Practical Report “กรณ์” ระบุเสียดายไม่ได้ใช้ 3 จี แต่ต้องเป็นไปตามหลักนิติรัฐ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

วันที่ 23 กันยายน 2553 นาย กรณ์ จาติกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เขียนบันทึกลงในเฟสบุ๊คของตนเองว่า ตนเองมีความรู้สึกเสียดาย ไม่ต่างจากหลายคนโดยเฉพาะมุมมองทางเศรษฐกิจว่า หาก 3 จี เกิดขึ้นเร็วเท่าใด ก็จะส่งผลดีต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมขึ้นเท่านั้น ทั้งในด้านการลงทุน การบริโภคและโดยเฉพาะทางเลือกของประชาชนที่เพิ่มขึ้นในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพดีมากขึ้นกว่าที่เรามีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

แต่เมื่อตนเองอ่านเหตุผลของการคุ้มครองโดยศาลปกครองแล้ว ก็เห็นด้วยเพราะนึกถึงหลักนิติรัฐที่ว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของทุกคนจะเอาตามใจอย่างที่เราต้องการอยากให้เป็นอย่างเดียวไม่ได้

ส่วนที่ตนไม่ระงับการฟ้องของ กสท. โทรคมนาคม นั้นตนมองว่าหากกระบวนการของ กทช. ชอบด้วยกฎหมาย ก็ไ่ม่น่าจะทำให้การประมูลประสบปัญหาจากการฟ้องร้องดังกล่าว ดังนั้นตนจึงมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่คำฟ้องของ กสท. แต่ปัญหาอยู่ที่ความไม่ชัดเจนในอำนาจของ กทช. ในการประมูลครั้งนี้ ทั้งนี้การรู้ประเด็นนี้ก่อนการประมูลจึงย่อมดีกว่ารู้เมื่อหลังการประมูลแล้วแน่นอน นอกจากนี้ตนยังไม่เห็นด้วยที่มีคนกล่าวว่าให้มองข้ามกฎหมายและเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง โดยมองว่าเป็นแนวทางการบริหารที่อันตราย


ผมขอบอกว่าการบริหารในลักษณะนั้นเป็นแนวทางการบริหารที่อันตราย เพราะเท่ากับเป็นการบริหารโดยใช้อารมณ์หรือยึดกับความคิดความต้องการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แม้จะเป็นกลุ่มที่เป็นเสียงข้างมากก็ตาม อย่างคิดจะแก้ปัญหายาเสพติด ก็ฆ่าตัดตอนผู้ค้ายา หรือพิพากษาว่า “บกพร่องโดยสุจริต” เพราะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากได้ใครคนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลจะทำต่อไปนั้น นายกรณ์มองว่าสิ่งที่ทำได้มีอยู่สองแนวทางคือ ผลักดันเทคโนโลยี 3 จี บนคลื่นความถี่ที่ใช้กันอยู่แล้ว โดยจะทำตามมาตรา 22 ที่จะเสนอแก้สัมปทานเพื่อผู้ประกอบการจะได้ให้บริการ 3 จี ได้ และตนเชื่อว่าเอกชนจะยินดีที่กล้าลงทุน ทั้งนี้การแข่งขันที่เกิดขึ้นยังเป็นการแข่งขันที่ไม่เสมอภาค ซึ่งแนวทางที่ควรเป็นคือ รัฐบาลมีมติให้ยกเลิกสัมปทานเพื่อนำไปสู่การออกใบอนุญาตที่กทช.จะเป็นผู้กำกับดูแลเพื่อให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อไป

สำหรับอีกแนวทางนั้นคือเร่งรัดการจัดตั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญใหม่คือ กสทช. ซึ่งรัฐบาลโดยผ่านสภาจะพยายามผลักดันให้กฎหมายคลอดออกโดยเร็ว ขณะนี้ขั้นตอนในการร่างกฎหมายเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายในการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการร่วมของสองสภา ซึ่งนายกรณ์คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้