กอร์ปศักดิ์เสนอ ยุติสัมปทาน 2G ก่อนเริ่มประมูล 3G
November 11, 2009
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เขียนลงบล็อกส่วนตัว korbsak.com อธิบายถึงมติของ ครม. เศรษฐกิจ และเสนอแนวทาง “จ่ายเงินชดเชย ยกเลิกสัญญาสัมปทาน 2G ก่อนประมูล 3G” เพื่อแก้ปัญหาการประมูลคลื่นความถี่ 3G ที่ยืดเยื้อมานาน
ก่อนอภิปรายถึงแนวคิดของนายกอร์ปศักดิ์ ต้องย้อนกลับไปดูโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เสียก่อน
เดิมทีนั้นผู้ที่มีอำนาจกำกับดูแล (regulation) กิจการโทรคมนาคมในประเทศไทย ได้แก่ กรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม (มีสถานะเป็นหน่วยงานราชการ), องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม) โดยที่ทั้งสามหน่วยงาน ยังให้บริการโทรคมนาคมด้วย
- กรมไปรษณีย์โทรเลข ให้บริการไปรษณีย์ และโทรเลข
- องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท. หรือ TOT) ให้บริการโทรศัพท์ภายในประเทศ
- การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท. หรือ CAT) ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ และการสื่อสารชนิดอื่นๆ เช่น อินเทอร์เน็ต
สำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และการสื่อสารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในขณะนั้น ได้เปิดให้เอกชนประมูลคลื่นความถี่สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย
ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900MHz ของ ทศท. คือ AIS (สัมปทานถึง พ.ศ. 2558) ส่วนผู้ที่ได้รับคลื่น 1800MHz ของ กสท. คือ DTAC (สัมปทานถึง พ.ศ. 2561) ภายหลัง DTAC ได้แบ่งคลื่น 1800 บางส่วนให้กับบริษัทอื่นๆ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นโอเปอเรเตอร์หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เช่นกันได้แก่ บริษัททีเอ ซึ่งภายหลังกลายมาเป็น Orange และ TRUE MOVE และบริษัทดีพีซีของกลุ่มสามารถ (บริการ Hello 1800) ซึ่งภายหลังถูก AIS ควบกิจการจนกลายเป็น GSM 1800

แผนภาพโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ไทย ก่อน พ.ศ. 2547
หมายเหตุ: วงกลม – บริษัท, สี่เหลี่ยม – หน่วยงานของรัฐ
ภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กำหนดให้แยกการกำกับดูแล (regulator) ออกจากการให้บริการโทรคมนาคม (provider) ส่งผลให้เกิดการก่อตั้ง คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช. หรือ NTC) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2547 หน้าที่ในการกำกับดูแลของกรมไปรษณีย์โทรเลข ถูกย้ายมารวมอยู่กับ กทช. และแยกบริษัท ไปรณีย์ไทย ออกมาเป็นผู้ให้บริการทางไปรษณีย์ ในช่วงเดียวกัน องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และการสื่อสารแห่งประเทศไทย ถูกแปรรูปเป็นบริษัทจำกัด โดยกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% กลายเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด มหาชน และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หน้าที่ในการกำกับดูแลและจัดสรรคลื่นความถี่ถูกโอนย้ายไปอยู่กับ กทช ทั้งสองบริษัททำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพียงอย่างเดียว
ในช่วงไล่เลี่ยกัน พ.ศ. 2545 รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ประกาศปฏิรูประบบราชการไทยใหม่ ตั้งกระทรวงใหม่ๆ เพิ่มเติม และหนึ่งในนั้นคือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือที่เรียกกันติดปากว่า กระทรวงไอซีที หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงบริษัทใหม่ทั้งสามแห่ง ถูกย้ายมาสังกัดกระทรวงไอซีทีแทนกระทรวงคมนาคมเดิม
อย่างไรก็ตาม สัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ 2G ที่บริษัทเอกชนทั้งสามแห่งทำกับ ทีโอที และ กสท. โทรคมนาคม (ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นรัฐวิสาหกิจ) ยังคงอยู่ตามกำหนดเดิม สภาวะนี้ทำให้เกิดการ “ลักลั่นย้อนแย้ง” ว่าอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการสื่อสารนั้นอยู่กับองค์กรใดกันแน่ และความลักลั่นย้อนแย้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อการประมูลความถี่ 3G ของ กทช. เข้าอย่างจัง

แผนภาพแสดงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบัน (พฤศจิกายน พ.ศ. 2552)
รวมแผนการประมูล 3G ของ กทช. ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2552-ต้นปี 2553
ตามแผนการประมูลของ กทช. ในช่วงกลางปี 2552 จะออกใบอนุญาต 4 ใบ โดยให้ผู้ประกอบการรายเก่า 3 ใบ และผู้ประกอบการรายใหม่ 1 ใบ อย่างไรก็ตาม ตามเงื่อนไขของ กทช. แล้ว ทีโอที และ กสท. โทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในรูปบริษัทของรัฐไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูล (ในแผนภาพแสดงเป็นเส้นประสีเขียว) ซึ่งทำให้กระทรวงไอซีทีในฐานะผู้ดูแลบริษัททั้งสองไม่พอใจ และเข้าเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้ กทช. เปลี่ยนกฎเกณฑ์ (กทช. ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกฎเกณฑ์ เนื่องจากไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของรัฐบาล)
ปัญหาอีกอย่างของการประมูล 3G ที่เกิดขึ้นคือ การย้ายฐานลูกค้าเดิมจาก 2G ภายใต้สัมปทานเก่า มายัง 3G ภายใต้ระบบใบอนุญาตแบบใหม่ของ กทช. เพราะตามสัมปทานเดิมนั้น บริษัทเอกชนจะต้องจ่ายค่าสัมปทานคิดเป็น 20-25% ของรายได้ให้กับ ทีโอที และ กสท. โทรคมนาคม ในขณะที่ กทช. คิดค่าใบอนุญาตใหม่ถูกกว่าเดิมประมาณ 6% ซึ่งคิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท ถ้าผู้ให้บริการโทรศัพท์ 2G ในปัจจุบัน สามารถย้ายลูกค้าไปใช้เครือข่าย 3G ได้ ก็จะทำให้รายได้ของทีโอทีและ กสท. โทรคมนาคม จากค่าสัมปทานลดลงไปมาก
บริษัททั้งสองแห่งเองก็ประสบปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันที่ไม่สามารถสู้กับเอกชนได้ (ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบริการบรอดแบนด์ของทีโอที เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วยังตามหลังอยู่มาก) ปัจจุบันบริษัททั้งสองแห่งมีรายได้หลักมาจากค่าสัมปทาน ถ้าหักรายได้ส่วนนี้ออกไป กำไรจะกลายเป็นขาดทุนมหาศาลทันที
ในการประมูล 3G ของ กทช. นั้นมีปัญหาปลีกย่อยในด้านอื่นๆ อีกมากมาย และมีผู้เสนอทางแก้ไขหลายแนวทางซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ก็ยังเป็นปัญหาการสูญเสียรายได้ของรัฐจากค่าสัมปทานอยู่ ผลก็คือการประมูล 3G ต้องล่าช้าออกไป และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่ยังไม่มีบริการ 3G (อีกประเทศคืออินเดีย ซึ่งคาดว่าจะเปิดประมูลได้เดือนธันวาคม 2552)
ข้อเสนอของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุคือ ยกเลิกสัญญาสัมปทาน 2G เดิมที่เอกชนทำไว้กับ ทีโอที และ กสท. (ซึ่งจะหมดอายุในช่วง 6-7 ปีข้างหน้า) เพื่อตัดปัญหาเรื่องการย้ายฐานลูกค้ามายัง 3G ที่จะเปิดประมูลใหม่ ทำให้การประมูล 3G ของ กทช. ลดความซับซ้อนลง และแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น
นายกอร์ปศักดิ์เขียนข้อเสนอไว้ในบล็อกดังนี้
ผมเป็นประธานคณะกรรมการ กนร. เป็นคณะกรรมการที่กำกับงานนโยบายของรัฐวิสาหกิจ คงต้องเร่งประชุมโดยนำเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ผิดกฎหมายนี้มาพิจารณาเพื่อส่งต่อครม. ให้มีมติเร่งรัดกระทรวงดำเนินการ และน่าจะได้รวมแผนยุติสัญญาสัมปทานในปี 2553 (ตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม) เข้าด้วยกัน คือเจรจาแก้ไขให้แล้วเสร็จพร้อมกันไป ควรกำหนดเวลาด้วย เช่นวางเป้าหมายไว้ 180 วัน
เป็นโจทย์ใหญ่แต่เป็นหัวใจ เพราะเมื่อทำสำเร็จ ภาคเอกชนทุกรายจะกลับมายืนอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน แปลว่าทุกคนสามารถเข้าประมูลใบอนุญาตประกอบการใหม่ได้อย่างเท่าเทียมกัน และไม่ต้องกังวลเรื่องของการย้ายฐานลูกค้าอีกต่อไป
เทียบข้อเสนอของนายกอร์ปศักดิ์กับโครงสร้างตามแผนภาพ (ส่วนสีแดงคือข้อเสนอของนายกอร์ปศักดิ์)

แผนภาพข้อเสนอการแก้ไขปัญญา 3G ตามข้อเสนอของนายกอร์ปศักดิ์
แนวทางนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุด เพราะเป็นการยกเลิกความสัมพันธ์ส่วนที่เป็นปัญหา (สัมปทานระหว่างบริษัทเอกชนกับรัฐวิสาหกิจเดิม) ออกไป ทำให้บริษัทเอกชนที่เคยอยู่ใต้สัญญาสัมปทาน กลับมามีฐานะเป็นบริษัทเอกชนธรรมดาทั่วไป และเปลี่ยนสถานะของทีโอที และ กสท. ที่ยัง “ลักลั่นย้อนแย้ง” เพราะเป็นบริษัทแต่กลับมอบสัมปทานให้กับบริษัทของเอกชนได้อีกทอดหนึ่ง ให้กลายเป็นบริษัทธรรมดาเช่นกัน เพียงแค่รัฐเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดเท่านั้น
ถ้าแนวทางนี้ของนายกอร์ปศักดิ์เกิดได้จริง แปลว่า ทีโอที หรือ กสท. โทรคมนาคม ย่อมมีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลคลื่น 3G ได้เช่นเดียวกับ AIS, DTAC และ TRUE
นายกอร์ปศักดิ์ยกข้อดีของแนวทางนี้ไว้ดังนี้
เห็นใจครับว่าแนวที่นำเสนอนี้ไม่ง่าย เหนื่อยหน่อย แต่ประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุด ปัญหาเก่าที่ไม่เป็นธรรมจะได้รับการแก้ไข เดินหน้ากันใหม่โดยเป็นกติกาที่ภาคเอกชนได้รับความเสมอภาค ไม่มีพวกใครพวกมัน แข่งขันกันอย่างจริงจัง ภาครัฐฯได้ประโยชน์เต็มที่ เจ้าของประเทศที่ไม่ได้ใช้ 3G ไม่บ่นเพราะมีรายได้จากการขายคลื่นความถี่เข้าสมทบกับงบประมาณปกติ เงินนี้นำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อย่างดียิ่ง (เรียนฟรี ประกันรายได้ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ)
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีอุปสรรคขนานใหญ่ 2 ข้อ (ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ก็ยอมรับเช่นกัน) คือ
- การตีราคาสัญญาสัมปทานเดิมที่ยังเหลืออยู่ ให้เป็นธรรมและสะท้อนความเป็นจริง เพื่อไม่ให้รัฐต้องเสียประโยชน์ และเอกชนต้องจ่ายเงินมากเกินไปจนขาดเงินลงทุนเพื่อ 3G
- แนวทางนี้จำเป็นต้องให้ กทช. ในฐานะผู้มีอำนาจในการกำกับดูแล และรัฐบาล ในฐานะเจ้าของทีโอทีและ กสท. ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดกติกาที่สอดคล้องกัน ทั้งกติกาการยกเลิกสัมปทาน (อำนาจของรัฐบาล) ใบอนุญาต 2G ใบใหม่ (อำนาจของ กทช.) และกติกาการประมูลคลื่น 3G (อำนาจของ กทช.)
ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนนักว่า แนวทางของนายกอร์ปศักดิ์จะมีโอกาสเป็นจริงได้แค่ไหน ขึ้นกับความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ กทช. และรัฐบาล รวมถึงต้องพยายามเร่งรัดให้การปรับเปลี่ยนกติกาเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด เนื่องจากว่าการประมูล 3G ย่อมจะเกิดขึ้นได้เมื่อกระบวนการปรับเปลี่ยนทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว
บทความอ้างอิง
หมายเหตุ: เพื่อให้แผนภาพง่ายต่อความเข้าใจ จึงตัดทอนรายละเอียดบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงออกไป เช่น บริการของ Hutch และ Thai Mobile ที่ใช้รูปแบบที่แตกต่างจากปกติ
Comments
3 Responses to “กอร์ปศักดิ์เสนอ ยุติสัมปทาน 2G ก่อนเริ่มประมูล 3G”
Got something to say?






[...] http://www.siamintelligence.com/korbsak-2g-concession-before-3g/ http://www.korbsak.com/ บทความ 1-2-3 [...]
อ่านแล้วน่าสนใจมากเลยครับ …
เพิ่งซื้อโทรศัพท์มือถือระบบ 2 G (ไม่รองรับ 3 G) เมื่อ 20 มิ.ย. 53 ให้ลูกสาวใช้ราคาสูงพอสมควรสำหรับผู้มีรายได้ปานกลาง สาเหตุที่ซื้อ 2 G เพราะว่าราคาตำ่ำกว่า 3 G อยู่มากและคิดว่าระบบ
3 G ยังไม่จำเป็นสำหรับเรา (ตกข่าวเรื่องการเปลี่ยนแปลงสัมปทาน 2G – 3G ) อยากทราบว่าหลังจากเปลี่ยนแปลงสัมปทานสัญญาณโทรศัพท์มือถือแล้ว ต้องเสียเงินซื้อเครื่องใหม่หรือไม่ เพราะตามสัญญาเดิม บริษัททรู (ใช้บริการสัญญาณของระบบนี้อยู่) จะหมดในปี 2556 นี้แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้อยู่ยังถือว่าใหม่อยู่