เปิดรีพอร์ตมูดีส์ กรณ์ไม่ปลื้ม บิ๊กซีพีว่าไม่แย่อย่างที่คิด

February 25, 2009

จากข้อมูลที่สถาบันมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประเมินเศรษฐกิจในเอเชีย พบว่า มูดี้ส์คาด ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจจะติดลบ 2.3% ขณะที่หลายประเทศในเอเชีย อย่างไต้หวันก็ติดลบถึง 5.23% ญี่ปุ่นติดลบ 4.8% และสิงคโปร์ติดลบ 4.37%

อย่างไรก็ตาม รมว.คลัง ยอมรับว่า เศรษฐกิจของไทยยังคงต้องหดตัวต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยคาดว่าจะหดตัวมากกว่าไตรมาส 4/51 ที่มีปัญหาการปิดสนามบินและการส่งออกเริ่มหดตัวรุนแรง และในไตรมาส 2 ของปีนี้ก็คงจะยังไม่ค่อยดี แต่ก็จะเริ่มเห็นผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐบ้างแล้ว

นายกรณ์ กล่าวว่า การหดตัวของการส่งออกเริ่มชะลอลงในเดือน ม.ค.52 เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน แม้ว่าเมื่อเทียบปีต่อปีแล้วอาจจะเห็นการหดตัวค่อนข้างมาก เพราะฐานในช่วงต้นปีก่อนอยู่ในระดับสูง นอกจากนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศยังมีอยู่ โดยไตรมาส 4/51 เห็นการส่งออกที่หดตัวทำให้เศรษฐกิจติดลบ แต่การบริโภครัฐและเอกชนยืนได้ ทำให้ต่างชาติได้เห็นว่าเศรษฐกิจในประเทศยังอึด

รมว.คลัง กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้นทั้งการบริโภค และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และกำลังจะมีการฉีดงบประมาณต่อเนื่องในปีงบ 53 ที่จะมีวงเงินไม่แตกต่างจากปีนี้ ซึ่งเป็นอาวุธหนึ่งที่เตรียมไว้ ยังไม่นับการกู้ยิมเงินจากต่างประเทศ และการค้ำประกันการรับจำนำพืชผล ก็จะช่วยลดผลกระทบกจากความต้องการสินค้าของต่างประเทศที่หายไปได้ แต่รัฐบาลก็ยอมรับว่าคงไม่มีกำลังพออุดได้ทั้งหมด แค่ลดผลกระทบต่อประชาชน

“วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้เริ่มชัดเจนกว่าเป็นวิกฤติระดับประวัติศาสตร์ ไม่มีประเทศไหนไม่ได้รับผลกระทบ ต้องมาดูว่ากระสุนที่เรามีใช้แก้ไขปัญหาให้กับใคร หน้าที่รัฐบาลคือดูแลผู้ที่ดูแลตัวเองได้น้อยที่สุดก่อน แนววิธีการต่างๆ รัฐบาลมีอยู่แล้ว และประเมินกำลังทางการคลังอยู่ในวิสัยที่จะทำได้” รมว.คลังระบุ

“บิ๊กซีพี” ยันศก.ไทยไม่เลวร้ายสุดในเอเชีย แต่ปีนี้ติดลบแน่
นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี กล่าวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2552 คงจะติดลบแน่นอน แต่เชื่อว่าไม่ต่ำสุดในเอเชียเหมือนอย่างที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์อินเวสเตอร์เซอร์วิสคาดการณ์ เพราะประเทศสิงคโปร์น่าจะมีเศรษฐกิจติดลบมากกว่า 5% และต่ำกว่าประเทศไทย เนื่องจากสิงคโปร์พึ่งพาการส่งออก 100% ขณะที่ไทยพึ่งพาการส่งออกประมาณ 70% ของจีดีพี

“จีดีพีของไทยปีนี้ติดลบแน่ แต่จะติดลบมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและความ รุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจโลก หากจีดีพีติดลบ 4% จะมีคนว่างงานถึง 1.5 ล้านคน แต่หากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง จีดีพีคงติดลบ 2% คนว่างงานประมาณ 1 ล้านคน” นายอาชว์ กล่าว

รองประธานกรรมการซีพี กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะปานกลางและระยะยาว รับมือกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวไปอีก 2-3 ปี โดยให้รัฐบาลมุ่งดูแลภาคการเกษตรและชนบท เพราะมาตรการที่รัฐบาลออกมาระยะสั้น เช่น การแจกเงิน 2,000 บาทไม่ถึงมือชนบท นอกจากนี้รัฐบาลควรเน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ระบบชลประทาน และพัฒนาการเกษตร

สบน. ขอมูดี้ส์ปรับอันดับ
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า สบน.ได้สอบถามมูดี้ส์เกี่ยวกับการออกบทความดังกล่าว ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า เป็นการวิเคราะห์ตามตัวเลขเศรษฐกิจที่ สศช. แถลงเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่มูดี้ส์ยืนยันว่าจะยังไม่ปรับอันดับความน่าเชื่อถือ (เรตติ้ง) ของไทย ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับเทียบเท่า BBB+ Negative Outlook และยังคงประมาณการอัตราเติบโตปีนี้ที่ 0.5%

ที่มา – กรุงเทพธุรกิจ, มติชน

ความเห็น SIU:
บทวิเคราะห์ของ Moody′s Economy.com โดย Alaistair Chan ในหัวข้อ Thailand Outlook: Worse Than the 1997 Crisis? ระบุว่า สถานการณ์ในเมืองไทยอาจเจ็บปวดอยู่แต่ไม่มากเท่าเมื่อครั้งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ผ่านมา เพราะยังมี “ข่าวดี” อยู่บ้าง สิ่งที่นายชาน เห็นว่า เมืองไทยยังอยู่ในสภาพดีกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน แถมยังอาจทำให้อยู่ในสภาพดีกว่า “เพื่อนร่วมภูมิภาค” หลายประเทศ ก็คือ ภาวะหนี้ครัวเรือนและระดับของ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

ความจริงการวิเคราะห์แบบนี้ พูดไปตามเนื้อผ้า ไม่บวกไม่ลบ แต่รัฐบาลชุดนี้คงตกใจกับคำว่า GDP ติดลบ หรือ เศรษฐกิจแย่ที่สุดในภูมิภาค (ที่อาจจะถูกเน้นโดยสื่อมวลชน) ทั้งที่ไม่ว่าใครต่อใครถ้าพูดกันตรงไปตรงมาก็วิเคราะห์กันได้อยู่แล้ว (รายงานวิจัยจาก The Economist – ที่ไม่ใช่บทความเผยแพร่ในนิตยสาร ก็วิเคราะห์ไว้ล่วงหน้านานแล้วด้วยซ้ำว่า ศก. ไทยจะติดลบ) ส่วนประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่ตามบทวิเคราะห์ของ IMF ก็คือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แทนที่รัฐบาลไทยจะเอาเวลามาโต้แย้งเรื่องนี้ น่าจะหาวิธีแก้ปัญหาและเตรียมการรับมือดีกว่า โดยอย่างแรกที่สุดต้องขจัดเงื่อนไขความขัดแย้งทางการเมือง — แต่เรามองว่าคงทำได้ยากหากแม้ปากจะพูดเรื่องสมานฉันท์ แต่การปฏิบัติยังคงมีลักษณะแบ่งข้างเช่นนี้

Comments

Got something to say?






;