SIU มีโอกาสเข้าสัมภาษณ์ “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และตำแหน่งล่าสุด กรรมการอำนวยการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมคุมทัพ ส.ส. สู้ศึกเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะมาถึงในปีนี้
[เกริ่นนำ]
เรามักเห็นกอร์ปศักดิ์อยู่ในทุกจังหวะทางการเมืองที่สำคัญ ไม่ว่าการเป็นหนึ่งในทีมเจรจาของฝ่ายรัฐบาล กับแกนนำฝ่ายคนเสื้อแดง วีระ-จตุพร-เหวง และถ่ายทอดสดออกทางสถานีโทรทัศน์แทบทุกช่อง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2552
แม้ภายหลังการเจรจาจะไม่สำเร็จ มีเหตุการสูญเสียและบาดเจ็บจากทั้งฝ่ายทหารและประชาชนผู้ชุมนุมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน ฝ่ายรัฐบาลพยายามเปิดการเจรจาลับอีกครั้งกับแกนนำคนเสื้อแดง มีข่าวว่ากอร์ปศักดิ์ยังคงเป็นห้องเครื่องหลักคนหนึ่งในการเจรจา
ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เขาพยายามเล่นบทตรวจสอบโครงการจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะหลายโครงการจากพรรคภูมิใจไทย สร้างความอึดอัดให้กับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับมีฉายา “คุณชายละเอียด” ปลิวว่อนออกมาจากที่ประชุม ครม.
แม้ในงานด้านภาคประชาชนและสิ่งแวดล้อม เราจะเห็นกอร์ปศักดิ์เข้าไปรับฟังปัญหาผลกระทบจากมลพิษ และติดตามผลการดำเนินงานกรณีการแก้ไขปัญหามาบตาพุด
ถัดมาเขาก็ต้องประสบอุปสรรคครั้งสำคัญเมื่อมี กระแสข่าวการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง จนกระทั่งฝ่ายค้านเรียกร้องบีบให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง
กอร์ปศักดิ์สลับไปทำงานในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ที่ลาออกไปเพราะพิษการแต่งตั้งอธิบดีกรมตำรวจ โดยมีดอกเตอร์สามสี “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” มาทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจแทน แม้กระนั้นก็ยังมีข่าวว่ากอร์ปศักดิ์ยังเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการผลักดันโครงการเศรษฐกิจหลายโครงการ อาทิ โครงการประกันราคาพืชผล เป็นต้น
รูปเกมการเมืองในปีนี้ (2554) จะเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง รัฐบาลตัดสินใจทิ้งไพ่โครงการ “ประชาวิวัฒน์” เพื่อเอาใจฐานเสียง ตรงกับข้อมูลฝ่ายความมั่นคงอย่าง ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ประกาศว่าการแก้ปัญหาความมั่นคง ก็คือการจัดให้มีการเลือกตั้ง มีการเลือกตั้งปีละสองครั้งก็ไม่แปลก

Thailand Competitiveness Matrix (TCM)
เราสังเกตเห็นว่าแนวคิดเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของกอร์ปศักดิ์ ยังอิงกับเรื่องกรอบขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ซึ่งแนวคิดเรื่องนี้เคยเป็นโครงการร่วมมือระหว่าง สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ และทีมของไมเคิล พอร์เตอร์ (Michael Porter) กูรูยุทธศาสตร์การแข่งขันจากฮาร์วาร์ด และเสนอผ่านสภาพัฒน์มาก่อน
กอร์ปศักดิ์ชี้ถึงอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบอย่างชัดเจน อาทิ เช่น การเกษตร การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมยานยนต์ เขายังพูดถึงกรอบความตกลงทางการค้าของอาเซียนและนอกเหนือจากอาเซียน อาทิเช่น ASEAN+3 รวมไปถึงโครงการยุทธศาสตร์ที่อาจปรับปรุงขีดความสามารถเรื่อง logistic อย่างรถไฟความเร็วสูงที่จะมีการร่วมมือกับประเทศจีนอีกด้วย
กอร์ปศักดิ์เล่าให้ SIU ฟังว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองแต่ละพรรคก็ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะต่างก็ใช้ตำราเล่มเดียวกันมานำเสนอในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน
แน่นอนว่านโยบายนั้นมีส่วนสำคัญทำให้พรรคการเมืองยุคหลังจากไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งด้วยการนำเสนอนโยบายเป็นตัวนำในการหาเสียง ต่างพากันนำเสนอนโยบายในการหาเสียงแข่งขันเป็นทิวแถวเช่นกัน พรรคที่นำเสนอนโยบายได้เป็นที่น่าเชื่อถือและชื่นชอบของประชาชนย่อมได้รับคะแนนเสียงจาก สส.บัญชีรายชื่อเป็นอันดับสูง การเลือกตั้งที่ผ่านมาเสียงสส.ในส่วนนี้ของประชาธิปัตย์และพลังประชาชน (เดิม) แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงนี้อย่างเด่นชัดยิ่ง
และที่เหนือกว่านโยบายการหาเสียง กอร์ปศักดิ์เชื่อว่าปัจจัยตัดสินสำคัญในครั้งนี้อยู่ที่ “ผู้นำ” ซึ่งจะเห็นได้ว่าในบรรดาผู้นำพรรคการเมืองต่าง ๆ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มีความโดดเด่นสูงสุด แม้กระนั้นยังไม่วายที่กอร์ปศักดิ์จะเน้นอยู่หลายครั้งว่า ถ้าจะเลือกก็ควรเลือกให้ประชาธิปัตย์เป็นคะแนนเสียงส่วนมาก จะได้ไม่มีปัญหาการต่อรองในพรรคร่วมรัฐบาล
บางทีนี่อาจจะตอบโจทย์สำคัญว่า เหตุใดพรรคประชาธิปัตย์จึงมุ่งนำเสนอโครงสร้างสัดส่วน ส.ส. เขต-บัญชีรายชื่อแบบใหม่ให้เป็น 375+125
คลิปวิดีโอสัมภาษณ์พิเศษ “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ”
[บทถอดเทปการสัมภาษณ์]
Q: อยากทราบว่ายุทธศาสตร์หลักของนโยบายรัฐบาล จริงๆ แล้วคืออะไรครับ
หนึ่งก็คือเราดูว่าประเทศจากนี้ไปจะวาง position ทางการตลาดอย่างไร เราต้องเปรียบประเทศเป็นบริษัทนะครับ ต้องดูว่าเราจะหารายได้เข้าบริษัทประเทศไทยได้อย่างไร ผมมองว่าเราควรรู้ว่าตัวเองเก่งอะไร วันนี้ไม่ต้องเสียเวลาคิดมาก เรารู้ว่าท่องเที่ยวเราดี เรารู้ว่าเกษตรเราเก่ง เราเริ่มเก่งเรื่องประกอบรถยนต์ ปีนึงส่งออกเป็นล้านๆ คัน ของเหล่านี้เห็นชัดว่าเราไม่แพ้ใคร
ยังมีอีกเยอะครับที่เราทำได้ แต่เราไม่ควรไปทำอะไรที่เราไม่เก่ง โลกสมัยนี้มันเปลี่ยนไปเยอะ ไม่มีพรมแดน อีกไม่นานประชาคมอาเซียนก็สำเร็จตามเป้าหมาย
สมมติเราวางเป้าหมายในการหารายได้ว่าจะเป็นประเทศที่เก่งด้านท่องเที่ยว ทุกคนอยากมาเที่ยว ชายหาดตั้งแต่เพชรบุรีลงไปพัฒนาเป็นอย่าง “ริเวียร่า” ทุ่มเงินงบประมาณให้สวย ความปลอดภัยดี ตำรวจท่องเที่ยวพร้อม เราก็มีรายได้เข้ามา หลังจากนั้นเมื่อมีเงินเข้ามา ก็แปลงเป็นรูปของเงินภาษี เราต้องรู้ว่าเราจะใช้จ่ายเงินของเราเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ประโยชน์อย่างไร
ในอดีตที่ผ่านมาเรามีรายได้เข้าประเทศ แต่เงินถูกเอาไปใช้ประโยชน์ในกลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม รายได้ก็ไม่กระจาย เราก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับคนชั้นกลางได้
เชื่อผมไหมว่าตัวเลขที่น่ากลัวที่สุด เวลาเราทำนโยบายใช้ไฟฟรี ตัวเลขที่กำหนดไว้ 90 ยูนิต ปรากฎว่ามีคนถึงเกือบ 9.1 ล้านครัวเรือนที่ใช้ไฟเพียง 90 ยูนิต คุณคูณสามเข้าไปก็ประมาณ 27 ล้านคน เขาใช้ไฟแค่นี้เพราะไม่มีสตางค์ อยากเปิดตู้เย็น 24 ชม. ยังเปิดไม่ได้ รีดผ้าก็ได้แค่ 2-3 ตัวเอง อย่าไปพูดถึงเรื่องนิวเคลียร์เลย คนกลุ่มนี้ไม่ต้องใช้น่ะ เห็นชัดว่าเงินงบประมาณของเราที่ทุ่มเทพัฒนาพลังงานใหม่ๆ มันสำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่ง นี่คือความไม่เป็นธรรม
Q: ก็คือเป็นคนส่วนน้อย?
แต่คนส่วนน้อยเนี่ยเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะเขาสร้างงานให้คนอีก 27 านมีงานทำ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เอาเงินงบประมาณไปใช้เพื่อให้เขาบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น มันก็ต้องดูว่าความเป็นธรรมอยู่ตรงไหน ถ้าเราปรับค่าไฟให้เขาต้องจ่ายมากหน่อย คนจนเหล่านี้ก็จะมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ซึ่งก็เป็นเหมือนการเพิ่มรายได้ ให้ชีวิตของเราดีขึ้น เป็นการดึงเขาออกจาก vicious circle หรือภาวะจนซ้ำซาก
ตอนนี้ในสื่อกำลังบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำนโยบายคล้ายๆ กับนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน คล้ายกับที่คุณทักษิณทำ จริงๆ แล้วต่างกันตรงไหนครับ?
นโยบายรถไฟฟรี ใช้ไฟฟรีเป็นของคุณสมัครครับ ไม่ใช่ของคุณทักษิณ ตอนนั้นเศรษฐกิจแย่ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพียงแต่ตอนนั้นไม่ใช่ใช้ไฟฟรี 90 ยูนิต แต่เป็น 120-150 ซึ่งมันสิ้นเปลืองมาก อย่างน้ำก็ไม่มีบ้านไหนต้องจ่ายเลย รัฐบาลของเราก็มา fine tune ใหม่ ไม่ใช่ว่าของเค้าไม่ดี แต่เราก็ไม่ต้องการทำในแบบประชานิยม
Q: ยืนยันว่าไม่ใช่ประชานิยมแน่ๆ
ไม่ใช่หรอกครับ เราไม่อยากเห็นคน 27 ล้านคนใช้ไฟ 90 หน่วยหรอกครับ เราอยากให้เค้าใช้ไฟ 120 หน่วยแล้วจ่ายเงินครับ แต่ถ้าเขายังจนอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ และจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แสดงว่าเราผิดพลาดแน่นอน อีก 4 ปีข้างหน้าถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น รัฐบาลไปแน่นอน เฟล มีคนจนมากขึ้น
วัดกันง่ายๆ ถ้าหารัฐบาลคุณทักษิณดีจริง ทำไม 6 ปีแล้วยังจนกันอยู่ล่ะครับ มันควรจะข้ามตรงนี้ไปได้แล้ว แต่มันไม่ได้ข้ามเพราะมันไม่ได้ดีจริง
สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ขณะนี้ไม่ใช่ประชานิยม มันเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของคนจน ช่วยเค้าก่อน อย่างโครงการประกันรายได้เกษตรกร จากนี้เกษตรกรเดินเข้านาก็สบายใจ ไม่มีคำว่าขาดทุนอีกแล้ว เราตั้งไว้เลยว่าคุณได้กำไร 40% แน่นอน แล้่วเงินที่เราให้ก็เงินของเค้า เงินภาษี เราคืนเขาไป ภาษาอังกฤษเรียก tax rebate
Q: แต่ยังมีปัญหาเรื่องกำหนดที่ดิน เรื่องพืชไร่ การลงทะเบียน ในรายละเอียดอยู่รึเปล่าครับ
ทำงานมีปัญหาทั้งนั้นล่ะครับ แต่มันไปได้ครับ นี่รอบสองแล้ว มีปัญหาคนโกงไหม มีครับ คนตั้ง 4 ล้านคน โกงซะ 10 คนก็โกงแล้ว
โครงการนี้ดีมากเพราะเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรมั่นคง เวลานี้ถ้าไปดูตัวเลข รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นตั้ง 30% จากที่ผ่านมา เค้าไม่จนอีกแล้วไงครับ เพราะไม่ขาดทุนอีกแล้ว ข้าวราคาตกก็ได้กำไร ถ้าข้าวราคาขึ้นมากๆ ก็ได้กำไรด้วยตัวของเขาเองอยู่แล้ว มันสำปะหลังตอนนี้เลิกพูดได้เลย 3 บาทกว่า
Q: งบประมาณของรัฐบาลมีสิทธิ์เข้าสู่สมดุลในอนาคตไหมครับ
ต้องทำให้ได้ กลับไปที่เรื่องรายได้ไง อีก 2-3 ปีเราต้องเพิ่มรายได้ การเพิ่มรายได้ต้องใช้เวลา มันไม่เหมือนการเอาเงินไปใส่มือชาวบ้านที่เขาใช้ได้เลย อย่างโครงการรถไฟไทยจีน ใช้เวลา 4 ปีสร้างจากหนองคายมากรุงเทพ ถามว่ารายได้จะเกิดขึ้นเมื่อไร อีก 6-7 ปี มันไม่ได้เกิดขึ้นทันที
Q: จากประสบการณ์ที่คุณกอร์ปศักดิ์ทำงานในตำแหน่งรองนายกเศรษฐกิจ คิดว่าอุปสรรคสำคัญในอนาคตอยู่ตรงไหน
อุปสรรคสำคัญอยู่ที่การจัด priority ลำดับความสำคัญในการใช้เงินงบประมาณ ซึ่งมีอุปสรรคมาก เพราะถ้าการเมืองไม่นิ่ง จะเป็นมือใครยาวสาวได้สาวเอา ต้องไปทำอย่างอื่นที่ไม่ควรทำ
มันจะไปตอบโจทย์เรื่องต่อรองทางการเมืองกับพรรคร่วมได้รึเปล่าครับ
ทุกอย่างอยู่ที่ชาวบ้าน ประชาชนจะเป็นคนตัดสินใจ ประชาชนเป็นคนเลือกนี่ครับ พวกเราไม่ได้เป็นเอง ถ้าประชาชนเลือกพวกเรามาได้มากจนที่พวกเราไม่ต้องต่อรองกับใคร ต่อรองกันเองในพรรค มันก็ง่าย
ถ้าประชาชนเลือกพรรคฝ่ายค้านมาก มันก็ง่าย แต่ถ้าประชาชนไม่เลือกใครมากเลย เลือก 5-10 พรรค มันก็ยาก
Q: ที่ผ่านมายอมรับว่ามีอุปสรรคไหมครับ
มีครับ มีเยอะด้วย
ผมว่าการเลือกตั้งเที่ยวหน้า มันเป็นการเลือกระหว่างผู้นำมากกว่า นโยบายก็อย่างที่คุยเมื่อครู่นี้คือฟังดูดีจังเลย ทำได้จริงหรือเปล่า มันอยู่ที่ผู้นำไงครับ เรียนตำราเล่มเดียวกันหมดล่ะครับ หนังสือก็อ่านเล่มเดียวกัน รู้เหมือนกัน เรื่องนโยบายไม่ต้องคุยกันมากหรอกครับ ถามว่าทำเป็นหรือเปล่า ทำให้เกิดได้จริงหรือเปล่า จะดีกว่า
การทำได้ต้องมีแผนการปฎิบัติงานที่ชัดเจนเพียงใด อย่างที่เราทดสอบ เราไปเข้าค่าย 6 สัปดาห์แล้วสร้างแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน 6 เดือน อันนี้เป็นการพิสูจน์ว่า นับจากเดือนมกราไปอีก 6 เดือน แผนปฏิบัติงานที่ท่านนายกวางไว้จะทำได้จริงหรือเปล่า
Q: ถ้าประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเสียงส่วนใหญ่ คิดว่าการผลักดันนโยบายจะง่ายขึ้นไหมครับ
โอ้ย ง่ายขึ้นเยอะครับ ผมว่าเราพร้อมและทำได้ รถไฟไทยจีน หนองคาย-กรุงเทพ อีก 4 ปีได้เห็น รถไฟความเร้วสูง เมืองท่าแหลมฉบัง ย้ายท่าเรือคลองเตย ได้เห็นหมดภายใน 4 ปี
Q: จะเจอปัญหาการคัดค้านจากภาคประชาชนหรือเปล่า แบบที่เคยเป็นๆ มา
เจอแน่นอน ฝ่ายค้านก็ต้องค้านอยู่แล้ว ส่วนภาคประชาชนเราต้องฟัง แต่ถ้าเราเอาท่าเรือออกแล้วทำเป็นสวนสาธารณะ ผมก็มองไม่เห็นนะว่าประชาชนที่ไหนจะไม่ชอบ ถ้าเราจะขยายแหลมฉบังเป็นเมืองท่า ผมก็มองไม่เห็นว่าคนระยอง คนชลบุรี จะไม่ชอบได้อย่างไร
Q: แต่ทั้งหมดที่เราคุยกัน มันอยู่บนสมมติฐานที่การเมืองสงบลงแล้ว
ก็หลังเลือกตั้งไงครับ ถ้าเรามีเลือกตั้งได้ ทุกอย่างสงบลง เราก็ไปได้ แต่ถ้าชาวบ้านบอกว่านดยบายพรรคประชาธิปัตย์ไม่ดี ไปเลือกอย่างอื่น นั่นก็เป็นสิทธิ เรามีหน้าที่เสนอ ก็ได้แต่เสนอให้ดีที่สุด ให้เข้าใจง่ายที่สุด ถ้าเขาชอบเขาเลือกเรา ให้โอกาสเราทำงาน นี่คือประชาธิปไตย ถ้าเราทำไม่ได้ ชาวบ้านเขาอยากได้อีกแบบนึง เราก็ต้องยอมรับน่ะครับ ไปทำหน้าที่ตรวจสอบแทน
Q: เชื่อที่มีคนพูดว่า “ปัญหาอยู่ที่นักการเมือง” หรือเปล่า ต้องเอานักการเมืองออกไปให้หมด
แล้วเอาใครเข้ามาแทนล่ะครับ แบบนี้ก็ไม่ต้องมีประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยกับนักการเมืองอยู่คู่กัน เราอยากได้ประชาธิปไตยแบบมีทหารเหรอ ก็ไม่ได้อีก เราอยากได้ประชาธิปไตยที่มีอาจารย์จุฬา-ธรรมศาสตร์มาหมด ก็ไม่ใช่ เพราะเราทดลองมาหมดแล้ว เราเคยมีอาจารย์ทั้งหลายมาเป็นรัฐมนตรีเต็มไปหมดแล้ว (ยักไหล่)
คำตอบมันมีอยู่แล้วว่าเราต้องอดทนครับ เพราะว่าการเมืองประชาธิปไตยไม่ได้สร้างในวันเดียว
Q: แปลว่าต้องเชื่อมั่นในการเมืองระบอบรัฐสภา
ต้องเชื่อมั่นครับ มันไม่มีวิธีอื่น ถ้าไม่ดีก็เลือกใหม่ อย่าปฏิวัติครับ อย่าไปทางลัด ประชาธิปไตยไม่ได้มาง่ายๆ
Q: ปัญหาที่ผ่านมาในช่วงพฤษภา เกิดการสูญเสียเยอะ และเหมือนความขัดแย้งยังไม่หายไป แบบนี้จะแก้ยังไงครับ
ผมว่าทุกอย่างต้องใช้เวลาหมดล่ะครับ เรามีความขัดแย้งกันในทางความคิด แล้วเราจะบอกว่าผ่านมา 2-3 เดือนทำไมไม่ดีกันเสียที มันเป็นไม่ได้ครับ ต้องใช้เวลา
คนที่มาชุมนุมแล้วถูกจับ ตอนนี้ติดคุกติดตะรางอยู่หลายร้อยคน จะให้ครอบครัวของเขาบอกว่าไม่เป็นไร มันเป็นไปไม่ได้ ครอบครัวของทหาร อย่าง พ.อ. ร่มเกล้าที่เสียชีวิตไป ครอบครัวเขาคิดยังไง ครอบครัวเขาออกมาโวยวายไม่ได้เพราะสามีเสียชีวิตในหน้าที่ มันก็เดือดร้อนไปกันหมด ไม่มีใครชนะ แพ้กันหมด
ผมว่าถ้าเรามีเลือกตั้ง อย่างน้อยก็ให้เสียงจากประชาชนตัดสิน ประชาชนเป็นใหญ่ พอมีเลือกตั้งแล้วเราก็ยอมรับ ถ้าฝ่ายค้านได้เสียงข้างมาก เขาก็คู่ควรกับการเป็นรัฐบาล
เราต้องพร้อมที่จะบอกว่าจะเป็นฝ่ายค้านก็ได้ รัฐบาลก็ได้ แต่อยากเป็นรัฐบาล จะเสนอของดีๆ ให้ดู เพื่อให้คนเลือกพวกผมเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ถ้าหากว่าเกิดอุบัติเหตุจนเราไม่ได้เป็น ก็ยอมรับแล้วทำหน้าที่ฝ่ายค้านไป อีกสี่ปีค่อยมาเลือกใหม่
ถ้าเชื่อในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องอดทนกันหน่อย แล้วก็ต้องเรียนรู้การเลือกตั้ง ไม่ใช่ไปเลือกตั้งเพราะบอกให้ไปเลือกคนนู้นคนนี้ แต่ไปเลือกตั้งด้วยความมั่นใจในตัวเองว่า สิ่งที่เราไปกากบาทใช้สิทธิ์เนี่ย ใช้ด้วยความระมัดระวัง
ผมคิดว่าจากนี้ไปเป็นปีเลือกตั้ง พอเป็นปีเลือกตั้ง ข่าวจะสับสน คนจะโฆษณากันเยอะ ต้องชั่งใจให้ดี
หน้าที่ของพวกผมคือการเอาสินค้าไปวาง แล้วต้องพูดเรื่องความเป็นจริงให้มากที่สุด สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะพูดท้ายที่สุดก็คือ งานที่เราทำมาสองปี เราทำไปมากพอสมควร แต่ในใจของพวกเรา เราคิดว่ายังมากไม่พอ
รู้จักกอร์ปศักดิ์แบบสั้นๆ
- กอร์ปศักดิ์เป็นบุตรชายคนโตของนายประมวล สภาวสุ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม ในรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์ช่วงหลัง และรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ
- กอร์ปศักดิ์จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา จากนั้นกลับมาประกอบธุรกิจด้านที่ปรึกษาการก่อสร้างและวิศวกรรม
- เขามีกิจการรีสอร์ทขนาดเล็กแต่หรูอยู่ที่ อ. ปาย จ. แม่ฮ่องสอน ชื่อ Rim Pai Cottage โดยให้ภรรยาเป็นผู้ดูแล และตัวเขาเองมักไปพักผ่อนที่ อ. ปาย เสมอในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่วนบุตรชายสองคนของกอร์ปศักดิ์ ทำงานช่วยบิดาในพรรคประชาธิปัตย์ทั้งคู่
- ในการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. กอร์ปศักดิ์มีทรัพย์สินรวมกว่า 100 ล้านบาท (ประชาชาติธุรกิจ)
- สื่อมวลชนตั้งฉายา “คุณชายละเอียด” หรือ “เจ้าคุณละเอียด” ให้กอร์ปศักดิ์ เนื่องจากบุคลิกเลิศหรูแบบคุณชาย แต่มีสไตล์การทำงานละเอียดลออ ใส่ใจทุกรายละเอียดจนพรรคร่วมอึดอัด
- อ่านประวัติของกอร์ปศักดิ์อย่างละเอียดได้จาก ชีวิตและผลงานกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
กอร์ปศักดิ์กับโลกออนไลน์
กอร์ปศักดิ์ถือเป็นผู้บริหารที่ใช้สื่อออนไลน์มากเป็นอันดับต้นๆ ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เขามีบล็อกส่วนตัวที่ korbsak.com เขียนอภิปรายประเด็นด้านเศรษฐกิจและนโยบาย รวมถึง Facebook และ Twitter (@korbsak) และในช่วงที่ข่าวการลาออกของนายกอร์ปศักดิ์แพร่สะพัด เขาเลือกที่จะเงียบและปลีกตัวไปรีสอร์ทส่วนตัวที่ อ. ปาย จ. แม่ฮ่องสอน จากนั้นอัดวิดีโอแถลงเหตุผลในการลาออกผ่าน YouTube แทน (กอร์ปศักดิ์อธิบายเหตุผลผ่าน YouTube ว่าทำไมลาออกจากเลขาธิการนายกฯ)
เมื่อฝุ่นควันทางการเมืองจางลงมีข่าวว่าเขาได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ถัดจากนั้นเขาโพสต์ใน ทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2554 ว่าเขากลายเป็นคนว่างงานไปเสียแล้ว แต่ข้อความทวิตเตอร์ลำดับถัดมาช่วย เฉลยว่าหน้าที่ใหม่ของเขาคือรับผิดชอบการเลือกตั้ง ที่สำคัญข้อความชิ้นนี้ จุดความสนใจให้เราติดต่อขอสัมภาษณ์กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ผ่านหลังไมค์ทางทวิตเตอร์ทันที!
ความจริงไม่ว่าง ภาระหนักกว่าเดิม โลกสมัยใหม่ การเมืองรูปแบบใหม่ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเล่น facebook ๓- ๔ ล้าน หาเสียงแบบโบราณแพ้ก่อนเริ่ม
ว่ากันว่านักการเมืองไวต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสมวลชนเสมอ ข้อความนี้สะท้อนถึงการจับกระแสการเมืองสมัยใหม่ที่กำลังตั้งเค้าขึ้น
ต้นแบบ “เมกะโปรเจคต์” พัฒนาพื้นที่ท่าเรือเก่า และเมืองรีสอร์ทริมชายทะเล
ในระหว่างการสัมภาษณ์ กอร์ปศักดิ์ เล่าให้เราฟังว่าเขายังมีความฝันที่จะย้ายท่าเรือคลองเตยออกจากพื้นที่เดิม และจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ซึ่งจะไม่มีที่จอดรถ แต่ประชาชนสามารถเดินทางมาได้โดยรถไฟฟ้า หรือขนส่งมวลชน ถือเป็น “ปอดแห่งใหม่” ของกรุงเทพ ซึ่งเขาเชื่อว่าไม่มีประชาชนคนไหนปฏิเสธไอเดียนี้
นอกจากนี้เขายัง “ขายฝัน” การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยแถว จ. เพชรบุรี ให้กลายเป็นแบบเดียวกับ “ริเวียร่า” พื้นที่ริมทะเลในอิตาลีที่เต็มไปด้วยรีสอร์ทขนาดเล็กหรูหรา ทอดยาวตลอดแนวชายฝั่ง
SIU นำเสนอโครงการลักษณะเดียวกันของต่างประเทศ ได้แก่ การย้ายท่าเรือของเมืองฮัมบูร์กประเทศเยอรมนี รวมถึง “ริเวียร่า” ต้นแบบไอเดียของกอร์ปศักดิ์ มาให้ดูเปรียบเทียบ




