Practical Report “กรณ์” เอาแน่เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ยันลดความเหลื่อมล้ำ

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังพร้อมผลักดันให้เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำสำหรับผู้เสียภาษีในระบบ ซึ่งขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ยกร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเสร็จแล้ว รอเพียงนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น ซึ่งจะต้องหารือกับนายกรัฐมนตรีถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำเสนอร่างกฎหมาย ดังกล่าว “น่าจะเป็นช่วงที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ออกมาเรียบร้อยแล้ว และกว่าที่กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้ น่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง คงไม่ใช่ปีนี้ หรือปีหน้าที่รัฐบาลจะมีรายได้จากเงินภาษีดังกล่าว ส่วนนโยบายเรื่องการจัดเก็บภาษีมรดก ยังไม่พูดถึง เพราะช่วงนี้รัฐบาล และผมให้ความสำคัญกับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 100%”

สาเหตุที่รัฐบาลต้องจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อประโยชน์กับประชาชน และภาพรวมของเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล เพราะภาษีที่จะจัดเก็บใหม่นั้น รายได้จะไม่เข้าสู่รัฐบาลกลาง แต่จะเข้าไปในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งระหว่างนี้ สศค.อยู่ระหว่างสร้างความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวให้กับองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น (อปท.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการจัดเก็บ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น จะกำหนดให้ราคาประเมินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคนจนได้รับการยกเว้น ภาษี แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า ราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในระดับใดจะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ที่แน่ๆคือราคาบ้านและที่ดินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป คงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นคนรวย และต่ำกว่า 1 ล้านบาทลงมา ก็คงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นคนจน ดังนั้น มูลค่าที่จะยกเว้นภาษีอยู่ระหว่างการพิจารณา อย่างไรก็ตาม การตีมูลค่าตามร่างกฎหมายฉบับนี้จะไม่นับรวมเครื่องจักร ซึ่งจะทำให้ราคาประเมินต่ำลง สำหรับอัตราภาษีใหม่ กำหนดให้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในเชิงพาณิชย์มีอัตราภาษีไม่เกิน 0.5% ของราคาประเมิน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยไม่เกิน 0.1% และที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่เกิน 0.05%

ที่มา – นสพ. / ไทยรัฐ

ความเห็น SIU
รายการนี้เป็นการผลักดันจากกระทรวงการคลัง มีความพยายามออกพรบ.นี้ตั้งแต่สมัยหมอเลี้ยบเป็นรมว. คลังแล้ว แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งเรื่องการเมือง

SIU รีวิว พรบ. ฉบับนี้แล้ว ยังไม่ถูกใจบางประเด็น แต่หากคิดว่าเป็นขั้นแรกในการปฏิรูปภาษีที่ดินเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันก็มีเหตุผลอยู่บ้าง การที่กรณ์ออกมาผลักดันเรื่องนี้เป็นเรื่องชอบและเหมาะแก่เวลาแล้ว และหวังว่าคงจะไม่มี “นักการเมือง” คนใดออกมาต่อต้านอีก


ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. ที่กระทรวงการคลัง ได้ทำการปรับปรุงไว้ล่าสุด เมื่อปี 2549 มีสาระสำคัญ ดังนี้

(1) หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แทนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ เพื่อให้ระบบการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมี ประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น มีกระบวนการจัดเก็บภาษีที่มีลักษณะเป็นการกระจายอำนาจในการจัดเก็บภาษีให้ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และมีระบบการตรวจสอบการประเมินภาษีของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจในการกระตุ้นให้มีการใช้ที่ดินให้เกิด ประโยชน์สูงสุด

(2) การบังคับใช้กฎหมาย ให้จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างภายหลังจากวันที่ได้ประกาศพระราช บัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วเป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้มีเวลาสำหรับการเตรียมความพร้อมในการจัดเก็บภาษีดังกล่าว

(3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็น ทรัพย์สินของรัฐ รวมถึงผู้มีหน้าที่เสียภาษีแทนผู้เสียภาษี โดยมีหน้าที่เสียภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ตนถือครองอยู่ในวันที่ 1 มกราคมของแต่ละปีทั้งนี้ การเสียภาษีของผู้เสียภาษีหรือของบุคคลอื่นใดไม่เป็นเหตุให้เกิดสิทธิตาม กฎหมายอื่น

(4) อำนาจในการจัดเก็บภาษี ให้ อปท.มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขต อปท.ของตน ภาษีที่จัดเก็บได้ในเขตท้องถิ่นใดให้เป็นรายได้ของท้องถิ่นนั้นเช่นเดียวกับ ภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ปัจจุบัน

(5) ทรัพย์สินที่มิได้อยู่ในบังคับให้ต้องเสียภาษี

ทรัพย์สิน ที่ได้รับยกเว้น ได้แก่ ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เช่น พระราชวัง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินของรัฐซึ่งใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์ ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติหรือองค์กรระหว่างประเทศอื่นที่ ประเทศไทยมีข้อผูกพันให้ยกเว้นภาษี ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการสถานทูตหรือสถานกงสุลทรัพย์สินของสภากาชาดไทย ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติไม่ว่าศาสนาใดที่ใช้เฉพาะเพื่อประกอบศาสนากิจ หรือกิจการสาธารณะ ทรัพย์สินที่เป็นที่อยู่ของสงฆ์ นักพรต นักบวช หรือบาทหลวง หรือทรัพย์สินที่เป็นศาลเจ้าเฉพาะที่มิได้หาผลประโยชน์ ทรัพย์สินที่เป็นสุสานสาธารณะหรือฌาปนสถานสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์ ทรัพย์สินของเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจเฉพาะส่วนที่ได้ยินยอมให้ทางราชการใช้ เพื่อสาธารณประโยชน์โดยเจ้าของทรัพย์สินนั้นมิได้ใช้หรือหาผลประโยชน์ใน ทรัพย์สินนั้น และทรัพย์สินตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

ทรัพย์สินที่ ไม่จัดเก็บภาษีดังกล่าวไม่ได้รวมถึงโรงเรือนที่ใช้อยู่อาศัยเอง โรงเรือนปิดว่างตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และไม่รวมถึงการลดหย่อนที่ดินสำหรับอยู่อาศัยเองตั้งแต่ 50 ตารางวาถึง 5 ไร่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการจัดเก็บภาษีอย่างทั่วถึง เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวได้รับบริการจากท้องถิ่นเหมือนกัน

(6) ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่คิดจากราคาประเมินทุนทรัพย์ ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุดตามประมวลกฎหมายที่ดินและราคาทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดโดยกฎ กระทรวงโดยหักค่าบำรุงรักษาสิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุดร้อยละ 1 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 10 แทนการหักค่าเสื่อมราคาสิ่งปลูกสร้างตามอายุของสิ่งปลูกสร้าง

(7) อัตราภาษี มีดังนี้

1) อัตราภาษีมีทั้งหมด 3 อัตรา คือ อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วไปไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี ที่อยู่อาศัยของตนโดยไม่ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ไม่เกินร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี และที่ประกอบเกษตรกรรมไม่เกินร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี

ทั้งนี้ อัตราภาษีดังกล่าวสอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีปัจจุบัน ซึ่งจากการศึกษาโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังพบว่า ภาษีโรงเรือนและที่ดินมีอัตราภาษีอยู่ระหว่างร้อยละ 0.01-2.42 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ และส่วนใหญ่ของผู้เสียภาษีเสียภาษีในอัตราต่ำกว่าร้อยละ 0.5 ขณะที่ภาษีบำรุงท้องที่มีอัตราภาษีระหว่างร้อยละ 0.0001-0.2167 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ และเกือบทั้งหมดเสียภาษีในอัตราระหว่างร้อยละ 0.0001-0.0882

2) ให้คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิจารณากำหนดอัตราภาษี ตาม 1) ในทุกรอบระยะเวลา 4 ปี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยพิจารณากำหนดอัตราภาษีจากข้อมูลภาษีที่รับชำระมูลค่าของที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุดของผู้เสียภาษีทุกรายที่คณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลการจัดเก็บภาษี ประจำจังหวัดหรือคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลการจัดเก็บภาษีประจำกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี ได้รวบรวมข้อมูลดังกล่าวจาก อปท. ภายในจังหวัด

3) ในกรณี อปท.ใดมีเหตุผลและความจำเป็นในการพัฒนาท้องถิ่นของตนให้ อปท.นั้นมีอำนาจออกข้อบัญญัติกำหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราที่คณะ กรรมการฯได้กำหนดไว้ แต่ต้องไม่เกินอัตราตาม 1)

4) ในกรณีที่ดินที่ต้องเสียภาษีที่เป็นที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำ ประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน ให้เสียภาษีไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี ตามอัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วไปใน 3 ปีแรกและหากยังมิได้ทำประโยชน์อีกให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า ในทุก 3 ปี แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของฐานภาษี

(8) การลดและยกเว้นภาษี ให้มีการลดและยกเว้นภาษี 1) กรณีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้รับความเสียหายมากหรือถูกทำลายให้เสื่อมสภาพ ด้วยเหตุพ้นวิสัยที่จะป้องกันได้ 2) กรณีที่มีเหตุทำให้ที่ดินได้รับความเสียหายหรือทำให้สิ่งปลูกสร้างถูก รื้อถอนหรือทำลาย หรือชำรุดเสียหายจนต้องทำการซ่อมแซมในส่วนสำคัญและ 3) กรณีผู้เสียภาษีมีที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่ถือครองอยู่ทั้งหมดในเขต อปท.เพียงเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนและทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าไม่ เกินมูลค่าตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้ผู้เสียภาษีนั้นได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยดังกล่าว

(9) การปฏิบัติจัดเก็บภาษี อปท.จะทำการสำรวจที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จัดทำบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้เสียภาษีแต่ละราย ประกาศบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและแก้ไขบัญชีดังกล่าวให้ถูกต้อง อยู่เสมอ ประกาศราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หลักเกณฑ์การประเมินทุนทรัพย์สำหรับสิ่งปลูกสร้างอัตราภาษีที่จัดเก็บ และรายละเอียดอื่นที่จำเป็นในการจัดเก็บภาษีในแต่ละปี ประเมินมูลค่าที่ดิน สิ่งปลูกสร้างหรือห้องชุด จำนวนภาษีที่ต้องชำระฯ โดยผู้เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำร้องต่อผู้บริหารท้องถิ่นขอแก้ไขรายการที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างของตนให้ถูกต้องได้

(10) บทเฉพาะกาล

1) ให้ใช้กฎหมายปัจจุบันต่อไปเฉพาะการจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่ก่อนวันที่กฎหมายใหม่ใช้บังคับ

2) อภัยโทษทางภาษีโดยการยกเว้นเงินเพิ่ม ความรับผิดทางอาญาถ้าได้มาขอเสียภาษีที่ค้างชำระหรือชำระภาษีให้ครบถ้วนตาม หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

3) มีการบรรเทาภาระภาษีอันเกิดจากผลกระทบในการจัดเก็บภาษีตามร่างกฎหมายใหม่ โดยให้ผู้ที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นให้เสียภาษีเดิมรวมกับส่วนที่เพิ่มขึ้น เพียงร้อยละ 50 และร้อยละ 75 ในปีที่หนึ่งและสองตามลำดับ ส่วนผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีมาก่อนให้เสียภาษีร้อยละ 50 และร้อยละ 75 ของภาษีที่ต้องเสียในปีที่หนึ่งและสองตามลำดับ

4) ให้มีการเตรียมความพร้อมก่อนการจัดเก็บภาษี

ตาม ร่างกฎหมายใหม่ การจัดเก็บภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้ บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 2 ปีเพื่อใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษี ดังนี้

4.1) กรมที่ดินจัดทำแผนที่ระวางดิจิตอลเชื่อมโยงกับข้อมูลทะเบียนที่ดินทุกแปลง ให้ครบถ้วนจำนวน 30 ล้านแปลง ค่าใช้จ่าย 4,500 ล้านบาท เพื่อให้กรมธนารักษ์ใช้เป็นข้อมูลในการประเมินราคาที่ดินรายแปลง และ อปท.ใช้จัดเก็บภาษีทั่วประเทศ

4.2) กรมธนารักษ์ส่งบัญชีกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างและห้องชุดให้ อปท.และประเมินราคาทรัพย์สินอื่น

4.3) อปท.ดำเนินการสำรวจและจัดทำบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประกาศบัญชีรายการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของผู้เสียภาษีและแก้ไขบัญชีดัง กล่าวให้ถูกต้อง ส่งข้อมูลการเสียภาษีปัจจุบัน มูลค่าของที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือห้องชุดที่ต้องเสียภาษี และประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่คณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลการจัดเก็บ ภาษีประจำจังหวัดหรือคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลการจัดเก็บภาษีประจำกรุงเทพ มหานครและประกาศราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อัตราภาษีที่จัดเก็บ หลักเกณฑ์การประเมินราคาทุนทรัพย์ สำหรับสิ่งปลูกสร้างและรายละเอียดอื่น คณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลการจัดเก็บภาษีประจำจังหวัดหรือคณะอนุกรรมการจัดทำ ข้อมูลการจัดเก็บภาษีประจำกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี รวบรวมข้อมูลที่ได้รับจาก อปท.ประมวลผลข้อมูล พิจารณาประเภทที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างตามที่ อปท.หารือ แล้วส่งให้คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อพิจารณา กำหนดอัตราภาษี

4.4) คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกำหนดอัตราภาษี พิจารณาประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เสนอแนะลดอัตราภาษีสำหรับทรัพย์สินบางประเภท และแจ้งผลการพิจารณากำหนดอัตราภาษีให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นและ กรุงเทพมหานคร

  • Mutant

    ตอนแรกอุตส่าห์หลงนับถือท่านกรณ์ พออ่านในรายละเอียดก็พบว่ากฎหมายนี้ยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำนี่หว่า 555