ่งในงานเขียนของตี้ที่ผมชอบที่สุดนับแต่เคยอ่านมา ผมว่าชิ้นนี้แบ่งภาคงานได้กำลังดีด้วยระหว่างน้ำหนักในการวิจารณ์ภาพยนตร์ในฐานะความมีสีสัน/คุณภาพในการเป็นภาพยนตร์โดยตัวมันเอง (เชิงเทคนิค), เนื้อหาทางประวัติศาสตร์, และเนื้อหาเชิงทฤษฎี (พวก Grand Theory ต่างๆ อย่างพวก “ชาตินิยม”, ฯลฯ)

    จริงๆ หากพูดแบบตอบสนองรสนิยมส่วนตัวของผมเอง ผมอยากจะให้ขับเน้นประเด็นที่มันย้อนแย้งมากๆ อย่างเรื่อง “การเป็นภาพยนตร์แห่งชาติ” ทั้งๆ ที่ “มันยังไม่มีความเป็นชาติเกิดขึ้นมา” เลย (อะไรทำนองนั้น) เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญใน ปวศ.ไทยอย่างมากในสายตาผม ที่คนเราชอบรวม “ประวัติศาสตร์ก่อนมีชาติ มาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์รัฐ-ชาติ”…anyway สรุป อย่างตอนแรกผมชอบชิ้นนี้ที่ตี้เขียนมากๆ four-thumb up!

  • 2552BK

    พวกมึงทั้งหลายในนี้อย่าดัดจริตให้มากนักเลย ไม่อยากอยู่ประเทศนี้ อยากศิวิไลศ์เหมือนฝรั่งเสรีนิยมแบบพ่อมึง ไม่เคารพนับถือสิ่งที่เขารวมใจยกย่องเทอดทูนต่อๆกันมาก็ออกไปเสียให้พ้น ปล่อยให้พวกโบราณงี่เง่าชาตินิยม อนุรักษ์นิยมเชยๆ หรืออะไรที่มึงดัดจริตประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำเรียกเขาได้อยู่ร่วมกัน อยากอยู่ในสังคมภายใต้การนำของไอ้สาระเลวหน้าเหลี่ยมก็ออกไปเสีย กูล่ะเบื่อทฏษฎีขี้ข้าแนวคิดฝรั่งที่พวกมึงเทิดทูนจริงเลย เวบไซค์ที่เหมาะสำหรับคนอย่างพวกมึงก็คือ [...] ลองเข้าไปดูสิ ศิวิไลจริงๆ…

  • สุรศักดิ์ ธรรมโม

    เป็นบทความที่ผมชื่นชอบมากครับ ขอให้กำลังใจให้คุณ ชญานิน เตียงพิทยากร ผู้เขียนบทความนี้ครับ

  • Kan Yuenyong

    คุณ 2552B ขออนุญาตนำลิงก์ที่เข้าไปเว็บไซต์ของคุณ ออกไปนะครับ เพราะเป็นลิงก์ที่มี content เกี่ยวกับเรื่องสวิงกิ้ง ซึ่งผมคิดว่าอาจผิดกฎหมายครับ

    ที่คุณวิจารณ์มาใน comment นี่ผมยังไม่แน่ใจว่าวิจารณ์ว่าบทความเรื่องนี้มีปัญหา หรือมีข้อผิดพลาดยังไงนะครับ เท่าที่จับได้คือเหมือนกับคุณไม่สบายใจเรื่องการใช้องค์ความรู้จากตะวันตก (อยากศิวิไลศ์เหมือนฝรั่งเสรีนิยมแบบพ่อมึง, กูล่ะเบื่อทฏษฎีขี้ข้าแนวคิดฝรั่งที่พวกมึงเทิดทูนจริงเลย) ผมก็สงสัยว่ามันมีปัญหาอะไรตรงไหน ยังไง

    ต่อให้คนที่มีความเชื่อแนวอนุรักษ์นิยม ย้อนกลับไปสมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ในหลวงทั้งสองพระองค์รับแนวคิดตะวันตกมาก็มากนะครับ ทั้งการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปทหาร ระบบราชการ ธนาคาร ฯลฯ (ไม่ต้องนับที่ทรงส่งพระโอรสไปศึกษาต่อต่างประเทศอีก) แ้ม้แต่หนังสือที่ใช้โต้ตอบกันเป็นการภายในยังใช้ภาษาอังกฤษเลยล่ะครับ เคยอ่านงาน “Thai Old Siamese Conception of Monarchy” ที่พระองค์เจ้าธานีนิวัตเขียนไหมครับ เขียนเป็นภาษา “ต่างด้าว” ทั้งดุ้นเลยครับ ใจคอคุณคงจะไม่ใส่ร้ายว่าเป็นพวกนิยมฝรั่ง และถึงกับไล่พระองค์่ท่านออกไปนอกประเทศใช่ไหมครับ

    ถ้าบังเอิญคุณชอบเรื่องแบบ “ไทย ๆ” ลองอ่าน งานเขียนเรื่อง “ศึกหกภพ” ดูก็ได้นะครับ

    แต่เอาเข้าจริงผมก็ยังสงสัยว่า ไอ้คำว่า “ไทย ๆ” จริง ๆ นี่มันคืออะไรกันแน่ คติรามเกียรติ์ก็ดี พุทธเถรวาทก็ดี พุทธมหายานก็ดี เราก็รับมาจากอินเดียผ่านไม่ทางเขมร ก็พม่ารามัญแทบทั้งนั้น นี่ก็ “ต่างด้าว” หรือเปล่านะครับ ไม่แน่ใจ?

    พูดก็พูดเถอะ ส่วนใหญ่คนที่ชอบมาโอ่เรื่องไทย ๆ เนี่ยะ ผมเห็นมาหลายคนแล้วนะครับ รามเกียรติ์ก็ไม่เคยอ่าน มหาภารตะก็ไม่รู้จัก (ยุธิษฐิระ นี่เป็นใครนะ) วัดวาก็ไม่เข้า นั่งสมาธิก็ไม่เคย มาคุยใหญ่คุยโต อย่าว่าแต่จะเคยอ่านคัมภีร์ทางพุทธศาสนาเลยครับ หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านพุทธทาสเคยทั้งเขียนหนังสือและบรรยาย ดีเบทแนวคิดเรื่องการเกิดแล้วตายแบบข้ามภพข้ามชาติว่าเป็นมิจฉาทิษฐิ เป็นแนวคิดจากพราหมณ์ผสมเข้ามา แล้วมาเผยแพร่ผ่านคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์ด้วยซ้ำ

    ปล. ที่บอกว่าพวกในนี้ หมายถึงผมหรือเปล่าไม่ทราบเป็นพวกเสรีนิยมนี่ ผมถือว่าเป็นคำชมนะครับ ขอบคุณครับ

  • ทรงพล ธรรมชัย

    อยากให้คนวิจารณ์ภาพยนต์เรื่องนี้ มาเขียนบท กำกับเองดูสิ จะทำได้แค่ไหน คนเรามีความสามารถไม่เหมือนกัน เก่งคนละอย่าง ที่สำคัญการได้อ้างตนว่าเป็นผู้รู้จริง ไม่ควรพิพากษาว่าสิ่งที่คน ๆ หนึ่งทำ ดีหรือไม่อย่างไร อย่างน้อย เมืองไทยก็ยังมีคนกล้าทำหนังประวัติศาสตร์ที่อลังการขนาดนี้ออกมาได้ มีใครสักกี่คนจะทำได้ อาจไม่มีอีกแล้ว นักวิชาการก็ควรแสดงความเห็นทางวิชาการ มิใช่วิชากู ทำเองไม่ได้ก็ไม่ควรไปตำหนิคนอื่น

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    @ทรงพล ธรรมชัย – วงการหนัง, ละคร, ดนตรี, สื่อศิลปะใดๆ ที่ไม่มีการวิจารณ์ วงการนั้นตายแล้วครับ

  • อ้อน

    ข้อเขียนนี้ตรงใจผมสุด ๆ ผมเป็นคนนึงที่ยกย่องสมเด็จพระนเรศวรในพระปรีชาของท่าน ตลอดจนกษัตรย์ไทยองค์อื่น เช่นพระเจ้าตากสิน ที่กู้เอกราช ผมจึงไม่อยากให้ใครเอาพระองค์ท่านมาหากิน โดยการบิดเบือนให้ทุกคนยอมรับสิ่งที่ตัวทำเพียงเพราะว่าเอาเรื่องของกษัตรย์มาทำ แล้วก็จะปิดปากทุกคนด้วยคำว่าไม่รักชาติรักกษัตรย์ไทยใช่มั๊ยเลยวิจารย์เสียๆ หายๆ เราวิจารณ์หนังไม่ใช่วิจารณ์ความเป็นชาติ ต้องแยกให้ออก ไม่ใช่ทำหนังห่วยอย่างไรก็ได้ เพราะมันเป็นหนังกษัตรย์อย่างนั้นไม่ถูก คนดูไม่ได้เข้าไปดูฟรี ๆ เขาเสียเงินเข้าไปดู แต่ห้ามเขาวิจารณ์หนัง เป็นไปได้งัย

  • คนในนะจ๊ะ

    ขอนิดนึงนะครับ ในฐานะที่ได้ร่วมทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย อย่างแรกผมชอบบทวิจารชุดนี้ อย่างน้อยก็มีคนสนใจในหนังเรื่องนี้กว่าคนที่เข้าไปชมเฉยๆหรือโดดนบังคับไปชม
    อย่างที่สองคือภาพ ขบวนเรือที่คุณนำมาบอกว่า ถ่ายกลางวันภาพในหนังเป็นกลางคืน นั้นมันไม่จริงครับ
    เพราะฉากในหนังเป็นการถ่ายทำกลางคืนจริงๆทั้งหมด ส่วนภาพนี้อาจเป็นภาพฉากเรือกลางวันที่นักข่าวหรือท่านไดไม่ทราบถ่ายมา เพราะกลางวันมีทั้งการซ้อมทหารพายเรือรวมถึงการถ่ายฉากการเดินทางด้วยเรือเวลากลางวันด้วยแต่อาจจะไม่ได้มาใช้ในหนังหรือเป็นฉากในภาคต่อไป

    ส่วนเรื่องตัวละครที่เพิ่มเข้ามา บางตัวผมว่ามีการสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มความบันเทิงให้กับหนังแต่ไม่ได้สร้างขึ้นมาดื่อๆมันมีที่มาที่ไปแน่นอน

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    @คนในนะจ๊ะ – ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ แต่ผมไม่ได้บอกหรือกล่าวหาว่าถ่ายกลางวันแล้วภาพในหนังดันเป็นกลางคืน (หรือ day for night) ผมแค่เอารูปเรือมาให้ผู้อ่านเห็นว่าฉากยุทธนาวีมีภาพประมาณนี้เท่านั้นครับ

  • http://www.semsame.com/ jiw

    เห็นด้วยทุกประการจริงๆครับ

    แต่ถึงอย่างไร จะรอดูภาค4.. เพื่อให้รู้ว่า ตอนจบของเรื่องจะเป็นเช่นไร
    ดูเหมือน ภาค3 .. จะเป็นแค่น้ำจิ้ม ที่สร้างขึ้นมาเพื่อบอกเรื่องราวของมันในภาค 4 ..

    แต่ถ้า ภาค4 .. ออกมาแล้วยังมีความรู้สึกเดิมๆ .. ก็คงจะไม่พูดอะไรมาก นอกจากร้อง “เฮ้อ” ^^

  • aescom

    ในแง่การเป็นนักเรียนศิลปะและสนใจศึกษาด้านโบราณคดีบ้าง การทำหนังแบบนี้เป็นดาบสองคมครับ คือทำให้เด็กรุ่นใหม่ติดตาและเชื่อในสิ่งผิด และข้อผิดพลาดทางด้านจริต จารีตแบบไทย ศิลปะลวดลาย พิธีการ เครื่องแต่งกายอะไรเพี้ยนไปหมด(นางในสวมรองเท้านั่งร้อยมาลัยในตำหนัก) สงสารบรรพบุรุษเถอะครับว่าเราดูถูกบรรพบุรษขนาดไหน เสือเกราะแบบในเรื่องก็ดูเป็น The lord of the ring จริงๆ ม้ายังสวมเกราะ ถ้ามีจริงก็ควรมีในจิตกรรมฝาผนัง จดหมายเหตุ หรือเศษซากที่เหลือบ้างสิ ลวดลายกลายเป็นกนกที่ผ่านการคลี่คลายออกมาเป็นลายอะไรไม่รู้ดูเหมือนกาตูน อีกอย่างมันไม่ใช่ลวดลายในสมัยอยุธยาเลย! ของในราชสำนักงานดูหยาบมากกกกกกกกกกก น่าเกลียดบอกได้คำเดียว ส่วนเรื่องเรือราชพิธีเรื่องกลางวันกลางคืนลืมไปได้เลย แต่การตั้งเครื่องสูงบนเรือในตอนออกรบมันไม่ใช่นะครับ สิ่งที่มันใหญ่โตอย่างสำเภาผมว่าเอาตังไปทิ้งเสียเปล่าๆ ใช้CGทำก็ได้ครับ เอาเงินจำนวนนั้นไปทำฉากอะไรให้มันดีเสียก่อน ศึกษาผู้รู้เสียก่อนมันจะคุ้มค่าและค่อยสมชื่อหน่อยนะครับ ข้อมูลทั้งหลายที่กล่าวมาล้วนเป็นสิ่งที่อาจารย์หลายๆท่านได้วิจารณ์ไว้สำหรับหนังเรื่องนี้ทั้งสิ้นครับ

  • เปิ้ล เปิ้ล

    คุณชญานิน วิจารณ์ได้คมคายมากๆ เพราะความรู้สึกที่ต้องไปดูหลายๆรอบบัดเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นหลายตอน ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร มายังไงแต่น่าเสียดายใช้เงินเยอะขนาดนี้น่าจะดีกว่านี้นะคะ ฟิลม์ถ่ายแล้วไม่ได้ใช้คงกองเป็นโกดัง เอามาตัดต่อได้อีกหลายภาค

  • บอล คนคอน

    ผมว่าที่จงใจส่งภาคนี้มาก็เพื่อปลุกใจให้คนไทยรู้ว่าเขมรมันคบไม่ได้ป่าวครับ

  • นก

    คุณ ชญานิน เขียนวิจารณ์ได้อย่างนอบน้อม แต่เก็บได้ทุกประเด็น
    ไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนที่ต่อว่าการวิจารณ์แบบสร้างสรรค์เช่นนี้อีก

    เห็นด้วยว่า หนังเรื่องนี้ ต้องสนับสนุนให้คนไปดู
    แต่ดูแล้วต้องรู้จักคิดด้วย ไม่ใช่เค้าให้ดูอะไรก็ดูไปเรื่อยเปื่อย
    อะไรดีก็ต้องชม อะไรไม่ดีก็ควรบอกกล่าวจะได้พัฒนาให้ดีขึ้น ชาติบ้านเมืองจะได้เจริญ

    การทำหนังมันไม่เกี่ยวกับต่างชาติหรือคนไทย
    หนังแบบไหนๆ ถ้าทำออกมาดีมันก็ดีอยู่ดี เพราะมันเป็นศิลปะ มันไม่มีชาติหรือภาษา
    เหมือนเวลาฟังเพลงเพราะ ไม่ว่าเพลงจีน หรือ เกาหลี หรือ ภาษาไหนๆ ก็สามารถทำให้ไพเราะได้เหมือนกัน

  • นฤดี

    การดูหนังดูเพื่อการบันเทิงกันใช่ใหมคะ แต่ทำไมมีบทความวิจารย์เยอะจัง
    ความจริงน่าจะขอบคุณผู้จัดทำมากกว่า ที่ให้ทั้งความบันเทิงและรู้ถึงประวัติศาสตร์
    ที่ไม่มีผู้ใดกล้าทุ่มทุนสร้าง เสริมบ้างเพื่อความบันเทิงเพื่อไม่ให้เครียดกับการดูหนัง

    เกินไปจะไปวิจารย์อะไรกันมากมาย ดูให้เป็นการบันเทิงและงานศิลย์สิคะจน
    แนวคิดภาค 3น่าจะเป็นแค่ความเชื่อมโยงระหว่งการทำศึกระหว่างภาค 2 กับ ภาค 4
    จุดสำคัญคือสาเหตุที่นันทบุเรงทำศึกภาค 4เพราะพระนเรศประกาศอิสระภาพจากภาค 2

  • นฤดี

    Siu@หากมีเวลาว่างเยอะอย่าไปดูหนังเพื่อฆ่าเวลาเลย
    ขอแนะนำว่าเอาเงินที่เจียดจะซื้อตั๋วหนังไปบริจาคคนที่เดือดร้อน
    ดีกว่าได้บุญด้วยเนอะ

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    @นฤดี – ถ้าผมบอกว่าไม่ได้ดูหนังเพื่อความบันเทิง งั้นผมก็วิจารณ์ได้สินะครับ :) แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่าแค่การที่คุณบอกว่า “สนุก” หรือ “ไม่สนุก” – “บันเทิง” หรือ “ไม่บันเทิง” ก็คือการวิจารณ์งานศิลป์และงานบันเทิงแล้วครับ

  • อุกฤษฎ์

    ชอบงานเขียนมากครับ คุณชญานิน เตียงพิทยากร ผมขอพูดอะไรตรงตรงกับที่อ่านบทวิจารย์แบบนี้แล้วเกิดอารมณ์เข้าขั้นเดือดดาลนะครับว่า “คุณกำลังดูถูกสติปัญญาตนเองอยู่” ผมเชื่อว่าแม้แต่ผู้จัดทำอ่านก็จะเข้าใจสิ่งที่คุณชญานิน ต้องการจะสื่อออกมา ผมไม่ค่อยได้เห็นคนที่วิจารย์ได้ละเมียดอย่างคุณเท่าใดนัก จะอย่างไรก็ตามทั้งตัวผมเองคุณชญานินและเชื่อว่าอีกหลายท่าน ก็ยังคงรอบทสรุปของ “ยุทธหัตถี” อยู่เช่นกัน

  • Siu

    ต้องการให้วิจารณ์เรื่อง The king and I บ้าง เพราะเพื่อนที่อยู่เมืองนอก เค้าติดใจเรื่องนี้มาก เค้าเป็นต่างชาติ แต่เมื่อเค้าดูเรื่องนี้ แล้ว เค้า เกิด หลงรักเมืองไทย แต่ Siu ก้อไม่เคยดูเหมือนกัน เลยวิจารณไม่ได้ เค้าก้อถามว่า Siu ทำไมไม่ได้ดู หนังดี ๆ อย่างนี้…….. หาดูไม่ได้นี่หน่า

  • Siu

    ตอนนี้ Siu หันมาดู ซีรี่ย์ เรือง outsource-season-1 หลังจาก Prison Break, 24 hr ดูหนังมาเยอะมาก ตั้งแต่ ราคา 30 บาท เป็นที่นั่งที่ดีที่สุด ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว จนรู้ว่าหนังเป็นการเลียนแบบ ถอดแบบกันมา เลยเริ่มเบื่อ การตลาดเดิม ๆ ตำนานสมเด็จพระเนศวร มหาราช ถ้าทำหลายภาคแบบนี้ น่าจะเป็น ซี่รี่ย์มากกว่าหนังใหญ่ คิดว่าคงไม่จบแค่ภาค 4

  • appws

    วิจารณ์หนังก็ส่วนหนึ่ง ความคิดเห็นเรื่องอื่นๆเอามาแฝง ทำให้รู้ว่าผู้วิจารณ์มีอคติ

  • kiss makqq

    มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ เค้าก็บอกว่าตำนาน เข้าใจคำว่าตำนานมั้ย เป้นเรื่องสร้างอิงประวัติศาสตร์ เค้าทำให้รักชาติ มานั่งวิจารณ์อยู่ได้ติโน่น ตินี้ แต่ตัวเองไม่ทำอะไรซักอย่างดีแต่ว่าคน อื่น เก่งจริงก้อมาทำหนังอย่างนี้บ้างสิ ได้แค่มานั้งเขียนด่าคนอื่น น่าไม่อาย

  • อ้อน

    หนังห่วยทำไมต้องชื่นชม กระแสเค้าก็ด่ากันทั้งเมือง เคยเปิดดูมั่งไม๊ ไม่ใช่แค่ที่นี่ เอาภาษีไปทำด้วย บทก็อ่อน ดูก็หลับ หลับหูหลับตาชมกันเองน่าสมเพช รับได้แต่คำชมคำติไม่เอา ถ้ากลัวคนด่าทำไมไม่ทำเองดูเอง เอาออกมาฉายกินเงินคนทำไม แทนที่จะเอาที่เค้าติไปปรับปรุง เรื่องราวกษัตรย์ไทยมันของคนไทยทั้งชาติ

  • Maneeratสต

    อุกฤษฎ์@ สติปัญญาเอาไว้ใตร่ตรองสำหรับเรื่องดีๆที่มีคนสามารถสื่อให้รักกษัตริรักแผ่นดิน
    และคิดตามทำในสิ่งที่ดีได้ไม่เป็นตัวถ่วงของสังคมและแผ่นดิน ไม่ใช่มานั่งวิจารย์กับสิ่งที่ตนคิด
    ควรจะใช้คำว่าเสนอแนะมากกว่า แน่จริงไปเป็นที่ปรึกษาคอยชี้แนะให้กับคณะผู้จัดทำขณะกำกับ
    ก่อนหนังเข้าฉายสิ แสดงตนเลย และขอร้องอย่าเขียนโต้อีกเลยเอาเวลาไปคิดในสิ่งที่ทำให้
    สร้างสรรค์ดีกว่า ที่เขียนมาอดไม่ได้จริงๆ
    และเห็นด้วยกับคุณ Kiss makqq เป็นอย่างยิ่ง

  • รุท

    ในเมื่อผู้เขียนอ้างว่ามีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งเป็นงานศิลปะได้ ผมก็ขออนุญาตวิพากษ์วิจารณ์งานเขียนชิ้นนี้ด้วยเช่นกัน ว่าเป็นงานเขียนที่ใช้ภาษาไทยได้ดัดจริตมากเหลือเกิน มีการใช้ถ้อยคำที่พยายามจะเท่ห์จะเก๋ด้วยการใช้ศัพท์สูงก่อนจะแปลให้ฟังดูง่ายด้วยศัพท์ชาวบ้าน ราวกับจะวางตนเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านภาษาไทยเสียเหลือประมาณ แต่อ่านแล้วกลับชวนให้ขัดความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนโดยทั่วไป และทั้งยังใช้ถ้อยคำที่รุนแรง “ชุ่ย” ซึ่งเป็นการกล่าวว่าแบบเหมารวมต่อภาพยนตร์ตอนนี้ทั้งตอนอย่างไม่มีอะไรดีเลย ทั้ง ๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นฉากรบ การแต่งกายของนักแสดงนั้น ก็มีความพยายามและความปราณีตเหนือกว่าภาพยนตร์อีกหลาย ๆ เรื่องที่เคยผ่านมามากมายหลายเท่านัก

    ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการที่ผู้วิจารณ์เพิ่มเติมบางท่าน เขียนติติงการ การแต่งกายในสมัยนั้นของหนัง ว่ามีความผิดเพี้ยนเกินจริงไปจากของเดิม แต่ถ้อยคำในบทความนี้ของผู้ที่ท่านนิยมชมชอบกลับรู้สึกชื่นชอบได้โดยปราศจากข้อกังขาเสียได้

    การวิพากษ์วิจารณ์ในบทความนี้มุ่งเน้นที่จะเหน็บแนม และกล่าวติต่อภาพยนตร์โดยไม่กล่าวก่อ ทั้งที่กล่าวอ้างคำของท่านมุ้ยแล้วว่าหนังอาจมีส่วนที่เสริมเติมแต่งเข้าไปเพื่อความสนุกสนาน แต่ผู้วิจารณ์กับพยายามที่จะกล่าวติการเสริมเติมแต่งเรื่อง ราวกับอยากให้ภาพยนตร์ชุดนี้เป็นเพียงสารคดีที่น่าเบื่อเรื่องหนึ่งเท่านั้น เหมือนคนที่ไม่เข้าใจในเจตนารมรณ์ของผู้สร้างเลยทั้ง ๆ ที่ก็ไปหยิบยกคำท่านมากล่าวอ้างไว้ก่อนแล้ว พูดให้ง่าย ๆ ก็คือ จ้องจะด่าเขาอย่างเดียวจนสับสนตัวเอง ไล่ต้อนด้วยคำพูดหวานในตอนแรกเหมือนจะกล่าวชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในตอนอื่น ๆ แต่สุดท้ายก็กล่าวตบท้ายด้วยความก้าวร้าวต่อภาพยนตร์ทั้งเรื่องนี้และเรื่องก่อนหน้าว่าไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ผมอยากจะให้ท่านผู้เขียนลองสร้างหนังซักเรื่องให้ดูจัง ผมอยากจะรู้จังว่าท่านมีทักษะในการสร้างหนังระดับไหนจึงเที่ยวได้มาวิพากษ์วิจารณ์งานของผู้อื่นอย่างสาดเสียเทเสียได้มากมายขนาดนี้

    ถ้อยคำเปรียบเทียบดังคำของผู้เขียนที่ว่า
    “ผมเชื่อว่าฉากพระนเรศลั่นพระแสงปืนข้ามลำน้ำสะโตงที่เป็นจุดขายหลักซึ่งยึด โยงกับเรื่องเอกราชและการกู้ชาติ ไม่ได้เป็นที่จดจำมากเท่าฉากรักดูดดื่มกลางลำน้ำระหว่างพระราชมนูกับเลอขิ่น (อินทิรา เจริญปุระ) และฉากกุมมือหยอกล้อระหว่างพระชัยบุรีกับพระศรีถมอรัตน์ หลังถูกสะเก็ดระเบิดจนเจ็บหนัก”
    ถ้อยคำดังกล่าวนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ๆ เลย ฉากพระแสงปืนต้นนั้นเป็นฉากที่มีความสำคัญและดึงดูดใจของผู้ชมเป็นอย่างมาก เทียบไม่ได้เลยกับฉากรักดูดดื่มระหว่างพระราชมนูกับเลอขิ่น หรือว่าฉากเล็ก ๆ ของความรักระหว่างเพื่อนของพระชัยบุรีกับพระศรีฯ ยกเว้นแต่ท่านผู้เขียนจะรู้สึกของท่านไปเองเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ผมอยากจะขอติงว่า การจะเขียนบทความใด ๆ นั้นควรได้มีความเคารพและสำนึกต่อความรู้สึกของผู้อ่านด้วย และสำคัญที่สุดคือควรต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสถานการณ์ในบ้านในเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นจิตสำนึกที่จะต้องมีความกตัญญูรู้คุณต่อแผ่นดินเกิด การกระทำใด ๆ ก็ตามของบุคคลในชาติ หากมุ่งเน้นเพื่อความเป็นไปเพื่อความสามัคคีของชนในชาติแล้วย่อมจะเป็นกุศโลบายต่อจิตใจที่ก่อให้เกิดความรักความเทิดทูนต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะทำออกมาในรูปแบบใดก็ตาม จะเป็นภาพนิ่ง โฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ หรือแม้แต่ภาพยนตร์ ก็ล้วนแต่มีประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ทั้งนั้น ไม่จำเป็นจะต้องทำออกมาในรูปแบบของสารคดีที่สมจริงไปเสียทุกอย่าง แต่เยาวชนหรือประชาชนในไทยกลับไม่อยากจะสนใจดูเพราะรู้สึกเครียดเกินไป การสอดแทรกความรู้ทางประวัติศาสตร์ออกมาด้วยพลอตเรื่องที่สนุกสนานนั้น ถือว่ากลุ่มผู้สร้างได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก และนำความภาคภูมิใจมาสู่ประชาชนคนไทยรุ่นลูกรุ่นหลานของบรรพบุรุษผู้ประกอบคุณงามความดีทุกท่าน ผมจึงขอวิพากษ์วิจารณ์ว่า บทความของท่านชิ้นนี้ ปราศจากความบริสุทธิ์ใจและจริงใจต่อการที่จะสร้างสรรค์บทวิจารณ์ ไม่ประกอบไปด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญของคนในชาติ ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ในบ้านในเมืองขณะนี้ กำลังต้องการความรักและความสมัครสมานสามัคคีเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติของชาติครั้งนี้ไปเสียได้ เพื่อความเป็นปึกแผ่นของชนในชาติสืบไป

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    ผมอ่านแล้วก็อดไม่ได้เหมือนกันครับคุณ Maneeratสต

  • Mei Li

    ขอโทษน่ะค่ะ พวกคุณที่เข้ามาอ่านบทความวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ช่วยเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้กว้างได้ไหมค่ะ ลองคิดในแง่มุมกลับ ถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่ท่านมุ้ย กำกับ ไม่ใช่หนังที่ราชนิกูลชั้นสูงให้ความสนใจ พวกคุณยังจะว่ากล่าววิพากษ์วิจารณ์คุณชญาณินในทางเสียหายอีกไหมค่ะ ดิฉันชื่นชมคุณชญาณินที่วิพากษ์หนังเรื่องนี้อย่างตรงประเด็น ให้ความรู้สึกจริงตามบทความและนับได้ว่าเปงบทวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ดี ไม่ได้เกี่ยวว่าการกล้าวิพากษ์นี้ จขนำไปสู่กลุ่มกานเมืองเหลืองแดง หรือ เป็นไทยไม่เป็นไทย เปิดใจให้กว้างสักนิดค่ะ ยอมรับความจริงกันบ้าง แล้วอคติที่บดบังใจของคุณจะลดน้อยลง

  • แพรว

    อ่านความเห็นหลายๆความเห็นแล้วเสียใจที่คนไทยหลายคนยังมองการวิจารณ์ในเชิงลบ
    มองว่าการวิจารณ์คือแสดงความเห็นในทางลบอย่างเดียวทั้งๆที่การวิจารณ์ส่งเสริมให้เกิดพลวัตในการสร้างสรรค์ต่อไปอีกมาก
    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม TGT ถึงกลายเป็นความล้มเหลว เมืองไทยยังไม่เปิดใจเรื่องการวิจารณ์ การแสดงความคิดเห็นอย่างมีน้ำใจนักกีฬา เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่ต้องมีเหตุผล นักวิจารณ์ยุคนี้ต้องอย่าถอดใจค่ะ จะอีกกี่ปีก็ทำต่อไปเถอะ ซักวันกระบวนทัศน์อะไรๆก็คงจะเปลี่ยนไปเอง

  • รุท

    แปลกดีที่ท่านผู้เขียนบทความและกองเชียร์ของท่าน เน้นย้ำเสียเหลือประมาณว่าคนที่เห็นต่างกับท่านนั้นใจคอคับแคบ ไม่เปิดกว้างรับฟังคำวิจารณ์ ไม่ยอมเปิดหูเปิดตา ซ้ำยังมองการวิจารณ์ในเชิงลบ

    กระนั้นแล้ว ตัวท่านผู้เขียนเองใยจึงปิดบังข้อความของผมไม่ให้เผยแพร่สู่สาธารณะบ้างเล่าครับ ในเมื่อผมก็เปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์บทความของท่านซึ่งก็ถือเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง อย่างตรงไปตรงมาเช่นกันไม่ใช่หรือครับ

  • Zhue Fong

    ชอบบทวิจารณ์นี้มากครับ เพราะเขียนอย่างสร้างสรรค์ ตอนดูจบออกจากโรงมา รู้สึกผิดหวังอย่างแรง ตัวละครที่ไม่เกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์แต่กลับมีบทเยิ่นเย้อในหนัง ซึ่งไม่ได้มีส่วนช่วยให้หนังดูมีความสมจริงแต่ประการใด ทั้ง จั๊กจั่น ทั้ง ต๊อก ศุภกรณ์ และที่สำคัญประเด็น เรื่อง ยุทธนาวี แต่เนื้อเรื่องไม่เกี่ยวกันเลย คาดหวังอย่างมากว่าจะเห็นการใช้กลศึกทำสงครามกัน แต่ที่เห็นคือการเล่นไล่จับทางน้ำแค่นั้นเอง เห็นด้วยอย่างมากกับคุณแพรวที่ว่า สังคมไทยยังรับไม่ได้กับคำติ รับแต่คำชม ไหนๆใช้ชื่อว่า “หนังแห่งสยามประเทศ” และใช้เงินภาษีของประชาชน คนทุกคนก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ และวิจารณ์ในเงินภาษีที่ตัวเองต้องเสียไปไม่ใช่หรือครับ ส่วนคนที่อ่านบทวิจารณ์นี้แล้ว บอกว่า มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ ผมว่ามันคนละประเด็นกัน การวิพากษ์วิจารณ์ก็เพื่อให้เกิดการปรับปรุงให้ดีขึ้น ถ้าทำได้ไม่ดีผมว่าอย่าทำหนังออกมาเลยครับ

  • http://kritdikornwongswangpanich.wordpress.com กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

    พวกบอกว่า “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ” หรือประเภท “เก่งนักก็ไปกำกับเองเลยสิ” หรือ “แน่จริงทำไมไม่ไปบอกตอนเค้ากำลังสร้าง”

    นั้นมองไม่เห็นความเป็นจริงในระบอบ ปชต. เอาเสียเลย ไม่งั้นหากเราจะวิจารณ์นักการเมือง ก็คงจะถูกอ้างได้ว่า

    “ด่านักการเมืองนัก ไม่ลองไปเป็นนักการเมืองดูก่อนล่ะ”, “แน่จริงไปด่านักการเมือง ก่อนเค้าจะเซ็นชื่อส่งเรื่องสิ”

    หรือกินอาหารแล้วรู้สึกไม่อร่อย เราก็คงวิจารณ์ไม่ได้ว่า เพราะจะโดนบอกว่า

    “แน่จริงมึงก็ไปทำกินเองให้อร่อยกว่านี้สิ”, “แน่จริงมึงไม่ไปชี้บอกพ่อครัวตอนเค้ากำลังทำล่ะ?”

    บลาๆๆๆๆ

    ตรรกะสิ้นสติ ไม่ก็มีแต่พวกบรรลุธรรมขั้นสูงมั้งถึงจะเข้าใจได้…โสโครกที่สุด

  • Frankenstein

    ต้องบอกว่าเป็นหนังแห่งประเทศ(โลกที่3)จริงๆ ถ้าผมต้องให้คำนิยามกับหนังชุดนี้ ผมคงนึกถึงคำอย่าง เช่น ป่วยง่อย ด้อยพัฒนา ไร้รสนิยม ไร้ความบันเทิงและความสามารถทางศิลปะใดๆ น่าเสียดายและน่าหดหู่อย่างยิ่งที่ภาษีประชาชนที่คนทั้งประเทศร่วมกันจ่ายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตถูกประเคนให้พวก “เส้นใหญ่ ไร้ฝีมือ” เอาไปถลุงอย่างไร้ยางอาย
    ผลที่ได้คือหนังขยะชุดนึงและการโฆษณาชวนเชื่อชั้นเลว

  • kkkai525

    อยากบอกว่าคนที่ไม่เห็นด้วย ควรนำประเด็นที่มาโต้แย้งงานวิจารณ์นี้ ให้ชัดเจนกว่านี้หน่อย เท่าที่เห็นมีแต่ด่าและบอกให้ไปทำเอง หรือไปเป็นที่ปรึกษา ซะงั้น

    เรื่องศิลปะ อยู่ที่มุมมอง ไม่มีใครทำผลงานออกมาแล้วถูกใจคนทุกคนได้แน่นอน

    การวิจารณ์ และ โต้แย้ง จึงเป็นส่วนหนึ่งในการเสพงานศิลป์ (ไม่มีใครสามารถห้ามได้หรอก)

    ฉะนั้น คนที่จะวิจารณ์ หรือ จะโต้แย้ง ควรศึกษาข้อมูล และ พูดคุยกัน อย่างสุภาพและปราศจากอคติของตนนะ

    ผมว่า ถ้าผู้กำกับได้เห็นงานวิจารณ์ชิ้นนี้เค้าคงนำไปใช้ประโยชน์ได้มากทีเดียว

    จบเรื่องนี้ท่านคงได้เริ่มกำกับเรื่องเพชรพระอุมาเสียที….

  • ทีมงาน Siam Intelligence

    เรียนคุณรุท

    ทางทีมงาน SIU ไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความเห็นของคุณนะครับ แต่ที่ความเห็นของคุณในตอนแรกไม่แสดงเนื่องจาก WordPress ดักความเห็นของคุณเป็น Spam น่ะครับ

    น่าจะเพราะคุณใส่ email เป็น xxx@xxx.com ทำให้ระบบของ WordPress เข้าใจว่าความเห็นของคุณเป็น spam จำพวกเว็บโฆษณาบริการทางเพศน่ะครับ ทางเราเพิ่งพบจึงเปลี่ยนสถานะให้แสดงแล้วครับ

    ขอแนะนำว่าต่อไปอย่าใส่ email ลักษณะนี้น่ะครับ เพราะจะถูกดักเป็น spam ง่ายมากครับ

  • ชญานิน เตียงพิทยากร

    สงสัยคุณรุทจะตีเจตนาผมผิดไปเสียแล้วกระมัง

    ผมเขียนไว้ตรงไหนหรือครับว่าต้องการให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นสารคดีน่าเบื่อ ที่มีแต่เนื้อหาประวัติศาสตร์ ไม่ใช่เลยครับ ถ้าหากทนได้ก็ขอแนะนำให้ลองอ่านอย่างพินิจดูอีกครั้ง และเรื่องการแต่งกายของนักแสดงนั้นผมไม่ได้พูดถึงเลยแม้แต่ประโยคเดียว แต่เป็นความเห็นของท่านอื่นๆ ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นด้านล่างครับ ผมไม่สนใจหรอกว่าพระนเรศวรในหนังจะแต่งกายด้วยชุดเกราะแบบยุโรปหรือชุดอะไร เพราะอย่างไรเสียมันก็เป็นภาพยนตร์ที่มีการดัดแปลงไปตามยุคสมัย และหนังประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเสนอความจริงเสมอไป มันมีการตีความใหม่ได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว

    ส่วนประเด็นเรื่องการแต่งเติมนั้น ไปอ่านอีกทีนะครับว่าผมตำหนิการแต่งเติมใน ภาค 3 นี้ไว้อย่างไร ผมไม่ได้พูดเลยสักคำว่าห้ามมีการแต่งเติมเด็ดขาดในหนังประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม

    รวมถึงเรื่องการมองว่าคนเห็นต่างกับผมนั้นเป็น ‘คนใจแคบ’ นั้นผมก็ไม่ได้เป็นคนเขียนนะครับ ถ้าหากจะวิจารณ์จุดนี้ต้องขอให้วิจารณ์ผู้ที่ให้ความเห็นท่านอื่นที่คุณเห็นว่าเป็นเช่นนั้น (แต่เท่าที่ผมอ่าน ผมเพียงแต่เห็นการตอบโต้กัน ไม่ได้มีการบอกว่า ต้องเห็นด้วยกับบทความชิ้นนี้ จึงจะไม่เป็นคนใจแคบ)

    และสุดท้าย ผมไม่ได้พูดเกริ่นด้วยคำพูดหวานหูเพื่อจุดประสงค์ว่าจะชมหนังเรื่องนี้แต่ต้นครับ ผมต้องการ ‘วิพากษ์’ หนัง (หรือศัพท์ง่ายๆ อย่างที่คุณพูดว่า ‘ด่า’) เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ไม่เคยมีแม้แต่เสี้ยวความคิดที่จะชื่นชม หรือแม้แต่แสดงตัวอย่างดัดจริตว่าจะชื่นชม ครับ

    ป.ล. ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น ผมมีทักษะการสร้างงานเพียงไร หรือ ผมไม่ได้มุ่งเจริญความดีงามของชาติ นั้น ผมถือเป็นประเด็นที่ไม่ควรค่าแก่การถกเถียงนะครับ เพราะเป็นการวิจารณ์ที่ผิดตรรกะ ไม่ถูกที่ถูกทาง มาตั้งแต่ต้น – งานวิจารณ์ของผมไม่เกี่ยวกับทักษะการสร้างงาน และไม่จำเป็นต้องรับใช้ความดีงาม มุ่งดีมุ่งเจริญ หรือความสามัคคีเป็นปึกแผ่นของชาติไหนทั้งสิ้นครับ

  • Zhue Fong

    เหมือนกับว่าคุณรุทจะวิพากษ์(ด่า)งานเขียนชิ้นนี้อย่างเอาอารมณ์สะใจแต่ฝ่ายเดียว จริงครับ ไม่มีประเด็นที่ต้องถกต่อในเรื่องของความรักชาติ(ใครไม่รักหรือชื่นชมหนังเรื่องนี้เป็นคนไม่รักชาติ???)หรือทำไมไม่ไปสร้างหนังเองหรือเป็นที่ปรึกษา หรือมีศักยภาพในการสร้างหนังเองเท่าไหร่ มันไม่มีตรรกะในการถกเกี่ยวกับงานเขียนชิ้นนี้เลย