โดย เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
หากเอ่ยถึง สงครามที่ดุเดือดที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ย่อมต้องนับ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” เข้าเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงด้วย จึงไม่น่าแปลกใจว่า “การบริหารจัดการความรู้” หรือ Knowledge management ที่เรียกย่อๆว่า KM นั้นจะกลายเป็น “กระแสนิยม” ขององค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐบาล หรือแม้แต่องค์กรเพื่อสังคมทั้งหลาย
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นเหลือเช่นนี้ มุมมองที่มีต่อเรื่องต่างๆย่อมมีความหลากหลาย ยิ่งเป็นเรื่องฮิตอย่าง KM แล้ว ย่อมต้องมีผู้เชี่ยวชาญค้นคว้าและให้ความเห็นไว้มากมาย
บทความนี้ต้องการเสนอเพียง “มุมมองส่วนตัว (originality)” ที่มีต่อ KM โดยไม่ได้คาดหวังว่ามุมมองนี้จะต้องดีเลิศที่สุด แต่ปรารถนาเพียงว่า KM ที่ได้นำเสนอนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์และความรื่นรมย์เมื่ออ่านบทความนี้จบสิ้นลง
เริ่มต้นจากความรู้สึกส่วนตัว ที่มอง KM เป็นหนึ่งเดียวกับการใช้ชีวิต ดังนั้น KM จึงไม่ใช่แค่เพียงช่วยเหลือให้ผู้ที่ใช้ KM กลายเป็น “ผู้รู้” เท่านั้น แต่ KM ที่ดีนั้น จะต้องทำให้ผู้ปฏิบัติการ KM ก้าวเข้าสู่การเป็น “ผู้ตื่น” และ “ผู้เบิกบาน” ในที่สุด จึงจะบรรลุผลสมดังคุณค่าแห่ง KM
1. ผู้รู้ (Master)
ในปัจจุบัน คนจำนวนมาก มักจะสับสนระหว่าง “ผู้รู้” กับ “ผู้เชี่ยวชาญ” โดยคิดเอาเองว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” ในบางเรื่องนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็น “ผู้รู้” ยกตัวอย่างเช่น นักดนตรี คือ ผู้เชี่ยวชาญในการเล่นดนตรี มีเสียงร้องที่ไพเราะ มีมือที่พริ้วไหวในการบรรเลงเปียโนอันหวานละมุน แต่ลืมนึกไปว่า นักดนตรีระดับตำนาน (Master) นั้น มักจะไม่รู้เพียงเรื่องดนตรีเชิงลึกเท่านั้น แต่ยังรู้ไปถึงดนตรีเชิงกว้างอีกด้วย ดังจะเห็นได้ว่า The Beatles ที่เป็นวงดนตรีอันดับ 1 ตลอดกาลนั้น ได้เคยเดินทางไปศึกษา Zen อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งน่าจะส่งผลให้ฝีมือในการเล่นดนตรีแจ่มจรัสขึ้น ที่สำคัญ เนื้อหาของเพลงในช่วงเวลาต่อมานั้นยังมีความละเมียดละไมไปตามประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเพลง Let it be และ Come together ที่ไม่ติดในมุมมองเรื่องความรักเพียงอย่างเดียว โดยทั้งสองเพลงนี้ได้กลายเป็นบทเพลงในตำนานของ The Beatles ตราบจนปัจจุบัน
ยิ่งกว่านั้น John Lennon ซึ่งเป็นสมาชิกที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งนั้น ในภายหลังได้แต่งเพลง Imagine ที่มีเนื้อหาเพื่อสังคมอย่างชัดแจ้ง และถือเป็นการผสมผสานความคิดในเชิงสังคมเข้ากับศิลปะได้อย่างยอดเยี่ยมจนยากจะหาเพลงใดเสมอเหมือนได้
ดังนั้น การจะก้าวจากผู้เชี่ยวชาญธรรมดาเข้าสู่ความเป็นเลิศได้นั้น ผู้เชี่ยวชาญจะต้องเพาะบ่มความรู้ที่มากกว่าความชำนาญเฉพาะทางเพื่อเข้าสู่การเป็น “ผู้รู้” หรือ ปรมาจารย์ (Master) ในสาขาอาชีพนั้น
อย่างไรก็ตาม โดยความจำกัดของทรัพยากรและเวลา จึงทำให้มนุษย์ไม่สามารถศึกษาทุกสาขาวิชาจนกลายเป็น “ผู้รู้เจนจบ” ในทุกเรื่องได้ ดังนั้น มนุษย์จึงต้องทุ่มเทเวลา 80 % ไปใช้ในการศึกษาสาขาหนึ่งให้เชี่ยวชาญ จึงเหลือเวลาเพียง 20% เท่านั้นที่จะศึกษาหาความรู้นอกสาขาวิชา เพื่อจะนำมาเพิ่มมูลค่าให้กับสาขาวิชา จนยกระดับจากผู้เชี่ยวชาญกลายเป็นปรมาจารย์ (Master) ด้วยข้อจำกัดนี้ ได้ทำให้จำนวนของ “ปรมาจารย์” ในแต่ละสาขาวิชาชีพมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับผู้เชี่ยวชาญ
เส้นทางลัดในการนำความรู้นอกสาขาวิชามาเพิ่มมูลค่าให้กับความรู้ในสาขาวิชา จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของ KM ในการช่วยบริหารจัดการความรู้ เพื่อให้กระบวนการซึมซับความรู้นอกสาขาวิชาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า แต่ละสาขาอาชีพ มักจะมี “ชุมชน” ของตนเองขึ้นมา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเป็นทางลัดที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถเรียนรู้ “เคล็ดวิชา” ผ่านประสบการณ์ของคนอื่น โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาทดลองเอง ความรู้ที่ได้รับนี้ ย่อมมีทั้งความรู้ในสาขาอาชีพ และความรู้นอกสาขาอาชีพที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาขาอาชีพ และหากใครมีมันสมองและปัญญามากกว่าคนอื่น ย่อมสามารถดูดซับความรู้เหล่านี้เพื่อนำมาปรับใช้ยกระดับตัวเองให้เข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้ดีกว่าคนอื่น
อย่างไรก็ตาม การเปิดรับ “ความรู้” จากคนอื่น เพื่อนำมายกระดับฝีมือของตนเองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่ละคนมักจะมี “ความเชื่อพื้นฐาน” ติดตัวมาไม่มากก็น้อย ดังนั้น หากได้ยินได้เห็นบางสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อที่เคยมีมา คนนั้นย่อมมีปฏิกิริยาต่อต้านความรู้ใหม่นี้ แม้ว่าความรู้นี้อาจจะช่วยยกระดับฝีมือของตนได้อย่างดียิ่งก็ตาม
แต่ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใด การทำตัวให้เปิดกว้างต่อ “ความรู้ใหม่” ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นของการบริหารจัดการความรู้อย่างไม่ต้องสงสัย
ในอดีต ผู้เขียนเคยยึดติดว่าตนเองเป็น “ผู้รู้” มีความเข้าใจในวรรณคดี ประวัติศาสตร์ ปรัชญาเป็นอย่างดี แต่ไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า ความรู้ที่ลึกซึ้งของตนเองนั้น ทำไมจึงมีคนตอบรับไม่มากนัก แน่นอนว่า มีคนเห็นคุณค่าในความรู้ที่ล้ำลึกของผู้เขียน และยกย่องชมเชยกันอย่างเต็มที่ หากทว่า ผู้เขียนก็ยังรู้สึกว่า คำยกย่องชมเชยนั้นยังน้อยกว่าคุณค่าที่ผู้เขียนมีอยู่จริง ดังนั้น แทนที่จะเริ่มสำรวจและปรับปรุงตัวเอง ผู้เขียนกลับคิดเข้าข้างตนเองว่า คนส่วนใหญ่ไม่มีความลึกซึ้ง สนใจเสพรับและศึกษาแต่เรื่องราวที่ผิวเผิน จึงไม่สามารถเข้าถึงความรู้อันเจนจบของผู้เขียนได้
โชคดีที่ชะตาอันโหดร้าย ได้ทำให้ผู้เขียนซัดเซพเนจรไปประกอบอาชีพในแวดวงธุรกิจ และเริ่มเรียนรู้โลกที่เป็นจริงมากขึ้น ผู้เขียนจึงค้นพบว่า ตนเองควรจะปรับตัวเข้าหามวลชนบ้าง โดยละทิ้งอคติที่ว่า “ผู้รู้” จะต้องแสดงความรู้อย่างซับซ้อนลึกซึ้ง ไม่ควรทำให้ความรู้ที่ซับซ้อนนั้นมีลักษณะเรียบง่ายจนเกินไป เพราะจะเป็นการลดทอนความรู้อันลึกซึ้ง ให้กลายเป็นความรู้ธรรมดา เมื่อคิดได้ดังนี้ ผู้เขียนจึงได้เริ่มที่จะ พัฒนางานเขียนให้มีความซับซ้อนลดน้อยลง
สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบในการเปลี่ยนแปลงตนเองครั้งนี้ก็คือ การถ่ายทอดความคิดออกมาให้เรียบง่ายขึ้นนั้น ไม่ได้เพียงช่วยให้คนอื่นเข้าใจความคิดของเราดีขึ้นเท่านั้น แต่กลับช่วยทำให้ผู้เขียนตกผลึกกับความคิดของตนเองได้ดีขึ้น เพราะไม่ต้องไปติดในวังวนของความซับซ้อน ซึ่งบางครั้งกลายเป็นความสับสน ที่สำคัญ ประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากการได้ไปทำงานในแวดวงธุรกิจและเศรษฐกิจ ทำให้ผู้เขียนเข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น ทั้งหมดจึง ได้ผนวกกันทำให้ผลงานเขียนพัฒนาสูงส่งขึ้น มีคุณค่าต่อการตีพิมพ์จำหน่ายทั้งในรูปหนังสือและบทความ
บทเรียนนี้ ได้ทำให้ผู้เขียนเข้าใจเรื่อง KM มากขึ้น ว่าไม่ใช่มีลักษณะตรงไปตรงมา เพียงแค่ผลิตสร้างความรู้ขึ้นมาและนำมาแลกเปลี่ยนกัน แต่เป็นกระบวนการของการ “เปิดใจ” เพื่อรับ “สิ่งใหม่” โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เราสนใจ ยิ่งกว่านั้น การพัฒนาผลงานให้มีลักษณะเรียบง่าย ซึ่งดูเผินๆอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับความรู้ หากทว่าในทางปฏิบัติ กลับถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ความรู้อย่างสำคัญ
ยังมีกระบวนการ KM ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าที่คิดอีกหลายกรณี ซึ่งได้มีผู้นำเสนอไว้แล้วมากมาย ดังนั้น ผู้เขียนจะไม่นำเสนอซ้ำเข้าไปอีก หากให้ผู้เขียนแนะนำ ก็คงต้องบอกว่า “KM” ของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช คือ KM ที่ผู้เขียนถูกตาต้องใจที่สุด
แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเสนอเพิ่มเติมเข้าไปในบทความฉบับนี้ก็คือ “ความกล้าที่จะเสี่ยง” แน่นอนว่า ในมุมนี้ หมอวิจารณ์ได้พูดถึงไว้อีกเช่นกัน แต่ผู้เขียนคิดว่า หมอวิจารณ์ยังให้ความสำคัญในประเด็นนี้พอๆกับประเด็นอื่น แต่สำหรับ KM ของผู้เขียนนั้น อยากจะเน้นประเด็นนี้เป็นพิเศษ จึงต้องขอวิเคราะห์เพิ่มเติม
จากประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียน ได้ค้นพบว่า การไม่สามารถยกระดับจากผู้เชี่ยวชาญ เข้าสู่การเป็นปรมาจารย์ได้นั้น หลายครั้งไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ หรือไม่ยอมเปิดใจรับฟัง แต่กลายเป็นว่าเกิดจาก “ความกลัว” ที่จะเปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่า “ความกลัว” นี้ย่อมไม่ใช่ความผิดของใคร เพราะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติประทานมา โดยในมุมหนึ่งความกลัวได้ช่วยให้มนุษย์สามารถหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตราย แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความกลัวได้กักขังมนุษย์ไว้จากพลังสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่
ผู้เขียนอยากเปิดประเด็นตรงนี้ว่า “ไม่มีผลงานยิ่งใหญ่ใด ที่ปราศจากซึ่ง ความกล้าหาญ” เพราะงานที่ยิ่งใหญ่นั้น จะต้องมี “ความแตกต่าง” ที่มากพอจากงานธรรมดา และต้องเป็นงานที่ยังไม่มีคนทำมาก่อน หรือทำแล้วอาจจะไม่ดีพอ ดังนั้น “ผลงานที่ยิ่งใหญ่” จึงย่อมมี “ความเสี่ยง” อยู่แล้วโดยธรรมชาติ คนที่จะก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ได้ จะต้องมีจิตใจยิ่งใหญ่ และกล้าหาญเพียงพอที่จะเสี่ยง ถึงแม้ในท้ายที่สุด ปรมาจารย์คนนั้นจะต้องพบกับความล้มเหลว แต่ความล้มเหลวนั้นก็ยังมีลักษณะสร้างสรรค์มากกว่าความสำเร็จแบบธรรมดา
ความล้มเหลวที่สร้างสรรค์นี้เอง จะช่วยปูทางให้ “ชนรุ่นหลัง” ได้เข้ามาสานต่อผลงานที่ยิ่งใหญ่ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง เพราะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของคนรุ่นก่อน หรือหากปรมาจารย์ผู้นั้นยังไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะรังสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็เชื่อแน่ว่า ความล้มเหลวที่สร้างสรรค์นี้ ย่อมจะกลายเป็นความสำเร็จที่เลิศล้ำได้ในอนาคต
มีคนสงสัยกันมากว่า ทำไมบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง IBM จึงได้ทิ้งโอกาสในการพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้กับ Microsoft, Apple และบริษัทน้องใหม่ทั้งหลายที่เข้ามาท้าทาย คำตอบนั้นมีมากมาย แต่คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้บริหารและพนักงานใน IBM มีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกินไป ดังนั้น การเสี่ยงในการริเริ่มสิ่งใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดแล้วคิดอีก และในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะไม่เสี่ยง โดยเชื่อมั่นอย่างเพ้อฝันว่า หากบริษัท สามารถรักษาความเก่งกาจและการทำงานหนักของพนักงานในองค์กรไว้ได้แล้ว ก็ย่อมที่จะช่วยรักษาความสำเร็จในอดีตให้คงอยู่ต่อไปชั่วกาลปาวสาน
บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า ความเก่งกาจ ไหวพริบ ความฉลาด และการทุ่มเททำงานหนักนั้น ย่อมมีค่าน้อยกว่าความริเริ่มสร้างสรรค์และความสามารถในการปรับตัวเข้ากับ “ความจริงใหม่”
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของ KM ก็คือ ความกล้าที่จะท้าทายตัวเอง ท้าทายความสำเร็จเดิม ท้าทายความมั่งคั่งและมั่งคงของชีวิต เพื่อที่จะสามารถ “ริเริ่มสิ่งใหม่” โดยการยอมรับโอกาสแห่งความล้มเหลวและความเจ็บปวดทั้งหลายที่จะตามมาอย่างเต็มใจ
คนที่จะสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น จึงต้องทำการฝึกฝนจิตใจตนเองให้เข้าสู่ “ภาวะสงบนิ่ง” ที่สามารถเอาชนะความกลัวในความสูญเสีย ความโลภในผลประโยชน์ ความเสียหน้าจากความล้มเหลว และทุกปัจจัยที่จะมากระทบต่อการสร้างสรรค์ผลงานอันยิ่งใหญ่ที่เต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์
บางครั้ง “สิ่งขวางกั้น” ความริเริ่มสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้น ไม่ได้มาในรูปแบบที่เห็นได้ชัด แต่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบ ซึ่งหากไม่เปิดใจให้กว้าง และเอาชนะ “อคติ” ในใจ ย่อมยากที่จะบรรลุได้
ในอดีต ผู้เขียนเคยหมกมุ่นกับการเป็นฝ่ายซ้าย เพราะเชื่อว่าเป็นแนวคิดก้าวหน้า ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยแท้จริง อย่างไรก็ตาม การยึดติด “ความดี” โดยละเลย “ความจริง” ก็อาจเป็น “อวิชชา” ที่ช่วยปิดบังตัวเราจากการสร้างสรรค์ หลังจากล้มลุกคลุกคลานมานานหลายปี ผู้เขียนเริ่มสงสัยว่า หากแนวคิดของฝ่ายซ้ายดีเลิศจริงอย่างที่ผู้เขียนและเพื่อนๆศรัทธา ทำไมแนวคิดนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จ และยิ่งมาสังเกตเพิ่มขึ้นว่า ในหมู่ของปัญญาชนฝ่ายซ้ายที่ปวารณาตนเองเพื่อช่วยเหลือสังคมนั้น กลับมีพฤตกรรมบางประการที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าผู้คนที่พวกเขาประณาม ทั้งหมดได้ทำให้ ผู้เขียนเริ่มเข้าใจอย่างกระจ่างชัดว่า การแบ่งแยกคนโดยใช้ระบบซ้าย-ขวา คอมมิวนิสต์-ทุนนิยม หรือ เผด็จการ-ประชาธิปไตย เป็นแนวคิดที่ง่ายเกินไป ผู้เขียนจึงเลิกที่จะมี “ศรัทธา” โดยไม่ตรวจสอบให้ถ่องแท้อีกต่อไป
จากบทเรียนนี้ ทำให้ผู้เขียนได้เริ่มต้นฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสรุปออกมาได้เพียง 3 ประโยค คือ “ฟังโดยไม่ตัดสิน ฟังอย่างลึกซึ้ง และฟังอย่างชื่นชม” ซึ่งเมื่อฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว ผู้เขียนพบว่า ตนเองสามารถมองเห็น “ความจริง” ที่เคยมองข้ามไปมากมาย และไม่กลับไปตัดสินคนและสรรพสิ่งโดยแนวคิดแบบขาว-ดำ ผิวเผินอีกต่อไป
ผู้เขียนตระหนักดีว่า การทำลาย “ความเชื่อ” ในตัวเราให้หมดไปนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย และผู้เขียนเองก็อาจจะมีความเชื่อที่หลบซ่อนอยู่มากมาย แต่กระนั้น หากมนุษย์คนใด ตั้งความปรารถนาไว้ว่า เกิดมาชาติหนึ่ง จะขอสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้ได้สัก 1 ชิ้นแล้ว ก็คงต้องพัฒนา KM ให้เข้าสู่จุดสูงสุด นั่นคือ การพยายามละทิ้งอัตตา โดยการเปิดกว้างต่อความรู้ใหม่ ผ่านวิธีการ “ฟังโดยไม่ตัดสิน ฟังอย่างลึกซึ้ง และฟังอย่างชื่นชม” เมื่อกระบวนการนี้ได้รับการผลิตซ้ำไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่ง บุคคลนั้นย่อมค้นพบ “ความจริงอันยิ่งใหญ่” และเมื่อค้นพบแล้ว ต้องกล้าที่จะแปรเปลี่ยนความจริงนั้น ให้กลายเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ก็จะต้องมีการฝึกฝนจิตใจเพื่อให้สงบนิ่งเพียงพอที่จะละทิ้ง “ความกลัว ความโลภ ความลังเล และกิเลสนานัปการ” เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่กระบวนการ “สร้างสรรค์” ที่ยิ่งใหญ่
ในโลกธุรกิจปัจจุบันที่การแข่งขันรุนแรงนั้น สิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและสร้างผลกำไรที่ยิ่งใหญ่นั้น ย่อมหนีไม่พ้น “ความริเริ่มสร้างสรรค์” แต่การที่ความริเริ่มสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นในองค์กรได้นั้น เจ้าของธุรกิจจะต้องเอาชนะ “ความโลภ” ให้ได้เสียก่อน จึงกลายเป็นความท้าทายในโลกธุรกิจแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องคิดค้นวิธีการ “ทำเงินโดยไม่คิดเรื่องเงิน”
ผู้เขียนเชื่อว่า ด้วยไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยมของนักธุรกิจทั้งหลาย พวกเขาย่อมต้องสามารถ “ปริศนา Zen” บทนี้ได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม กระบวนการ KM เพื่อพัฒนาตนเองจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญไปสู่การเป็นปรมาจารย์นั้น ถือได้ว่าบรรลุถึงยอดเขาของ KM เพียงลูกเดียว ยังเหลือยอดเขา KM อีก 2 ลูกที่จะต้องไต่พิชิตต่อไป เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า KM นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ดังนั้น ในเมื่อชีวิตไม่ได้ประกอบด้วยการทำงานเพียงอย่างเดียวเท่านั้น KM จึงไม่ควรสิ้นสุดลงที่การทำงาน
2. ผู้ตื่น (Saint)
เราจะพบว่า นักธุรกิจ ดารา นักวิทยาศาสตร์ นักเขียน วิศวกร แพทย์ ฯลฯ ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในสาขาอาชีพของตนนั้น จำนวนมากกลับต้องพบความล้มเหลวในชีวิตส่วนตัว พวกเขาไม่สามารถนำความรู้ในวิชาชีพ มาใช้ในการสร้างชีวิตตนเองให้ประสบความสำเร็จได้ เหมือนชีวิตการทำงาน
บางที ความรู้ในการจัดการชีวิตนั้น อาจมีความแตกต่างจากความรู้ในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม KM ที่นำไปใช้ในการพัฒนาตนเองจากผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้รู้หรือปรมาจารย์นั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาชีวิตส่วนตัวได้ เราเรียกผู้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชีวิตส่วนตัวว่า “ผู้ตื่น”
ผู้ตื่น (Saint) แตกต่างจากผู้รู้ คือ ผู้รู้นั้น สามารถรู้วิธีในการเอาชนะความไม่แน่นอนและอุปสรรคต่างๆในเรื่องที่เชี่ยวชาญ ขณะที่ผู้ตื่นนั้นรู้จักการ “ปล่อยวางและเปิดกว้าง” ในทุกเรื่องราวของชีวิต
เราสามารถประยุกต์ใช้ทักษะ “ฟังโดยไม่ตัดสิน ฟังอย่างลึกซึ้ง และฟังอย่างชื่นชม” ไปใช้ในการพัฒนาชีวิตส่วนตัวได้
เมื่อหลายเดือนก่อน ผู้เขียนตั้งใจจะค้นหา “ความลับของ KM” เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง จึงได้ขอเข้าพบ อาจารย์ ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้เชี่ยวชาญด้าน KM ท่านหนึ่งของเมืองไทย อย่างไรก็ตาม การพูดคุยในครั้งนั้น กลับทำให้ผู้เขียนเกิดความเปลี่ยนแปลงตนเองครั้งใหญ่ เพราะท่านอาจารย์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาด ในวิธีคิดเชิงระบบที่ผู้เขียนใช้ในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ท่านอาจารย์ได้ทำให้ผู้เขียนตระหนักว่า ควรเปิดใจให้สมองซีกขวาได้ทำงานบ้าง
หลังจากนั้น ผู้เขียนได้ริเริ่มฝึกฝนการใช้สมองซีกขวาควบคู่กับสมองซีกซ้ายเพิ่มมากขึ้น และพบว่าเกิดความสร้างสรรค์อย่างล้นเหลือ ทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้สุนทรียสนทนา (Dialogue) กับพี่สาวถึงเรื่องเมือง Florence ที่เราต่างก็ชื่นชอบเหมือนกัน แต่โดยความเคยชินตามปรกติของปุถุชน ทำให้ผู้เขียนคิดว่าพี่สาวจะต้องมีมุมมองต่อเมือง Florence ในแบบเดียวกับผู้เขียน แน่นอนว่า หากพี่สาวไม่ใช่คนที่ลุ่มลึกด้านศิลปะ ผู้เขียนคงไม่หลงเข้าใจผิดแบบนี้ แต่เมื่อเราสร้างมาตรฐานให้พี่สาวไว้สูงว่ามีรสนิยมสูง เสพศิลปะ Florence อย่างลึกซึ้งเช่นเดียวกับตัวเรา จึงได้นำไปสู่ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะพี่สาวปิดบังอำพรางความแตกต่างไว้ แต่เกิดจากความเคยชินของปุถุชน ที่เมื่อเชื่อมั่นอะไรแล้ว ก็มักจะคิดเองเออเองไปเสียหมด แน่นอนว่าความลุ่มลึกทางศิลปะของพี่สาวยังเหมือนเดิม และอาจจะมากกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ความลึกซึ้งทางศิลปะของพี่สาว ก็เป็นไปได้ว่า อาจมีรูปแบบที่แตกต่างจากเรา
วิธีแก้ไขโรคยึดติดนี้ คือ การฟังโดยไม่ตัดสิน เพื่อทำลาย “อคติและความเคยชินส่วนตัว” ที่มักจะแฝงเร้นมาและบดบังข้อเท็จจริงอยู่เสมอ อย่างในกรณี Florence ที่แม้จะเป็นการพูดคุยเล่นธรรมดา แต่สุดท้ายก็ยังนำไปสู่ความผิดพลาดได้ ดังนั้น การฟังโดยไม่ตัดสิน จะเป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะเข้าใจสาระที่สื่อออกมาอย่างแท้จริง
เมื่อได้พูดคุยอย่างลึกซึ้ง จึงยิ่งเข้าใจอย่างแท้จริงว่า พี่สาวนั้นเป็นคนที่ศึกษาอย่างลุ่มลึก รอบรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปะ วรรณคดี เหมือนตัวเราอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กระนั้นก็ยังมีความแตกต่างในรายละเอียด โดยเฉพาะสิ่งที่พี่สาวสนใจนั้น มักจะเป็นศิลปะที่เน้นหนักเรื่องการเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งอาจจัดให้อยู่ในสกุล Romantic ในขณะที่ศิลปะที่ผู้เขียนสนใจนั้น เน้นที่การควบคุมอารมณ์ความรู้สึกอย่างเหมาะสมลงตัว ซึ่งจัดอยู่ในสกุล Classic หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในอดีต ผู้เขียนอาจจะด่วนตัดสินใจว่า แนวทางของพี่สาวนี้ผิดพลาด โดยไม่ยอมพิจารณาบ้างเลยว่า เรากำลังพูดคุยเรื่อง “ศิลปะ” ไม่ใช่การดำเนินชีวิตปกติ ที่การใช้อารมณ์อาจนำมาซึ่งปัญหามากกว่าการสร้างสรรค์
“ศิลปะแห่งการฟัง” จึงมีบทบาทสำคัญมาก ในการเป็นผู้ตื่น ยิ่งกว่านั้น “ศิลปะแห่งการฟัง” ยังไม่จำเป็นต้องหมายถึงการฟังผู้อื่นเสมอไป บางครั้งเรายังควรประยุกต์ “ศิลปะการฟัง” มาใช้กับตัวเราเอง เพราะคนส่วนใหญ่มักเชื่อว่า ตัวเราย่อมรู้ดีว่าตนเองเป็นคนอย่างไร ต้องการอะไร แต่หากพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว เราอาจรู้จักตัวเราน้อยกว่ารู้จักผู้อื่นก็เป็นได้ เพราะความเชื่อที่ว่า “ตัวเราย่อมรู้ว่าตัวเราเป็นอย่างไร” ได้ทำให้เรามัวแต่สนใจศึกษาคนอื่น โดยลืมศึกษาตัวเองพร้อมกันไปด้วย
ลองคิดดูว่า ปัญหาชีวิตส่วนตัวนั้น หลายครั้งไม่ได้เกิดจากความดีเลวถูกผิดของผู้ใดเลย แต่เกิดจาก “ความไม่เข้าใจผู้อื่น” อย่างถ่องแท้ของมนุษย์เรา เนื่องจาก “ความเชื่อส่วนตัว” ที่มนุษย์ด่วนตัดสินว่า ผู้คนรอบข้างเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งกว่านั้น “ความเชื่อส่วนตัว” ที่เรามีต่อตนเองนั้น หลายครั้งก็นำพาตัวเราไปผิดทิศผิดทาง และนำมาซึ่งปัญหาได้ไม่แพ้กัน
การใช้ KM เพื่อเรียนรู้ตัวเองและผู้อื่น รวมถึงสรรพสิ่งทั้งหลาย จึงย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิตส่วนตัวได้ เช่นเดียวกับ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน
3. ผู้เบิกบาน (Artist)
มีน้อยคนนักที่จะทั้งประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน และประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนตัว แต่ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จถึงเพียงไหน ชีวิตของมนุษย์ย่อมจะสูญเปล่าอย่างยิ่ง หากไม่รู้จัก “ศิลปะแห่งความงาม”
ดังนั้น ยอดเขาของ KM อีกลูกหนึ่งที่ควรต้องพิชิตก็คือ การจัดการความรู้เพื่อให้สามารถกลายเป็น “ผู้เบิกบาน”
สำหรับ “ผู้เบิกบาน (Artist)” ในบทความนี้ ผู้เขียนขอใช้ในความหมายแคบ คือ ผู้สัมผัสได้ถึงความเบิกบานที่เกิดจากความงาม
อย่างไรก็ตาม “ความงาม” นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ยากจะนิยามให้แจ้งชัดได้ กระนั้น “ความงาม” ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์โหยหาและต้องการอยู่เสมอ
ความงาม ย่อมขึ้นอยู่กับความรักชอบส่วนตัวค่อนข้างมาก แต่เราคงต้องยอมรับว่า Shakespeare ประพันธ์บทละครได้ดีเลิศกว่า Bernard Shaw ถึงกระนั้น Shaw ก็ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเขียนชั้นแนวหน้าคนหนึ่ง ที่มีผู้คนชื่นชอบมากมาย ยิ่งกว่านั้น แม้ Shakespeare จะเหนือกว่า Dante และ Goethe แต่ทั้งสองท่านก็ยังถูกจัดให้อยู่ในระดับชั้นเดียวกัน และผู้เชี่ยวชาญบางคนก็อาจชอบ Dante และ Goethe มากกว่าอีกด้วย ดังนั้น ความงามจึงเป็นเรื่องส่วนบุคคลค่อนข้างมาก
ในวงการเพลงก็เช่นกัน เรารู้ว่า The Beatles ย่อมเหนือกว่า Oasis แต่เมื่อเปรียบเทียบ The Beatles กับ The Eagles และ Bee Gees แล้ว ก็ย่อมใกล้เคียงกันจนยากจะตัดสิน ยังไม่นับว่า Oasis ย่อมมีผลงานที่เหนือกว่าวงดนตรีทั่วไปมากมายนัก
อย่างไรก็ตาม เรายังสามารถสัมผัสความงามของบทเพลงจากนักดนตรีที่ไม่ได้เด่นดังได้เช่นกัน ดังนั้น ความงามจึงขึ้นอยู่กับรสนิยมค่อนข้างมาก แม้ว่าจะมีมาตรฐานที่แบ่งแยกความเหลื่อมล้ำต่ำสูงก็ตาม
แต่ไม่ว่า “ความงาม” จะถูกจัดชั้นอย่างไร การเสพรับความงามและความเบิกบานในชีวิตนั้น ก็ยังต้องอาศัย “การปล่อยวางและเปิดกว้าง” เพื่อที่จะได้สามารถ “เสพรับโดยไม่ตัดสิน เสพรับอย่างลึกซึ้ง และเสพรับอย่างชื่นชม” ได้ แม้ว่าสิ่งที่เราเสพรับนั้นอาจจะเป็นเพียงผลงานของศิลปินธรรมดา หากทว่า ความงามที่ได้รับจากการเปิดกว้างและปล่อยวางของจิตใจนั้น ก็อาจจะเปี่ยมล้นยิ่งกว่า ความงามที่ผู้เชี่ยวชาญสัมผัสได้จากผลงานของศิลปินชั้นเลิศ
แน่นอนว่า ผลงานของศิลปินระดับปรมาจารย์ย่อมเหนือกว่าผลงานของศิลปินธรรมดาโดยไม่ต้องสงสัย แต่หากผู้เสพรับสามารถพัฒนาทักษะการเสพรับโดยไม่ตัดสิน เสพรับอย่างลึกซึ้ง และเสพรับอย่างชื่นชมได้แล้ว การเสพรับงานศิลปะทั้งหลายย่อมยกระดับคุณค่าและความงามทางจิตใจให้กับผู้เสพรับได้เพิ่มมากขึ้นกว่าผู้เสพรับธรรมดาอีกหลายเท่าตัว ยิ่งหากว่า ผลงานที่เสพรับนั้นเป็นฝีมือของระดับปรมาจารย์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งนำพาจิตใจของผู้เสพรับที่มีระดับ KM สูงส่งนั้น ให้บรรลุถึงความงามพิสุทธิ์ที่เลิศล้ำถึงแดนสวรรค์ได้ไม่ยากนัก
ที่สำคัญ ในท่ามกลางเหตุการณ์ธรรมดาในชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายนั้น หากเราฝึกฝนที่จะ “สัมผัสอย่างไม่ตัดสิน สัมผัสอย่างลึกซึ้ง และสัมผัสอย่างชื่นชม” แล้ว เราอาจค้นพบบรรยากาศรอบข้างที่มีสีสันแตกต่างไปจากที่เคยสัมผัสรู้สึก เสียงใบไม้ต้องลมระหว่างเดินทางกลับบ้าน อาจแปรเปลี่ยนเป็นเสียงดนตรีที่หวานละมุน คำแนะนำสั่งสอนของเจ้านาย อาจเป็นเหมือน “เสียงสวรรค์” ที่ช่วยให้เราทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น การรับประทานอาหารกลางวันที่แสนธรรมดา ก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นมีรสชาติที่แสนซาบซ่านกลมกล่อมยิ่งกว่าเดิม
เสียงที่ต่างออกไป ภาพที่ไม่เหมือนเดิม รวมถึง รสชาติที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ย่อมเกิดจากการเปิดประสาทสัมผัสของเราอย่างลึกล้ำสร้างสรรค์ เพื่อที่จะสัมผัส “ความจริง” ของสรรพสิ่ง ที่ความเคยชินในชีวิตมนุษย์ได้ละเลยมองข้ามไป
การเสพสัมผัส “ความงาม” เพื่อที่จะกลายเป็น “ผู้เบิกบาน” อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องมีการฝึกฝนเรียนรู้วิธีการในการเข้าถึง ดังนั้น จึงต้องอาศัยทักษะการบริหารจัดการความรู้ (KM) ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฝึกฝนตัวเองเพื่อเข้าสู่การเป็นผู้รู้ (Master) และ ผู้ตื่น (Saint)
ถึงที่สุดแล้ว การแบ่งแยกเส้นทางของ KM ออกเป็น 3 สายนี้ จึงเป็นแนวคิดที่ไม่สมบูรณ์ แต่ที่ต้องแบ่งนั้น ก็เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ หากทว่าในการประยุกต์ใช้จริงนั้น ควรจะต้องบูรณาการทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด
สิ่งที่ผู้สนใจศึกษา KM ต้องตระหนักก็คือ KM ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา โดยรู้จักที่จะ “ปล่อยวาง” และ “เปิดกว้าง” ต่อทุกสรรพสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เล็กที่สุด หรือใหญ่ที่สุด ทั้งสาขาอาชีพของเรา และสาขาอาชีพอื่น ทั้งเรื่องศิลปะ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ธุรกิจ และศิลปะ เพราะทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีคุณค่าความหมายต่อความเป็นมนุษย์
ชีวิตคนเรามีจำกัด จึงย่อมไม่อาจเสพรับความรู้ที่หลากหลายมากมายได้ทั้งหมด ดังนั้น การเรียนรู้เรื่อง KM จึงมีประโยชน์อย่างมหาศาล เพื่อที่จะย่นระยะเวลาการเรียนรู้สรรพวิทยาการทั้งหลายให้สั้นลง และสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาชีวิตตนเองให้กลายเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมได้
“ชีวิตสั้นนัก แต่ศิลปะยืนยาว”
