Practical Utopia สัมภาษณ์ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร “ประเทศไทยต้องหนีให้พ้น Middle-Income Trap”

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 ธนาคารโลก (World Bank) ได้เลื่อนชั้นรายได้เฉลี่ยของคนไทย จากเดิมที่อยู่ในกลุ่ม “รายได้ระดับกลาง-ล่าง” (lower-middle income) ขึ้นมาเป็น “รายได้ระดับกลาง-บน” (upper-middle income) โดยพิจารณาจากรายได้ประชาชาติต่อจำนวนประชากร (gross national income per captita) ของประเทศไทย ซึ่งขึ้นมาอยู่ที่ 4,210 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารโลก)

การเลื่อนชั้นครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยรายได้ประชาชาติต่อหัวของคนไทยเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในตลอดสิบปีนี้ และความยากจนในประเทศไทยก็ลดลงไปอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังถือว่าอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” และยังไม่สามารถเลื่อนชั้นไปสู่กลุ่มประเทศที่มีระดับรายได้สูงได้ ซึ่งทางออกคือการรักษาการเติบโตให้ยั่งยืน และเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจทุกภาคส่วนในสังคม

SIU จึงเข้าไปคุยกับ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย เพื่อสนทนาในประเด็นนี้อย่างละเอียด และดูว่าองค์กรนานาชาติอย่าง “ธนาคารโลก” มีมุมมองอย่างไรต่อพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย

SIU: คำถามหลักที่ทาง SIU อยากขอถามมีอยู่สามเรื่อง เรื่องแรกคือ กับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) เรื่องที่สองคือเรื่องของประเทศไทยที่ยังพึ่งการส่งออกค่อนข้างมาก ยังไม่ได้สร้างตลาดภายในที่แข็งแกร่ง และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของการรวมตัวกันของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน อยากทราบถึงมุมมองในระดับโลกอย่างธนาคารโลก

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าทางธนาคารโลกในประเทศไทย เราไม่ได้ทำงานองค์กรเดียวโดยส่วนใหญ่เราจะทำงานโดยการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับหน่วยงานราชการต่างๆ ตอนนี้เรากำลังเขียนรายงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ว่าถ้าเรามองประเทศไทยไปยัง 20 ปีในอนาคต ถ้าเราจะไม่อยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง และสามารถกระจายรายได้ไปทุกภาคส่วน เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเราก็มีการคอนเฟอเรนซ์กับตัวแทนธนาคารโลกจากที่วอชิงตัน ดีซี เขาก็จะช่วยคอมเมนต์เรา

SIU: ในอาเซียนเราก็มีมาเลเซียที่ประสบปัญหาเรื่องกับดักรายได้ปานกลางเหมือนประเทศไทย ถ้ามองถึงศักยภาพเขาอาจะขึ้นชั้นไปได้ก่อนเรา เท่าที่เราเคยศึกษามาเกาหลีใต้เขาสามารถก้าวข้ามไปได้ แท้จริงแล้วอะไรคือกับดักรายได้ปานกลาง

มาเลเซียเองมีจีดีพีต่อคนเฉลี่ย สูงกว่าเราเกือบสองเท่า แต่ถ้ามองย้อนไปจริงๆ มีไม่กี่ประเทศในรอบ 30-40 ปีที่สามารถก้าวข้ามไปได้ ไม่นับรวมพวกประเทศพัฒนาแล้วที่เขาพัฒนามา 100-200 ปี อย่างอังกฤษซึ่งประเทศแบบนี้ใช้เวลานานกว่าจะปฏิวัติอุตสาหกรรมสำเร็จ แต่ใน 30-40 ปี ก็จะมีแค่ประเทศในแถบเอเซีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ รวมถึงไต้หวัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวผ่านเพราะโลกปัจจุบันความรู้และเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก มีการแข่งขันสูง ไม่เหมือนกับช่วงอังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรม ความรู้ต่างๆกว่าจะมาถึงประเทศอื่นใช้เวลานาน เขาจึงมีโอกาสใช้เวลาเจริญเติบโต

สำหรับธนาคารโลกให้นิยามเกี่ยวกับกับดักรายได้ปานกลางว่า ประเทศที่อยู่ในระดับรายได้ปานกลางที่อยากก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง จะติดกับดักเพราะถูกบีบทั้งด้านบนและด้านล่าง ทางด้านล่างจะถูกประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราแต่มีค่าแรงที่ถูกกว่าเรา ทำให้อุตสาหกรรมและภาคบริการเราก็ต้องแข่งขันมากขึ้น ส่วนข้างบนเขาก็หนีเราไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทำให้เราถูกแรงกดดันทั้งสองด้าน

ดังนั้นเราควรจะวางแผนว่าในอนาคต 15-20 ปีข้างหน้า หากเราต้องการก้าวขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูง เราจะต้องพัฒนารายได้ไปทุกภาคส่วน แต่ปัญหาของพวกประเทศเอเชียตะวันออกแบบเราก็คือ ประเทศพวกนี้จะมีอัตราการเติบโตที่ดี แต่ไม่มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ดูได้จากตัว Genie Coefficient หรือ ลองไปดูว่าคนที่รวย 10 เปอร์เซนต์ของประเทศถือครองทรัพย์สินเป็นสัดส่วนเท่าไหร่จากทั้งหมด

SIU: ในปัจจุบัน ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องของระดับความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้จะไม่ไปขัดแย้งกับหลักเศรษฐศาสตร์เองที่ต้องการให้เกิดตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเต็มที่หรือเปล่า ไม่ได้สนใจคามเท่าเทียม?

อเมริกากำลังเจอความไม่เท่าเทียมค่อนข้างสูง คนที่มีโอกาสก็สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้มาก จริงๆ เรื่องความเหลื่อมล้ำกับตลาดเสรี สองสิ่งนี้ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราต้องเริ่มมาตั้งคำถามว่าทำไมคนที่มีศักยภาพน้อยในประเทศเหล่านั้นจึงมีค่อนข้างมาก ตรงนี้ต้องมาดูว่าเกิดจากอะไร คุณภาพการศึกษาหรือเปล่า หรือเป็นเรื่องคุณภาพสาธารณสุข หรือเป็นเรื่องที่คนบางกลุ่มถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงทรัพยากรจากคนบางกลุ่ม ถ้าทุกคนเข้าได้อย่างเท่าเทียมเราก็สามารถแข่งขันกันได้ แต่ถ้าเรามีแค่คนกลุ่มเล็กๆ ที่เข้าถึงโอกาสเหล่านี้ เข้าถึงบริการสาธารณะ เราก็จะเกิดความไม่เท่าเทียม

ถ้าเราจะออกจากกับดักรายได้ปานกลาง สิ่งที่เป็นห่วงก็คือเรื่องพัฒนาระบบการศึกษาและทักษะฝีมือ การศึกษาของเราไปมองแค่การศึกษาในระบบจนถึงระดับมหาวิทยาลัย แต่ทักษะเป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่เด็กๆ หรืออีกเรื่องคือสาธารณสุขเด็กที่สุขภาพดีมีโอกาสไปเรียนมากกว่าเด็กสุขภาพไม่ดี ตรงนี้ถ้าเรายังอ่อนแอ เราจะมองไปว่าเราจะมีระบบอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือการเกษตรที่ดีขึ้นมีประสิทธิภาพ ก็คงจะยากเพราะเรื่องแบบนี้เป็นพื้นฐานในการพัฒนา

SIU: ด้วยปัญหาแบบนี้ เราจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้อย่างไรบ้าง นโยบายการให้การศึกษาฟรีของรัฐบาล จริงๆ แล้วมันช่วยแก้ปัญหาเรื่องการศึกษารึเปล่า

จริงๆ เรื่องปริมาณไม่น่าเป็นห่วงทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ไม่เป็นปัญหาของประเทศไทยเรามีเด็กที่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับประถมถึง 99 เปอร์เซนต์ และระดับมัธยม 80 เปอร์เซนต์ ถ้าเทียบกับประเทศอื่นเราไม่ถือว่าด้อยกว่า

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือคุณภาพการศึกษา อย่างเราใช้ระบบการทดสอบระดับนานาชาติ หรือ พีซ่า (Programme for International Student Assessment – PISA) ผลปรากฏว่าคะแนนของเราน้อย ถ้าเทียบกับเด็กญี่ปุ่นเขาจะมีคะแนนสูงกว่าระดับพื้นฐานค่อนข้างมาก แต่เด็กไทยเราอยู่ในระดับพื้นฐานเสียส่วนใหญ่ ทั้งด้านภาษา หรือคณิตศาสตร์ ซึ่งตอนนี้จะเป็นตัวสะท้อนคุณภาพได้

การเรียนฟรีนั้นเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้คนฐานะยากจนให้สามารถเข้าไปเรียนได้ แต่ก็ต้องมีการปรับปรงคุณภาพของโรงเรียนด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นถึงเด็กจบออกมาก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ ปัญหาดังกล่าวมันมีหลายมิติไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ของครูต่ำเพียงอย่างเดียว มันมีทั้งเรื่องระบบการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ เรื่องของการบริหารจัดการโรงเรียน ถ้าจะแก้ไขต้องแก้ทั้งระบบ

SIU: ประเทศไทยยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้เราไปติดกับกับดักรายได้ปานกลางอีกหรือไม่ นอกจากด้านการศึกษา

ถ้าเรามีคนที่มีความสามารถ เราจะผลักดันเรื่องรายได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราอยากให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมของทุกภาคส่วน อาจจะต้องมาดูเรื่องของการปรับโครงสร้างของประเทศ

การปรับโครงสร้างหลายอย่างขึ้นอยู่กับกฏระเบียบและวิธีการทำงานของภาครัฐ ส่วนใหญ่เราไปมองเรื่องของภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคบริการ ว่าจะปรับตัวอย่างไร ถ้าเราปรับทั้งสามภาคส่วนให้มีความสมดุล การขยายตัวจะมีผลกับทุกภาคส่วน

เรื่องส่งออกเราก็คงไม่ทิ้งเพราะตลาดภายในประเทศมีแค่ 65ล้าน แต่ตลาดส่งออกนำไปสู่คนนับ2-3พันล้านในโลก นอกจากนั้นเราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศมากขึ้นควบคู่กันไปด้วย เราต้องย้อนกลับมาดูว่าโครงสร้างในแต่ละภาคส่วนเรามีอะไรต้องปรับปรุง

ปัจจัยในการที่ทำให้ประเทศหนึ่งพัฒนาจากประเทศรายได้ปานกลางขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงก็คือเรื่อง ประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเราจะถูกบีบจากข้างล่างที่เขาแข่งกับเราด้วยค่าแรง แต่ถ้าเราผลิตของที่ดีกว่าเราก็สามารถขายได้ในราคาที่สูงกว่า อย่างสินค้าของญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้เองก็ไม่ได้มีราคาที่ถูกแต่ก็สามารถขายได้ เรานำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ ซึ่งก็มีทั้งการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ใครๆก็ซื้อได้ ถ้าเราอยากมีเอกลักษณ์เราต้องใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปเพื่อเพิ่มมูลค่า ถ้าเราทำได้จากการต่อยอดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดีไซน์หรือการใช้สอย เราก็จะสร้างความแตกต่างจากประเทศอื่นได้

SIU: ถ้าสมมติเราเป็นผู้ที่อยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรม ถ้าสมมุติว่าค่าแรงของเราไม่ได้สูงมาก แต่ผมไปลงทุนในการใช้สิ่งที่ยังไม่เห็นกำไรเฉพาะหน้า เราก็พร้อมที่จะกดค่าแรงต่อไปหรือเปล่า? แล้วรัฐจะช่วยได้อย่างไรได้บ้าง

ใช่ สุดท้ายเราก็วนกลับมาติดกับดักเดิมอีก ถ้าเรามองว่าทำแบบนี้ต่อไปรับจ้างผลิตของโหลหรือไปนำแรงงานต่างด้าวเข้ามา ถ้าเราเป็นนักธุรกิจที่คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะอยู่รอดไปอีก 20 ปี ก็ถือเป็นความคิดที่อันตราย เพราะถ้ามองประเทศที่มีค่าแรงถูกและประชากรจำนวนมาก เช่น อินเดีย หรือเวียดนามเอง เขาก็ทำแบบเราได้ โลกของการแข่งขันที่มีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะหยุดแค่ตรงนี้ไม่ได้ เราต้องพยายามฉีกตัวจากประเทศที่ตามเรามา เราต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น คนที่เราจ้างเข้ามาทำงานอาจะเป็นคนที่มีทักษะมากขึ้น ซึ่งก็ให้ผลผลิตที่ดีขึ้น

เรื่องนี้ยังจะไปเชื่อมโยงด้านการศึกษาและทักษะ เพราะเขาเห็นว่าจะมีรายได้ที่สูงขึ้นจากทักษะที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเราเอาคนงานในญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา ไปเปรียบเทียบกับคนงานในอินเดีย ทำไมเขาถึงมีรายได้สูง? ก็เพราะเขามีทักษะและสร้างผลผลิตที่มีประสิทธิภาพที่มากกว่า โลกไม่ได้เป็นแบบเมื่อ 20ปีก่อนแล้ว เมื่อมีอินเทอร์เน็ตทุกอย่างถูกเชื่อมโยงให้เร็วมากขึ้น

SIU: อีกเรื่องที่สำคัญคือระบบโครงข่ายในการขนส่ง (logistics) และ โครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (infrastructure) เราจะต้องมีการปรับปรุงอย่างไรบ้าง?

หลายประเทศก็ให้ความเห็นว่าค่าใช้จ่ายในระบบการขนส่งของเราค่อนข้างสูง รวมไปถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐของเราไม่ค่อยลงทุนมากนัก ทั้งด้านถนนและระบบรถ ราง เรือ ถ้าดูตัวเลขการลงทุนหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 8 ปีต่อมา ภาครัฐแทบไม่ลงทุนเพิ่มเลย อัตราการเจริญเติบโตติดลบ ซึ่งถ้าเรามองว่าในอนาคตเราอยากค้าขายมากขึ้น ก็ต้องปรับปรุงเรื่องพวกนี้

อีกเรื่องที่ต้องปรับปรุงคือกฏระเบียบของภาครัฐที่ต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขัน การปกป้องภาคธุรกิจของภาครัฐอย่างในปัจจุบันทำให้ภาคธุรกิจไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง ไม่อยากพัฒนาตัวเอง นี่หมายถึงทั้งภาคอุตสาหกรรม การบริการ และการเกษตร ไม่ได้หมายความว่าเราจะเปิดพร้อมๆ กันทุกภาค แต่ตอนนี้มันควรจะเริ่มเปิดแล้ว ไม่งั้นอีก 20 ปีต่อไป เราก็ยังผลิตแต่ของเดิมๆ วันนั้นคนอื่นเขาพัฒนาไปไกลแล้ว ถ้าภาครัฐไม่มีนโยบายและงบประมาณที่สนับสนุนแล้วเราจะไปได้อย่างไรกัน

ประเทศไทยก็เหมือนประเทศกำลังพัฒนาประเทศอื่นๆ ที่เราจะเปิดภาคสินค้าอุตสาหกรรมก่อน ตรงนี้มีข้อตกลงนานาชาติหลายอย่าง เช่น การลดภาษีนำเข้า แต่ภาคบริการมักจะได้รับการปกป้องจากรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องยอมลดการปกป้องลงเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาได้ ในประเทศพัฒนาแล้ว จะเห็นว่าภาคบริการเขาแข็งแกร่ง

ปัญหาคือเราเปิดทันทีไม่ได้เพระเรายังไม่พร้อม แต่เราก็ปล่อยให้อยู่แบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะปัจจุบันการบริการผ่านอินเทอร์เน็ตก็ยิ่งทำได้ง่าย เรื่องนี้สำคัญเพราะภาคบริการไทยนี่ถือว่าเป็น 45 เปอร์เซนต์จองจีดีพี ซึ่งประกอบด้วยภาคการเงิน ภาคโรงแรมและการท่องเที่ยว

SIU: ขอแสดงความเห็นต่างนิดนึงว่าภาคบริการของเรา ก็มีคนต่างชาติรอดรั้วเข้ามา ทั้งในภาคการธนาคารและภาคการสื่อสาร มันกลายเป็นว่าตกลงเราเปิดแล้วหรือยัง และปัญหาจริงๆ มันคือเรื่องของการผูกขาดหรือเปล่า?

ไม่ใช่แค่ต้องเปิดให้มาถือหุ้นได้เท่าไหร่ แต่ปัญหาที่สำคัญคือถ้าภาครัฐให้สิทธิประโยชน์บริษัทหนึ่งมากกว่าอีกบริษัทหนึ่ง สุดท้ายจะเกิดการผูกขาดขึ้น คนที่ผูกขาดก็ไม่ยอมพัฒนา เพราะไม่ว่าอย่างไรฉันก็ได้สิทธิประโยชน์อยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่ได้รับการผูกขาดก็จะคิดว่า ฉันไม่มีทางเอาชนะพวกคนเหล่านั้นได้ ได้กำไรนิดๆหน่อยๆก็โอเคแล้ว

แต่ถ้าเราเปิดให้มีการแข่งขันจริงๆ ยกตัวอย่างธุรกิจธนาคารก็ได้ เมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาแข่งขัน การบริการก็ดีขึ้นมากกว่าสมัยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเยอะ บางทีการเปิดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาเราอาจได้เทคโนโลยีและการพัฒนาใหม่ๆ มากขึ้น ตรงนี้เราค่อยๆ เปิดรับก็ได้ ภาคการเงินเป็นภาคพิเศษที่ต้องช่วยพัฒนาธนาคารที่อ่อนแอของเราให้เข้มแข็งขึ้น

ในภาพรวมแล้ว ภาคบริการของไทยยังค่อนข้างปิด แต่ก็มีการแอบเข้ามาแบบซ่อนเงื่อนอยู่บ้าง เช่น การไปตั้งผู้ถือหุ้นซ้อนผู้ถือหุ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องเทคนิค แต่ถ้าเราเปิดจากตัวพื้นฐานอย่างถูกกฏหมายเมื่อไร ก็อาจมีบริษัทต่างชาติที่อยากเข้ามาลงทุนมากยิ่งขึ้น ตอนนี้กฏระเบียบเรื่องการเคลื่อนย้ายคนเราก็ค่อนข้างจำกัด เช่น กฏหมายแรงงานคนต่างด้าวหรือกฏว่าด้วยอาชีพสงวน เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก กฏหมายไทยจะเขียนว่าคุณต้องเป็นคนไทยสถาปนิกต่างชาติที่มาทำงานในไทย ไม่สามารถเซ็นรับแบบได้ ต้องให้คนไทยเซ็นให้ ทำให้สถาปนิกเก่งๆ เขาไม่อยากมาทำงานในประเทศไทย

ถ้าเราอยากพัฒนาไปถึงส่วนบนของห่วงโซ่ที่ต้องอาศัยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ แต่เรากลับกีดกันคนเก่งๆไม่ให้เข้ามา มันก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราไปได้ช้า ซึ่งในทางตรงกันข้าม ประเทศอื่นไม่กีดกัน คนเก่งๆ ของเราก็ไปทำงานต่างประเทศทั้งในอเมริกาและสิงคโปร์แทน ตรงนี้เราก็ต้องกลับมาคิดว่าเราจะทำอย่างไรให้คนเก่งๆ เขาอยากมาทำงานในประเทศไทย

SIU: วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรป เหมือนว่าเขาเป็นประเทศที่ไม่สมดุลสหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้กู้รายใหญ่ และประเทศเอเชียกลายเป็นผู้ให้กู้ มีวิธีแก้ปัญหาหรือไม่ แล้วประเทศเอเชียจะต้องทำอย่างไรต่อไป?

ปัญหานี้ใหญ่มาก ที่เราคุยกันภายในธนาคารโลกคือ ดูว่าหลังจากนี้โลกจะเป็นอย่างไร เพราะมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โลกจะไปสู่จุดที่เรียกว่า “The New Normal” หรือความปรกติแบบใหม่ จากที่เราเคยคิดว่าบางประเทศจะเป็นผู้นำโลก ก็อาจจะไม่ได้นำมากอย่างที่เคยเป็น ส่วนประเทศในแถบเอเชีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองจะมีบทบาทมากขึ้น ความสมดุลของสองภูมิภาคก็อาจจะเขยิบมาใกล้กันกว่าเดิม

วิกฤตครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่าผู้บริโภคในยุโรปเขาไม่สามารถบริโภคได้เท่าเดิม เพราะยิ่งบริโภคเยอะก็ยิ่งก่อหนี้เยอะตามมาด้วย เหมือนตอนหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยก็เรียนรู้ว่าต้องลดการใช้จ่ายที่เกินตัว ในระยะยาวประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่อยู่ แต่อาจจะมีขนาดไม่เท่าเดิม ตรงนี้จะส่งผลกระทบต่อการค้าขายของฝั่งเราด้วย มันจะเกิดวงจร (loop) ในการเปลี่ยนแปลงประมาณ 15ปี ขนาดประเทศไทยกว่าจะผ่านต้มยำกุ้งมาได้ก็ตั้ง 5 ปี กว่าที่เราจะกลับมายืนที่จุดเดิมได้

SIU: ตอนที่เราต้องเป็นหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ไม่แน่ใจว่าวิธีการรัดเข็มขัดการควบคุมการใช้จ่าย หรืออีกวิธีหนึ่งคือการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบจำนวนมากๆ อันไหนผิดหรือถูก และถ้าเกิดปัญหาเศรษฐกิจโลกจะส่งผลต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไร

มันขึ้นอยู่กับว่าปัญหาคืออะไร และต้องใช้วิธีไหนแก้

วิกฤตของเราไม่ได้มาจากรัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว รัฐบาลส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้ใช้นโยบายแบบอนุรักษ์นิยมทั้งนั้น ไม่ชอบเห็นงบประมาณขาดดุล หรืออย่างเกงก็ไม่เกิน 1-3 เปอร์เซนต์ของจีดีพี ปัญหาตอนนั้นมาจากภาคเอกชนก่อหนี้ข้ามสกุลเงิน นำมาลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการสร้างรายได้เพื่อชดเชยกับหนี้ที่ก่อไว้ ในสถานการณ์แบบนั้นก็ไม่ควรบอกให้ภาครัฐรัดเข็มขัด แต่ต้องใช้ภาครัฐในการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ ตอนนั้น IMF ให้เราขึ้นดอกเบี้ยสูงๆเราก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม

แต่ปัญหาของกรีซต่างออกไป เขาจำเป็นต้องรัดเข็มขัด ทำให้บริการสาธารณะไม่ดีเท่าเดิม ตำรวจกรีซไม่ได้เงินเดือนมาหลายเดือน และไม่ได้ใช้รถเพราะไม่มีงบ ก็ต้องดูว่าปัญหาต่างกันอย่างไร

สิ่งที่ต้องดูต่อคืออนาคตเราจะปรับตัวอย่างไร ถ้าเรามองเรื่องการรวมกลุ่มทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ อาเซียน+3 จะเห็นว่าเรื่องนี้มาได้ถูกจังหวะพอดี เพราะเราอาจไม่สามารถค้าขายกับภูมิภาคที่พัฒนาแล้วได้เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ในเมื่อเราเองเป็นภูมิภาคที่มีการขยายตัวมากที่สุดในโลก เราก็หันมาค้าขายกันเองทั้งสินค้าและบริการ จะไปค้าขายกับจีนหรืออินเดียด้วยก็ได้

ก่อนหน้านี้มีคนบอกว่าปี 2015 มาถึงจริง ตอนนั้นอาจยังไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงทันที แต่พอมีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นอาจทำให้เราต้องพัฒนากันเร็วมากขึ้น พอเกิดวิกฤตเราก็เริ่มมองเรื่องการรวมตัวเพื่อการอยู่รอดโดยพึ่งพาสหรัฐอเมริกาและยุโรปให้น้อยลง ภาคธุรกิจก็ควรเริ่มเตรียมตัวแล้ว ตอนนี้ก็เหลือเวลาเพียง 2-3 ปีเอง

SIU: ปัญหาการเงินของโลกก็คือเรื่องการเก็งกำไร ทั้งน้ำมันและทอง ทางธนาคารโลกมองปัญหาแบบนี้อย่างไร ควรจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ หรือต้องเข้าไปควบคุมดูแลอย่างไร?

เราไม่ได้มีบทบาทเข้าไปดูตลาดโภคภัณฑ์ (commodity market) แต่กลไกตลาดมันก็ทำงานของมันได้ ตอนนี้ตลาดมีความผันผวนมากขึ้น คนกลัววิกฤตการณ์สหรัฐอเมริกาและยุโรปก็นำเงินไปซื้อทอง สัปดาห์ต่อมานักลงทุนก็เกิดความรู้สึกเปลี่ยนไปว่ากองทุนและพันธบัตรของสหรัฐอเมริกาก็ยังมีความปลอดภัยอยู่ เลยถอนเงินออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกไปถือดอลลาร์เหมือนเดิม

เริ่องจิตใจของนักลงทุนนี่อธิบายยาก ถ้าอธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็เป็นการเคลื่อนไหวแบบตามฝูง นักลงทุนในตลาดใหญ่ๆ ของโลกมักจะสะสมเงินสด ในช่วง 2-3ปีนี้ตลาดทุนภายในอาจจะมีความผันผวนตามสถานการณ์และความตื่นตระหนก   การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก

แต่ถ้ามองจริงๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกก็ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน ทั้งในการลงทุนตลาดหลักทรัพย์ หรือการลงทุนภาคเศรษฐกิจจริงๆ แถมยังให้ผลตอบแทนที่สูง มีศักยภาพมากที่สุด ดังนั้นอย่างไรเสีย เขาก็จะกลับมาลงทุนแถวนี้อีก ช่วงนี้เป็โอกาสที่เราจะชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยปรับตัวกฏและระเบียบในการค้าการลงทุนเพิ่มเติม  เราน่าจะอาศัยโอกาสนี้ในการปรับตัว

  • http://www.facebook.com/lacharoj Woravut Lacharoj
  • http://www.facebook.com/lacharoj Woravut Lacharoj
  • Vanchana

    อันที่จริงถ้าทุกคนคิดว่ามีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนร่วมชะตากรรม มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ทุกคนต่างเป็นหุ้นส่วนของประเทศ วิธีการแบ่งปัน จะดีกว่าแข่งขัน ทำง่ายๆได้อย่างนี้ จำแนกอาชีพของทุกคน ทำบัญชีคุมของทุกคน แล้วใช้ระบบหักบัญชี แบบเคลียร์ริ่ง และจากการประเมินรายรับของบุคคลแต่ละบุคคล ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เป็นเดือน สามเดือน หกเดือนหรือเป็นปี แล้วประเมินใหม่ เพื่อปรับเพิ่มรายรับ หากทำได้คดีอาชญากรรมประเภทประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน ก็ไม่มี จะมีก็เพียงประทุษร้ายต่อร่างกายเท่านั้น รายละเอียดไปคิดต่อเอาเองก็แล้วกัน